แม้ว่า การประชุมสุดยอดพิเศษสหรัฐ-อาเซียนในกรุงวอชิงตัน จะเริ่มในคืนนี้ (เวลาไทย) ด้วยการร่วมรับประทานกลางวันที่อาคารรัฐสภา และอาหารค่ำที่ทำเนียบขาว แต่การสนธนาอย่างจริงจังจะมีในบ่ายวันต่อไป (๑๓ พฤษภา)
ประธานสภาผู้แทนราษฎร แนนซี่ เพโลซี่ เป็นเจ้าภาพมื้อกลางวัน และแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิกอาเซียนกับสมาชิกคองเกรส มีตัวแทนสิงคโปร์กับเวียตนามปราศรัย ตอนบ่ายจึงจะมีการสนทนากับกลุ่มนักธุรกิจอเมริกัน โดยตัวแทนบรูไนกับมาเลเซียขึ้นกล่าว
ช่วงเย็นเป็นการเข้าพบประธานาธิบดีไบเด็นที่ทำเนียบขาว ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันแล้วประธานาธิบดีสหรัฐจัดเลี้ยงอาหารค่ำ การประชุมอย่างทางการจะเริ่มในวันศุกรที่ ๑๓ พฤษภา พร้อมอาหารกลางวันก่อนเที่ยง โดยรองประธานาธิบดี คามาล่า แฮริส เป็นเจ้าภาพ
ตอนบ่ายซึ่งมีรัฐมนตรีในรัฐบาลไบเด็นหลายกระทรวงเข้าร่วม หัวข้อการประชุมเกี่ยวกับสภาพบรรยากาศโลก การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานบริสุทธิ์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน รวมทั้งมีการปราศรัยจากรัฐบาลลาว ไทย และฟิลิปินส์
จนบ่ายคล้อย ระหว่าง ๑๕.๐๐ น. ถึง ๑๗.๐๐ น. จึงจะมีการสนทนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อกัน ระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐกับผู้นำชาติอาเซียน โอกาสที่นายกรัฐมนตรีไทยจะกระซิบบอก โจ ไบเด็น ขอดีลพิเศษเรื่องพลังงานน่าจะน้อยนิด
ประเด็นนั้นควรมีการทาบทามรัฐมนตรีพลังงาน เจ็นนิเฟอร์ แกรนโฮล์ม ตั้งแต่ช่วงอาหารกลางวัน และนัดเจรจานอกรอบก่อนนั้น เช่นกับที่ไบเด็นจะสะกิดประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องที่ไทยเตรียมออกกฎหมายขย้ำหน่วยงานและองค์กรเอ็นจีโอนานาชาติ
เรื่องนั้นอาจจะให้รัฐมนตรีต่างประเทศบลิงเก็น และ/หรือรัฐมนตรีช่วย เชอร์แมนคุยกับ ดอน ปรมัตถ์วินัย หรือเจ้าหน้าที่จากกระทรวงต่างประเทศไทยเป็นการเฉพาะ เนื่องจากกฎหมายแบบนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สหรัฐจัดให้
ในจดหมายเรียกร้องของ ๖๕ หน่วยงานและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ที่มีถึงประธานาธิบดีและรัฐบาลสหรัฐ ชี้ชัดว่าร่างกฎหมายกำกับองค์การไม่แสวงหากำไรซึ่งปฏิบัติการอยู่ในประเทศไทยฉบับนี้ รังแต่จะกีดกันและให้ร้ายแก่องค์กรที่ช่วยเหลือผู้ยากไร้ในไทย
“กล่าวโดยสรุป ร่างกฎหมายนี้เป็นเพียงการขยายอำนาจอย่างกว้างขวางของรัฐบาล เพื่อที่จะควบคุมเหนือการทำงานทุกด้านและการรวมตัวทุกประเภทของภาคประชาสังคมในประเทศไทย” หนังสือถึงรัฐบาลไบเด็นระบุไว้ตอนหนึ่ง
ตัวบทในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว “มีข้อบทกำกับให้องค์กรไม่แสวงหากำไร...จะต้องไม่ดำเนินการที่กระทบต่อ ‘ศีลธรรมอันดี’ ของประชาชน หรือ ‘กระทบต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุข’ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกปรับวันละ ๑๐,๐๐๐ บาท”
บทลงโทษ เช่น มาตรา ๒๖ นี้ ทั้งคลุมเคลือและ ‘ปลายเปิด’ ให้ตีความตามอำเภอใจได้ แล้วยังมาตรการที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานเข้าไปคอยสอดส่องเรื่องแหล่งทุนในการดำเนินงาน “มีเนื้อหาขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ” เกี่ยวกับสิทธิความเป็นส่วนตัว
“สิทธิในการรวมตัว แสดงความเห็น และดำเนินการเพื่อชุมชน” เหล่านี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ “ซึ่งประเทศไทยให้สัตยาบันรับรอง และมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม” การเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐกดดันรัฐบาลประยุทธ์จึงเหมาะควรแล้ว