วันอาทิตย์, กันยายน 13, 2569

ท่ามกลางการเคลื่อนไหว "สั่งฟ้อง สว." ทำไมการเคลื่อนไหวนี้ ควรนำไปสู่การรื้ออำนาจ กกต.และองค์กรอิสระ เพราะว่า หลักการประชาธิปไตยคือ อย่าไว้วางใจให้ใครมีอำนาจมาก ต้องมี Check and Balance


Atukkit Sawangsuk
7 hours ago ·

ท่ามกลางการเคลื่อนไหว "สั่งฟ้อง สว." ซึ่งควรจะนำไปสู่การรื้ออำนาจ กกต.และองค์กรอิสระ
ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งเพ้อฝันว่า เรายังสามารถมี กกต. ปปช. สตง. ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจ ฯลฯ ที่เป็นเทวดาบริสุทธิ์ ใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ปราบปรามคนชั่วคนเลวได้
ทั้งที่การสถาปนา "อำนาจที่ 4" ผิดหลักการมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540
องค์กรอิสระไม่ควรเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ควรเป็นเพียงองค์กรที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ มีอิสระ แต่อยู่ใต้อำนาจตรวจสอบของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ
:
รัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเอาเข้าจริงเขียนขึ้นบนความฝันเลื่อนลอย
เช่น ให้ สว.มาจากเลือกตั้ง แต่ห้ามหาเสียง ให้แนะนำตัวเท่านั้น
เหมือนเป็นพระแท่นพระอันดับ ไม่ต้องทำความรู้จัก ประชาชนก็เลือกได้
สสร.ไร้เดียงสาทางการเมือง สมัยแรก นักการเมืองไม่เห็นความสำคัญ ก็เลยได้ "สว.คุณภาพ" จำนวนหนึ่ง แต่พอสมัยสอง ห้ามหาเสียง จะเหลืออะไร ก็ใช้ระบบหัวคะแนนไง แล้วก็ไปโกรธก่นด่าสภาผัวเมีย
:
องค์กรอิสระพอขยายใหญ่ ก็กลายเป็นระบบราชการ ร้ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ
กกต.อย่างที่อาจารย์ธงทองว่า เราเอามาจากอินเดีย แต่อินเดียมี กกต.2 คน เจ้าหน้าที่ 2-300 เขามีอำนาจ 2 อย่าง ย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นกลาง กับสั่งเลือกตั้งใหม่ ถ้าเห็นว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
คนไทยไม่ได้สิ มันต้องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ งอกใบแดงเฉยเลย
กกต.กลายเป็นผู้วิเศษ องค์กรขยายใหญ่โต ปัจจุบันน่าจะมีพนักงานร่วมสองพัน จัดเลือกตั้ง สืบสวนสอบสวน
จัดเลือกตั้งก็ยิ่งกว่ามหาดไทยใหม่ ทำง่ายๆ ไม่ได้ ทำให้มันสับสนซับซ้อน
แล้วประชาชนหรือผู้สมัคร ก็ฟ้องไม่ได้ เช่น สงสัยเรื่องนับคะแนน ขอนับใหม่ กกต.ไม่นับซะอย่าง ควรจะฟ้องศาลปกครองสั่งนับใหม่ ก็ฟ้องไม่ได้
:
งานสืบสวนสอบสวนก็จ้องจับผิดเรื่องจุกจิก ไม่ต่างกับ สตง.ปปช.จับผิดครูอาหารกลางวัน หรือตำรวจเดินรอบรถมอไซ ยังไงก็หาจุดผิดจนได้
ไม่กี่วันก่อน กกต.สั่งฟ้องผู้สมัคร สว. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ "รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิยังมาสมัคร"
ถามจริง คนที่ควรจะรู้ มีความรับผิดชอบที่ต้องตรวจสอบ คือใคร
ก็คือ กกต.นั่นไง ใครไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ใครเคยมีคดีความ มันควรเป็นความรับผิดขอบของ กกต.ที่ต้องตรวจให้เจอก่อนประกาศรับรอง
แล้ว กกต.ไปทำอะไรอยู่ ค่อยมาเอาผิดทีหลัง
:
กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ นายกเทศมนตรีแถวเชียงใหม่
ฐานหาเสียงออนไลน์เลยเวลา
ถามจริงเถอะว่า แค่หาเสียงเลยเวลา มันเป็นปัจจัยชี้ขาดให้ชนะกันไหม
สมมติชนะกัน 1 พัน การหาเสียงออนไลน์เลยเวลาไปสักชั่วโมง มันทำให้ได้คะแนนเพิ่มมา 2 พันไหม
เออ ถ้าจับได้ว่าซื้อเสียง ไม่ว่าเลย แต่ กกต.แม่-ก็ไม่เคยจับได้
นี่คือความผิดที่ไมไ่ด้สัดส่วน
เหมือน 2 ปีก่อนแจกใบเหลืองนายก อบจ.
เพราะผู้ช่วยหาเสียงโพสต์ว่า ป้ายหาเสียงไม่ใช้แล้ว เสร็จเลือกตั้งใครอยากได้เอาไปเลย
กกต.หาว่าสัญญาจะให้ทรัพย์สิน ทั้งที่บอกอยู่ว่าใครอยากได้เอาไปเลย-ไม่จำเป็นต้องเลือกก็เอาได้
คือแม่-ไม่มีปัญญาจับซื้อเสียง จับทุจริต เลยไปไล่ตามจับผิดเล็กๆ น้อยๆ แล้วเอามาขึงขีงใชว์เป็นผลงาน เรื่องที่เอาผิดส่วนใหญ่ก็มาจากคู่แข่งนั่นแหละร้องเรียน กกต.ไม่เคยจับได้เอง ทั้งที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่คือฝ่ายสืบสวนสอบสวน เงินเดือนสูงจบกฎหมายเดินชนกันขวักไขว่
เป็นองค์กรที่เลี้ยงเสียข้าวสุก 2,700 ล้าน ควรยุบก่อนอื่นเลย
:
ไม่ว่าพรรคส้มหรือขบวนเคลื่อนไหว ต้องชี้นำสังคมไปสู่ทิศทางนี้
รื้อ ปฏิรูป ยุบ ลดอำนาจ องค์กรอิสระ
หลักการประชาธิปไตยคือ อย่าไว้วางใจให้ใครมีอำนาจมาก
ดูอย่าง DSI ยังโดนจับ พวกอำนาจพิเศษเป็นงี้แหละ แบบแก๊งคอลล์อ้างชื่อ ปปง. ชาวบ้านตัวสั่นงันงก

