วันอาทิตย์, กันยายน 13, 2569

ยิ่งชีพ ตามติด ความพยายามของ #กกต ที่จะหาทางไม่ #สั่งฟ้องสว หรือจะหาช่องทางเป่าคดีจบให้ได้ ทั้งที่พยานหลักฐานมีมากมาย ความพยายามของ #กกต ที่จะหาทางไม่ #สั่งฟ้องสว หรือจะหาช่องทางเป่าคดีจบให้ได้ ทั้งที่พยานหลักฐานมีมากมาย


Yingcheep Atchanont
5 hours ago ·

ติดตามความพยายามของ #กกต ที่จะหาทางไม่ #สั่งฟ้องสว หรือจะหาช่องทางเป่าคดีจบให้ได้ ทั้งที่พยานหลักฐานมีมากมาย และขอให้รู้ทันข้ออ้างที่เขาอาจจะยกขึ้นมาเป็นเหตุเป่าคดีให้ "ลูกพี่" ทั้งหลาย

ผมจึงยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ระหว่างคดีอาชญากรรมที่เข้าใจง่าย อย่างคดีฆ่าคนตาย กับคดีการโกงเลือกสว. ว่าอะไรเรื่องไหนมีน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างไรครับ
.

ถ้าหากมีกรณีการยิงคนตายเกิดขึ้น ยิงตายข้างถนนเลย ไม่มีอาวุธปืนอยู่ในที่เกิดเหตุ แปลว่า ไม่ได้ยิงตัวตายแน่ๆ ต้องโดนคนอื่นใครสักคนมายิงแน่ๆ

เวลาที่ตำรวจจะเริ่มสืบสวนหาตัวคนร้าย ถ้าไม่มีหลักฐานหรือพยานชัดเจนในที่เกิดเหตุ เขาต้องหาก่อนว่า มีใครบ้างที่มีเหตุผล มีแรงจูงใจในการฆ่าคนตายเช่นนี้ สมมติสืบทราบแล้วว่า มีนาย A ที่เป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ในพื้นที่ และมีเรื่องขัดแย้งทางธุรกิจมาต่อเนื่องยาวนานกับผู้ตาย ก็ต้องเริ่มสืบหาหลักฐานรอบตัวนาย A

หากปรากฏว่า มีหลักฐาน เช่น
๐ นาย A มีลูกน้องคนสนิท คือ นาย B และนาย C ทุกคนรู้จักและเห็นว่าไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด โดยนาย A จ่ายค่าจ้างทำงานรายเดือนให้ตลอด
๐ มีพยานเจ้าของร้านขายปืนบอกว่า นาย B มาซื้อปืนกระบอกหนึ่งช่วงใกล้วันเกิดเหตุ
๐ มีพยานบอกว่า เห็นนาย B นั่งรถไปกับนาย C โดยนาย C เป็นคนขับให้
มีภาพกล้องวงจรปิดว่า รถของนาย C อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ตามวันเวลาที่มีคนถูกยิง
๐ คนที่ตาย ตายจากกระสุนปืนรุ่นที่นาย B ซื้อมาจากร้านนั้น
๐ ยังมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ว่า นาย A ติดต่อกับผู้ตายอยู่ในวันก่อนโดนยิง โดยนาย A ก็โทรหานาย B หลายครั้งในช่วงวันเวลาเกิดเหตุ

เพียงแค่นี้มีเหตุอันควรเชื่อเพียงพอที่จะสั่งฟ้องนาย C ได้แล้วล่ะครับ เพราะคนตายเขาโดนยิงตายจริงๆ มันต้องมีใครสักคนแหละที่มีความแค้นต่อกันมายิงหรือจ้างคนมายิง หลักการสืบสวนหาพยานหลักฐานมันก็หากันได้ประมาณนี้ เพราะคนที่จะทำผิดเขาก็ต้องพยายามไม่ให้เหลือร่องรอยตามมาถึงตัวเองได้ ทางสืบสวนก็ต้องหาหลักฐานแวดล้อมที่มีอยู่มาประกอบเชื่อมร้อยเข้าด้วยกันว่า หนักแน่นพอไหม

