
iLaw
10h ·
12 ปีลอบยิงเสธ.แดง: ความในใจของสมบัติ ทองย้อย
วันที่ 13 พฤษภาคม 2553 พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มนปช.หรือคนเสื้อแดงถูกซุ่มยิงด้วยด้วยปืนระหว่างเดินตรวจความเรียบร้อยของแนวบังเกอร์ของผู้ชุมนุมใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อไม่นาน
.
สมบัติ ทองย้อย อดีตการ์ดคนเสื้อแดงและจำเลยคดีมาตรา 112 ซึ่งเพิ่งถูกศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 6 ปี จากกรณีโพสต์ข้อความพระราชดำรัส กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ และข้อความอื่นๆอีกสองข้อความในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 เคยเล่าเหตุการณ์ในช่วงที่พล.ต.ขัตติยะถูกยิงไว้ว่า
.
"พอถึงช่วงเดือนพฤษภาฯ 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็เตรียมใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมขั้นสุดท้าย วันที่เขาสลายใหญ่พี่ไม่ได้อยู่ที่แยกราชประสงค์ละแต่ไปอยู่แถวดินแดง พี่เลยไม่ได้เห็นเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายที่แยกราชประสงค์ แต่วันที่เสธ.แดงถูกยิงพี่อยู่ในพื้นที่เลย จริงๆ พี่ก็ไม่เห็นตอนพี่แดงแกถูกยิงหรอก มาเห็นเอาตอนมีคนเอาพี่แดงมาใส่รถกระบะเพื่อพาไปส่งโรงพยาบาล พี่แดงถูกเอาตัวขึ้นท้ายกระบะ เขาเอาหลังแกไปพิงกับกระจกหลังแคปรถแล้วเอาปลายเท้าชี้มาทางท้ายรถ"
.
"ตอนนั้นเหตุการณ์ชุลมุนมาก พี่หนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ตามรถกระบะที่จะพาพี่แดงไปโรงพยาบาล ระหว่างที่ขี่รถตาของพี่ก็จ้องอยู่ที่พี่แดง ตอนนั้นเหมือนเลือดน่าจะไหลลงมาคั่งแล้วเพราะตาพี่แดงเขียวคล้ำเลย พี่ขับรถตามได้สักพักก็เห็นท่าไม่ดีเพราะบนถนนมีมวลชนอยู่เยอะมาก รถกระบะเลยวิ่งได้ไม่เร็ว พี่เลยตัดสินใจขับแซงขึ้นมา ปากก็ตะโกน 'หลบไป หลบไป!' พี่แดงถูกยิง จนสุดท้ายรถก็วิ่งได้เร็วขึ้น พี่แดงถูกพาตัวไปโรงพยาบาลแต่พี่หนุ่มไม่ได้ตามไป พอรถมาถึงแยกราชประสงค์พี่ก็หยุดรถแล้วก็รีบขึ้นไปบอกกับพวกแกนนำที่ตอนนั้นก็พอจะได้ข้อมูลเรื่องพี่แดงถูกยิงมาบ้าง แต่ก็อย่างว่าสถานการณ์แบบนั้นมีทั้งข่าวจริงทั้งข่าวลวง พอรู้เรื่องเขาก็คุยกันปรับแผนเตรียมรับสถานการณ์แต่สุดท้ายวันนั้นก็ยังไม่มีสลาย"
.
เสธ.แดงไม่ได้เสียชีวิตในทันทีที่ถูกยิง แต่เขาเข้ารับการรักษาตัวเบื้องต้นที่โรงพยาบาลหัวเฉียว ก่อนจะย้ายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ด้วยอาการไตวาย ซึ่งนับเป็นเวลา 4 วันหลังเขาถูกยิง และ 2 วัน ก่อนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
.
หลังการเสียชีวิตของเสธ.แดง ขัตติยา สวัสดิผลหรือเดียร์ ลูกสาวของเสธ.แดงซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลังการเลือกตั้งปี 2554 รวมถึงคนเสื้อแดงบางส่วนมักไปจัดกิจกรรมวางดอกไม้รำลึกถึงพล.ต.ขัตติยะบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสีลมซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกับที่เขาเสียชีวิตในวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่เขาถูกยิงเป็นประจำ
.
ในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่มีการแพร่ระบาดของโควิด19และมีการออกข้อกำหนดห้ามชุมนุมโดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อนุรักษ์หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง นักกิจกรรมคนเสื้อแดงประกาศจัดกิจกรรมจุดเทียนรำลึกถึงเสธ.แดงและได้ทำป้ายไวนิลเขียนข้อความรำลึกถึงเสธ.แดงไปให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถือด้วยจนเป็นเหตุให้อนุรักษ์ถูกควบคุมตัวหลังจบงานและถูกตั้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
.
นอกจากอนุรักษ์แล้วยังมีประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมอีกเจ็ดคนถูกดำเนินคดีด้วย แม้ว่าในวันดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาคอยวัดไข้ แจกเจลล้างมือ และดูแลมาตรการเว้นระยะห่างให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิดภายในประเทศรายใหม่ โดยตำรวจกล่าวหาว่าผู้ร่วมชุมนุมบางส่วนมีพฤติการณ์ยืนถือป้ายร่วมกันและไม่สวมหน้ากากอนามัยขณะทำกิจกรรม คดีนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธและศาลแขวงดุสิตกำหนดสืบพยานคดีนี้ในเดือนพฤษภาคม 2565
ดูรายละเอียดคดีของอนุรักษ์หรือ ฟอร์ด เส้นทางสีแดง >>> https://freedom.ilaw.or.th/th/case/900
อ่านบทสัมภาษณ์ของสมบัติ ทองย้อย >>> https://freedom.ilaw.or.th/node/1045
.....
คอกวัว ราชประสงค์ ความทรงจำ เลือดเนื้อ น้ำตา
หากปี 2552 เป็นปีที่สมบัติผ่านประสบการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานมาอย่างฉิวเฉียด ปี 2553 น่าจะเป็นปีที่เขาได้เผชิญหน้ากับวินาทีแห่งความเป็นความตายอย่างแท้จริง เพราะเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงทั้งที่แยกคอกวัวและราชประสงค์ ซึ่งระหว่างการสลายการชุมนุม สมบัติได้พบเห็นความตายของคนเสื้อแดงและเสธ.แดงในระยะประชิด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เขายังสะเทือนใจอยู่จนถึงทุกวันนี้
"การชุมนุมในปี 53 พี่หนุ่มอยู่ในพื้นที่การชุมนุมเกือบตลอด หลักๆ คือพี่จะมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของแกนนำหรือไม่อย่างงั้นพี่ก็จะดูแลพื้นที่ตรงสะพานข้ามคลองแสนแสบประตูน้ำ คือถ้าจำกันได้การชุมนุมที่ราชประสงค์มันกินพื้นที่กว้าง การทำงานของการ์ดก็เลยจะมีการแบ่งพื้นที่กันเพื่อให้เป็นระบบ"
"การชุมนุมปี 53 มันเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ พี่เองอยู่ในที่ชุมนุมเกือบตลอด ถ้าเป็นช่วงที่มีเหตุปะทะหรือสถานการณ์มีความตึงเครียดพี่หนุ่มก็จะไม่ได้กลับบ้านเลย แต่ถ้าเป็นช่วงเหตุการณ์ปกติพี่ก็อาจจะแว็บกลับไปนอนที่บ้านบ้าง แต่ไปแป็ปเดียวก็กลับมาอีก แฟนพี่กับลูกพี่เขาก็เป็นห่วง แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้เพราะยังไงพี่ก็จะออกมาอีก แฟนพี่พูดกับพี่ได้อย่างเดียวว่าดูแลตัวเองดีๆ นะ บางทีที่พี่กลับไปนอนที่บ้านเขาก็จะแอบเปิดประตูมาดูว่าโอเคพี่กลับมาแล้ว นอนอยู่ปลอดภัยดี"
"ช่วงเดือนเมษาปี 53 น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจมากที่สุด พี่จำวันที่ไม่ได้ รู้แต่เป็นวันที่รัฐบาลสลายการชุมนุมที่แยกคอกวัว ช่วงนั้นการชุมนุมของนปช. จะมีอยู่สองพื้นที่หลักๆ ที่หนึ่งคือราชดำเนิน อีกที่คือแยกราชประสงค์ วันนั้นพี่หนุ่มอยู่ที่เวทีราชประสงค์ แกนนำที่นั่นก็ติดตามสถานการณ์ที่แยกคอกวัวอย่างใกล้ชิด พอดูเหมือนว่าแกนนำที่เวทีราชดำเนินคือพี่ขวัญชัย (ไพรพนา) น่าจะเอาไม่อยู่ พี่เต้น (ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) ก็เลยประกาศขอกำลังไปช่วยเวทีที่แยกคอกวัว พี่กับทีมพยาบาลส่วนหนึ่งเลยไปราชดำเนินกันบางส่วนขับรถไป บางส่วนขี่มอเตอร์ไซค์ไป"
"พอไปถึงราชดำเนิน ทุกอย่างโกลาหลไปหมด ยิ่งเข้าใกล้พื้นที่เสียงก็เริ่มดังขึ้นจากแปะๆ เป็นปังๆๆ พี่เข้าไปในพื้นที่ตอนที่ผู้ชุมนุมบางส่วนแตกกระเจิงหนีกระสุนกันออกมา พอไปถึงพี่ก็ขึ้นไปตั้งหลักบนตัวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ไม่ถึงห้านาทีก็มีเสียงบึ้ม พี่หนุ่มได้แต่คิด เหี้ยนี่แม่งสงครามชัดๆ"
"พี่หนุ่มไปถึงราชดำเนินได้ไม่นานก็เห็นคนหิ้วพี่วสันต์ (ภู่ทอง) ออกมา สภาพของพี่วสันต์คือกระโหลกเปิดจนสามารถมองเข้าไปด้านในได้ พี่จ้องมองพี่วสันต์แบบไม่กระพริบ ไม่ได้จ้องด้วยความกลัวแต่จ้องไปพร้อมๆ กับตั้งสติ พอเขาวางร่างพี่วสันต์ลงพี่ก็เอามีดสนามอันเล็กๆ ที่พี่มักจะพกติดตัวไปตัดบัตรนปช. ที่พี่แกห้อยติดตัวมาเก็บไว้ เพราะตอนนั้นพี่กลัวว่าเจ้าหน้าที่อาจจะมาชิงศพไป เลยต้องตัดบัตรของพี่เขาเก็บไว้เป็นหลักฐาน คือต้องเข้าใจว่ายุคนั้นโทรศัพท์มือถือมันยังไม่ได้ทันสมัยหรือมีกล้องดีๆ แบบยุคนี้"
"ระหว่างที่มีการสลายการชุมนุมคุณร่มเกล้า (พันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม) นายทหารที่เป็นคนคุมกำลังเสียชีวิต และมีเหตุระเบิด M79 ลง ทหารที่อยู่ตรงนั้นเลยถอนกำลังออกไป สถานการณ์ที่เวทีราชดำเนินเลยเริ่มคลี่คลาย ระหว่างนั้นผู้ชุมนุมก็เริ่มทยอยขนศพผู้เสียชีวิตกับอาวุธที่ทหารใช้สลายการชุมนุมขึ้นมาบนเวที จำได้ว่าเขาขนทั้งศพทั้งอาวุธขึ้นมาจนต้องบอกกันว่าพอแล้วเพราะกลัวเวทีจะรับน้ำหนักไม่ไหว"
"ศพของพี่วสันต์ก็อยู่บนเวทีด้วย หลังเหตุการณ์สงบได้พักหนึ่งภรรยาของพี่วสันต์ก็ขึ้นมาตามหาสามีบนเวที พอแกเห็นศพแกก็ร้องไห้เลย ระหว่างนั้นพี่ก็เดินไปหาแกแล้วก็ยัดบัตรนปช. ของพี่วสันต์ไปในมือของภรรยาแก พี่เขาก็กอดกับพี่หนุ่มแล้วก็ร้องไห้ พี่หนุ่มเองก็ร้องแล้วก็ได้แต่บอกแกไปว่าพี่วสันต์แกเป็นวีรชนไปแล้ว"
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ขณะที่พบกับภรรยาของวสันต์ ภู่ทอง สมบัติเองก็เงียบไปและขอพักการสนทนาไปครู่หนึ่ง
"พอถึงช่วงเดือนพฤษภารัฐบาลอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ก็เตรียมใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมขั้นสุดท้าย วันที่เขาสลายใหญ่พี่ไม่ได้อยู่ที่แยกราชประสงค์ละแต่ไปอยู่แถวดินแดง พี่เลยไม่ได้เห็นเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายที่แยกราชประสงค์ แต่วันที่เสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล) ถูกยิงพี่หนุ่มอยู่ในพื้นที่เลย จริงๆ พี่ก็ไม่เห็นตอนพี่แดงแกถูกยิงหรอก มาเห็นเอาตอนมีคนเอาพี่แดงมาใส่รถกระบะเพื่อพาไปส่งโรงพยาบาล พี่แดงถูกเอาตัวขึ้นท้ายกระบะ เขาเอาหลังแกไปพิงกับกระจกหลังแคปรถแล้วเอาปลายเท้าชี้มาทางท้ายรถ"
"ตอนนั้นเหตุการณ์ชุลมุนมาก พี่หนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ตามรถกระบะที่จะพาพี่แดงไปโรงพยาบาล ระว่างที่ขี่รถตาของพี่ก็จ้องอยู่ที่พี่แดง ตอนนั้นเหมือนเลือดน่าจะไหลลงมาคั่งแล้วเพราะตาพี่แดงเขียวคล้ำเลย พี่ขับรถตามได้สักพักก็เห็นท่าไม่ดีเพราะบนถนนมีมวลชนอยู่เยอะมาก รถกระบะเลยวิ่งได้ไม่เร็ว พี่เลยตัดสินใจขับแซงขึ้นมา ปากก็ตะโกน 'หลบไป หลบไป!' พี่แดงถูกยิง จนสุดท้ายรถก็วิ่งได้เร็วขึ้น พี่แดงถูกพาตัวไปโรงพยาบาลแต่พี่หนุ่มไม่ได้ตามไป พอรถมาถึงแยกราชประสงค์พี่ก็หยุดรถแล้วก็รีบขึ้นไปบอกกับพวกแกนนำที่ตอนนั้นก็พอจะได้ข้อมูลเรื่องพี่แดงถูกยิงมาบ้าง แต่ก็อย่างว่าสถานการณ์แบบนั้นมีทั้งข่าวจริงทั้งข่าวลวง พอรู้เรื่องเขาก็คุยกันปรับแผนเตรียมรับสถานการณ์แต่สุดท้ายวันนั้นก็ยังไม่มีสลาย"
"มองย้อนกลับมาความรู้สึกของพี่หนุ่มเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อปี 53 คือเสียใจ พี่หนุ่มได้แต่ถามตัวเองในใจว่าเราขอแค่ยุบสภาทำไมต้องยิงกัน เราขอแค่ยุบสภาทำไมต้องเอาอาวุธสงครามมาใช้กับพวกเรา ถ้าจะมีคนใช้อาวุธนั่นเป็นเรื่องของตำรวจต้องไปหาตัวคนที่ใช้อาวุธ แต่คนอื่นๆ ที่เขามีแค่มือเปล่าไปชุมนุม 80 - 90% ทำไมต้องทำร้ายพวกเขา พี่หนุ่มว่าทำแบบนี้มันเกินไป"
แขกรับเชิญยุค คสช.