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/28342006278787832
.....

แก่นแท้ของระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่เรื่องของการได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ การออกแบบโครงสร้างที่ไม่ไว้ใจใคร (Institutional Distrust) เพราะธรรมชาติของอำนาจมักนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบหรือการทุจริตเมื่อปราศจากการควบคุม

การนำหลักการ Check and Balance มาใช้ จึงเป็นการสร้างกลไกเพื่อรับประกันว่าอำนาจรัฐจะถูกใช้อย่างจำกัดและโปร่งใส

โครงสร้างของการตรวจสอบและถ่วงดุล
การกระจายอำนาจเพื่อป้องกันการผูกขาดมักถูกขับเคลื่อนผ่านมิติต่างๆ ดังนี้:
  • การถ่วงดุลระหว่างสถาบันหลัก (Horizontal Accountability): การแบ่งแยกอำนาจเป็น นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อให้แต่ละฝ่ายมีอำนาจในการยับยั้งและตรวจสอบกันเอง เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย หรือการพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ
  • การตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ (Institutional Oversight): การมีกลไกตรวจสอบการทำงานของรัฐที่แยกตัวออกมา เช่น การตรวจรายงานเงินแผ่นดิน การจับตาความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งกลไกเหล่านี้จะทำงานได้จริงก็ต่อเมื่อมีความเป็นอิสระจากผู้ถืออำนาจบริหารอย่างแท้จริง
  • การตรวจสอบจากภาคประชาชน (Vertical Accountability): การทำงานของภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ การเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ตลอดจนการขับเคลื่อนแคมเปญเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้คือเกราะป้องกันและพลังตรวจสอบที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในยามที่กลไกเชิงสถาบันชะงักงัน
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า รัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชนที่ดี ต้องถูกเขียนขึ้นมาบนสมมติฐานที่ว่า "ผู้มีอำนาจอาจพร้อมจะละเมิดกติกาได้เสมอ" ระบบจึงต้องออกแบบมาให้การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย