วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 31, 2551

ควันหลงคนอุดรปะทะพันธมิตร นายพลเสื้อเหลืองโดนด้วย หามส่งโรงพยาบาลทหาร


โดย ฝ่ายข่าวชมรมคนรักอุดร
ที่มา เวบไซต์ชมรมคนรักอุดร
31 กรกฎาคม 2551

ชมรมคนรักอุดรเผยควันหลงเหตุการณ์ปะทะพันธมิตร นายทหารยศพลตรีชื่อนำหน้า"สุ"โดนหวดล้มกลิ้ง หามส่งโรงพยาบาลในค่ายทหาร แต่เจ้าตัวเผยแค่มาสังเกตการณ์ ไม่ได้คุมม็อบพันธมิตรมาบุกอุดร พร้อมคุยหลังเกิดเหตุปะทะชาวบ้านแห่สมัครสมาชิกชมรมบึ้ม


จากรายงาน พิเศษ 1 ฝ่ายข่าวชมรมคนรักอุดร ได้ทิ้งท้ายตั้งข้อสงสัย ถึงการพบเห็นนายพลตรี กองทัพบกร่วมในกลุ่มกับพันธมิตรที่หนองประจักษ์ ณ วันเกิดเหตุปะทะกันเมื่อ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดทีมงานนายพลท่านนี้ ได้แจ้งให้ชมรมคนรักอุดรทราบว่า ที่มาวันนั้นก็เพื่อสังเกตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเท่านั้นไม่มีจุดประสงค์อื่นใด

ซึ่งก็แล้วแต่วิจารณญานของท่านผู้อ่านว่าจะเชื่อหรือไม่

และเพื่อไม่ให้กระทบต่อหน้าที่การงานของนายพลท่านนี้ ฝ่ายข่าวชมรมคนรักอุดร จึงขอเอ่ยเพียงเชื่อย่อๆ ว่า พลตรี สุ....ได้มาพร้อมกับลูกน้อง 4-5 คน โดยได้ปะปนอยู่กับกลุ่มพันธมิตรตั้งแต่ ก่อนเที่ยง และในช่วงบ่าย 4 โมง ขณะที่ประชาชนจังหวัดอุดรธานีนำโดยสมาชิกชมรมคนรักอุดร เข้าไปขับไล่กลุ่มพันธมิตร แต่ได้ถูกทีมงานของนายพลขัดขวาง จึงมีการตะลุมบอนกันเกิดขึ้น มีผลให้นายพลตรี(เสื้อเหลือง) ถูกกลุ่มเด็กลูกหลานเมืองอุดรตีจนล้มกลิ้ง(ดูภาพประกอบข้างบน)

และหลังเหตุการณ์สงบพลตรี สุ..ถูกนำส่งโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคมอุดร ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทหาร และถัดจากนั้นอีกสองวันต่อมาก็ได้ออกจากโรงพยาบาลไป

เนื้อหาสาระของรายงานพิเศษ และภาพประกอบ ฝ่ายข่าวชมรมคนรักอุดร เพียงนำเสนอแง่มุมนึง ให้สังคมไทยได้วิเคราะห์ถึงความเป็นไปถึงเหตุการณ์ไล่พันธมิตรที่หนองประจักษ์เท่านั้น ฝ่ายข่าวชมรมคนรักอุดร มิได้มุ่งเน้นต้องการนำเสนอภาพความรุนแรงแต่ประการใด

นอกจากนั้นชมรมคนรักอุดรยังเปิดเผยด้วยว่า เหตุการณ์ขับไล่พันธมิตรออกจากเมืองอุดร ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น ข่าวของประชาชนคนอุดรรักประชาธิปไตยนำโดยชมรมคนรักอุดร ได้ปรากฏตามสื่อทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์มากมาย ทั้งในด้านบวกและลบ

แต่ในส่วนของชมรมคนรักเองนั้น ทั้งแกนนำและสมาชิก กลับได้รับกำลังใจมากมากมาย ทั้งจากคนทั่วประเทศไทย และคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ

และในสิ่งที่ชมรมฯ คาดไม่ถึงคือ ได้มีประชาชนจากหลายหมู่บ้าน หลายตำบล และอำเภอ เดินทางมาสมัครสมาชิกชมรมคนรักอุดร และทำฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นจำนวนมากอย่างไม่ขาดสาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีประชาชนมาสมัคร 40-50 คนต่อวัน แต่พอเกิดเหตุการณ์ที่หนองประจักษ์ กลับมีประชาชนหลั่งใหลเข้ามาที่ชมรม วันละ250 – 300 คน

และบรรยากาศที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร และที่ทำการฌาปนกิจสงเคราะห์ วันนี้ก็มีประชาชนมากกว่าทุกวัน ทางชมรมจึงได้จัดเลี้ยงข้าวปลาอาหาร แก่ประชาชนที่มาสมัครสมาชิกฯ และ ฌาปนกิจสงเคราะห์

ส่วนที่ใต้ต้นหมากต้อง หรือ ต้นกระท้อนที่มีร่มเงาของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ทำให้ลมพัดโชยตลอดทั้งวันบางท่านที่เดินทางมาจากอำเภอไกลๆก็ถือโอกาสพักผ่อนเอาแรงรอกันก็มี บางคนกินอิ่มก็งีบพักสายตา นี่แหละคือคนรากหญ้าแบบไม่มีศึกเราก็สงบอยู่กันตามประสาเราถ้าไม่มีใครมาสร้างความเดือดร้อนในจังหวัด...เราชาวชมรมคนรักอุดรทุกคนก็ต่างทำมาหากินและอยู่กันอย่างสงบสุข

พันธมิตรขนม็อบนานาชาติล้อมสภา พิทักษ์รธน.มรดกเผด็จการพรุ่งนี้

ที่มา เวบผู้จัดการ
31 กรกฎาคม 2551



















เปิ้ลเจองานเข้าแล้ว พันธม็อบไม่ขำหนังสือส้วม แหม่มคัทลียาลนลานขอโทษ ไม่อยากซวยแบบศรราม



เปิ้ล-นาคร"งานเข้า"จนได้ เจอกระบอกเสียงพันธมารตามจิก เจ้าตัวเบี่ยงหลบไม่ขอพูดกลัวซวยแบบหนุ่ม-ศรราม อ้อมแอ้มขอปรึกษาตั้ว-ศรันยูก่อนให้ข่าว แต่แหม่ม-คัทลียาลนลานขอโทษแทน ไม่รู้ว่าพันธมิตรใหญ่คับประเทศขนาดนี้ สาวกพันธมิตรสับแหลกข้อหาไม่รักชาติ วอนให้ซ้อ7เปิดโปงเรื่องใต้สะดือแก้แค้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2551

หลังจาก"ไทยอีนิวส์"ได้นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง"เปิ้ล-นาครสาระแนโชว์ออกหนังสือยอดฮิตประจำส้วมแขวะพันธมิตร"ไปเมื่อต้นสัปดาห์ ปรากฎว่าล่าสุดเจ้าตัวเจอ"งานเข้า"ซะแล้ว ทั้งนี้จากการรายงานของผู้จัดการออนไลน์ กระบอกเสียงของพันธมิตรรายงานว่า
ได้ติดต่อสอบถามไปยังหนุ่ม "เปิ้ล นาคร" เจ้าตัว เอ่ยเพียงสั้นๆว่าตนยังไม่ทราบฟีดแบคของเรื่องราวดังกล่าว และพอถามถึงเจตนาในการล้อเลียน เจ้าตัวบอกต้องกลับไปถาม "ตั้ว ศรัณยู" ก่อนว่าต้องตอบอย่างไร เพราะหวั่นบานปลายเหมือน "หนุ่ม ศรราม"

"ยังไม่ทราบอะไรเลยครับ ยังไม่รู้ มีด้วยเหรอ..หัวเราะ ไม่ทราบเลยว่ามีฟีดแบคอะไร เดี๋ยว้ตองขอปรึกษาพี่ตั้วก่อน (หัวเราะ) ยังไม่รู้อะไร ก็ไม่มีอะไรน่ะครับ เดี๋ยวขอเช็คก่อนว่าสมควรพูดหรือเปล่า เพราะว่าเรื่องนี้มันเซ้นสิทีฟมาเลยเรื่องนี้ เข้าใจใช่มั้ยครับ เดี๋ยวจะซวยแบบหนุ่ม ศรราม ไม่เอาครับ ขอดูอีกทีแล้วกัน"

ด้าน "แหม่ม คัทลียา แมคอินทอช" หนึ่งในผู้บริหารลักษ์ 666 บริษัทเดียวกัน และเป็นทีมผลิตหนังสือดังกล่าว เผยว่าหนุ่มเปิ้ล ไม่มีเจตนาร้าย และได้เอ่ยขอโทษแล้ว อีกทั้งยอมรับต้องระมัดระวังมากขึ้นในการทำหนังสือก่อนพาดพิงใครในทางการเมือง

"อย่าพูดเรื่องนี้ดีกว่า มันเป็นเรื่องเซ้นสิทีฟ ได้มีการขอโทษเรียบร้อยแล้ว พี่เปิ้ลเขาคงมีวิธี และได้ขอโทษเรียบร้อยแล้ว แหม่มน้อมรับผิดแต่โดยดี แต่ลึกๆแล้วไม่มีเจตนาว่าจะอะไร ต้องน้อมรับผิดแต่โดยดี เราไม่ได้มีเจตนาร้าย"

"เล่มต่อไปจะมีอีกเรื่องการเมืองอีกมั้ย ไม่มีความเห็นแล้วล่ะค่ะ ต้องระมัดระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว เป็นเรื่องเซ้นสิทีฟ พี่เปิ้ลก็น้อบรับผิดแต่โดยดี ขอโทษด้วย"

พอสอบถามถึงฟีดแบคที่หนุ่มเปิ้ลได้รับมีอะไรบ้าง และมีการเอ่ยขอโทษอย่างไร "แหม่ม" ปัดไม่ตอบบอกการเมืองเรื่องละเอียดอ่อน

"พอเถอะๆ อย่างว่านะเรื่องการเมือง ศาสนา อย่าไปยุ่ง อย่าไปสะกิดเลย เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน"

ในท้ายข่าวของผู้จัดการออนไลน์ บรรดาสาวกของพันธมิตรได้ออกมากล่าวโจมตีเปิ้ล-นาครตามฟอร์มว่าไม่รักชาติ บังอาจมาล้อเลียนพันธมิตรที่พวกตนศรัทธา และบางส่วนก็เรียกร้องให้ซ้อ7ออกมาแฉเรื่องใต้สะดือเพื่อเป็นการเอาคืน

ก่อนหน้านั้นสื่อกระแสหลักได้นำรายงานข่าวที่ไทยอีนิวส์นำเสนอเผยแพร่ต่อ รวมทั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และหนังสือพิมพ์มติชน จนกระทั่งเกิดเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ตามเวบบอร์ดต่างๆของชุมชนคนท่องอินเตอร์เน็ต

โดยชาวเน็ตต่างก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า การที่เปิ้ล-นาครเขียนลงในหนังสือล้อเลียนThe toilet#3เป็นเพียงการหยิบยกปรากฏการณ์ทางสังคมมาล้อเลียนนั้น จะทำให้ม็อบพันธมิตรออกมาเล่นงานเปิ้ลแบบที่เคยทำศรรามหรือไม่ หรือพูดกันในวงการอินเตอร์เน็ตว่า"เจองานเข้า" ดังที่ยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้

*คุณว่า พี่เปิ้ล นาคร...งานจะเข้าไหม กรณีเขียนพาดพิงพันธมิตรเวบบอร์ดsanookซึ่งมีผู้อ่านมากกว่า5หมื่นคน- forum.sanook.com/forum/?topic=2439558
*คุณ 'เปิ้ล นาคร' ครับ คุณไม่กลัวเจอแบบคุณ 'ศรราม' หรือครับ กระทู้ห้องเฉลิมไทย พันทิป-http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6842092/A6842092.html

*เปิ้ลนาคร. แห่งสาระแนจัง...งานเข้าแล้ว พี่น้อง .... เป็นกระทู้ในห้องเฉลิมไทย เวบพันทิป-
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6843182/A6843182.html

*เปิ้ล-นาคร เขียนหนังสือพาดพิงพันธมิตรฯ -เวบบอร์ดmthaiซึ่งมีคนแห่ร่วมแสดงความเห็นกว่าพันความคิดเห็น:http://webboard.mthai.com/16/2008-07-29/403109.html

*เปิ้ล-นาคร ซ้ำรอย ศรราม สาระแน ล้อพันธมิตร-เวบบอร์ดhunsa-http://dara.hunsa.com/detail.php?id=10795

*อู๊ยซี๊ดด เปิ้ลนาคร บอกไปม๊อบพันธมิตร จะได้เมีย -เวบบอร์ดPramool.com-bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=C56550

จะพบว่าผู้ตั้งกระทู้และผู้มาแสดงความคิดเห็นจะเห็นว่าพันธมิตรกำลังทำตัวมีอำนาจบาตรใหญ่ในประเทศ หากใครไม่เห็นด้วยก็จะส่งคนตามไปราวีจองล้างจองผลาญแบบที่เคยกระทำต่อศรราม เทพพิทักษ์ แต่พอใครเห็นด้วยกับตนก็ยกย่องจนเลอเลิศเป็นเทวดา อันเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนไทยด้วยกัน

อย่างไรก็ตามก็อุตส่าห์มีเวบแนวร่วมของพันธมิตรอย่างเวบบอร์ดเสรีไทยที่ออกมาทำตัวเดือดร้อนแทนพันธมิตร ไม่ยอมขำไปตามเปิ้ล-นาคร
*เปิ้ล นาคร เอาแล้วไง กัดพันธมิตร-http://forum.serithai.net/index.php?topic=30574.0

ทั้งนี้เมื่อวันจันทร์28ก.ค.ที่ผ่านมาไทยอีนิวส์ได้รายงานข่าวว่า หลังจากคนดังวงการบันเทิงอย่างศรราม เทพพิทักษ์ได้วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรอย่างรุนแรง จนถูกพันธมิตรส่งคนตามราวี ในที่สุดต้องยอมขอโทษเพื่อให้เรื่องจบๆ พันธมิตรจะได้เลิกมาวุ่นวาย ล่าสุดเปิ้ล-นาคร ศิลาชัย แห่งทีมงาน"สาระแน"ออกหนังสือยอดฮิตthe Toiletเล่มที่3 ในเดือนกรกฎาคมนี้ และขึ้นมาเป็นหนังสือbest sellerทันที

หนังสือที่เปิ้ล-นาครให้คำจำกัดความว่า"หนังสือเล่มเดียวในเมืองไทย ที่กล้าล้อจนเลยเถิด แล้วเปิดตูดหนี"นี้มีหลายเรื่องราวที่เน้นการล้อเลียน สำหรับเรื่องที่นำมาให้ดูนี้อยู่ในหัวข้อ"10Things I crazy-10เรื่องบ้า...ภาษานาคร"โดยเปิ้ลเขียนถึงพันธมิตรว่า

"กลุ่มพันธํมิตรที่กล้าวถึง ไม่ใช่ทีมพากษ์หนังที่คอยให้เสียงภาษาไทยในหนังจีนที่เราชอบดูกัน แต่เป็นกลุ่มที่ต้องการ...ต้องการอะไรก็ไม่รู้ รวมตัวกันเพื่อสิ่งที่ต้องการ...ต้องการอะไรก็ไม่รู้ พวกเขารวมตัวกันอยู่แถวสนามหลวง ราชดำเนิน สะพานมัฆวาน บางทีก็เคลื่อนย้ายที่ไปบ้าง แต่ไม่ไกลจากนั้น(ขี้เกียจเดิน) และเราก็จะไม่มีทางเห็นกลุ่มพันธมิตรตามสถานที่อื่นๆ เช่น น้ำตกวังตะไคร้ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ Y FIFTY หรือ ร้านสองสลึงแน่นอน

กิจกรรมหลักของพวกเขาคือต้องมารวมตัวกัน ยิ่งเยอะยิ่งดี น่าเกรงขาม แล้วก็เรียกร้องสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ผมเองต้องการได้บ้าน ได้รถ ได้เมีย ฯลฯกะว่าจะลองไปรวมตัวดู เผื่อจะได้..สิ่งที่ต้องการบ้าง"แล้วก็มีรูปล้อเลียนของเปิ้ล-นาครกำลังแหกปากอยู่ข้างๆลุงคนนึงที่ไม่มีฟันเหลือในปากซักซี่ที่ก็แหกปากเรียกร้องว่า"ลุงต้องการฟันปลอม"


จรัล:พันธมิตรมาไม้ไหน ฝ่ายประชาธิปไตยต้องไปไม้นั้น


โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย
ที่มา ประชาทรรศน์ออนไลน์
31 กรกฎาคม 2551




การสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงแยกไม่ออกจากการต่อสู้ทางความคิดการเมืองกับพันธมิตรฯ การปกป้องระบบรัฐสภา และปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตย ผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายจะต้องตระหนักข้อนี้ รวมพลังกันทั่วประเทศ เคลื่อนไหวทุกรูปทุกแบบ แบบมาไม้ไหนไปไม้นั้น เพื่อสนับสนุนและปกป้องรัฐสภา


วันที่ 1 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ เป็นวันเปิดสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา ตามที่คาดกัน ทันทีที่เปิดสมัยประชุม จะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครัฐบาล และวุฒิสภาหลายคนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด จะร่วมกันเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองตึงเครียด เขม็งเกลียวมากขึ้น เพราะจะมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) จัดชุมนุมใหญ่หน้ารัฐสภา ในต่างจังหวัดก็จะมีประชาชนไปชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดอย่างแน่นอน เบื้องหน้าสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายควรทำอย่างไร

ความจริงปัญหานี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยแก้ตกไปนานแล้วว่า จะต้องสนับสนุนและผลักดันให้รัฐสภายกเลิกหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการโดยเร็ว และไม่ต้องมีเหตุผลทางวิชาความรู้ใดๆ เพราะส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ยังไม่ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ

ในช่วงยกร่าง บรรดาบุคคล กลุ่มและองค์กรที่ออกมาต่อต้านระบอบเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ร่างมาตราต่างๆ ตลอดเวลา เมื่อมีการจัดทำประชามติ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย กว่า 10 ล้านคน ได้ไปออกเสียงไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จากนั้นต่างประกาศว่าจะเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งและรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และองค์กรประชาธิปไตยอื่นๆ เป็นกลุ่มแรกๆ ที่ไปยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา รัฐบาล และพรรคพลังประชาชน ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน

ต่อมาบรรดากลุ่มและองค์กรประชาธิปไตยได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ดำเนินการเคลื่อนไหวเสนอความคิดเห็น ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ เรียกร้องให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากกว่า 2 แสนคน ได้ร่วมกันเสนอญัตติ และ คปพร. ได้นำรายชื่อพร้อมกับญัตติยื่นต่อประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 ขณะนี้อยู่ในขั้นตรวจสอบรายชื่อ คาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางเดือนสิงหาคม

ที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองปั่นป่วน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญขนานใหญ่ มีการชุมนุม เดินขบวน จนมาปักหลักที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้าทำเนียบรัฐบาล แล้วกลับไปที่เดิมจนถึงขณะนี้ ฝ่ายพันธมิตรฯ ทุกกลุ่ม

รวมทั้งสื่อมวลชนประสานกันต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนรัฐบาลและพรรคพลังประชาชนต้องถอยร่นไปพักหนึ่ง พันธมิตรฯ รุกต่อ ประกาศขับไล่รัฐบาล ใช้ประเด็นการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกมาปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยม และเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความแถลงการณ์ร่วมว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 โหมกระหน่ำตีรัฐบาล จนรัฐมนตรีต่างประเทศต้องลาออก แต่เวลานี้รัฐบาลและพรรคพลังประชาชนกลับมาเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ คปพร. ก็เรียกร้องประธานรัฐสภาให้เร่งนำร่างญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่วาระการประชุมของรัฐสภา

แน่นอนว่าเมื่อรัฐสภาเริ่มสมัยประชุมสามัญ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นวาระแรกๆ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกวิถีทาง เพื่อแสดงประชามติ ตั้งแต่การจัดอภิปราย สัมมนา ไปจนถึงชุมนุมและเดินขบวน ในการเคลื่อนไหวดังกล่าว ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถกเถียง โต้แย้ง โจมตีฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะพวกเขาประกาศและเคลื่อนไหวอย่างแข็งกร้าว ไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ เครื่องมือทางการเมืองอันทรงพลังของพวกตนอย่างเด็ดขาด ที่ผ่านมา พันธมิตรฯ ทั้งนอกและในสภาได้ใช้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตราต่างๆ ขัดขวางและขับไล่รัฐบาล นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาล จะอยู่หรือไป ซึ่งรัฐมนตรีหลายคนไปแล้ว ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ (และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ)

ดังนั้น การสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงแยกไม่ออกจากการต่อสู้ทางความคิดการเมืองกับพันธมิตรฯ การปกป้องระบบรัฐสภา และปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตย ผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลายจะต้องตระหนักข้อนี้ รวมพลังกันทั่วประเทศ เคลื่อนไหวทุกรูปทุกแบบ แบบมาไม้ไหนไปไม้นั้น เพื่อสนับสนุนและปกป้องรัฐสภา วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเด็ดเดี่ยว มิเช่นนั้น รัฐธรรมนูญเผด็จการอำมาตยาธิปไตยจะอยู่ยืนนานต่อไป ประเทศไม่มีทางเป็นประชาธิปไตย ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง สภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไทย จะถดถอย ตกต่ำ ย่ำแย่อีกนาน

ทนายพันธมิตรแม่นเหมือนตาเห็น ศาลตัดสินหญิงอ้อคุก3ปี ก่อนให้ประกัน



ศาลอาญา ตัดสิน คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และ นางกาญจนาภา หงส์เหิน ร่วมกันหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น SHIN จำนวน 546 ล้านบาท จากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่า 738 ล้านบาท มีความผิดตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอาญา โดยคุณหญิงพจมาน และนายบรรณพจน์ ถูกตัดสินจำคุก คนละ 3 ปี นางกาญจนาภา จำคุก จำคุก 2 ปี อย่างไรก็ตามจำเลยได้รับการประกันตัว และเผยว่าจะต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ และอาจต่อสู้ถึงชั้นฎีกาต่อไป

ก่อนหน้านี้ เมื่อวานนี้ (30 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีสะพานมัฆวานฯ แจ้งข่าวดีกับผู้ชุมนุม ว่า ในวันพรุ่งนี้ ศาลอาญารัชดาฯ จะมีการอ่านคำพิพากษาในคดีที่มีการกล่าวหาว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และนายบรรพจมน์ ดามาพงศ์ หลีกเลี่ยงภาษีการขายหุ้นบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์

“ในวันพรุ่งนี้น้ำตาจะนองกรุงเทพฯ เป็นเผาเต่า และให้กรมราชทัณฑ์เตรียมห้องวีไอพีให้รอรับได้เลย” นายสุวัตร ระบุ

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 26 มี.ค.50 อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องโดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พี่ชายต่างมารดาคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1ต่อศาลอาญา กล่าวหาว่ามีความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ

ขณะที่ฝ่ายจำเลย นำพยานสืบหักล้างร่วม 20 ปาก โดยมีนายบรรณพจน์ คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา จำเลยทั้งสามขึ้นเบิกความ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร และ อดีตเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ซึ่งจำเลยทั้งสาม ต่างยืนกรานให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ชาวเน็ตแซ่ดหวั่นใจเป็นตุ๊ดมนุษย์ค้างคาว กลัวเปิ้ล-นาครเจองานเข้า หลังบังอาจแขวะม็อบเทวดา



โดยชาวเน็ตต่างก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า การที่เปิ้ล-นาครเขียนลงในหนังสือล้อเลียนThe toilet#3เป็นเพียงการหยิบยกปรากฏการณ์ทางสังคมมาล้อเลียนนั้น จะทำให้ม็อบพันธมิตรออกมาเล่นงานเปิ้ลแบบที่เคยทำศรรามหรือไม่ หรือพูดกันในวงการอินเตอร์เน็ตว่า"เจองานเข้า" ผู้ตั้งกระทู้และผู้มาแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ว่าพันธมิตรกำลังทำตัวมีอำนาจบาตรใหญ่ในประเทศ หากใครไม่เห็นด้วยก็จะส่งคนตามไปราวีจองล้างจองผลาญแบบที่เคยกระทำต่อศรราม เทพพิทักษ์ แต่พอใครเห็นด้วยกับตนก็ยกย่องจนเลอเลิศเป็นเทวดา อันเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนไทยด้วยกัน

อย่างไรก็ตามก็อุตส่าห์มีเวบแนวร่วมของพันธมิตรอย่างเวบบอร์ดเสรีไทยที่ออกมาทำตัวเดือดร้อนแทนพันธมิตร ไม่ยอมขำไปตามเปิ้ล-นาคร


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2551

หลังจาก"ไทยอีนิวส์"ได้นำเสนอรายงานข่าวเรื่อง"เปิ้ล-นาครสาระแนโชว์ออกหนังสือยอดฮิตประจำส้วมแขวะพันธมิตร"ไปเมื่อต้นสัปดาห์ ปรากฎว่าสื่อกระแสหลักหลายสำนักได้นำไปเผยแพร่ต่อ รวมทั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และหนังสือพิมพ์มติชน จนกระทั่งเกิดเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ตามเวบบอร์ดต่างๆของชุมชนคนท่องอินเตอร์เน็ต

โดยชาวเน็ตต่างก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า การที่เปิ้ล-นาครเขียนลงในหนังสือล้อเลียนThe toilet#3เป็นเพียงการหยิบยกปรากฏการณ์ทางสังคมมาล้อเลียนนั้น จะทำให้ม็อบพันธมิตรออกมาเล่นงานเปิ้ลแบบที่เคยทำศรรามหรือไม่ หรือพูดกันในวงการอินเตอร์เน็ตว่า"เจองานเข้า" ดังที่ยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้

*คุณว่า พี่เปิ้ล นาคร...งานจะเข้าไหม กรณีเขียนพาดพิงพันธมิตรเวบบอร์ดsanookซึ่งมีผู้อ่านมากกว่า5หมื่นคน- forum.sanook.com/forum/?topic=2439558
*คุณ 'เปิ้ล นาคร' ครับ คุณไม่กลัวเจอแบบคุณ 'ศรราม' หรือครับ กระทู้ห้องเฉลิมไทย พันทิป-http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6842092/A6842092.html

*เปิ้ลนาคร. แห่งสาระแนจัง...งานเข้าแล้ว พี่น้อง .... เป็นกระทู้ในห้องเฉลิมไทย เวบพันทิป-
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6843182/A6843182.html

*เปิ้ล-นาคร เขียนหนังสือพาดพิงพันธมิตรฯ -เวบบอร์ดmthaiซึ่งมีคนแห่ร่วมแสดงความเห็นกว่าพันความคิดเห็น:http://webboard.mthai.com/16/2008-07-29/403109.html

*เปิ้ล-นาคร ซ้ำรอย ศรราม สาระแน ล้อพันธมิตร-เวบบอร์ดhunsa-http://dara.hunsa.com/detail.php?id=10795

*อู๊ยซี๊ดด เปิ้ลนาคร บอกไปม๊อบพันธมิตร จะได้เมีย -เวบบอร์ดPramool.com-bbs.pramool.com/webboard/view.php3?katoo=C56550

จะพบว่าผู้ตั้งกระทู้และผู้มาแสดงความคิดเห็นจะเห็นว่าพันธมิตรกำลังทำตัวมีอำนาจบาตรใหญ่ในประเทศ หากใครไม่เห็นด้วยก็จะส่งคนตามไปราวีจองล้างจองผลาญแบบที่เคยกระทำต่อศรราม เทพพิทักษ์ แต่พอใครเห็นด้วยกับตนก็ยกย่องจนเลอเลิศเป็นเทวดา อันเป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพของคนไทยด้วยกัน

อย่างไรก็ตามก็อุตส่าห์มีเวบแนวร่วมของพันธมิตรอย่างเวบบอร์ดเสรีไทยที่ออกมาทำตัวเดือดร้อนแทนพันธมิตร ไม่ยอมขำไปตามเปิ้ล-นาคร
*เปิ้ล นาคร เอาแล้วไง กัดพันธมิตร-http://forum.serithai.net/index.php?topic=30574.0

ทั้งนี้เมื่อวันจันทร์28ก.ค.ที่ผ่านมาไทยอีนิวส์ได้รายงานข่าวว่า หลังจากคนดังวงการบันเทิงอย่างศรราม เทพพิทักษ์ได้วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรอย่างรุนแรง จนถูกพันธมิตรส่งคนตามราวี ในที่สุดต้องยอมขอโทษเพื่อให้เรื่องจบๆ พันธมิตรจะได้เลิกมาวุ่นวาย ล่าสุดเปิ้ล-นาคร ศิลาชัย แห่งทีมงาน"สาระแน"ออกหนังสือยอดฮิตthe Toiletเล่มที่3 ในเดือนกรกฎาคมนี้ และขึ้นมาเป็นหนังสือbest sellerทันที

หนังสือที่เปิ้ล-นาครให้คำจำกัดความว่า"หนังสือเล่มเดียวในเมืองไทย ที่กล้าล้อจนเลยเถิด แล้วเปิดตูดหนี"นี้มีหลายเรื่องราวที่เน้นการล้อเลียน สำหรับเรื่องที่นำมาให้ดูนี้อยู่ในหัวข้อ"10Things I crazy-10เรื่องบ้า...ภาษานาคร"โดยเปิ้ลเขียนถึงพันธมิตรว่า

"กลุ่มพันธํมิตรที่กล้าวถึง ไม่ใช่ทีมพากษ์หนังที่คอยให้เสียงภาษาไทยในหนังจีนที่เราชอบดูกัน แต่เป็นกลุ่มที่ต้องการ...ต้องการอะไรก็ไม่รู้ รวมตัวกันเพื่อสิ่งที่ต้องการ...ต้องการอะไรก็ไม่รู้ พวกเขารวมตัวกันอยู่แถวสนามหลวง ราชดำเนิน สะพานมัฆวาน บางทีก็เคลื่อนย้ายที่ไปบ้าง แต่ไม่ไกลจากนั้น(ขี้เกียจเดิน) และเราก็จะไม่มีทางเห็นกลุ่มพันธมิตรตามสถานที่อื่นๆ เช่น น้ำตกวังตะไคร้ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ Y FIFTY หรือ ร้านสองสลึงแน่นอน

กิจกรรมหลักของพวกเขาคือต้องมารวมตัวกัน ยิ่งเยอะยิ่งดี น่าเกรงขาม แล้วก็เรียกร้องสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ผมเองต้องการได้บ้าน ได้รถ ได้เมีย ฯลฯกะว่าจะลองไปรวมตัวดู เผื่อจะได้..สิ่งที่ต้องการบ้าง"แล้วก็มีรูปล้อเลียนของเปิ้ล-นาครกำลังแหกปากอยู่ข้างๆลุงคนนึงที่ไม่มีฟันเหลือในปากซักซี่ที่ก็แหกปากเรียกร้องว่า"ลุงต้องการฟันปลอม"


ปัญหาอยู่ที่ว่างานนี้พันธมิตรเห็นแล้วจะขำไปด้วยหรือเปล่า? หากพันธมิตรไม่ยอมขำแต่ความดันขึ้น แล้วเปิ้ล-นาครจะเปิดตูดหนีทัน ก่อนงานจะเข้าหรือไม่...?

ละเว้นถวายความปลอดภัย กับ คดีหมิ่น!!!

โดย พร ภัทระ
ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์
31 กรกฎาคม 2551

หนังสือของกรมองครักษ์ฉบับนี้ ระบุไว้ช่วงหนึ่ง เป็นหมายเหตุที่อยู่ในวงเล็บของการเข้ามารับหน้าที่ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่กี่วัน เพราะเหตุอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 19-25 กันยายน 2549 โดยไม่มีเหตุอันควร เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรมราชองครักษ์ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จึงให้พ้นหน้าที่ไป



...นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่ชาวบ้านพลิกมาเรียกขานเป็นพันธมาร ที่ประสบกับข้อกล่าวหาหมิ่นฯ

แต่อัยการก็สั่งไม่ฟ้องมาแล้วหนหนึ่ง ด้วยข้ออ้างพิลึกคือ เพื่อความสมานฉันท์ หากยังจำกันได้

และล่าสุดนายสนธิคนเดียวกันนี้ ก็โดนข้อกล่าวหานี้ซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งเป็นคดีความที่ต่อเนื่องมาจากการเข้าจับกุม นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด

จะด้วยข้ออ้างอย่างไรก็ตามจะไม่ขอพูดถึง แต่ ดา ตอร์ปิโด ไม่ได้รับการประกันตัว ขณะที่นายสนธิกลับได้รับการประกันตัว!!!

เรื่องที่ผมเก็บเงียบมานานนี้ก็ยังคงเงียบกริบอยู่ที่ สตช. จนกระทั่งอีกนั่นแหละครับ เมื่อผมได้รับสำเนาหนังสือจากกรมราชองครักษ์ ลงนามโดย พล.อ.สายัณห์ คัมภีร์พันธุ์ สมุหราชองครักษ์ ส่งไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 เรื่อง ให้นายตำรวจราชสำนักประจำพ้นตำแหน่ง

ใจความทั้งหมดสรุปได้ว่า ทาง สตช. เคยมีหนังสือขอตัว พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สตช.

แต่กรมราชองครักษ์ไม่เห็นด้วย เพราะได้พิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย แล้ว มีความเหมาะสมที่จะถวายความปลอดภัยต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ผมเก็บมานาน ไม่ใช่เรื่องของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน พล.ต.ท.ฉัตรชัย จะเข้ามารับหน้าที่อันสำคัญนี้ในการถวายการอารักขา!!!

หนังสือของกรมองครักษ์ฉบับนี้ ระบุไว้ช่วงหนึ่ง เป็นหมายเหตุที่อยู่ในวงเล็บของการเข้ามารับหน้าที่ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่กี่วัน เพราะเหตุอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 19-25 กันยายน 2549 โดยไม่มีเหตุอันควร เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรมราชองครักษ์ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จึงให้พ้นหน้าที่ไป

และนายตำรวจที่พ้นหน้าที่ไปนี้ก็คือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปัจจุบันก็กลับไปอยู่ สตช. ปฏิบัติหน้าที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ!!!

ส่วนเมื่อครั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เรืองอำนาจ มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ สตช. พล.ต.อ.วิเชียร ผู้นี้ก็ได้รับหน้าที่เป็นนายตำรวจใหญ่ที่ดูแลการเลือกตั้งทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งคงไม่ต้องพูดอะไรว่า นายตำรวจท่านนี้ยืนอยู่ฟากฝั่งไหน

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญที่จะกล่าวถึง คงไม่ใช่เรื่องที่นายตำรวจท่านนี้มีความคิด มีความเอนเอียงอยู่กับฝ่ายเผด็จการหรือฝ่ายประชาธิปไตย

แต่ความสำคัญของเรื่องคือ การไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาในช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองตึงเครียด เรื่องแบบนี้ถือได้หรือไม่ว่า ไม่เห็นความสำคัญในหน้าที่ต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทย ดังที่หนังสือระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นความผิดอย่างร้ายแรง!!!

แล้ว สตช.ได้ดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด ให้เกิดเป็นตัวอย่างของผู้ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญนี้หรือไม่???

แต่ที่แน่ๆ ได้กลายเป็นที่โจษขานกันขึ้นแล้ว ทั้งในวงการสีกากี รวมไปถึงข้าราชการในสำนักพระราชวังอย่างถ้วนหน้า

ส่วนผมก็ได้แต่เทียบเคียงระหว่างประชาชนผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงด้วยวาจา ถูกจับกุมคุมขัง ที่ถูกฟ้องร้องโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กับผู้ที่ละทิ้งการอารักขา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของ สตช. ดังความที่กรมราชองครักษ์แจ้งเป็นที่ประจักษ์นั้น อยู่ในระนาบเดียวกัน สูงกว่า หรือต่ำกว่ากันเพียงใด ที่จะได้รับการยกเว้น???

เพราะแม้จะอ้างว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน และแจ้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร ชี้แจงแล้ว แต่ก็ดูจะเนิ่นนานจนผิดสังเกตจริงๆ...

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในสายตาประชาชนแล้ว สตช. ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ประจักษ์ออกมาโดยเร็วเสียแล้ว

มิเช่นนั้น จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สังคมอาจต้องวิพากษ์วิจารณ์ สตช. อีกครั้งว่า มีหลายมาตรฐานในการดำเนินการ...

วันพุธ, กรกฎาคม 30, 2551

เมาซ่าไถตังค์20ซื้อบุหรี่ไม่ได้ นักรบศรีวิชัยกระทืบชาวบ้าน ยังไม่หนำตำรวจมาจับเจอต่อย เจริญรอยตามลูกพี่ทั้ง5แกนนำพันธมาร


โดย คมชัดลึก
30 กรกฎาคม 2551


นักรบศรีวิชัยม็อบพันธมิตรฯดื่มเหล้าเมาซ่า ขอบุหรี่-เงิน 20 บาทจากกรรมการสมาคมตระกร้อฯไม่ได้ เตะ-ต่อยเจ็บ เหยื่อเข้าแจ้งความ ตำรวจตามจับยังถูกต่อยเจ็บ แต่หนีไม่พ้นถูกคุมตัวแจ้งข้อหาที่โรงพัก

ที่สน.นางเลิ้ง กทม. เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 30 ก.ค. นายวิชาญ ตรงเข็นขาว อายุ 40 ปี กรรมการสมาคมตระกร้อแแห่งประเทศไทย เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.คนัช ปาณไกพัล ร้อยเวร สน.นางเลิ้งว่าถูกนายกฤษฎา ช่วยอุดม อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ 8 ต.บึงหวาน อ.ปะโต๊ะ จ.ชุมพร ทำร้ายร่างกาย

นายวิชาญให้การว่า ขณะตนนั่งพักอยู่ภายในบริเวณลานจอดรถวัดโสมนัสวิหารได้พบกับนายกฤษฎาและพวกอีก 1 คนเดินตรงเข้ามาหาและยังสังเกตุเห็นว่านายกฤษฎามีอาการมึนเมา โดยนายกฤษฎาเดินเข้ามาขอบุหรี่ ตนบอกว่าไม่ได้สูบจึงไม่ได้ให้บุหรี่ จากนั้นนายกฤษฎาก็ขอเงินอีก 20 บาท แต่ตนก็ไม่ได้ให้ นายกฤษฎษยังพยายามถามตนว่าเป็นพวกเดียวกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนามหลวงหรือไม่ ตนก็พยายามอธิบายว่าไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน หลังจากนั้นนายกฤษฎาก็เตะตนซึ่งตนก็เอามือซ้ายขึ้นมากันไว้ นายกฤษฎาเตะอยู่หลายครั้งก่อนที่ตนจะหลบหนีออกมาได้ คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ยุติธรรมจึงเข้าแจ้งความ

ต่อมาเวลา 18.00 น. ร.ต.อ.เกรียงศักดิ์ มูลตา รองสว.สป.พร้อมด้วยด.ต.ทวี เนียบสุวรรณ ,ส.ต.อ.วรรณพงษ์ จันทร์สุรี ผบ.หมู่ สน.นางเลิ้ง สืบทราบว่านายกฤษฎาเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัยของกลุ่มพันมิตรฯจึงเดินทางไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อจะขอควบคุมตัวมาสอบปากคำ แต่นายกฤษฎาไม่ยอมจึงต่อยเข้าใบหน้าของ ส.ต.อ.วรรณพงษ์

แต่ต่อตำรวจก็สามารถควบคุมตัวมาทำการสอบปากคำที่ สน.นางเลิ้ง และจากการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอเกินกว่า 120 มิลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า เมาสุราเครื่องดองของเมา ประพฤติตนวุ่นวาย ทำร้ายตำรวจขณะปฎิบัติหน้าที่ ขณะนี้ได้ส่งตำรวจไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลมิชชั่นแล้ว

ที่มา:http://www.komchadluek.com/2008/07/30/a001_213856_report.php

เสธ.แดงแฉข่าวคาวเบื้องหลังลิ้มมีอิทธิฤทธิ์ สัมพันธ์ลึกกับสายในคอยเคลียร์


หมายเหตุ:พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงได้เขียนข้อความในเวบไซต์เสธแดงในหัวข้อเรื่อง"ปราบรัฐบาล เจ๊กลิ้มทำรัฐบาลสมัครและชาติปั้นป่วน ต้องตัดจู๋มันอย่างเดียว แบบทุบกล่องดวงใจทศกัณฑ์ก็หมดฤทธิ์" อย่างไรก็ตามทีมข่าวไทยอีนิวส์ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณด้วย เพราะไม่ทราบว่าบุคคลที่เสธ.แดงเขียนถึงนั้นหมายถึงบุคคลใดบ้าง เพราะผู้เขียนไม่ได้ระบุชื่อจริงบุคคลที่ตกเป็นข่าว และทีมข่าวไทยอีนิวส์ไม่ขอรับรองในข้อความที่เสธ.แดงเขียนนั้นมีมูลหรือไม่ แต่เห็นว่านายทหารยศพลตรีผู้นี้น่าจะมีความพยายามสื่อสารข้อมูลบางประการต่อสังคมไทย


สงสัยมานานใช่ไหม...ไม่มีใครกล้ากระทืบมัน นอกจากไม่มีทหารแบบจอมพลสฤษดิ์แล้ว ทำไมขนาดคดีหมิ่นเลียนแบบอีดา ตอปิโด บนเวทียังได้ประกันตัว ...เอาหละตั้งใจฟัง

เจ็กลิ้มมันเหนือชั้นหลังเลิกเมียจริงชื่อ จันทร์ทิพย์ ไปกดเมียรัฐมนตรี เมียรัฐมนตรีคนนี้มีฤทธิ์รู้ไว้แค่นั้น แต่ผัวเป็บไบ 2 อย่าง

รัฐมนตรีอะไร อาแดงเคยเล่าก็รัฐมนตรีกระเทย คู่กับรัฐมนตรี..ที่ไปด่ามาเลเซีย ว่าช่วยแบ่งแยกดินแดน มาเลเซียเขาตอกให้ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย 2 ตัว ทำไมโง่แบบนี้ กูช่วยได้ไง พรรคปาส เขาจะได้แยก รัฐกลันตัน ตรังกานกู มันคือ กบฎ เคเอ็มเอ็ม ของฝ่ายค้าน แยก 2 รัฐ มาเลเซีย ใน 13 รัฐ ไปพ่วงรัฐปัตตานี ที่เป็นพวกมาลายูแท้ เป็นประเทศใหม่ สาธารณรัฐปัตตานี หรือรัฐอิสลามแบบอิหร่าน ปกครองด้วยกฎหมายอิสลาม

เจ็กลิ้มแพ้กี่คดี มันก็ได้ประกัน ถูกแจ้งจับหมิ่นกี่คดี แม่ง...ก็ได้ประกันตัว เพราะเมียไอ้รัฐมนตรีกระเทยคนนี้คอยโทรเคลียร์ ไม่งั้นมันไม่กล้าอ้างผ้าพันคอxxxบ้าง น้ำxxxบ้าง เห็นไหมรถอะไรมาส่ง xxx. เรายังไม่กล้าพูด

ตัดกล้วยมันทิ้ง...เหมือนทุบกล่องดวงใจทศกัณฑ์ ไอ้เจ็กลิ้มก็จะเหมือนหมาตัวหนึ่ง เพราะกล้วยขาด คนเคลียร์หนี จากนี้ไปไม่มีใครช่วย อีมะขามป้อมเมียรัฐมนตรีก็กลับไปอยู่กับผัวกระเทย รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี

ตามนั้น....

ทนายพันธมารเหิมก้าวล่วงศาล ป่าวประกาศรู้ผลตัดสินคดีหญิงอ้อล่วงหน้า ทั้งที่ศาลอ่านคำตัดสินพรุ่งนี้





วันนี้ (30 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีสะพานมัฆวานฯ แจ้งข่าวดีกับผู้ชุมนุม ว่า ในวันพรุ่งนี้เวลาบ่าย ศาลอาญารัชดาฯ จะมีการอ่านคำพิพากษาในคดีที่มีการกล่าวหาว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และนายบรรพจมน์ ดามาพงศ์ หลีกเลี่ยงภาษีการขายหุ้นบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์

“ในวันพรุ่งนี้น้ำตาจะนองกรุงเทพฯ เป็นเผาเต่า และให้กรมราชทัณฑ์เตรียมห้องวีไอพีให้รอรับได้เลย” นายสุวัตร ระบุ

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 26 มี.ค.50 อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องโดยมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พี่ชายต่างมารดาคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมานเป็นจำเลยที่ 1ต่อศาลอาญา กล่าวหาว่ามีความผิดฐาน ร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาทจากหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท โดยความเท็จ

ขณะที่ฝ่ายจำเลย นำพยานสืบหักล้างร่วม 20 ปาก โดยมีนายบรรณพจน์ คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภา จำเลยทั้งสามขึ้นเบิกความ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร และ อดีตเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ซึ่งจำเลยทั้งสาม ต่างยืนกรานให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

คนทำมาหากินเหลืออด ตะเพิดพันธมิตรกลับบ้านเถอะม็อบ!



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2551
ที่มา หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์

หนังสือพิมพ์ประจำวงการขายตรงเบื่อม็อบพันธมิตร ก่อม็อบมานาน2เดือนจนชาวบ้านไม่เป็นอันทำมาหากิน ต้องมาขลุกอยู่กับการชุมนุม หรือถ่างตาดูASTVไปวันๆ พาดหัว"กลับบ้านเถอะม็อบ"ทำมาหากินกันดีกว่า หากไปไหนไม่เป็นจะช่วยสอนทำธุรกิจเครือข่ายขายตรง(MLM)ให้เป็นการสงเคราะห์คนไทยด้วยกัน


หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์ รายปักษ์ ซึ่งวางจำหน่ายระหว่างวันที่1-15 กรกฎาคมได้พากหัวขึ้นปกว่า"กลับบ้านเถอะม้อบ มาทำอาชีพเครือข่าย หาเงินใช้ยามวิกฤต"

ตลาดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายปักษ์ของแวดวงขายตรง(MLM)ได้โปรยข่าวพาดหัวนี้ว่า"แฉฉีกหน้ากากม็อบพันธมิตรที่ชอบดึงสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือต้มตุ๋นหลอกลวงชาวบ้าน โดยใช้สื่อครอบำงชาวบ้านทุกวัน จนคนไทยชักเพี้ยนตาม พร้อมท้าแกนนำพันธมิตรถ้าเก่งจริง เปิดศึกถล่มรัฐบาลแตกหักไปเลยดีกว่า หากไม่แน่จริงก็ให้เลิกม็อบ ให้ชาวบ้านกลับบ้านช่อง คนที่เฝ้าASTVอยู่ก็จะได้ไปทำมาหากินกัน หากทำมาหากินไม่เป็น จะแนะนำวิธีทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงMLMให้

กษัตริย์ตองกาเลิกยุ่งการเมือง ประกาศสละราชอำนาจให้สภา



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30กรกฎาคม 2551

กษัตริย์พระองค์ใหม่ ได้ตกลงที่จะสละพระราชอำนาจของพระองค์ที่ราชวงศ์ถือครองมายาวนานให้กับรัฐสภา ที่สมาชิกส่วนใหญ่จะมาจากการเลือกตั้ง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้พระองค์จะทรงมอบอำนาจการบริหารประเทศให้กับนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะไม่ทรงออกแถลงการณ์ส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย หลังจากเผชิญแรงกดดันจากประชาชนในประเทศที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง



เอพีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ฟีลาเคปา โฆษกสำนักพระราชวังตองกา แถลงว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จ ทูโป ที่ 5 แห่งราชอาณาจักรตองกา ซึ่งทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา ได้ตกลงที่จะสละพระราชอำนาจของพระองค์ที่ราชวงศ์ถือครองมายาวนานให้กับรัฐสภา ที่สมาชิกส่วนใหญ่จะมาจากการเลือกตั้ง โดยแถลงการณ์ครั้งนี้มีขึ้นเพียง 2 วันก่อนหน้าที่จะมีการจัดพิธีราชาภิเษกของพระองค์อย่างเป็นทางการ ซึ่งพิธีดังกล่าวจะจัดเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน 4 วัน

การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ตองกาเข้าใกล้การยกเลิกระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปอีกขั้น ซึ่งจนถึงขณะนี้ตองกาเป็น 1ในไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคงปกครองด้วยระบอบนี้อยู่

ในแถลงการณ์ระบุว่า สมเด็จพระราชาธิบดีทรงสละพระราชอำนาจของพระองค์โดยสมัครใจ ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมาดปรารถนาต่อประชาธิปไตยของประชาชนบางส่วน แต่ไม่ได้ระบุเวลาที่แน่ชัดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเมื่อไหร่

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้พระองค์จะทรงมอบอำนาจการบริหารประเทศให้กับนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะไม่ทรงออกแถลงการณ์ส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย กษัตริย์จะยุติบทบาทกำกับดูแลการทำงานของรัฐบาลแบบวันต่อวัน และให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แนะการปกครองในทุกเรื่องแทน จะวางพระองค์เป็นกลางอย่างเคร่งครัดเมื่อประชุมกับคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภา และไม่แสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องการเมือง

แถลงการณ์ครั้งนี้มีขึ้น 2 วันก่อนตองกาจะเริ่มจัดพิธีบรมราชาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ให้กษัตริย์จอร์จ ทูโป ที่ 5 นาน 4 วัน ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการใน 1 ส.ค.นี้ หลังพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ในปี 2549 สืบแทนอดีตกษัตริย์ทูโป ที่ 4 พระราชบิดาที่สิ้นพระชนม์ และให้คำมั่นว่าจะเร่งปฏิรูปประเทศ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐสภาเพิ่งอนุมัติให้ตั้งคณะกรรมการร่างแผนเปลี่ยนระบบรัฐบาลซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1875 คาดว่าการเปลี่ยนระบบจะมีผลบังคับใช้หลังการเลือกตั้งปี 2553 รัฐบาลยังประกาศว่ากษัตริย์จอร์จ ทูโป ที่ 5 ทรงขายธุรกิจทั้งหมดซึ่งเป็นหุ้นในบริษัทของรัฐบาลที่สร้างความร่ำรวยให้ราชวงศ์เรียบร้อยแล้ว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นขณะที่ราชวงศ์ เผชิญแรงกดดันให้สละพระราชอำนาจ หลังมีเรื่องอื้อฉาวและการบริหารแผ่นดินผิดพลาด ทำให้ตองกาไม่สามารถขจัดปัญหาความยากจนได้ ส่วนการปฏิรูปประชาธิปไตยก็ล่าช้าทำให้ประชาชนไม่พอใจ จนเกิดการประท้วงจลาจลในกรุงนูกูอะโลฟา ในปี 2549 มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ ตองกาเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่ยังปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อดีตกษัตริย์ทูโป ที่ 4 ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 41 ปี เป็นรองแค่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ และกษัตริย์แห่งซามัว แต่พระองค์ทรงเผชิญเรื่องอื้อฉาวด้านธุรกิจหลายเรื่อง รวมทั้งถูกกล่าวหาว่าครอบครองกิจการบริษัทไฟฟ้า สื่อสารโทรคมนาคม ดาวเทียมสื่อสาร และสายการบินที่ถูกแปรรูปมาจากรัฐวิสาหกิจอย่างไม่ชอบธรรม ส่วนกษัตริย์จอร์จ ทูโป ที่ 5 ทรงพยายามกำจัดภาพลักษณ์ “เพลย์บอย” ตั้งแต่สมัยยังเป็นมกุฎราชกุมาร เพื่อหวังฟื้นฟูความศรัทธาในราชวงศ์


สมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จ ทูโป ที่ 5 ยังไม่ได้ทรงอภิเษกสมรส ทรงเป็นผู้ควบคุมกิจการและธุรกิจหลายอย่างในประเทศตองกา มีรายงานว่าแม้จะทรงชอบเสพน้ำจัณฑ์อยู่เป็นอาจิณ แต่ก็เป็นที่รักของประชาชน อันเนื่องมาจากพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกร

ระหว่างเป็นพระราชกุมาร เคยเสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์มาประเทศไทยหลายครั้ง ล่าสุดเสด็จฯมาร่วมงานพระราชพิธีฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งยังเคยรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรตองกา เมื่อปี 2539 ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ได้ทรงตรัสถึงพระราชอัธยาศัยของพระองค์ ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง “มนต์รักทะเลใต้” ในหลายตอน อาทิ “เข้าตำหนัก the villa ของเจ้าชายทูโพทัว แต่ท่านพระทัยดีให้ข้าพเจ้าอยู่ ท่านเองไปประทับที่โรงแรม"

ประเทศตองกา หรือเรียกให้ถูกต้องว่า"โตนงา"แปลว่าทิศใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนิวซีแลนด์ มีประชากร 115,000 คน มีการปกครองระบอบผสมผสานระหว่างประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา และราชาธิปไตย โดยพระราชาธิบดี มีอำนาจสูงสุดในรัฐสภา เป็นผู้คัดสรรนายกฯและคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามตองกากำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อกษัตริย์องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์แทนพระราชบิดาเมื่อปีกลาย

วันอังคาร, กรกฎาคม 29, 2551

พิษน้ำมันแพง สุลต่านบรูไนรัดเข็มขัดปิดไฟงานเฉลิมพระชนมพรรษาไม่เกิน6ทุ่ม



ถึงบรูไนจะเป็นประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมัน และแม้ว่าจะอยู่ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา อันเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย แต่ทางการบรูไนก็ได้เน้นย้ำกำชับให้คนในประเทศช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในภาวะน้ำมันแพงเช่นนี้ โดยที่สุลต่านบรูไนได้ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้พสกนิกรได้เจริญตามเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการให้สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟประดับประดาเฉลิมพระเกียรตินั้นจะทำได้ตั้งแต่เวลา19.30ถึง24.00น.เท่านั้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2551

นิตยสารWHO MAGAZINEฉบับวางแผงล่าสุด พาดหัวขึ้นปกว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน"รัดเข็มขัด"ฉลอง62พรรษา เคอร์ฟิวไฟแค่เที่ยงคืนเท่านั้น

WHOรายงานข่าวพาดหัวบนปกฉบับล่าสุดนี้ว่า พสกนิกรชาวบรูไนต่างร่วมใจกันเฉลิมฉลอง ในวาระอันเป็นมงคลของ องค์สุลต่านฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน เนื่องใน โอกาสเสด็จพระราชสมภพครบ 62 พรรษา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา และกิจกรรมการเฉลิมพระชนมพรรษาจะดำเนินไปจนสิ้นเดือนสิงหาคมศกนี้

ทว่าประเทศที่เป็นมหาเศรษฐีโลกจากการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยังเล็งเห็นถึงความประหยัดพลังงานไฟฟ้าในยุคน้ำมันแพง ทางสำนักนายกรัฐมนตรีบรูไน จึงได้ออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟเพื่อประดับประดาเมืองและฉลองวาระสำคัญนี้ จะทำได้ตั้งแต่เวลา 19.30 น. จนถึง 24.00 น.เท่านั้น จากนั้นก็ต้องปิดไฟเพื่อประหยัดไฟฟ้าให้กับประเทศ

WHOรายงานว่าการเฉลิมพระชนมพรรษาเริ่มตั้งแต่14กรกฎาคมไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม แต่วันสำคัญที่สุดคือ15กรกฎาคมอันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ บรรยากาศแห่งความสนุกสนานปกคลุมไปทั่ว ในเวลากลางวัน ทหารจากทุกเหล่าทัพจะจัดงานเดินสวนสนามเพื่อเฉลิมพระเกียรติ การยิงสลุตปืนใหญ่จำนวน21นัด

และสำหรับยามค่ำคืน ทั้งเมืองถูกจุดด้วยแสงไฟกหลากสีที่สว่างไสวจนดูราวกับเป็นกลางวัน ป้ายสดุดีและคำถวายพระพร ซุ้มประตูขนาดใหญ่ และธงชาติปรูไนปรากฎให้เห็นทุกซอกทุกมุมของเหมืองหลวง อนุสาวรีย์สถานที่สำคัญๆตลอดจนจุดท่องเที่ยวทุกแห่งได้รับการประดับประดาตกแต่งด้วยดวงไฟทุกสีทุกขนาด

ถึงบรูไนจะเป็นประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมัน และแม้ว่าจะอยู่ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา อันเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย แต่ทางการบรูไนก็ได้เน้นย้ำกำชับให้คนในประเทศช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในภาวะน้ำมันแพงเช่นนี้ โดยที่สุลต่านบรูไนได้ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้พสกนิกรได้เจริญตามเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการให้สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟประดับประดาเฉลิมพระเกียรตินั้นจะทำได้ตั้งแต่เวลา19.30ถึง24.00น.เท่านั้น

ทั้งนี้ฟอร์บส์แม็กกาซีนได้จัดอันดับให้สุล่านบรูไน ทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากการจัดอันดับ 15 กษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดของโลก

สำหรับอันดับทรัพย์สินของกษัตริย์ 1-15 นิตยสารฟอร์บส์เรียงลำดับดังนี้

อันดับ 1 สุลต่านฮัจยี ฮาสซานาล โบลเกียห์ สุลต่านแห่งบรูไนพระชนมพรรษา 61 พรรษา มีทรัพย์สิน 22 พันล้านดอลลาร์ ขึ้นครองราชย์เป็นสุลต่านองค์ที่ 29 แห่งราชวงศ์บรูไนเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ทรงรับ มรดกตกทอดจากราชวงศ์ที่มีอายุยืนนานมา 600 ปี ทรงเป็นนายกรัฐมนตรี, รมว.กลาโหม, รมว.คลังและผู้นำศาสนาด้วยพระองค์เอง ประเทศนี้มีน้ำมันและแหล่งแก๊สธรรมชาติ, สะสมเพชรนิลจินดาระดับเยี่ยม พระองค์ทรงเป็นนักกีฬาโปโลด้วย

อันดับ 2 ชีค คาลิฟา บิน ซาเยด อัล นาห์ยัน พระชนมพรรษา 59 พรรษา ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีทรัพย์สมบัติ 21 พันล้านดอลลาร์ ทรงครองนครอาบู ดาบี ซึ่งกำลังทำเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมของตะวัน ออกกลาง

อันดับ 3 กษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อับดุลลาซีซ์ กษัตริย์ประเทศซาอุดีอาระเบีย พระชนมพรรษา 83 พรรษา ทรงมีทรัพย์สิน 19 พันล้านดอลลาร์ ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 2005 จากนั้นทรงเริ่มก่อสร้างเมือง มูลค่า 26 พันล้านดอลลาร์ กล่าวกันว่าพระองค์ทรงอนุรักษนิยมมากกว่ากษัตริย์ฟาห์ด พี่ชายผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ปัจจุบันทรงชอบเพาะพันธุ์ม้าอาราเบียน ทรงสร้างหอสมุดที่ซาอุดีอาระเบีย และที่โมร็อกโก

อันดับ 4 ชีค โมฮัมหมัด บิน ราชฮิด อัล มากตูม พระชนมพรรษา 57 พรรษา เจ้าผู้ครองนครดูไบ มีทรัพย์สมบัติมูลค่า 16 พันล้านดอลลาร์ ทรงเป็นซีอีโอของ Dubai Inc.ทรงร่วมทรัพย์สมบัติกับพี่น้องอีก 2 พระองค์ เมื่อเร็ว ๆ นี้เข้าไปซื้อหุ้นธนาคารเอชเอสบีซี และธนาคารดัตช์ เสนอซื้อกิจการห้างสรรพสินค้า ชื่อบาร์เนย์ ที่นครนิวยอร์ก และยังประกาศเงินบริจาค 10 พันล้านดอลลาร์ เพื่อจัดตั้งกองทุนการศึกษาตะวันออกกลาง

อันดับ 5 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย พระชนมพรรษา 79 พรรษา ทรงมีทรัพย์สิน 5 พันล้านดอลลาร์ ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ประสูติในสหรัฐฯ ทรงได้รับการศึกษาจากสวิส สถาบันกษัตริย์มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทำหน้าที่เป็นหน่วยลงทุน และจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ ทรงเป็นกษัตริย์ด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ พระราชพาหนะจะแล่นด้วยน้ำมันปาล์ม เป็นต้น

อันดับ 6 เจ้าชายฮานส์-อาดัมที่ 2 แห่งลิกเตนสไตน์พระชนมพรรษา 62 พรรษา มีทรัพย์ สิน 4.5 พันล้านดอลลาร์ พระองค์ทรงรับมรดกตกทอดมาจากราชวงศ์ที่ยืนยาวกว่า 900 ปี ทรงเป็นนักสะสม ศิลปะ 4 ศตวรรษ มีธนาคารเป็นของพระองค์เองคือแอลจีที แบงก์ ทรงมีอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทในสหรัฐที่ผลิตข้าวอินทรีย์คือไม่ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใด ๆ

อันดับ 7 กษัตริย์โมฮัมหมัดที่ 4 แห่งโมร็อกโก พระชนมพรรษา 44 พรรษา มีทรัพย์สิน 2 พันล้านดอลลาร์ ทรงได้รับฉายาว่า "กษัตริย์แห่งคนจน" พระองค์พยายามที่จะให้ประชาชนของตนพ้นจากความ ยากจน และคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนมาก

อันดับ 8 เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 แห่งโมนาโก พระชนมพรรษา 49 พรรษา มีทรัพย์สิน 1.2 พันล้านดอลลาร์ ทรงเป็นโสด ปกครองโมนาโก เมื่อปี 2005 ต่อจากพระราชบิดา เจ้าชายอัลเบิร์ต ทรงมีอสังหาริมทรัพย์ และมีหุ้นอยู่ในมอนติคาโล กาสิโน เป็นพระราชโอรสของเจ้าชายอัลเบิร์ต และเจ้าหญิงเกรซ อดีตดาราหนังฮอลลีวู้ดที่สิ้นพระชนม์ไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว

อันดับ 9 ชีค ฮามาด บิน คาลิฟา อัล ทานิ เจ้าผู้ครองแคว้นกาตาร์ มีพระชนมพรรษา 55 พรรษาทรัพย์สมบัติ 1 พันล้านดอลลาร์ ทรงยึดอำนาจจากพระราชบิดาโดยไม่เสียเลือดเนื้อเมื่อปี 1995 เป็นผู้นิยมในด้านการกีฬา เช่น รับเป็นเจ้าภาพกีฬาเอนเกมส์ ตลอดจนเป็นผู้สนับสนุนสถานีวิทยุกระจายเสียงอัล จาซีรา รวมทั้งสถานีวิทยุภาคภาษาอังกฤษชื่อเดียวกันด้วย

อันดับ 10 เจ้าชายคาริม อัล ฮุสซีนี มีพระชนมพรรษา70 พรรษา มีทรัพย์สมบัติ 1 พันล้านดอลลาร์ครองราชสมบัติครบ 50 ปี ในประเทศอิสไมลี ที่มีประชากรมุสลิม 15 ล้านคน มีธุรกิจตั้งแต่ฝรั่งเศสถึงสวิส ทรงชอบเลี้ยง และเพาะพันธุ์ม้า

อันดับ 11 สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษ พระชนมพรรษา 81 พรรษา ทรงมีทรัพย์สิน 600 ล้านดอลลาร์

อันดับ 12 ชีค ซาบาห์ อัล ซาห์บา เจ้าผู้ครองประเทศคูเวต พระชนมพรรษา 78 พรรษา ทรงมีทรัพย์สิน 500 ล้านดอลลาร์

อันดับ 13 สุลต่านคาบูส์ บิน ซาอิด แห่งโอมาน พระชนมพรรษา 66 พรรษา มีทรัพย์สมบัติ 500 ล้านดอลลาร์

อันดับ 14 พระราชินีบีทริกซ์ วิลเฮม มินา อาร์มการ์ดแห่งเนเธอร์แลนด์ พระชนม พรรษา 69 พรรษา ทรัพย์สมบัติ 300 ล้านดอลลาร์

และอันดับ 15 กษัตริย์มัสวาติ ที่ 2 แห่งสวาซิแลนด์พระชนมพรรษา 39 พรรษา ทรัพย์สมบัติ 200ล้านดอลลาร์

มันจะโผล่ขึ้นมาตอนไร้อำนาจ

โดย พระพยอม กัลยาโณ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
29 กรกฎาคม 2551

เกือบจะเป็นเรื่องปรกติไปแล้ว สำหรับการขุดคุ้ยหา หาความไม่ชอบธรรมของอีกฝ่ายที่หมดอำนาจลง เมื่อคนที่มีอำนาจใหม่เข้ามา ซึ่งไม่ต่างจากคำว่า น้ำลดตอผุด สักเท่าไหร่

คำว่า “น้ำลดตอผุด” เป็นคำเปรียบเทียบได้ตรงกับสถานการณ์บ้านเราบ่อยๆ เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจทีไร มักมีเรื่องนั้น ผุดเรื่องนี้ โผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่เป็นประจำ และเรื่องบางเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจ น่ากลัวเสียด้วย

อย่างเรื่องของการออกกฎหมาย ที่เอามาบังคับใช้กับคนทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน เวลาผ่านไป มีคนบอกว่า ขั้นตอนและวิธีการออกกฎหมายฉบับนั้น ไม่เข้าลักษณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็สามารถดันกันออกมาได้

หากใครเคยได้ฟัง คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์ พูดเรื่องนี้ ก็คงทราบว่า น่าหนักใจอย่างไร ถึงแม้บางคนจะบอกว่า เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในมุมความรู้ และบทเรียน เราก็ได้อะไรเยอะ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า ใครต่อใครที่คิด ทำอะไรถูก หรือไม่ถูกบ้าง

อย่างกรณีที่เป็นประเด็น ของสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งที่ผ่านมา 200 คน ที่อุตส่าห์เลือกเข้ามา เรียกแบบชาวบ้านว่า ช่างหาที่ลงให้มีรายได้เข้ากระเป๋าอยู่เสมอ แต่แล้วก็อย่างว่า ไม่รู้ว่า จะกลายเป็นโมฆะไปหรือเปล่า กับการออกกฎหมายครั้งนั้น

คิดแล้ว ก็สงสารคนดีๆ ที่ถูกคัดสรรค์เลือกเข้าไป ต้องพลอยรับกรรมไปด้วย ประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด น่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมาย ที่มีสมาชิกสภาร่าง อยู่ไม่ครบองค์ประชุม แต่ยังสามารถออกกฎหมายได้ บางครั้งขาดไปเกือบ 60-70 คน

นอกจากนั้น ยังมีการบอกว่า คนกลุ่มนี้ ยังได้รับเบี้ยประชุมกันปรกติอีกด้วย

เรื่องนี้ไม่ทราบว่าคุณมีชัย ฤชุพันธ์ จะแก้ต่างอย่างไร หากแก้ไม่ได้ ตะเข็บมีการฟื้นหาฝอย มันจะเป็นตะเข็บที่สามารถสร้างความเจ็บปวดกับใครต่อใครอีกมาก

ถามว่า อยู่มาตั้งนานแล้ว ทำไมมารื้อฟื้นตอนนี้ เป็นเรื่องการเมืองหรือเปล่า แต่เอาล่ะ เรื่องนี้ก็ต้องบอกว่า ใครดี ใครอยู่ อย่างไรก็คงจะต้องได้เห็นผลกัน เพราะว่าเรื่องนี้เข้าลักษณะคำว่า “น้ำลดตอผุด” เมื่อหมดอำนาจ กลุ่มอื่นที่เข้ามามีอำนาจต่อ ก็จะแฉเรื่องที่กลุ่มเก่า มีการปกปิดไว้ในสมัยที่เคยมีอำนาจ

ประเด็นนี้จึงน่าเป็นห่วงอยู่ว่า จะแก้กันได้ หรือว่าแก้กันรอดหรือเปล่า ถ้าแก้ไม่ได้ แก้ไม่รอด แล้วจะทำอย่างไร

คนเรา ชอบที่จะหวนหาอะไรที่คิดว่าตนเองชอบอยู่ตลอด ถ้าตัวเองไม่ชอบ ก็จะกีดกัน ไม่ชอบใคร ก็กล่าวหาว่า เขาไม่ดี เป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ถึงจะได้เจอคนที่ว่าดีสำหรับทุกคนสักที นักการเมืองหรือว่าสภาร่างฯ ไม่ว่าจะเป็นการคัดหา สรรหา หรือเลือกตั้ง หรือลากตั้งเข้ามา อย่างไรก็จะต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบอยู่ดี คิดจะเอาแต่คนชอบสังคมก็มีแต่เรื่องเจ็บปวดให้ได้เห็นกันเรื่อย

การที่พวกเรามาด่าการเมืองว่าไม่ดี ถึงจะไปนำระบบไหนมาใช้ ก็ไปเจอเรื่องไม่ดี เรียกว่าเป็นการหนีเสือปะจระเข้ จึงเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะหากยังคงพยายามหาวิธีนั้นวิธีนี้ วิธีใหม่มาใช้ โดยไม่นำวิธีถูกต้องดีงาม ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดมาใช้ คือนำคนมาอยู่ในระบบให้ดี ก็ยังคงวุ่นวายอยู่ดี ถึงไปหาระบบอะไรใหม่ๆ มาอย่างไร ก็ไม่ดี แล้วก็จะเกิดเป็นปัญหาซับซ้อนซ่อนเงื่อน มีปม มีอะไร มาให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา

ต้องบอกว่า ถึงเวลาที่จะต้องแก้ไขที่เงือนไข หรือว่าจะต้องแก้ไขที่นิสัยสันดานของคนบางคน พอใครแต่งตั้งอะไรให้ก็รีบรับ แต่พอถึงเวลาทำงานทำให้เขาไม่ได้ แม้แต่ประชุมก็ยังไม่ยอมเข้า แต่ว่าอยากจะมีตำแหน่ง อยากรับหน้าที่ รับแล้วก็เอาดีไม่ได้ เลยกลายเป็นเรื่องที่ต้องมาหวั่นอกหวั่นใจ กับปัญหาทางกฎหมายทางบุคคล ที่ออกกันมาบังคับให้ปฏิบัติ แต่คนที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายมาให้คนปฏิบัติตาม กลับไม่ถือให้ถูกต้อง เลยต้องกลายมาเป็นประเด็น

อย่างไรเสีย ก็ขอให้ช่วยกันรักษาความดีให้ยังยืนต่อไป อย่าให้ต้องมีปัญหามาแก้กันแล้ว แก้กันอีก โดยไม่มีวันจบสิ้น ถ้ายังเป็นกันอยู่อย่างนี้ ประเทศคงจะต้องตัน ตันไปทุกทาง ก็เหลือคนเดียว ส่วนคนใส่เชื้อคนบริสุทธิ์ทุกอย่าง คงจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี คงจะไม่มีปัญหาอย่างที่เรามานั่งฟังเรื่องราวแล้วก็น่าสลดหดหู่หัวใจ เจริญพร

ชมรมคนรักอุดรแพร่ภาพลับม็อบพันธมิตร-แฉพลตรีคุมม็อบเอง



โดย ฝ่ายข่าว ชมรมคนรักอุดร
ที่มา http://www.weloveudon.net
29 กรกฎาคม 2551

หมายเหตุ:ฝ่ายข่าว ชมรมคนรักอุดร ได้เผยแพร่รายงานพิเศษเรื่อง"พันธมิตรมาชุมนุมที่อุดรทำไม?"ในเวบไซต์ชมรมคนรักอุดร ในทัศนะและแง่มุมของชมรม โดยมีการเสนอภาพประกอบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรเหมือนเตรียมการมาเพื่อก่อเรื่อง ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ นอกจากนั้นยังทิ้งท้ายในรายงานฉบับนี้ว่ามีนายทหารยศพลตรีคุมทีมพันธมิตรบุกอุดรคราวนี้ด้วย-ทีมข่าวไทยอีนิวส์


กรณี การประทะกันของกลุ่มพันธมิตรกับประชาชนจังหวัดอุดรธานีนำโดยสมาชิกชมรมคนรักอุดร ณ สวนสาธารณะ หนองประจักษ์ ในวันที่ 24 ก.ค 2551 ที่ผ่านมานั้น ชมรมคนรักอุดรโดยฝ่ายข่าวชมรมคนรักอุดร ขอนำเสนอรายงานพิเศษ "แผนและเกมส์ป่วนเมืองของพันธมิตร" พวกเขาต้องการอะไร เพื่อให้คนไทยและคนทั้งโลก(โดยดำเนินการผ่านสมาคมนักเรียนไทยสหรัฐอเมริกา กระจายข่าวผ่านสำนักข่าว CNN CBS NBC ABC และ FOX News) ได้รับรู้พฤติกรรม และกลเกมส์ของกลุ่มพันธมิตร ในการสร้างสถานะการณ์เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย




หมวกกันน็อค รุกรานหรือป้องกัน
จากพฤติกรรมดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรไปตามจังหวัดต่างๆ ในเขตอิสาน ตอนล่าง และตอนกลาง จะพบว่าอาวุธพันธมิตรในการไล่ตีประชาชนฝ่ายต่อต้านนั้นคือไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย 2 นิ้ว ที่ติดธงชาติ และธงสีเหลือง และภาพที่ชัดเจนที่สุดที่คนไทยเห็นแล้วสะเทือนใจคือภาพการ์ดวัยรุ่นของพันธมิตรเอาไม้ธงไล่ตีคนแก่จนเลือดอาบ ในสมรภูมิการต่อต้านของประชาชนคนรักบ้านเกิดจังหวัดศรีษะเกษ

ที่อุดรธานี กลุ่มพันธมิตร เปลี่ยนแผนใหม่ โดยให้การ์ดวัยรุ่น กับกลุ่มนักรบศรีวิชัย ใส่หมวกกันน็อคป้องกันการตีศรีษะ





ในกลุ่มของการ์ดยังมีสายงานบังคับบัญชา(Rank) ระหว่างหมวกกันน็อคสีขาว และสีดำ และในลำดับชั้นของสายงานบังคับบัญชาก็ยังมีหัวหน้าในแต่ละกลุ่ม โดยมีปลอกแขนสีม่วงเป็นสัญลักษณ์การบังคับบัญชา







ภาพที่ฝ่ายข่าว ชมรมคนรักอุดร นำมาเสนอ คิดว่าน่าจะกระตุกต่อมคิด คนที่ได้เห็นภาพเหล่านี้ และคงตั้งคำถามกลุ่มพันธมิตรว่า

1) กลุ่มพันธมิตร ชุมนุมโดยสงบ แต่ทำไมองค์ประกอบของการรุกรานและทำร้ายคนอื่นจึงมีครบ ทั้งบุคคล และเครื่องมือ

2) ระบบการบังคับบัญชาของกลุ่มพันธมิตร ทำไมคล้ายกับระบบทหาร หรือมีทหารเป็นกุนซือให้

3)หนองประจักษ์ เป็นสวนสาธารณะของอุดร มีคนเข้าออกเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ มากมายตั้งแต่เช้ายันเย็น โดยเฉพาะเป็นที่พักผ่อนของญาติผู้ป่วย เพราะอยู่ติดกับโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี พวกพันธมิตร ใช้สิทธิอะไรในการปิดประตูทุกด้านห้ามคนอุดรเข้าออก

4) ถ้าการชุมนุมปราศัยเป็นแบบ open เหมือนอารยะชนทั่วไป ทำไมกลุ่มพันธมิตรจึงต้องมีการปกปิดและปิดกั้นสำหรับคนทั่วไป

คำถามเหล่านี้ กลุ่มพันธมิตร ต้องตอบสังคมไทยทั้งประเทศให้ได้ ว่าสิ่งที่พวกคุณทำวันนี้ทำไมมันเหมือนการรุกรานคนอื่น พวกคุณทำเพื่ออะไร?


####
เชิญติดตามชม รายงานพิเศษ ตอนที่ 2 : นายพลตรี ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ชื่อ สุ... ลูกน้อง พลเอก พ...และทีมงาน ร่วมกลุ่มพันธมิตรบุกเมืองอุดร แต่สุดท้ายถูกกลุ่มเด็กนักเรียน ม3 โดดถีบล้มและถูกหวดด้วยไม้ อาการบาดเจ็บสาหัส พร้อมกับคำถามว่า ...ลงมาเล่นเองเลยหรือ...####

การ์ตูนขออภัยที่ไม่สะดวก



โดย โคบุจัง เด็มซะ
ที่มา หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
29 กรกฎาคม 2551

พญาไม้เตือน:ไม่อยากให้อีสานแยกประเทศ อย่าถือว่าเขาเป็นเมืองขึ้น!


โดย พญาไม้
29 กรกฎาคม 2551
ที่มา บางกอกทูเดย์

ศึกชิงค่าย


ป้อมค่ายที่เป็นขุมกำลังของพรรคไทยรักไทยในอดีต..ของพลังประชาชนในปัจจุบัน และอาจจะเปลี่ยนชื่อไปอีกในอนาคตข้างหน้าล้วนแต่มีหน้าตาเดียวกัน..คือ รูปหน้าเหลี่ยมของ ทักษิณ ชินวัตร

ดังนั้น..หากจะพิชิตป้อมค่าย..ล้มล้างทำลาย เส้นทางแห่งอำนาจของทักษิณ ชินวัตร แล้ว..จะต้องโจมตีที่ภาคอีสานแล้วถึงจะล้อมขึ้นเหนือ

เช่นเดียวกับการ..เผชิญหน้ากับพรรคประชาธิปัตย์ในสงครามเลือกตั้ง..จะต้องทุ่มกำลังเข้าตีที่ภาคใต้..และเน้นไปที่ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย..

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ สนธิ ลิ้มทองกุล..เผชิญหน้ากับ ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว ตั้งแต่เรื่อง..ประชามติรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่าน..พันธมิตรประชาธิปไตย..ประสบกับความพ่ายแพ้ทุกครั้ง..ในแนวรบด้านนี้..การจัดตั้งขบวนการพันธมิตรฯ ขึ้นมาให้ได้ในพื้นที่อีสานและภาคเหนือ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง หากพันธมิตรประชาธิปไตยจะสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล..

แต่..ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคของเขา..จะต้องรักษาป้อมค่ายของพวกเขาไว้ให้ได้..ถ้าแพ้ที่อีสาน ในที่สุด ทักษิณ ชินวัตร และกองทัพการเมืองของเขาก็จะสูญเสีย

การนำสงครามชิงอีสานระหว่าง..ทักษิณ ชินวัตร ผู้ป้องกัน กับ..ทีมพันธมิตรฯ ผู้รุกราน..จึงจะไม่มีวันเลิกรา..และนับแต่จะเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น หากพันธมิตรประชาธิปไตย..ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ

ภาคอีสานนั้น..ปฏิเสธ นายสมัคร สุนทรเวช..เท่าๆ กับปฏิเสธพรรคประชาธิปัตย์..พันธมิตรประชาธิปไตย..รู้จุดอ่อนของพรรคพลังประชาชนในด้านนี้..จึงประเมินได้ว่า..สนธิ-จำลอง จะต้องปักหลักสร้างฐานในภาคอีสานขึ้นมาให้ได้..ถ้า สนธิ-จำลอง ทำสำเร็จ..ทักษิณก็ไป

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง..รัฐมนตรีมหาดไทย กับการคาดโทษฝ่ายปกครอง..จะลงโทษหากเหตุการเช่นที่อุดรธานีเกิดขึ้น..แต่ด้วยตำรวจมือเปล่า..จะรับมือไหวหรือ กับประชาชน และประชาชนที่พร้อมจะเผชิญหน้ากัน

ประชาชนที่นิยมในพรรคพลังประชาชน..ย่อมจะไม่ถอยให้กับ..พันธมิตรประชาธิปไตย..ใครก็หยุดเหตุการณ์นี้ไม่ได้..ยิ่งในยามที่ประเทศกำลังตกอยู่ในสภาพ..ไร้ขื่อไร้แปแบบนี้ ถ้าไม่อยากให้อีสานแยกเป็นอีกประเทศหนึ่ง..ก็อย่าไปถือว่าเขาเป็นเมืองขึ้น..เท่านั้นเอง

จับโกงบัตรเลือกตั้งให้เร็ว คือจุดตายของ คมช.

โดย คุณ deep
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
29 กรกฎาคม 2551

เป็นขบวนการใหญ่ ร่วมมือกันหลายฝ่าย อ้างว่าทำเพื่อชาติ ใช้งบรัฐประหาร ผู้พิพากษา นักวิชาการ สำนักโพลล์ ก็ร่วมด้วย

ควรและต้องเร่งให้ กกต.นำพาไปดู บัตรเลือกตั้ง ที่เก็บรักษาไว้ เพราะภายใน ๑ ปี กกต.ไม่มีสิทธิ ทำลายบัตรเลือกตั้ง

ในส่วนของ กทม. ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุด คือ รองผู้ว่า กทม.ที่ลาออก และกรมทหาร

ตัวอย่างที่เห็นการโกงที่เด่นชัด "คือการโกง เลือกตั้งใน กทม."

การโกงเลือกตั้งใน กทม. ความมาแตก เพราะ exit poll ของสวนดุสิตโพลล์ เป็นสถาบันเดียว ที่ไม่มีส่วนในการโกงเลือกตั้งใ นช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ ๒๓ ธ.ค.๒๕๕๐

สวนดุสิตโพลล์ ได้ทำเอ็ทซิทโพลล์ โดยที่สำนักเอแบคโพล และรามคำแหงโพลล์ ไม่ยอมทำ ทั้งๆ ที่การทำ เอ็ทซิทโพลล์ใน กทม.ทำง่ายที่สุด หวังผลได้ ๙๕ เปอร์เซนต์

ผลของสวนดุสิตโพลล์ ปรากฎว่า พปช.ได้ สส.๒๑ ตน ปชป.ได้ สส.๑๕ ตน

แต่ผลการเลือกตั้งเป็นทางการ ออกมาว่า ปชป.ได้ สส. ๒๗ ตน พปช.ได้ ๙ ตน

แต่ผล exit poll ของสวนดุสิต ที่ทำในต่างจังหวัด ถูกต้องเกือบทั้งหมด ซึ่งในต่างจังหวัด ทำได้ยากกว่า ถ้าเอแบคโพลล์ และรามคำแหงโพลล์ ไม่แกล้งโง่ งดทำ exit poll ในกทม. ก็จะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ ....ทำไม ไม่ทำๆๆๆ...

ผู้พิพากษา ไม่เคยทำความผิด มาร่วมทำผิด ออกอาการ มากที่สุด "เลขา กกต.อย่าลืมคำสาบาน ที่วัดพระแก้ว"

แผน 'ชงเอง...กินเอง' จากเหตุการณ์ม็อบปะทะม็อบ

จาก เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
29 กรกฎาคม 2551

ภาพคนไทยถือ “ด้ามธงไตรรงค์” ตีกันจนหัวร้างข้างแตก ...บาดเจ็บไปตามๆ กัน บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำเอาคนไทยส่วนใหญ่เกิดความรู้สึก “หดหู่ใจ” เพราะไม่คิดว่า ...ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ มันจะเกิดขึ้นได้บนแผ่นดินไทย

แต่มันคงสมใจกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย!!! แกนนำของพวกเขา หวังเอาไว้สูงลิบลิ่ว ที่จะสร้างเหตุการณ์ “ม็อบปะทะม็อบ” จากยุทธการ “ดาวกระจาย” ในพื้นที่ที่เป็นที่รับรู้กันว่า... รักและเชียร์ รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช หรือจะพูดให้ชัดๆ ก็คือ ...พื้นที่ที่ประชาชน ยังคงรักและศรัทธาในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทยรักไทยในอดีต

ฉะนั้น การแสดงความรู้สึกกับ รัฐบาลของนายสมัคร ก็เหมือนแสดงความรู้สึกกับรัฐบาลที่ถูกมองเป็น “นอนิมี” ของ อดีตนายกฯ ทักษิณ พื้นที่อย่างนี้ แกนนำพันธมิตรฯ รู้อยู่เต็มอกว่า ...ถ้าไปจัดเวทีปราศรัยด่า รัฐบาลของนายสมัคร และ เครือข่ายระบอบทักษิณ เมื่อใด เหตุการณ์การ “ปะทะ” จะต้องเกิดขึ้นทันที!!!

รู้แล้วยังจะไป มันก็ชัดเจนว่า ...พวกเขาอยากจะเห็นเหตุการณ์ “ม็อบปะทะม็อบ” เพื่อที่จะได้นำเอาไป “ขยายผล” และ “ยกระดับ” ให้เป็น ...ปัญหาระดับชาติ และระดับสากล

ยิ่งถ้ามีผู้คน “ล้มตาย” จากการ “ปะทะ” ก็จะยิ่งทำให้ ...น้ำหนัก หรือระดับของปัญหา จะยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

จงอย่าแปลกใจ! หาก แกนนำพันธมิตรฯ บางคน พยายามจะชี้ให้เห็นว่า ...ในเหตุการณ์การ “ปะทะ” ครั้งนั้น มีคนตาย หรือสูญหายกันไป เพราะถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็เท่ากับสามารถจะ “ยกระดับ” ของปัญหา ให้เป็น ...ปัญหาระดับชาติ และระดับสากล ได้กระนั้น

การที่ “ฮิวแมนไรท์วอทช์” ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้รัฐบาลคุ้มครองผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล ไม่ให้ถูกทำร้าย พร้อมเร่งสืบสวนเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง โดยกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา มันยังประจานประเทศ ...ได้ไม่หนำใจ!!!

ฝ่ายพันธมิตรฯ จึงต้องเดินหน้าประจานประเทศกันต่อไป ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ทั้งหมด มันเกิดขึ้นเพราะ ...ยุทธการ “ดาวกระจาย” เป็นสำคัญ

ดังนั้น แกนนำพันธมิตรฯ อย่าง ...พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จึงเตรียมการจะยื่นฟ้องต่อ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.พร้อมกับเรียกร้องให้ รัฐบาลของนายสมัคร “ลาออก” ไปซะ!!!

ถึง พล.ต.จำลอง ไม่พูดให้มันชัดว่า ...เหตุที่ กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องไปยื่นฟ้องต่อ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และ องค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เพราะหวังจะใช้ “แรงบีบ” จากองค์กรระหว่างประเทศ “บีบ” ให้ รัฐบาลของนายสมัคร ต้อง “ลาออก” นั้นลึกๆ ด้วยเหตุผลกลใด???

แต่ก็ไม่ได้ทำให้ “คอการเมือง” ที่ติดตามข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ คิดกันไม่เป็นว่า ...ถ้ารัฐบาลของนายสมัคร “ลาออก” ย้ำ! ว่าต้อง “ลาออก” สถานเดียว ห้าม “ยุบสภาฯ” เด็ดขาด แล้วใครจะมาเป็นรัฐบาล และนายกฯ คนใหม่จะชื่ออะไร

คนกลุ่มนี้มี “วาระซ่อนเร้น” อันเป็น “พันธสัญญา” ระหว่างกัน มาตั้งแต่ก่อนหน้าจะเกิด “ม็อบพันธมิตรฯ ภาค 2” แล้ว ใครจะมอง รัฐบาลของนายสมัคร “ดี” หรือ “เลว” อย่างไร??? แต่พวกเขาก็ได้เป็นรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

ที่สำคัญ เมื่อครั้งเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 23 ธ.ค.2550 นั้น พรรคการเมืองในชื่อ “พลังประชาชน” ก็ถูกกดดันอย่างแรง จากสารพัดกลุ่มก้อนที่อยู่ใน “ขั้วอำนาจ” ยุคสมัยของรัฐบาล ที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจของทหาร ทางให้เดิน...มีน้อยเต็มที!!! แต่พวกเขาก็ชนะในการเลือกตั้ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจนถึงทุกวันนี้

ถ้าจะมีใครสักคน หรือคนสักกลุ่ม อยากเป็นรัฐบาลจนตัวสั่น สมคบคิดด้วยสารพัดวิธี หวัง “กำจัด” รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ให้พ้นทางออกไป ด้วยยุทธการ “ดาวกระจาย” ล่ะก็ สิ่งนี้ต่างหาก ที่คนไทย ...ควรจะต้องไปฟ้องเอากับองค์กรระหว่างประเทศ หาใช่! จะแจ้นไปฟ้องเพราะแผน “ชงเอง…กินเอง” จากเหตุการณ์ “ม็อบปะทะม็อบ” ด้วย “ด้ามธงไตรรงค์” อย่างที่เกิดขึ้นในจังหวัดอุดรธานี และกำลังจะเกิดขึ้นในอีกหลายๆ พื้นที่ หากแกนนำพันธมิตรฯ ยังหวังจะให้มันเกิด ด้วยยุทธการ “ดาวกระจาย” ในทุกๆ พื้นที่ที่มี “กลุ่มคนรักทักษิณ” เป็นส่วนใหญ่

ไม่เพียงแค่นั้น แกนนำพันธมิตรฯ ยังสร้างเรื่องให้ดูเข้มข้น และใหญ่โตยิ่งขึ้น เมื่อ พล.ต.จำลอง ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อคืนวันที่ 27 ก.ค.พร้อมกับระบุว่า ...ขณะนี้ มีกระบวนการ “ตามล่าหัวแกนนำ” โดย “ว่าจ้าง” เอา มือปืนอันดับ 5 ของเมืองไทย มาฆ่าแกนนำ โดยเฉพาะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และตัวเขาเอง ซึ่งเป็นเป้าที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด

เสียดาย ...ความกล้าหาญ ถูกอาการลนลานเพราะ “กลัวตาย” ครอบงำ มันเลยทำให้สังคมไทย เกิดความรู้สึก “กังขา” ตามมาทันที เล่นกันอย่างนี้เลยหรือ???

ความเป็นจริง! ถ้าจะมีใครคิด “ยิงหัว” พล.ต.จำลอง นายสนธิ และ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ จริงๆ คิดหรือว่า...พวกคุณยังจะมีลมหายใจอยู่มา จนถึงวันที่ได้ร่วมกันทำลายความเชื่อมั่น และทำลายระบบเศรษฐกิจของชาติในวันนี้ ...ได้

ไม่มีทาง!!! เพราะ แกนนำพันธมิตรฯ คงจะถูก “เด็ดหัว” ไปตั้งแต่ ...ก่อม็อบขับไล่รัฐบาลทักษิณ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ ยึดอำนาจ “19 กันยาฯ” แล้ว

การสร้างเรื่อง ...ว่าจ้างมือปืนอันดับ 5 ของเมืองไทย มาฆ่าแกนนำพันธมิตรฯ ก็เพียงเพื่อจะตอกย้ำให้องค์กรระหว่างประเทศเห็นว่า ...เมืองไทยยุครัฐบาลของนายสมัคร เป็น ... “บ้านป่าเมืองเถื่อน” ใครคิดจะฆ่าใคร มันง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

พล.ต.จำลอง คงคิดสิว่า ...ขนาด พวกพันธมิตรฯ ยังสามารถระดมเงินจากนายทุนผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม มาจัดสร้างม็อบต่อต้านและขับไล่รัฐบาลมาได้เป็นเดือนๆ ยังทำได้ง่ายๆ เหมือนการพลิกฝ่ามือจริงๆ ประสาอะไรกับการจะจ้างใครสักคนมา “เด็ดหัว” แกนนำพันธมิตรฯ จะทำกันไม่ได้

ก็ถ้าหาก พล.ต.จำลอง หรือ แกนนำพันธมิตรฯ อยากจะ “เร่งปฏิกิริยา” ให้มันเกิดขึ้นเร็วๆ ก็ไม่ลอง “ชงเอง...กินเอง” เหมือนการสร้างเหตุการณ์ที่จังหวัดอุดรธานีเล่า???

ฉะนั้น จึงอย่าแปลกใจ หาก รัฐบาลของนายสมัคร จะไม่ “หลงกล” เอากับเกม “สร้างเรื่อง” หนนี้ของฝ่ายพันธมิตรฯไม่ต้องอะไรมาก แค่เหตุการณ์ “ม็อบปะทะม็อบ” ที่จังหวัดอุดรธานี นายสมัคร ยังไม่คิดจะเอามาพูดให้รายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อช่วงสายของวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมาเลย เพราะนายสมัครรู้ดีว่า ...ขืนหยิบเอาเรื่องที่ “ม็อบดาวกระจาย” ของฝั่งพันธมิตรฯ ซึ่งเขาเชื่อสุดๆ ว่า ...เป็นตัว “จุดชนวน...ยั่วยุ” ให้เกิดเหตุการณ์ “ม็อบปะทะม็อบ” ขึ้นมาพูดเมื่อใด คงต้องถูกนำไปขยายผลอย่างแน่นอน!!!

แต่พอ นายสมัคร ไม่พูดถึงเรื่องนี้ กลับเป็น ฝ่ายพันธมิตรฯ และ พรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดอาการ “เดือดดาล” ทันที

ในสถานการณ์อย่างนี้ ...ฝ่ายที่ต้องการ “สร้างเรื่อง” ก็มักจะ “สร้างเรื่อง” ได้ไม่รู้จักหยุดหย่อนหากฝ่ายรัฐบาล “ไม่นิ่ง” มีหวังตกหลุมพรางอย่างแน่นอน ก็ต้องเครดิตให้กับฝ่าย “กระบอกเสียง” ของรัฐบาล อย่าง ...ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำโดย พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ ที่ไม่ “หลวมตัว” และ “หลงกล” ไปกับเกมของ ฝั่งพันธมิตรฯ

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ บอกเอาไว้ในรายการ “คุยนอกทำเนียบกับทีมโฆษกรัฐบาล” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ว่า ...การที่ฝ่ายของ พล.ต.จำลอง กับพวก ได้ใช้ยุทธการดาวกระจาย ไปในจังหวัดต่างๆ นั้น ความจริงก็ต้องยอมรับว่า ...ความคิดเห็นทางการเมือง แบ่งออกเป็น 2 ขั้วใหญ่ ดังนั้น การที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของแต่ละคน ให้มาเห็นคล้อยตามกัน จึงเป็นเรื่องยาก ที่สำคัญ การที่ฝ่าย พล.ต.จำลอง กับพวก ใช้ ASTV กระจายเสียงออกไป ทำให้ประชาชนมีโอกาสบริโภคข่าวของ ASTV มากกว่าช่องอื่นๆ เพราะมีการกระจายเสียงตลอด 24 ชม. และส่งไปทั่วโลกโดยระบบดาวเทียม ฉะนั้น เพียงเท่านี้ ประชาชนทุกจังหวัด หรืออาจจะเรียกว่าทุกตำบลและทุกอำเภอ ก็ได้รับทราบข่าวสารข้อมูลของฝ่าย พล.ต.จำลอง กับพวกพันธมิตรฯ อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องส่ง “ดาวกระจาย” ออกไปตั้งเวที แล้วก็ไปกล่าวโจมตีรัฐบาล หรือกล่าวให้ร้ายกับบุคคลที่เขาไม่มีโอกาสได้ต่อสู้บนเวทีใดๆ เลย

“นอกจากข่าว ASTV จะกระจายไปทั่วประเทศแล้ว ยังกระจายไปทั่วโลกด้วย ทำความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจระบบสังคม ระบบการท่องเที่ยว ต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร” พล.ต.ท.วิเชียรโชติ ระบุ

แปลความกันให้ชัดๆ ก็คือ ...ในเมื่อ พวกพันธมิตรฯ มีสื่อที่กระจายข่าว และเผยแพร่ “ลัทธิพันธมิตรฯ” อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง อย่าง ASTV แล้ว ทำไม??? จึงต้องส่งทีม “ดาวกระจาย” ไปยังจังหวัดต่างๆ ด้วย หรือเพราะต้องการจะสร้างเหตุการณ์ “ม็อบปะทะม็อบ” ด้วยการให้ ฝ่ายพันธมิตรฯ “ปะทะ” เอากับ ฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ “ด้ามธงไตรรงค์” ตีกันจนหัวร้างข้างแตก... บาดเจ็บไปตามๆ กัน อย่างที่เคยเกิดขึ้นนั้น มันจะสร้างแนวร่วมและเพิ่มเครดิตให้กับฝั่งพันธมิตรฯ ได้มากยิ่งขึ้น!!!

ถ้าเป้าหมายของ พันธมิตรฯ และ พวกที่กระสันจะเป็น “รัฐบาล” จนตัวสั่น ต้องการอย่างนี้ คงได้เห็น...คนไทยด้วยกัน ยก “ด้ามธงไตรรงค์” ตีกันทั่วทุกพื้นที่ของประเทศแน่ๆ เพียงแค่ จัดม็อบพันธมิตรฯ ในลักษณะ “ดาวกระจาย” ไปในพื้นที่ต่างๆ ก็เท่านั้น

รับรอง! สมใจฝ่ายพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน!!!

นพ.เหวง ชี้แจงหลังถูกพาดพิง กรณีความรุนแรงที่ จ.อุดรธานี

โดย นพ.เหวง โตจิราการ
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
29 กรกฎาคม 2551

(หมายเหตุ นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550(คปพร.)และสภาประชาชน เขียนจดหมายเปิดผนึก กรณีมีการนำเสนอข่าวว่า นพ.เหวง โทรศัพท์ไปยินดีกับชมรมคนรักอุดร กรณีปะทะกันพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และจะมีผู้ร้องเรียนพฤติกรรม นพ.เหวง กับ แพทยสภา ว่าขัดจรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์)

28 กรกฏาคม 2551

เรื่อง ขอชี้แจงความเป็นจริง
เรียน กอง บก.การเมืองที่นับถือ

ส่งสำเนาถึง นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา

ตามที่มีข่าวในหน้าข่าว (เว็บไซต์)ของหนังสือพิมพ์มติชน ประจำวันที่ 28 กรกฏาคม 2551 โดยมีเนื้อความว่า

“นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับชมรมคนรักอุดร กรณีปะทะกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดอุดรธานี
ว่ายังไม่มีผู้ร้องเรียนกรณีพฤติกรรมของ นพ.เหวง ว่า ขัดจรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์หรือไม่ ซึ่งหากมีผู้ร้องเรียนเข้ามา ก็ต้องนำเรื่องเข้าคณะอนุกรรมการจริยธรรมเพื่อพิจารณาว่ามีความผิดหรือไม่ แม้กรณีที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่การประกอบวิชาชีพก็ตาม แต่เนื่องจากแพทย์มีหน้าที่ดูแลรักษาคนป่วย และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีแพทย์คนใด รู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนบาดเจ็บด้วย”

ในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง จึงขอเรียนชี้แจงว่า

“ผมไม่ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับชมรมคนรักอุดร กรณีปะทะกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดอุดรธานี” และ “ไม่ได้สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง ในการกระทำต่อฝ่ายที่เห็นต่าง ไม่ได้สนับสนุนให้มีการตีกัน ปะทะกัน ด้วยกำลังอาวุธ” โดยเด็ดขาด

และ “ผมขอให้เจ้าหน้าที่ ดำเนินการต่อผู้ที่กระทำผิดไปตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเข้มงวด เท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะบ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ”

ตลอดชีวิตในการต่อสู้เผด็จการเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ประมาณปี 2511 ผมก็ยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีมาโดยตลอด

แม้ในการต่อสู้กับเผด็จการ 19 กันยายน 2549 ในคราวนี้ ผมก็ได้ยืนหยัดหลักการ “สันติวิธี” รวมทั้งเป็นผู้จัดตั้งกลุ่ม “สันติวิธี”โดยมีหลักการสามไม่ คือไม่โกรธ ไม่รุนแรง ไม่ตอบโต้ ให้เกิดขึ้นในการเคลื่อนไหว และยังคงดำเนินต่อเนื่องตลอดไป

การเข้าร่วมต่อสู้เผด็จการนั้น เป็นเป็นภาระหน้าที่ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคน ต้องทำ เพื่อไม่ให้ระบอบประชาธิปไตย ถูกเผด็จการทำลายล้างไป

แต่ผมก็ประกอบวิชาแพทย์ด้วยความเคารพต่อวิชาชีพ และคนไข้ ตลอดมาและตลอดไป

หากทางแพทยสภาต้องการที่จะให้ไปชี้แจง ก็ยินดีที่จะไปชี้แจงทุกประการ

จึงขอเรียนชี้แจงมา เพื่อได้โปรดเผยแพร่ให้เข้าใจตามนี้ด้วย


ขอแสดงความนับถือ

(นายแพทย์เหวง โตจิราการ)

จดหมายเปิดผนึกถึง "แซม" (อ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล), ขอผมร่วมลงชื่อด้วยคนได้ไหม ว่าแต่ว่า....

โดย คุณ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เวบไซต์ ฟ้าเดียวกัน
29 กรกฎาคม 2551

ผมเห็นแถลงการณ์ ที่คุณ และ "นักวิชาการ 145 คน" ออกในวันนี้แล้ว ผมขอร่วมลงชื่อด้วยคนได้ไหมครับ

ผมพูดจริงๆ นะ ไม่ใช่ล้อเล่น[ยกเว้นส่วนที่เปรียบเทียบเหตุการณ์อุดร กับ 6 ตุลา ซึ่งผมคิดว่า คุณและบรรดาอาจารย์ผู้มากปัญญาทั้งหลาย (หลายคนผมนับถือเป็นส่วนตัวอยู่)คง "เสียสติ" ชั่วขณะ (temporary insanity)ผมก็เห็นด้วยนะครับ กับเนื้อหาส่วนใหญ่]

ว่าแต่ว่า หลังจากผมร่วมลงชื่อแล้ว ผมขออนุญาต ชักชวนอะไรนิดได้ไหมครับ? ไหนๆ คุณและคนอื่นๆ (โดยเฉพาะคุณ ดังจะได้อธิบายต่อไป ก้อเป็นเดือดเป็นแค้น กับการใช้กำลังรุนแรงกับผู้เห็นต่างเช่นนี้ ผมขอให้ช่วยร่างแถลงการณ์อีกฉบับได้ไหมครับ และช่วยชักชวนกันให้ครบทั้ง 145 คน มาร่วมลงชื่อหน่อย

แถลงการณ์ประณาม การใช้ความรุนแรงทำรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยา ยังไงครับ

จนบัดนี้ เกือบ 2 ปี ผมยังไม่เคยเห็นคุณได้ร่วมร่าง หรือ ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์แบบนี้สักฉบับ

จะมีอะไร "รุนแรง" ยิ่งกว่า การ "ประหารรัฐ" ครับ?

หรือไม่ต้องย้อนหลังไปไกลขนาดนั้นก็ได้ (เอาเป็นว่า ผมยอมรับในความปอดแหก หน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ ของพวกคุณก็แล้วกัน ว่า ถึงเวลา เรื่องใหญ่ๆ อย่างรัฐประหาร นี่ก็ "บ่ มิ ไก๊")เอาแค่เหตุการณ์เมื่อ 1 ปีก่อน ก็ได้ 22 กรกฎาคม 2550 หน้าบ้านเปรม รัฐบาล คมช.ใช้กำลังตำรวจ เข้าปราบผู้ชุมนุม "ที่ชุมนุมโดยสงบ ตามสิทธิที่มีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย" (ข้อความในเครื่องหมายคำพูดนี้ ผมตัดมาจากแถลงการณ์ของพวกคุณเอง คงจำได้)

ผมก็ไม่เห็นคุณออกแถลงการณ์ ประณามสักฉบับนี่ครับ? ไม่ทราบตอนนั้น ยังไม่เกิดหรือยังไงครับ?

ใกล้เข้ามาอีกนิดก็ได้ และนี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณโดยเฉพาะ ตอนเกิดกรณีโชติศักดิ์ สื่อในเครือผู้จัดการ ที่คุณยังคงเขียนหากินอยู่ด้วยจนบัดนี้ ได้ยั่วยุ ให้ใช้ความรุนแรง กับโชติศักดิ์

ผมก็ไม่เห็นว่าคุณ ได้ออกมาแสดงการประท้วงนี่คับ ก็ยังเขียนรับตังก์สื่อในเครือนั้นอยู่

อย่าบอกว่า "เขาขอโทษแล้ว"(ปิดรายการ เมโทรไลฟ์)เลยนะครับ ในส่วนอื่นๆ ล่ะ? หลังจากนั้นอีกล่ะ? คุณเคยอ่าน เนื้อหาของสื่อในเครือที่คุณหาตังก์อยู่ด้วยหรือเปล่า?

ใกล้เข้ามาอีก ไม่กี่สัปดาห์นี้เอง ผู้จัดการ และพันธมิตร ยุยง ต้องการให้เกิดสงคราม ให้ได้ พยายามสร้างสถานการณ์ ให้มีการรบกัน กับกัมพูชาให้ได้ เรียกร้องให้ทหารไทย รบ ยึดดินแดน ฯลฯ

ก็ไม่เห็นออกแถลงการณ์ประณามอะไรนี่ครับ? สงครามระหว่างชาตินี่ ไม่ยิ่งเป็นความรุนแรงกว่าหรือ?

อ้อ หรือคุณไม่มีปัญญาจะโต้แย้งความจริงพวกนี้ จะบอกว่า ทั้งหมดที่ พวกผู้จัดการ พันธมิตร ไปถึง คมช.นี่ ยังไม่ถึงขั้น "เลือดตกยางออก"(หน้าบ้านเปรม "ยกเว้น" ชั่วคราวก็ได้) คุณเลย ไม่ออกมาประณาม?

นอกจากกรณี รปห.และกรณีหน้าบ้านเปรม จะพิสูจน์ว่า การจะโต้แบบนี้ เป็นการพยายามหลอกตัวเองแบบโง่ๆ แล้วผมขอเสนอแค่นี้ ก็ได้

ในเมื่อ ยังไม่ถึงขั้น "เลือดตกยางออก" ก็เอา แค่เขียนประณาม ลงชื่อสัก 2-3 คนก็ได้ ดีไหมครับ? ทำไมไม่ทำล่ะครับ อย่างเรื่องพรมแดน เรื่องกัมพูชานี่ เห็นกันอยู่ไม่ใช่หรือครับ ว่ีา เสี่ยงกับการปะทะขนาดไหน มีการยั่วยุให้ปะทะขนาดไหน?

เฮ้อ ผมขี้เกียจเขียนต่อแล้วครับ เอาเป็นว่า อย่าลืม ถ้ามีโอกาส ช่วยใส่ชื่อผมไปด้วย ขณะเดียวกัน ก็ช่วยเขียนแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงต่างๆ ที่ว่ามาข้างต้นด้วย จะได้ไหมครับ?

ระดับการดัดจริต หน้าไม่อาย ของคุณนี่ ผมขอแสดงความนับถือจริงๆ ครับกัีบ "นักวิชาการ" ท่านอื่นๆ ผมขึ้เกียจเขียนให้มากความ เพราะหลายคนผมเห็นวิธี "หลายบรรทัดฐาน"แบบนี้ของท่าน จนชักจะชินเสียแล้ว

แต่ขออนุญาต "ฝาก" ไปถึงบางท่านก็แล้วกันนะครับ

ท่าน "รศ.ดร.อรรถจักร" : อืม ตอน รปห.นี่ ท่าน ร่วมกับ ม.เที่ยงคืน ออกแถลงการณ์ว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปแล้ว เอากลับคืนไม่ได้ ผิดถูกยังไง ก็ไม่ยอมใช้คำ "ประณาม" แบบนี้ ... ตกลง ตอนนี้ "หูตาสว่าง" มีความฉลาดขึ้นมาทันที เห็น "ความรุนแรง" แล้ว จำได้?

ท่าน ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ เมื่อเกิด รปห.19 กันยา ท่านเขียนแก้ตัวให้ทหารว่า "พวกทหารก็ใช้ิวิธีการที่พวกเขารู้จักดีที่สุด [คือยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร - สมศักดิ์] เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกฝึกให้มาอภิปรายถกเถียง" (ผมก็นึกว่า ไม่มีใครฝึกให้ทหารยึดอำนาจรัฐประหารรัฐบาลตัวเองเสียอีก ไหง ท่าน ศาสตราจารย์ จึงโง่พอจะเขียนมาแบบนี้ก็ไม่ทราบ)The military people used what they know best since they were not trained to argue. เอ๊ะ ผมสงสัยว่า ไหงคราวนี้ ไม่เขีนยยังงี้บ้าง กับพวกที่ไปตีพันธมิตรที่อุดรนะครับ? ตกลงอาจารย์ก็หน้าหนา ปากว่าตาขยิบ 2-3 บรรทัดฐาน โดยหน้าไม่แดงอีกคนหรือครับ?

ต่อไปนี้ ผมขอท้าทายอย่างซีเรียสที่สุด ว่า พวกนักวิชาการทั้ง 145 คน

พวกคุณ มีสิทธิทางศีลธรรม ที่จะเขียนข้อความต่อไปนี้หรือ "เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกส่วนราชการ ตลอดจนองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเราเห็นว่า การใช้ความรุนแรงในสังคมไทย จะลดน้อยลงหรือหมดไปได้ ก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจรัฐ ในการจัดการกับผู้มีส่วนในความรุนแรง ตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา ทั้งผู้มีบทบาทอยู่เบื้องหลัง ผู้เข้าร่วมกระทำการรุนแรง ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยละเลยการปฏิบัติหน้าที่"

ตราบเท่าที่ จนทุกวันนี้ พวกคุณ ไม่เคยออกแถลงการณ์ เรียกร้องอย่างเดียวกันนี้ ให้จัดการกับ ผู้ทำรัฐประหาร 19 กันยา และ "ทั้งผู้มีบทบาทอยู่เบื้องหลัง" ซึ่งยังลอยนวล ไม่ได้รับการลงโทษ ใดๆ ทั้งสิ้น

ผมขอประณาม ความดัดจริต ไม่รู้จักละอายแก่ใจ กับเรื่องง่ายๆ เพียงเท่านี้ของพวกคุณทุกคน(ผมไม่เกรงใจ และไม่ละเว้น แม้แต่หลายคนในรายชื่อ ที่ผมมีความนับถือในเรื่องอื่นเป็นส่วนตัว ผมเห็นว่า ทุกคนเป็นผู้ใหญ่ อายุมากๆ กันแล้วทั้งนั้น ถ้ายังปฏิบัติตัว แบบ ดัดจริต ไม่มีความกล้าหาญ ไม่มีความละอายแก่ใจ เช่นนี้ สมควรได้รับการประณามทุกคน)

วันจันทร์, กรกฎาคม 28, 2551

ชมรมคนรักอุดรออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืน



เราชมรมคนรักอุดร ขอประกาศจุดยืน ภารกิจหลักในอันที่จะปกป้องอธิปไตย จะไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของคนรักชาติบ้านเมืองเช่นเรา หากจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นเรายืนหยัดต่อสู้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคมเราจะส่งเสริมคนดี คนเสียสละ คนที่แสดงออกว่ารักชาติบ้านเมือง เราจะกำจัดกลุ่มคนผู้แสดงเจตจำนงที่จะทำลายชาติบ้านเมืองทำลายอธิปไตย กลุ่มคนใดชักนำความเป็นเผด็จการเข้ามาครอบงำบ้านเมืองถือเป็นศัตรูของพวกเรา


โดย ชมรมคนรักอุดร
28 กรกฎาคม 2551
ที่มา เวบไซต์ชมรมคนรักอุดร

แถลงการณ์ชมรมคนรักอุดร

ในที่สุด สิ่งที่ประชาชนชาวจังหวัดอุดรธานีหวั่นวิตกก็เกิดขึ้นจนได้ นั้นคือการเคลื่อนกำลังเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างกลุ่มต่อต้านพันธมิตร ในนามชมรมคนรักอุดร ซึ่งนำโดยประธานชมรมฯ คุณขวัญชัย ไพรพนา พร้อมแกนนำ คุณอุทัย แสนแก้ว ได้นำกำลังต่อต้าน ซึ่งเป็นสมาชิก ชมรมคนรักอุดรจำนวนกว่า 2,000 คน สนธิกำลังเป็นหนึ่งเดียวสวมวิญญาณนักสู้ แสดงออกถึงความรักบ้านเกิดเมืองนอน ปกป้องถิ่นฐาน จรรโลงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ และศักดิ์ศรีของลูกหลานเมืองอุดรฯก้าวเข้าสู้สมรภูมิแห่งการประลองกำลังที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม ในบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2551

จะด้วยบุญ บารมีของพระสยามเทวาธิราช ด้วยบารมีของพระบรมราชจักรีวงศ์ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงพระวิญญาณของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมพระผู้สร้างเมืองอุดรธานี ด้วยความที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตเป็นหลักชัย ทั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พระพุทธโพธิ์ทองพระเสื้อเมือง ทรงเมือง เนื้อนาบุญทั้งมวล เป็นเกราะกำบังภัยให้กับลูกหลานชาวเมืองอุดรฯ ซึ่งอุทิศตนเป็นผู้กล้า เป็นแนวหน้าในการต่อสู้ เป็นผู้กอบกู้ศักดิ์ศรี จากการถูกเหยียบย่ำจากเสี้ยนหนามของแผ่นดิน ด้วยบุญญาบารมีจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวมาทั้งหมด ทำให้กากเดนของสังคมผู้มีจิตวิปลาสปราศจากความยั้งคิด ยอมตนเป็นเครื่องมือของกลุ่มอันธพาล ออกแสดงพลังมาร อวดศักดา อวด-อำนาจตามหัวเมืองต่างๆ อย่างหยิ่งผยองต้องสิ้นท่าล้มระเนระนาด หัวซุกหัวซุนอย่างหมดสภาพ.....แต่นั้นก็หาใช่สิ่งที่พวกเราชาวอุดรธานีอยากให้เกิดขึ้น เพราะผลของมันก็คือความเจ็บปวดที่เห็นลูกหลานไทยต้องมาฟาดฟันกันเอง แม้ลูกหลานชาวอุดรธานีจะบาดเจ็บไปบ้างส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นการอุทิศตนอย่างผู้กล้าเกิดความภาคภูมิใจต่อสิ่งที่ได้กระทำไป เขาทั้งหมดจะได้รับคำยกย่องชมเชยว่าเป็นวีรชน เป็นบุคคลที่เกิดมาเพื่อรักษาความเป็นไทย มีจิตวิญญาณของความรักชาติบ้านเมือง
จะมิยอมให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีมาตุภูมิแห่งนี้ และจะไม่ต้อนรับบุคคลที่ไม่หวังดีต่อบ้านเกิดเมืองนอนของเรา

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายฝ่าย ชมรมคนรักอุดรเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรง โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีและประกาศมติจากการหารือกับสภาทนายความว่าจะดำเนินคดีกับ นายขวัญชัย ไพรพนา และ นายอุทัย แสนแก้ว และจะดำเนินคดีจนถึงที่สุดกับตำรวจตั้งแต่ระดับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลงไป โดยไม่เว้นแม้แต่รายเดียว และนายสนธิยังประกาศกร้าว ขอเป็นตัวแทนแกนนำพันธมิตรฯและประชาชนที่มีความรู้สึกร่วมกันว่า ตำรวจที่จังหวัดอุดรธานีบัดซบ

อนิจจาแม้แต่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มันก็ยังไม่ละเว้น สร้างความอาฆาตมาดร้าย สร้างศัตรูอย่างทรนงเหลือเกิน...จากประกาศ ของนายสนธิ ดังกล่าว ก็มีความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์เหตุการณ์ตอบโต้กลับไปหานายสนธิและกลุ่มพันธมิตรฯอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคนเมืองอุดรผู้รักบ้านเกิดเมืองนอน ผู้รักความสงบ รักการใช้วิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยมีความเห็นว่านายสนธิเองคงขาดคนรัก ขาดคนจริงใจ ไม่มีใครสะท้อนภาพให้เห็นว่า ตัวเขานั้นแหละคือบุคคลที่น่ารังเกียจที่สุดในโลก เขาคนเดียวแท้ๆ ที่เป็นผู้จุดประกายแห่งความแตกแยกทั้งมวล เขานั่นแหละที่เป็นผู้มีจิตวิญญาณของผีห่าซาตานเข้าสิงสู่มีอาการทางจิต เขามีความอาฆาตแค้น ผูกใจเจ็บอาศัยว่าเป็นนักคิด นักพูด อาศัยว่ามีความสามารถในการโน้มน้าวปลุกระดม เมื่อได้รับข้อมูลจริงบ้าง เท็จบ้าง จากลิ่วล้อผู้หลุดจากยศถาบรรดาศักดิ์ อำนาจบารมีทั้งหลายนำข้อมูลนั้นมาปะติดปะต่ออย่างชาญฉลาดคุณเก่งมากที่จับแพะชนแกะคุณสามารถต่อจิ๊กซอว์ จากเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องให้เกิดเป็นประเด็นใหญ่คุณสามารถทำสิ่งดีงามให้เป็น

เรื่องเลวร้ายคุณสามารถใช้ลมปากของคุณทำให้คนดีมีความสามารถต้องกลายเป็นคนเลวร้ายที่สุดในสายตาของชาวโลก คุณยังสามารถ โกหกหลอกลวงให้คนไทยด้วยกันเองเกิดความแตกแยกทางความคิด แบ่งพรรคแบ่งพวกคุณสามารถยุแยงตะแคงรั่วให้คนในชาติเดียวกัน ต้องยกพวกเข้าห้ำหั่นกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เสียดายความรู้ความสามารถของคุณจริงๆ คุณสนธิ หากจะกลับเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นตรงกันข้ามได้นำความรู้ความสามารถของคุณมาใช้สร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดแก่สังคม แก่ชาติบ้านเมืองของเรา แผ่นดินไทยคงมิต้องเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้

แต่ก็เอาเถอะ คุณสนธิ กลุ่มพันธมิตรฯทั้งหลาย พวกคุณกำลังทำอะไรทำเพื่อผลประโยชน์อะไรทำเพื่อใครก็แล้วแต่ คนไทยทั้งชาติกำลังได้รับผลจากการกระทำของพวกคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกคุณนำพาชาวไทยผู้หลงผิดหลายกลุ่มให้คล้อยตามคุณโน้มน้าวให้เขาเอนเอียงหลงเชื่อคุณ คุณพาเขาก้าวลงสู่นรกอเวจีอย่างไม่รู้ตัว พวกคุณประกาศชัยชนะกี่ข้อต่อกี่ข้อนั่นเป็นผลอันเกิดจากความเป็นอันธพาล ขาดความเป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพกฎหมายของบ้านเมืองพวกคุณคิดกบฏต่อชาติบ้านเมือง พวกเหิมเกริมก้าวร้าวต่อผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมากขึ้นทุกวัน แต่ละวันคิดก่อการร้ายได้วันละหลายๆเรื่อง

คิดได้อย่างไร วิถีการเมืองใหม่ 30-70 นั่นมันเผด็จการขนานแท้ คุณส่งเงินให้สมาชิกพันธมิตรฯ ของคุณเป็นทุนออกก่อกวนตามบ้านเมืองต่างๆ ที่คุณเรียกว่าดาวกระจายคุณเห็นหรือยังว่ามันเกิดผลกระทบรุนแรงเพียงใดคุณสร้างสถานการณ์เลวร้ายให้มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

บัดนี้ลูกหลานไทยจิตใจร้าวรานแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย ทะยานเข้าปะทะกันจนเลือดตกยางออก เพื่อแสดงจุดยืน คุณเห็นหรือยัง ทั้งหมดนี้เป็นผลอันเกิดจากการปลุกระดมของคุณ คุณภูมิใจนักใช้ไหมที่เหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย

ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ เราชมรมคนรักอุดร ขอประกาศจุดยืนในการดำเนินงาน โดยมีภารกิจหลักในอันที่จะปกป้องอธิปไตย จะไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของคนรักชาติบ้านเมืองเช่นเราหากจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นเรายืนหยัดต่อสู้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคมเราจะส่งเสริมคนดี คนเสียสละ คนที่แสดงออกว่ารักชาติบ้านเมือง เราจะกำจัดกลุ่มคนผู้แสดงเจตจำนงที่จะทำลายชาติบ้านเมืองทำลายอธิปไตย กลุ่มคนใดชักนำความเป็นเผด็จการเข้ามาครอบงำบ้านเมืองถือเป็นศัตรูของพวกเรา


ขอความถูกต้องชอบธรรม จงบังเกิดแก่ผู้รักชาติบ้านเมือง ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล จงเกิดแก่ปวงชนชาวไทย
ขอความวิบัติ จงเกิดแก่ผู้คิดทำลายชาติบ้านเมือง

ชมรมคนรักอุดร

เปิ้ลสาระแนโชว์ใส่พันธมิตร จับลงหนังสือล้อเลียนยอดฮิตประจำส้วม


โดย เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย
ที่มา หนังสือthe Toilet หนังสือประจำส้วม#3

"กลุ่มพันธํมิตรที่กล้าวถึง ไม่ใช่ทีมพากษ์หนังที่คอยให้เสียงภาษาไทยในหนังจีนที่เราชอบดูกัน แต่เป็นกลุ่มที่ต้องการ...ต้องการอะไรก็ไม่รู้ รวมตัวกันเพื่อสิ่งที่ต้องการ...ต้องการอะไรก็ไม่รู้ พวกเขารวมตัวกันอยู่แถวสนามหลวง ราชดำเนิน สะพานมัฆวาน บางทีก็เคลื่อนย้ายที่ไปบ้าง แต่ไม่ไกลจากนั้น(ขี้เกียจเดิน) และเราก็จะไม่มีทางเห็นกลุ่มพันธมิตรตามสถานที่อื่นๆ เช่น น้ำตกวังตะไคร้ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ Y FIFTY หรือ ร้านสองสลึงแน่นอน

กิจกรรมหลักของพวกเขาคือต้องมารวมตัวกัน ยิ่งเยอะยิ่งดี น่าเกรงขาม แล้วก็เรียกร้องสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ผมเองต้องการได้บ้าน ได้รถ ได้เมีย ฯลฯกะว่าจะลองไปรวมตัวดู เผื่อจะได้..สิ่งที่ต้องการบ้าง"แล้วก็มีรูปล้อเลียนของเปิ้ล-นาครกำลังแหกปากอยู่ข้างๆลุงคนนึงที่ไม่มีฟันเหลือในปากซักซี่ที่ก็แหกปากเรียกร้องว่า"ลุงต้องการฟันปลอม"




หลังจากคนดังวงการบันเทิงอย่างศรราม เทพพิทักษ์ได้วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรอย่างรุนแรง จนถูกพันธมิตรส่งคนตามราวี ในที่สุดต้องยอมขอโทษเพื่อให้เรื่องจบๆ พันธมิตรจะได้เลิกมาวุ่นวาย ล่าสุดเปิ้ล-นาคร ศิลาชัย แห่งทีมงาน"สาระแน"ออกหนังสือยอดฮิตthe Toiletเล่มที่3 ในเดือนกรกฎาคมนี้ และขึ้นมาเป็นหนังสือbest sellerทันที

หนังสือที่เปิ้ล-นาครให้คำจำกัดความว่า"หนังสือเล่มเดียวในเมืองไทย ที่กล้าล้อจนเลยเถิด แล้วเปิดตูดหนี"นี้มีหลายเรื่องราวที่เน้นการล้อเลียน สำหรับเรื่องที่นำมาให้ดูนี้อยู่ในหัวข้อ"10Things I crazy-10เรื่องบ้า...ภาษานาคร"โดยเปิ้ลเขียนถึงพันธมิตรว่า

"กลุ่มพันธํมิตรที่กล้าวถึง ไม่ใช่ทีมพากษ์หนังที่คอยให้เสียงภาษาไทยในหนังจีนที่เราชอบดูกัน แต่เป็นกลุ่มที่ต้องการ...ต้องการอะไรก็ไม่รู้ รวมตัวกันเพื่อสิ่งที่ต้องการ...ต้องการอะไรก็ไม่รู้ พวกเขารวมตัวกันอยู่แถวสนามหลวง ราชดำเนิน สะพานมัฆวาน บางทีก็เคลื่อนย้ายที่ไปบ้าง แต่ไม่ไกลจากนั้น(ขี้เกียจเดิน) และเราก็จะไม่มีทางเห็นกลุ่มพันธมิตรตามสถานที่อื่นๆ เช่น น้ำตกวังตะไคร้ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ Y FIFTY หรือ ร้านสองสลึงแน่นอน

กิจกรรมหลักของพวกเขาคือต้องมารวมตัวกัน ยิ่งเยอะยิ่งดี น่าเกรงขาม แล้วก็เรียกร้องสิ่งที่ต้องการ ตอนนี้ผมเองต้องการได้บ้าน ได้รถ ได้เมีย ฯลฯกะว่าจะลองไปรวมตัวดู เผื่อจะได้..สิ่งที่ต้องการบ้าง"แล้วก็มีรูปล้อเลียนของเปิ้ล-นาครกำลังแหกปากอยู่ข้างๆลุงคนนึงที่ไม่มีฟันเหลือในปากซักซี่ที่ก็แหกปากเรียกร้องว่า"ลุงต้องการฟันปลอม"


ปัญหาอยู่ที่ว่างานนี้พันธมิตรเห็นแล้วจะขำไปด้วยหรือเปล่า? หากพันธมิตรไม่ยอมขำแต่ความดันขึ้น แล้วเปิ้ล-นาครคนสาระแนเมื่อล้อจนเลยเถิดแล้วจะเปิดตูดหนีทันหรือไม่ หรือจะเจอ"งานเข้า"แบบศรรามก็ต้องติดตามกันตอนต่อไป

อย่าปล่อยให้เราต่อสู้ตามลำพัง อย่าปล่อยให้ปปช.ลอยนวล พบกัน29กค.หน้าลานพระรูป

โดย คุณ june24democracy
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
28 กรกฎาคม 2551

กล่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ขอเชิญชวนทุกท่าน ลุกจากหน้าคอมฯ

ถนนทุกสายมุ่งสู่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อรวมตัวกัน ตั้งขบวนขับไล่ ปปช.เถื่อน

ในวันอังคาร 29 กรกฎาคม 2551 เวลา 10.00 น.

ใครทำแถลงการณ์ ให้ทำกันออกมาแจกจ่าย ใครมีอาหาร นำอาหารมาแจกจ่าย ใครมีเงิน นำมาบริจาค ใครมีร่มกันแดด นำมาเผื่อคนอื่นได้ด้วย ใครมีเพื่อน นำเพื่อนมาด้วย

อย่าพลาด ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

โปรดช่วยกันกระจายข่าวนี้ และเชิญชวนการรวมพลังครั้งใหญ่บนท้องถนน

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย มุ่งหวังจะกดดันให้ ปปช.ให้ลาออกโดยเร็วที่สุด หากไม่อยากเห็นประชาธิปไตยล่มจม หากไม่อยากเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องยุติลงไปจ ากน้ำมือของ ปปช.

ขอเพียงทุกท่าน มีส่วนร่วม ใส่ใจต่อการเคลื่อนไหวร่วมกัน เชื่อมั่นว่า จะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน

ปปช.ต้องออกไป

หากท่านทั้งหลายนิ่งดูดาย ปล่อยให้กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ต่อสู้ตามลำพัง พวกเราย่อมหมดอนาคต และหมดหวังกันแน่นอน

ติดต่อประสานงาน 0818229477

ถึงคิว ก.ก.ต. บ้าง

โดย คุณ ดินประสิว
ที่มา เวบไซต์ ประชาชนไทย
28 กรกฎาคม 2551

ที่ผ่านมา ก็เขียนเรื่องราวของ ป.ป.ช.มาเสียมาก เพราะเนื่องจากเป็นองค์ที่มีการออกมาต่อกรณ์กับข้อสงสัย ในเชิงแถกและแถ เหมือนปลาหมอน้ำตื้น ซึ่งก็เข้าตำรา ปลาหมอที่ต้องตายเพราะปาก เพราะว่า เคยออกมาพูดพาคณะเข้ารกเข้าพงไปเสียฉิบ แต่ทำสำคัญองค์กรที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากกากและเดนของเผด็จการเหล่านี้ ก็คือเครื่องมือหลัก ในการสร้างฐานอำนาจ และเป็นเหมือนเสื้อกั๊ก ที่สวมใส่หลอกตาคนว่า พวกตนเองมาตามระบอบที่ถูกต้อง

หากจะกล่าวถึงที่มาของ ก.ก.ต.ชุดนี้ ก็ต้องบอกว่า ได้รับการสรรหามาอย่างครบถ้วน แต่ว่า กลับไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตามครรลอง และกฏหมาย เพราะว่า ประกาศ คปค.ที่ประกาศให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีผลบังคับใช้ต่อไป และไม่ได้ยกเว้น หรืองดเว้นบางมาตรา เฉกเช่น ป.ป.ช.

เรื่องของคณะกรรมการ ป.ป.ช. คงได้ทราบไปแล้วว่า มีที่มาที่ลักลั่น และขัดต่อกฎหมายเยี่ยงไร คณะกรรมการ ก.ก.ต.ก็ขัดต่อกฎหมายในแบบเดียวกัน ต่างกันตรงที่ว่า ได้รับการสรรหามาก่อนหน้า แต่ทั้งสององค์กรนี้ คณะกรรมการทั้งหมด ไม่ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งแต่อย่างใด ทั้งสองเข้ามาทำงานโดยคำสั่งประกาศของ คณะปฎิรูปฯ เท่านั้น

คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ ได้รับการสรรหามา หลังจากที่ คณะกรรมการที่นำโดย พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ ได้ถูกศาลอาญาชั้นต้น พิพากษาให้จำคุก เพราะว่าจัดการเลือกตั้งแบบหันก้นออก (คงไม่ต้องบอกถึงความตลกขบขันในคดีนี้นักหรอกครับ)

คณะกรรมการชุดใหม่นี้ จึงถูกเลือกเข้ามาแทนที่ เพราะกฏหมายระบุคุณสมบัติของ คณะกรรมการว่าถึงการพ้นจากตำแหน่งว่า หากโดนศาลตัดสินจำคุก ก็ต้องพ้นไป และทุกอย่างก็เป็นไปตามนั้น

ที่บอกว่าองค์กรที่ได้ถูกตั้งเข้ามาตรงนี้ คือเครื่องเมืองในการสร้างฐานอำนาจ และชุบตัว หลอกตาชาวบ้านนั้นก็คือ การดำเนินการต่างๆ ขององค์กรเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ทำเพื่อ ผลประโยชน์ในอำนาจของฝ่ายอำมาตยา หรือฝ่ายเดียวกับที่แต่งตั้งพวกเขามาทั้งสิ้น

คดีต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่พรั่งพรูเข้าไปที่ ก.ก.ต หลายร้อยคดี จะสังเกตุว่า หากเป็นคดี ที่เกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองฝ่ายตนเอง จะโดนดอง หรือเตะถ่วง หากต้องตัดสินโทษจากหนักก็จะเป็นเบา หรือกลายเป็นไม่ผิดเลย เรื่องนี้ก็ต้องมาว่ากันต่อไปล่ะครับ

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้น ตลอดจนการลงประชามติรับหรือไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญ โดยการบริหารจัดการโดย ก.ก.ต.กลุ่มนี้ ก็ไม่รู้ว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่อย่างไร ก็ยากที่จะพิสูจน์ ซึ่งในหลักการแล้ว ข้อโต้แย้งต่างๆ ที่มี ทาง ก.ก.ต.ต้องสามารถเคลียร์ หรือแก้ข้อกล่าวหาได้อย่างชัดแจ้ง มิใช่เงียบหรือปล่อยให้คลุมเครือไปเรื่อยๆ อย่างเช่นที่ผ่านมา

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั้น หากใครจำได้ หรือใครได้จด สถิติไว้ ก็คงจะเห็นว่า มีความประหลาดอยู่มากๆ เพราะนอกจากคะแนนแกงไก่ผู้พันแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตลกที่สุดก็คือ คะแนนรวมของการออกมาใช้สิทธิ์ของประชาชน เพราะว่าจากที่เคยได้รับข้อมูลนั้น ปรากฏว่า มีคะแนนพิเศษ ออกมาจากไหนไม่ทราบ และก็ไม่รู้ว่าไ ปอยู่ที่ใคร หรือคะแนนพิเศษเหล่านี้ ไปนับรวมกับชื่อของใคร ไอ้คะแนนพิเศษที่ว่านี้ เป็นแบบไหนกัน ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ มาให้ดูนะครับ(เรื่องตัวเลขละเอียด จะว่ากันวันหลัง)

โดยปกติแล้ว จำนวนผู้มาออกเสียงลงคะแนนนั้น จะเป็นตัวบ่งชี้ความถูกต้องของคะแนนทั้งหมด เพราะว่า ในกลุ่มผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงนั้น มีทั้งลงคะแนนได้ถูกต้อง(บัตรดี)ลงคะแนนเสียหรือกาผิด(บัตรเสีย) หรือการไม่ออกเสียงหรือไม่เลือกใคร(Vote No) ทั้งหมดนี้ หากนับรวมกันจะต้องได้จำนวนเท่ากับผู้ที่มาใช้สิทธิ์ โดยไม่มีขาดหรือเกินเด็ดขาด หากขาดหรือเกิน ก็หมายถึงมีความผิดพลาด ต้องมานับคะแนนใหม่ หรือตรวจสอบบัตรใหม่ทั้งหมด

แต่ท่านเชื่อไหมว่า การเลือกตั้ง สส.ในกลุ่ม ที่ 6 มีคะแนน รวมทั้ง 3 แบบ ออกมาแล้ว มากกว่าผู้ออกมาใช้สิทธิ์นับแสนคะแนน เรื่องนี้ ก.ก.ต.ยังไม่มีการตรวจสอบอะไร หรือมีการสอบสวนเรื่องนี้ หรือแถลงเรื่องนี้แต่อย่างใด จำได้แต่เพียงว่า มีการร้องเรียนเรื่องนี้ไปแล้วบ้าง

ทาง ก.ก.ต.ออกมาบอกว่า ยังตรวจสอบไม่ได้เพราะมันมีเรื่องเยอะ ตรงนี้มันช่างเข้ากันกับประเด็นการพิมพ์บัตรเกินของ ก.ก.ต.อย่างมากๆ อีกหลายๆ เขตเลือกตั้งในหลายจังหวัด คะแนนรวมออกมาแล้ว มากกว่าผู้มาใช้สิทธิ์ หรือว่า มันจะจริงที่เสียงของกลุ่มคนชั้นสูง หรือผู้มีการศึกษา มีคะแนะเป็นทวีคูณอย่างที่เขาว่าจริงๆ

การทำงานของ ก.ก.ต.ชุดนี้นั้น ต้องบอกเลยว่า เป็นเครื่องมือสำคัญของเหล่าเผด็จการและพวกพ้อง เพื่อที่ต้องการจะยืนยันได้ว่า ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน เพราะได้กระทำการที่อุกอาจ และแทบจะว่าทุกวิธีทาง เพื่อให้ฝ่ายตนได้เข้ามาควบคุมอำนาจนั่นเอง

ลองมาคิดๆดูว่า นี่เล่นกันขนาดนี้ โกงกันสะบั้นหั่นแหลกขนาดนี้ ยังแพ้ราบคาบ

และถ้าหากว่า เป็นไปตาม กติกาบริสุทธิ์ จะออกมาแบบไหน

เห็นหรือยังครับว่า เขาวางหมากกันไว้กี่ชั้น ทั้ง ก.ก.ต. ป.ป.ช. และ ตุลาการ

งานนี้รอดไปได้ก็ต้องนับให้เป็น...ฮีโร่ ...