แม้หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 สมบัติจะไม่ได้ถูกดำเนินคดีเหมือนคนเสื้อแดงที่ไปร่วมการชุมนุมบางส่วน แต่ในฐานะการ์ดของผู้ชุมนุมที่มักถูกมองโดยฝ่ายรัฐว่าเป็นพวก "ฮาร์ดคอร์" หรือพวกชอบใช้ความรุนแรง สมบัติน่าจะถูกรัฐทำโปรไฟล์และขึ้นบัญชีเป็นคนที่ต้องจับตาไว้แล้ว ช่วงแรกหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สมบัติไม่ได้ถูก คสช.เรียกตัวเข้าค่ายทหาร
แต่ในเดือนพฤษภาคม 2559 สมบัติถูกเจ้าหน้าที่ทหารบุกค้นบ้านในวันเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจบุกไปบ้านของอดีตนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการอย่างวรชัย เหมะ และ ประชา ประสพดี ครั้งนั้นเขาถูกยึดข้าวของทั้งวิทยุสื่อสาร ปืนบีบีกัน รวมทั้งถูกดำเนินคดีในความผิดฐานครอบครองยุทธภัณฑ์ ได้แก่ วิทยุสื่อสารที่สามารถเข้าถึงคลื่นความถี่ของทางราชการได้ และนับจากครั้งนั้นสมบัติก็กลายเป็นบุคคลในวอทช์ลิสต์ที่ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
"ตอนที่รัฐบาลมียุทธการปราบผู้มีอิทธิพลที่ปากน้ำพี่หนุ่มก็โดนไปด้วย วันนั้นพี่หนุ่มนอนอยู่ที่บ้าน อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู ปังๆ แล้วก็เสียงตะโกนสมบัติๆ พอเปิดประตูก็โอ้โหเขียวพรึ่บทหารพร้อมอาวุธ ปิดหัวซอยท้ายซอย พอเปิดประตูทหารก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมอะไร บอกให้พี่เอาโทรศัพท์ให้เขาแล้วก็ค้นบ้าน เอาปืนบีบีกัน วิทยุสื่อสาร แล้วก็เอาตัวพี่ไปดำเนินคดีครอบครองยุทธภัณฑ์กะว่าจะเล่นพี่หนักๆ สุดท้ายพี่หนุ่มก็โดนแค่เรื่องครอบครองวิทยุสื่อสารที่เขาตีเป็นเครื่องยุทธภัณฑ์เพราะมันฟังคลื่นของทางราชการได้ แล้วก็ถูกตัดสินจำคุกแต่ได้รอลงอาญา ส่วนของอื่นๆ เขาคืนมาหมดรวมถึงปืนบีบีกันแล้วก็ซีดีคนเสื้อแดง พี่หนุ่มยังโดนเพื่อนๆ แซวเลยว่าเป็นผู้มีอิทธิพลบีบีกัน"
"หลังจากครั้งนั้นพี่ก็ถูกเจ้าหน้าที่มาติดตามเป็นระยะเรียกว่ามาจนทั้งพี่ทั้งที่บ้านชินไปแล้ว ตอนที่มีการบุกวัดธรรมกายพี่กำลังกลับจากเมืองชล (จังหวัดชลบุรี) พอได้ข่าวว่าเขาระดมกำลังกันไปช่วยพี่ก็เปลี่ยนเส้นทางจากเดิมที่จะขับรถกลับบ้านเป็นไปที่วัดแทน พอไปถึงวัดสถานการณ์ยังปกติพี่หนุ่มก็เลยหาที่นั่งเล่นโทรศัพท์ นั่งได้พักเดียวก็มีทหารคนหนึ่งมาตะเบ๊ะ บอกว่าลูกน้องรายงานเขามาว่าพี่หนุ่มเข้าพื้นที่แล้วเลยมาดู"
"ทีนี้พอถึงวันถัดมาพี่ก็ถูกตามตัวไปที่ สภ.ปากน้ำตั้งแต่ช่วงกลางวัน ตอนแรกตำรวจก็บอกว่าจะไม่เอาตัวพี่หนุ่มไว้ แต่ก็พยายามถ่วงเวลาคุยโน่นคุยนี่กับพี่หนุ่มจนถึงเย็น เสร็จแล้วก็ให้พี่หนุ่มแก้ผ้าตรวจร่างกาย ก็เลยรู้ว่าวันนี้คงไม่พ้นต้องนอนกับเจ้าหน้าที่แน่ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตำรวจคนหนึ่งบอกกับพี่หนุ่มว่าเพื่อความสบายใจนายของเขาขอให้พาพี่ไปนอนพักที่สถานตากอากาศบางปู (จังหวัดสมุทรปราการ) สักคืนหนึ่ง แล้วพี่หนุ่มก็ถูกพาตัวขึ้นรถฮัมวีทหารไปที่บางปู พอไปถึงที่พักเขาก็ให้พี่โทรคุยกับที่บ้านว่าไม่ต้องเป็นห่วง พอถึงเวลานอนคนที่เฝ้าพี่ยังบอกกับพี่ว่าเขาขอนอนเฝ้าพี่ที่หน้าห้อง พี่ก็ได้แต่บอกเขาว่าไม่ต้องเฝ้าหน้าห้องหรอก พี่ไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว แต่เขาก็ยืนยันพี่ก็เลยบอกงั้นก็ตามสบาย "
"พี่หนุ่มมาถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมครั้งแรกช่วงที่คนอยากเลือกตั้งออกมาชุมนุม พี่เองก็มาชุมนุมในฐานะมวลชนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เหมือนหน้าพี่หนุ่มมันถูกปะยี่ห้อไว้แล้วว่าเป็นการ์ด สุดท้ายก็เลยถูกดำเนินคดีทั้งจากการชุมนุมที่ราชดำเนินแล้วก็ที่หน้ากองทัพบก ส่วนที่หน้ายูเอ็นพี่หนุ่มไม่ได้ไปเพราะวันที่เขานัดชุมนุมมีเจ้าหน้าที่มาที่บ้านพี่บอกวันนี้ขอกินกาแฟกับพี่วันหนึ่งแล้วเขาก็อยู่ที่บ้านพี่จนเย็นพี่เลยไม่ได้ออกไปชุมนุม"
คอกวัว ราชประสงค์ ความทรงจำ เลือดเนื้อ น้ำตา
หากปี 2552 เป็นปีที่สมบัติผ่านประสบการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานมาอย่างฉิวเฉียด ปี 2553 น่าจะเป็นปีที่เขาได้เผชิญหน้ากับวินาทีแห่งความเป็นความตายอย่างแท้จริง เพราะเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงทั้งที่แยกคอกวัวและราชประสงค์ ซึ่งระหว่างการสลายการชุมนุม สมบัติได้พบเห็นความตายของคนเสื้อแดงและเสธ.แดงในระยะประชิด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เขายังสะเทือนใจอยู่จนถึงทุกวันนี้
"การชุมนุมในปี 53 พี่หนุ่มอยู่ในพื้นที่การชุมนุมเกือบตลอด หลักๆ คือพี่จะมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของแกนนำหรือไม่อย่างงั้นพี่ก็จะดูแลพื้นที่ตรงสะพานข้ามคลองแสนแสบประตูน้ำ คือถ้าจำกันได้การชุมนุมที่ราชประสงค์มันกินพื้นที่กว้าง การทำงานของการ์ดก็เลยจะมีการแบ่งพื้นที่กันเพื่อให้เป็นระบบ"
"การชุมนุมปี 53 มันเป็นการชุมนุมยืดเยื้อ พี่เองอยู่ในที่ชุมนุมเกือบตลอด ถ้าเป็นช่วงที่มีเหตุปะทะหรือสถานการณ์มีความตึงเครียดพี่หนุ่มก็จะไม่ได้กลับบ้านเลย แต่ถ้าเป็นช่วงเหตุการณ์ปกติพี่ก็อาจจะแว็บกลับไปนอนที่บ้านบ้าง แต่ไปแป็ปเดียวก็กลับมาอีก แฟนพี่กับลูกพี่เขาก็เป็นห่วง แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้เพราะยังไงพี่ก็จะออกมาอีก แฟนพี่พูดกับพี่ได้อย่างเดียวว่าดูแลตัวเองดีๆ นะ บางทีที่พี่กลับไปนอนที่บ้านเขาก็จะแอบเปิดประตูมาดูว่าโอเคพี่กลับมาแล้ว นอนอยู่ปลอดภัยดี"
"ช่วงเดือนเมษาปี 53 น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจมากที่สุด พี่จำวันที่ไม่ได้ รู้แต่เป็นวันที่รัฐบาลสลายการชุมนุมที่แยกคอกวัว ช่วงนั้นการชุมนุมของนปช. จะมีอยู่สองพื้นที่หลักๆ ที่หนึ่งคือราชดำเนิน อีกที่คือแยกราชประสงค์ วันนั้นพี่หนุ่มอยู่ที่เวทีราชประสงค์ แกนนำที่นั่นก็ติดตามสถานการณ์ที่แยกคอกวัวอย่างใกล้ชิด พอดูเหมือนว่าแกนนำที่เวทีราชดำเนินคือพี่ขวัญชัย (ไพรพนา) น่าจะเอาไม่อยู่ พี่เต้น (ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) ก็เลยประกาศขอกำลังไปช่วยเวทีที่แยกคอกวัว พี่กับทีมพยาบาลส่วนหนึ่งเลยไปราชดำเนินกันบางส่วนขับรถไป บางส่วนขี่มอเตอร์ไซค์ไป"
"พอไปถึงราชดำเนิน ทุกอย่างโกลาหลไปหมด ยิ่งเข้าใกล้พื้นที่เสียงก็เริ่มดังขึ้นจากแปะๆ เป็นปังๆๆ พี่เข้าไปในพื้นที่ตอนที่ผู้ชุมนุมบางส่วนแตกกระเจิงหนีกระสุนกันออกมา พอไปถึงพี่ก็ขึ้นไปตั้งหลักบนตัวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้ไม่ถึงห้านาทีก็มีเสียงบึ้ม พี่หนุ่มได้แต่คิด เหี้ยนี่แม่งสงครามชัดๆ"
"พี่หนุ่มไปถึงราชดำเนินได้ไม่นานก็เห็นคนหิ้วพี่วสันต์ (ภู่ทอง) ออกมา สภาพของพี่วสันต์คือกระโหลกเปิดจนสามารถมองเข้าไปด้านในได้ พี่จ้องมองพี่วสันต์แบบไม่กระพริบ ไม่ได้จ้องด้วยความกลัวแต่จ้องไปพร้อมๆ กับตั้งสติ พอเขาวางร่างพี่วสันต์ลงพี่ก็เอามีดสนามอันเล็กๆ ที่พี่มักจะพกติดตัวไปตัดบัตรนปช. ที่พี่แกห้อยติดตัวมาเก็บไว้ เพราะตอนนั้นพี่กลัวว่าเจ้าหน้าที่อาจจะมาชิงศพไป เลยต้องตัดบัตรของพี่เขาเก็บไว้เป็นหลักฐาน คือต้องเข้าใจว่ายุคนั้นโทรศัพท์มือถือมันยังไม่ได้ทันสมัยหรือมีกล้องดีๆ แบบยุคนี้"
"ระหว่างที่มีการสลายการชุมนุมคุณร่มเกล้า (พันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม) นายทหารที่เป็นคนคุมกำลังเสียชีวิต และมีเหตุระเบิด M79 ลง ทหารที่อยู่ตรงนั้นเลยถอนกำลังออกไป สถานการณ์ที่เวทีราชดำเนินเลยเริ่มคลี่คลาย ระหว่างนั้นผู้ชุมนุมก็เริ่มทยอยขนศพผู้เสียชีวิตกับอาวุธที่ทหารใช้สลายการชุมนุมขึ้นมาบนเวที จำได้ว่าเขาขนทั้งศพทั้งอาวุธขึ้นมาจนต้องบอกกันว่าพอแล้วเพราะกลัวเวทีจะรับน้ำหนักไม่ไหว"
"ศพของพี่วสันต์ก็อยู่บนเวทีด้วย หลังเหตุการณ์สงบได้พักหนึ่งภรรยาของพี่วสันต์ก็ขึ้นมาตามหาสามีบนเวที พอแกเห็นศพแกก็ร้องไห้เลย ระหว่างนั้นพี่ก็เดินไปหาแกแล้วก็ยัดบัตรนปช. ของพี่วสันต์ไปในมือของภรรยาแก พี่เขาก็กอดกับพี่หนุ่มแล้วก็ร้องไห้ พี่หนุ่มเองก็ร้องแล้วก็ได้แต่บอกแกไปว่าพี่วสันต์แกเป็นวีรชนไปแล้ว"
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ขณะที่พบกับภรรยาของวสันต์ ภู่ทอง สมบัติเองก็เงียบไปและขอพักการสนทนาไปครู่หนึ่ง
"พอถึงช่วงเดือนพฤษภารัฐบาลอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ก็เตรียมใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมขั้นสุดท้าย วันที่เขาสลายใหญ่พี่ไม่ได้อยู่ที่แยกราชประสงค์ละแต่ไปอยู่แถวดินแดง พี่เลยไม่ได้เห็นเหตุการณ์ช่วงสุดท้ายที่แยกราชประสงค์ แต่วันที่เสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล) ถูกยิงพี่หนุ่มอยู่ในพื้นที่เลย จริงๆ พี่ก็ไม่เห็นตอนพี่แดงแกถูกยิงหรอก มาเห็นเอาตอนมีคนเอาพี่แดงมาใส่รถกระบะเพื่อพาไปส่งโรงพยาบาล พี่แดงถูกเอาตัวขึ้นท้ายกระบะ เขาเอาหลังแกไปพิงกับกระจกหลังแคปรถแล้วเอาปลายเท้าชี้มาทางท้ายรถ"
"ตอนนั้นเหตุการณ์ชุลมุนมาก พี่หนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ตามรถกระบะที่จะพาพี่แดงไปโรงพยาบาล ระว่างที่ขี่รถตาของพี่ก็จ้องอยู่ที่พี่แดง ตอนนั้นเหมือนเลือดน่าจะไหลลงมาคั่งแล้วเพราะตาพี่แดงเขียวคล้ำเลย พี่ขับรถตามได้สักพักก็เห็นท่าไม่ดีเพราะบนถนนมีมวลชนอยู่เยอะมาก รถกระบะเลยวิ่งได้ไม่เร็ว พี่เลยตัดสินใจขับแซงขึ้นมา ปากก็ตะโกน 'หลบไป หลบไป!' พี่แดงถูกยิง จนสุดท้ายรถก็วิ่งได้เร็วขึ้น พี่แดงถูกพาตัวไปโรงพยาบาลแต่พี่หนุ่มไม่ได้ตามไป พอรถมาถึงแยกราชประสงค์พี่ก็หยุดรถแล้วก็รีบขึ้นไปบอกกับพวกแกนนำที่ตอนนั้นก็พอจะได้ข้อมูลเรื่องพี่แดงถูกยิงมาบ้าง แต่ก็อย่างว่าสถานการณ์แบบนั้นมีทั้งข่าวจริงทั้งข่าวลวง พอรู้เรื่องเขาก็คุยกันปรับแผนเตรียมรับสถานการณ์แต่สุดท้ายวันนั้นก็ยังไม่มีสลาย"
"มองย้อนกลับมาความรู้สึกของพี่หนุ่มเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อปี 53 คือเสียใจ พี่หนุ่มได้แต่ถามตัวเองในใจว่าเราขอแค่ยุบสภาทำไมต้องยิงกัน เราขอแค่ยุบสภาทำไมต้องเอาอาวุธสงครามมาใช้กับพวกเรา ถ้าจะมีคนใช้อาวุธนั่นเป็นเรื่องของตำรวจต้องไปหาตัวคนที่ใช้อาวุธ แต่คนอื่นๆ ที่เขามีแค่มือเปล่าไปชุมนุม 80 - 90% ทำไมต้องทำร้ายพวกเขา พี่หนุ่มว่าทำแบบนี้มันเกินไป"
แขกรับเชิญยุค คสช.
แม้หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 สมบัติจะไม่ได้ถูกดำเนินคดีเหมือนคนเสื้อแดงที่ไปร่วมการชุมนุมบางส่วน แต่ในฐานะการ์ดของผู้ชุมนุมที่มักถูกมองโดยฝ่ายรัฐว่าเป็นพวก "ฮาร์ดคอร์" หรือพวกชอบใช้ความรุนแรง สมบัติน่าจะถูกรัฐทำโปรไฟล์และขึ้นบัญชีเป็นคนที่ต้องจับตาไว้แล้ว ช่วงแรกหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สมบัติไม่ได้ถูก คสช.เรียกตัวเข้าค่ายทหาร
แต่ในเดือนพฤษภาคม 2559 สมบัติถูกเจ้าหน้าที่ทหารบุกค้นบ้านในวันเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจบุกไปบ้านของอดีตนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการอย่างวรชัย เหมะ และ ประชา ประสพดี ครั้งนั้นเขาถูกยึดข้าวของทั้งวิทยุสื่อสาร ปืนบีบีกัน รวมทั้งถูกดำเนินคดีในความผิดฐานครอบครองยุทธภัณฑ์ ได้แก่ วิทยุสื่อสารที่สามารถเข้าถึงคลื่นความถี่ของทางราชการได้ และนับจากครั้งนั้นสมบัติก็กลายเป็นบุคคลในวอทช์ลิสต์ที่ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
"ตอนที่รัฐบาลมียุทธการปราบผู้มีอิทธิพลที่ปากน้ำพี่หนุ่มก็โดนไปด้วย วันนั้นพี่หนุ่มนอนอยู่ที่บ้าน อยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตู ปังๆ แล้วก็เสียงตะโกนสมบัติๆ พอเปิดประตูก็โอ้โหเขียวพรึ่บทหารพร้อมอาวุธ ปิดหัวซอยท้ายซอย พอเปิดประตูทหารก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมอะไร บอกให้พี่เอาโทรศัพท์ให้เขาแล้วก็ค้นบ้าน เอาปืนบีบีกัน วิทยุสื่อสาร แล้วก็เอาตัวพี่ไปดำเนินคดีครอบครองยุทธภัณฑ์กะว่าจะเล่นพี่หนักๆ สุดท้ายพี่หนุ่มก็โดนแค่เรื่องครอบครองวิทยุสื่อสารที่เขาตีเป็นเครื่องยุทธภัณฑ์เพราะมันฟังคลื่นของทางราชการได้ แล้วก็ถูกตัดสินจำคุกแต่ได้รอลงอาญา ส่วนของอื่นๆ เขาคืนมาหมดรวมถึงปืนบีบีกันแล้วก็ซีดีคนเสื้อแดง พี่หนุ่มยังโดนเพื่อนๆ แซวเลยว่าเป็นผู้มีอิทธิพลบีบีกัน"
"หลังจากครั้งนั้นพี่ก็ถูกเจ้าหน้าที่มาติดตามเป็นระยะเรียกว่ามาจนทั้งพี่ทั้งที่บ้านชินไปแล้ว ตอนที่มีการบุกวัดธรรมกายพี่กำลังกลับจากเมืองชล (จังหวัดชลบุรี) พอได้ข่าวว่าเขาระดมกำลังกันไปช่วยพี่ก็เปลี่ยนเส้นทางจากเดิมที่จะขับรถกลับบ้านเป็นไปที่วัดแทน พอไปถึงวัดสถานการณ์ยังปกติพี่หนุ่มก็เลยหาที่นั่งเล่นโทรศัพท์ นั่งได้พักเดียวก็มีทหารคนหนึ่งมาตะเบ๊ะ บอกว่าลูกน้องรายงานเขามาว่าพี่หนุ่มเข้าพื้นที่แล้วเลยมาดู"
"ทีนี้พอถึงวันถัดมาพี่ก็ถูกตามตัวไปที่ สภ.ปากน้ำตั้งแต่ช่วงกลางวัน ตอนแรกตำรวจก็บอกว่าจะไม่เอาตัวพี่หนุ่มไว้ แต่ก็พยายามถ่วงเวลาคุยโน่นคุยนี่กับพี่หนุ่มจนถึงเย็น เสร็จแล้วก็ให้พี่หนุ่มแก้ผ้าตรวจร่างกาย ก็เลยรู้ว่าวันนี้คงไม่พ้นต้องนอนกับเจ้าหน้าที่แน่ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตำรวจคนหนึ่งบอกกับพี่หนุ่มว่าเพื่อความสบายใจนายของเขาขอให้พาพี่ไปนอนพักที่สถานตากอากาศบางปู (จังหวัดสมุทรปราการ) สักคืนหนึ่ง แล้วพี่หนุ่มก็ถูกพาตัวขึ้นรถฮัมวีทหารไปที่บางปู พอไปถึงที่พักเขาก็ให้พี่โทรคุยกับที่บ้านว่าไม่ต้องเป็นห่วง พอถึงเวลานอนคนที่เฝ้าพี่ยังบอกกับพี่ว่าเขาขอนอนเฝ้าพี่ที่หน้าห้อง พี่ก็ได้แต่บอกเขาว่าไม่ต้องเฝ้าหน้าห้องหรอก พี่ไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว แต่เขาก็ยืนยันพี่ก็เลยบอกงั้นก็ตามสบาย "
"พี่หนุ่มมาถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมครั้งแรกช่วงที่คนอยากเลือกตั้งออกมาชุมนุม พี่เองก็มาชุมนุมในฐานะมวลชนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เหมือนหน้าพี่หนุ่มมันถูกปะยี่ห้อไว้แล้วว่าเป็นการ์ด สุดท้ายก็เลยถูกดำเนินคดีทั้งจากการชุมนุมที่ราชดำเนินแล้วก็ที่หน้ากองทัพบก ส่วนที่หน้ายูเอ็นพี่หนุ่มไม่ได้ไปเพราะวันที่เขานัดชุมนุมมีเจ้าหน้าที่มาที่บ้านพี่บอกวันนี้ขอกินกาแฟกับพี่วันหนึ่งแล้วเขาก็อยู่ที่บ้านพี่จนเย็นพี่เลยไม่ได้ออกไปชุมนุม"