โดยธรรมชาติแล้วมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับว่า นาย A ที่เป็นคนแค้นกับผู้ตายจะต้องถือปืนไปยิงด้วยตัวเอง โดยมีพยานที่เป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นคนกลางน่าเชื่อถือยืนดูเหตุการณ์อยู่สดๆ แล้วมีการถ่ายภาพบันทึกวิดีโอตอนยิงเอาไว้เพื่อให้ตำรวจส่งฟ้องได้ คดีอาชญากรรมปกติทั่วไปมันก็หาหลักฐานโดยรอบได้ประมาณนี้มันก็ส่งฟ้องได้แล้ว

แต่หลักฐานเท่านี้ไม่ได้หมายความว่า นาย A B C มีความผิดฐานฆ่าคนตายนะครับ ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปต่อสู้คดี จำเลยขึ้นศาลก็มีสิทธิปฏิเสธคราวนี้ก็มาอธิบายต่อศาลเอง นาย B ซื้อปืนไปทำอะไร รถของนาย C ไปอยู่ตรงนั้นทำไม แล้วนาย A โทรไปหาผู้ตายก่อนตายว่าอะไร ผู้พิพากษาของศาลซึ่งเป็นกลางก็จะทำหน้าที่ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเอาในชั้นศาลว่า จะเชื่อฝ่ายไหนมากกว่ากัน ถ้ายังเคลือบแคลงอยู่บ้างก็จะยกฟ้องครับ

การโทรหากันเฉยๆ ไม่ผิดครับ
การซื้อปืนเฉยๆ ก็ไม่ผิดครับ
การมีแรงจูงใจ ไม่ได้แปลว่าทำผิดครับ
แต่มันเป็นเหตุเพียงพอให้ส่งฟ้องได้

ถ้าหากนาย A จะมาเรียกร้องว่า ต้องมีหลักฐานจนสิ้นสงสัยเลยว่า ตัวเองเป็นคนถือปืนไปยิงกับมือตัวเอง ถึงจะส่งฟ้องได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ แล้วก็เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผล ผมคิดว่าตัวอย่างจากเรื่องยิงคนตาย น่าจะทำให้ทุกคนเห็นภาพได้เท่ากันแล้วนะครับ

.
ทีนี้ในเรื่องการโกงเลือกสว. เราต้องยอมรับตรงกันแบบ "ขีดเส้นใต้" ก่อนนะครับว่า การเลือกสว. ที่เกิดขึ้นในปี 2567 นั้นมันไม่ปกติอย่างเด่นชัด

1) มีกลุ่มคนใส่เสื้อสีเหลืองเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนกัน เดินเกาะกลุ่มกัน เข้าไปเลือกสว.​ ประมาณพันคน
2) มีคนทำโพยตก มีคนเอาโพยมาให้กกต. และหมายเลขต่างๆ ในโพยนั้นก็ได้รับเลือกด้วยคะแนนมหาศาล "ล้นกระดาน" คนปกติไม่สามารถได้คะแนนเยอะขนาดนั้นได้
3) มีการเขียนหมายเลขบนบัตรซ้ำๆๆๆ กันเป็นสิบๆ ใบ ชนิดโอกาสบังเอิญคือหนึ่งใน ล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และโอกาสที่จะเตรียมกันมาก็คือ 100% นั่นแหละครับ
4) มีพยานออกมาเปิดเผยว่า มีกระบวนการเอาผู้สมัครไปพักโรงแรม เลี้ยงข้าว แจกเสื้อ บังคับเข้าห้องประชุมให้เขียนโพยตามสั่ง และจ่ายเงินค่าตอบแทน

เอาเป็นว่า มันชัดเจนแล้วว่า มันมีขบวนการขนาดใหญ่ที่จัดกระบวนการโกงเลือกสว. ขึ้นโดยจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับผู้ที่ไปโหวต มีการตกลงสัญญาผลประโยชน์แลกเปลี่ยน มีการแจกเสื้อ มีการสั่งให้โหวตหมายเลขอะไรบ้าง และสุดท้ายหมายเลขเหล่านั้นก็ได้เป็นสว. กันจริงๆ โดยที่แทบทุกคนสังคมก็ไม่ได้รู้จักอะไรมาก่อนว่า เป็นคนมีชื่อเสียงเป็นคนเด่นของสายอาชีพต่างๆ แต่อย่างใด บางคนยังสมัครมั่วกลุ่มอีกต่างหาก

เพียงเท่านี้ก็สรุปได้ว่า มีขบวนการโกงขนาดใหญ่เกิดขึ้นนะครับ เหมือนกับกรณีมีคนโดนยิงตายแล้วแน่ๆ ก็ต้องมีโจรที่ลงมือยิง ต้องเป็นใครสักคนหนึ่ง เมื่อความผิดมันเกิดขึ้นแล้ว มันต้องมีใครสักคนทำแหละ แล้วมันต้องเป็นคนที่ "ใหญ่" พอตัวเลยถึงทำได้ จะบอกว่าไม่มีใครทำอะไรเลยไม่ได้หรอกครับ

เมื่อกกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบการทุจริตการเลือกสว. เมื่อเห็นแล้วว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นมันไม่ปกติ มันมีการวางแผนจัดการขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง มันก็ต้องมีคนที่กระทำผิดและกกต. ต้องไปสืบสวนเพื่อหาตัวมา ต้องสั่งฟ้องคดีเอาเรื่องไปให้ถึงมือศาล หากกกต. จะบอกว่า คนที่เคยถูกตั้งข้อกล่าวหามาไม่ใช่คนทำผิด แต่มันก็ต้องมีคนผิดสักคนที่เกี่ยวข้องและกกต. ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องให้ได้ จะบอกว่าไม่รู้ไม่ชี้เมื่อมันมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้วตรงหน้าไม่ได้นะครับ

.
ทีนี้ก็ต้องมาหาว่า มีใครบ้างที่มีแรงจูงใจขนาดนั้น

พูดกันตรงไปตรงมา สว. เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากในทางการเมือง มีอำนาจออกกฎหมาย มีอำนาจแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ และมีอำนาจเลือกคนมาเป็นองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งระบบ ดังนั้น "ทุกพรรคการเมือง" ย่อมมีแรงจูงใจที่จะควบคุมสว. ได้ ถ้าหากใครควบคุมสว. ได้ ก็ออกกฎหมายอะไรก็ได้ และเลือกคนมานั่งองค์กรต่างๆ เพื่อที่จะไม่ตรวจสอบตัวเอง และทำหน้าที่ "สอย" ฝ่ายตรงข้ามได้ และยิ่งการโกงเป็นระบบเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ก็ต้องเป็นคนมีอิทธิพลทางการเมืองสูงมากถึงจะทำได้ อย่างน้อยก็ต้องได้พื้นที่จากผู้สมัครสว. 20-30 จังหวัด เพื่อจะเดินเข้าสู่ระดับประเทศได้อย่างมั่นใจ พรรคการเมืองเล็กๆ ที่มีสส. 2-3 คน ก็คงทำขนาดนี้ไม่ได้

เมื่อเราเอาผลการเลือกสว. ที่เกิดขึ้นมาดู ก็จะชัดเจนว่า จังหวัดที่ได้สว. จำนวนมาก และมีผู้สมัครเข้ารอบได้มาก ทั้งที่ประวัติผู้สมัครไม่มีอะไรเลย และได้เยอะมากผิดปกติเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ก็ล้วนเป็นจังหวัดในเขตอิทธิพลของพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคภูมิใจไทย เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ อ่างทอง อำนาจเจริญ สตูล อยุธยา ฯลฯ

นอกจากนี้ก็มีหลักฐานชัดเจนจำนวนมากเกี่ยวข้องกับคนของพรรคภูมิใจไทย เช่น

๐ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตแกนนำของพรรคไปอยู่ที่โรงแรมที่จัดทำโพยฮั้วจริง แล้วยังไปกล่าวในงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับสว.สีน้ำเงินด้วย
๐ ภราดร กรวีร์ มีข้อมูลโทรศัพท์หาสว. และผู้สมัครสว. ในจังหวัดอ่างทอง ในวันที่เลือกสว. ระดับประเทศ
๐ มีสว. อย่างน้อย 4 คน ที่เป็นพี่น้องกับสส.พรรคภูมิใจไทย และอย่างน้อย 6 คน เป็นอดีตผู้สมัครสส. ของพรรค โดยมีอดีตที่ปรึกษาอนุทินอย่างน้อย 2 คนไปสมัครสว.​ แล้วก็ได้เป็นทั้งคู่
๐ มีสส. และอดีตผู้สมัคร สส. ของพรรคที่พยานบอกว่า เกี่ยวกับการให้ประโยชน์ตอบแทนและเงิน เช่น พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี, สมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.สุโขทัย, วงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัครสส. ภูเก็ต
๐ มีคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคอีกมากที่มีพยานระบุว่า ปรากฏในขบวนการ เช่น โกเกียรติ พ่อของสส.สตูล ที่เป็นรมช.มหาดไทย, ลูกสาวของพิพัฒน์ รัชกิจประการ, นายกน้ำ วาริน ชินวงศ์ แห่งนครศรีธรรมราช หรือพยานที่กล่าวถึง "ท่านทรงศักดิ์" ฯลฯ
๐ มีหลักฐานและการยอมรับมากมายที่ชัดเจนว่า คนของพรรคภูมิใจไทย และสว. ที่ได้รับเลือกนั้นรู้จักและเกี่ยวข้องกัน เช่น ภาพถ่ายไปงานเลี้ยง ภาพถ่ายเป็นเพื่อนกัน ภาพพายเรือให้กันนั่ง ประวัติการเคยร่วมงานในตำแหน่งต่างๆ นภินทรก็ยอมรับว่ารู้จักสว. ราชบุรี ภราดรก็ยอมรับว่า รู้จักสว. อ่างทอง ศุภชัยก็ยอมรับว่า รู้จักสว. นครพนม, สุขสมรวยก็เป็นญาติกับสว. อำนาจเจริญ
๐ เมื่อสว. ชุดนี้เข้าสู่อำนาจก็แต่งตั้งผู้ช่วยมากมาย ซึ่งผู้ช่วยสว. หลายคนก็มีภาพปรากฏในกิจกรรมของพรรคภูมิใจไทย และไปช่วยงานสส. ของพรรคภูมิใจไทยหรือครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
ฯลฯ

คงเขียนไล่ตรงนี้ไม่หมด ฝากลิงก์นี้ลิงก์เดียวแล้วกันครับไปสู่ทุกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง https://www.ilaw.or.th/articles/58992

.
เพราะฉะนั้นหลักฐานแวดล้อมมันเพียงพอแล้วที่จะสั่งฟ้องได้แล้วครับ
.

แต่ก็ไม่ได้มีเพียงหลักฐานแวดล้อมเท่านั้นนะครับ เพราะมีหลักฐานการจ่ายเงินมากมายที่เกี่ยวข้องกับคนของพรรคภูมิใจไทย มีพยานหลายปากที่บอกว่าได้รับเงินค่าจ้างค่าตอบแทนโดยคนให้อ้างความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพยานหลายต่อหลายคนเล่าในทางสาธารณะไปแล้ว มีคนเล่าถึงการประสานงานกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไปแล้วด้วย และมีพยานระดับ Teir 1 ที่เป็นคนในพรรคภูมิใจไทยเอง เป็นคนที่รู้เห็นเหตุการณ์ การวางแผน และการประชุมของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้ให้การไว้กับเจ้าหน้าที่แล้ว

ยังปรากฏการทำงานร่วมกันอีกว่า เมื่อสว. เข้าสู่ตำแหน่งแล้วก็ยังโหวตการออกกฎหมาย และการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในทิศทางเดียวกัน และสส. ของพรรคภูมิใจไทยก็มาโหวตตามร่วมกันกับสว. ยังไม่พอ แต่ละคนที่สว.​เลือกเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ก็ปรากฏมีความสัมพันธ์เคยทำงานกับพรรคภูมิใจไทยเต็มไปหมด

ถ้าใครจะบอกว่า พรรคการเมืองอื่นก็มีการฮั้วแต่ฮั้วแล้วไม่สำเร็จ ก็ไปจับกุมไปสืบสวนสอบสวน และดำเนินคดีกับคนเหล่านั้นได้เลยครับ ผมไม่ขัดข้องแน่นอน แต่ตอนนี้สว.กลุ่มใหญ่ประมาณ 140-150 คนที่ลงมติเหมือนๆ กันมา 2 ปี มันลงมติไปในทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทย และเมื่อดูหลักฐานทั้งหมด เส้นเงินต่างๆ ความสัมพันธ์ต่างๆ ของสว. ชุดนี้มันเชื่อมโยงและเดินมาถึงหน้าประตูบ้านของพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว มาไม่ถึงพรรคการเมืองอื่นเลย

เมื่อมีขบวนการโกงขนาดใหญ่เกิดขึ้นแล้ว มันแปลว่า มันต้องมีคนอยู่เบื้องหลังที่มัน "ใหญ่" มากจริงๆ ถึงจะทำได้ครับ คนธรรมดาทำขบวนการขนาดนี้ไม่ได้ ถ้าสว. จับกลุ่มกัน 10-20 คนอยากจะได้รับเลือกเลยช่วยกันโกงมันก็ใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้ เมื่อมันมีความผิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว มันก็ต้องมีคนที่ทำ ซึ่งก็ต้องเป็นคนใดคนหนึ่งในประเทศนี้เนี่ยแหละครับที่ "ใหญ่" มากพอจะทำได้ ในประเทศนี้มีคนใหญ่ระดับนี้อยู่ไม่มาก และหลักฐานมันไม่มีวิ่งไปหาคนอื่นเลยครับ

.
และยืนยันอีกทีนะครับ ผมไม่เคยพูดว่า สส.หรือแกนนำของพรรคภูมิใจไทย กระทำความผิดแน่ๆ แต่ผมยืนยันว่า มันมี "หลักฐานอันควรเชื่อ" เพียงพอแล้วที่จะสามารถสั่งฟ้องได้ โดยเปรียบเทียบกับคดีฆ่าคนตายนั่นแหละครับ แรงจูงใจชัดแล้ว การกระทำของคนแวดล้อมชัดเจน หลักฐานทั้งหมดเดินมาถึงหน้าปากประตูบ้านแล้ว เจ้าของบ้าน หรือกรรมการบริหารพรรคจะปฏิเสธลอยๆ เพียงว่า ฉันไม่ได้เป็นคนโอนเงินก้อนนั้นด้วยมือถือตัวเอง หรือฉันโทรศัพท์หาสว. แต่การโทรศัพท์ไม่ผิดกฎหมาย มันฟังไม่ขึ้นหรอกครับ ควรจะไปพูดเต็มๆ ให้ศาลฟัง แล้วพร้อมถูกซักค้านด้วยจะดีกว่า

สิ่งที่ยืนยันในคดีการโกงเลือกสว. ก็เหมือนคดีฆ่าคนตาย คือ ผู้ต้องหาอาจจะไม่ได้กระทำความผิดก็ได้ แต่จะปฏิเสธและนำเสนอข้อต่อสู้ของตัวเองอย่างไร ก็ขอให้ไปว่ากันในพื้นที่กลาง โดยองค์กรที่มีที่มาเป็นกลาง มีกระบวนการนำเสนอหลักฐานและวินิจฉัยคดีเปิดเผย นั่นคือ ศาลฎีกา เมื่อไปถึงที่นั่น จำเลยทุกคนต้องได้รับการเคารพสิทธิเต็มที่ มีสิทธินำเสนอพยานหลักฐานของตัวเองเพื่อต่อสู้คดีเต็มที่ แล้วเมื่อศาลฎีกาไม่รับฟ้อง หรือยกฟ้อง ท่านก็จะสง่างามกว่าการให้คนที่พวกตัวเองเลือกมาเป็นคนสั่งไม่ฟ้องครับ

สิ่งที่วันนี้ยืนยัน เป็นเช่นเดิมครับ หากกกต. สั่งไม่ฟ้องเลย หรือไม่ฟ้องบุคคลใด เราจะหาดูว่า ในเอกสารการสืบสวนสอบสวนที่มีในมือนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับบุคคลเหล่านั้นบ้าง และนำเสนอต่อสาธารณะครับ โดยผมเชื่อว่า วิญญูชนที่ใช้เหตุผลตามปกติ ตามสามัญสำนึก เมื่อได้เห็นหลักฐานและปากคำพยานแล้วจะต้องเห็นว่ามัน "เพียงพอ" ที่จะสั่งฟ้องได้ วันนี้เพียงแค่มาทบทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=28615687318035222&set=a.164850830212251