
ดาต้าเซ็นเตอร์ 7 แสนล้าน ทำอย่างไรให้คนไทยไม่ใช่แค่ 'ถูกจ้างไปลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว' ตามมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ
ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
หลังบีบีซีไทยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในย่านพระราม 9 ประเด็นเรื่องที่ตั้งและการอนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ก็ถูกสังคมหยิบขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์เพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างตั้งแต่ปี 2565-2566 ขณะที่อีก 3 แห่ง ทาง กทม. สั่งหยุดก่อสร้างเพื่อไปทบทวนมาตรฐานใหม่
ผู้ว่าฯ กทม. แจกแจงเพิ่มเติมว่าศูนย์ข้อมูลอื่น ๆ อีกราว 30-40 แห่งนั้น ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในอาคารของตัวเองจึงไม่ต้องยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างใหม่
ตัวเลขศูนย์ข้อมูลจำนวนหลายสิบศูนย์ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่พบว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์หลักของไทย โดยมีสัดส่วนความจุประมาณ 52% ของทั้งประเทศ ขณะโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีสัดส่วนราว 41%
อย่างไรก็ดี ธุรกิจใหม่นี้ไม่ได้ส่งผลแค่กับผู้ที่อยู่อาศัยใกล้เคียงกับสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือผู้คนจาก 3 จังหวัด ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่าง จ.ชลบุรี จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.ระยองเท่านั้น แต่นี่อาจกำลังหมายถึงภาระต่อคนไทยทั้งประเทศที่ต้องร่วมแบบรับหรือไม่
บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลกรณีในต่างประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มาก่อน เพื่อตอบคำถามว่าการจ้างงาน 'นับล้าน ๆ ตำแหน่ง' ในความเป็นจริงหมายถึงอะไร ทั้งยังรวบรวมบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญว่าเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานของไทยจะได้ประโยชน์มากแค่ไหน และทำอย่างไรไทยจะไม่ตกไปในหลุมพรางของการเอามาก่อนโดยไร้ซึ่งการต่อรองหรือการวางแผนที่เพียงพอ
ตัวเลขจริงเรื่องการสร้างงาน

"ดาต้าเซ็นเตอร์ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับรัฐเวอร์จิเนีย แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในช่วงก่อสร้างช่วงแรกเท่านั้น" ผลการศึกษาจากเวอร์จิเนีย รัฐที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากถึง 685 แห่ง ระบุ
ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในโลกมากกว่า 4,400 แห่ง ตามข้อมูลจากเว็บไซต์รวบรวมฐานข้อมูลและสถิติ Statista ที่เผยแพร่และปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ขณะที่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด งานศึกษาของสำนักวิจัยพิว (Pew Research Center) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่า เวอร์จิเนียเป็นรัฐที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุด 685 แห่ง โดยตัวเลขดังกล่าวคำนวณรวมกันทั้งศูนย์ข้อมูลที่สร้างแล้วและดำเนินการอยู่ รวมไปถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการวางแผน
หากนำตัวเลขจากรัฐเวอร์จิเนียกลับไปเทียบกับสถิติของ Statista แล้วก็ยังมากกว่าตัวเลขศูนย์ข้อมูลรวมในสหราชอาณาจักร ซึ่งรั้งอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยสถิติ 555 แห่ง
ด้วยเหตุนี้เองในปี 2566 คณะกรรมาธิการร่วมด้านการตรวจสอบและทบทวนทางนิติบัญญัติ (Joint Legislative Audit and Review Commission - JLARC) จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ศึกษาผลกระทบของอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในรัฐเวอร์จิเนีย
พวกเขาเผยแพร่ผลการศึกษาในปีถัดมา โดยสรุปใจความสำคัญไว้บนสุดว่า "ดาต้าเซ็นเตอร์ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับรัฐเวอร์จิเนีย แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในช่วงก่อสร้างช่วงแรกเท่านั้น"
รายงานดังกล่าวชี้ชัดต่อประเด็นการจ้างงานว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีพนักงานประจำน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมนี้มักมีค่าตอบแทนอยู่ในระดับสูง โดยงานศึกษาระบุว่า ศูนย์ข้อมูลขนาด 23,000 ตารางเมตรหนึ่งแห่ง จะมีพนักงานประจำราว 50 คน ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นพนักงานสัญญาจ้าง
โดยงานศึกษาชิ้นเดียวกันนี้ สะท้อนว่าผลกระทบด้านการจ้างงานเห็นได้ชัดกว่าในช่วงก่อสร้าง เนื่องจากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน และในช่วงที่การก่อสร้างคึกคักที่สุด อาจมีแรงงานจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาทำงานในโครงการถึงประมาณ 1,500 คนพร้อมกัน
ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งซึ่งจัดทำโดยสถาบันบรูคกิงส์ (Brookings Institution) ที่เผยแพร่และปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะวิจัยรวบรวมข้อมูลของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ ประมาณ 1,500 แห่ง ซึ่งนับรวมโครงการที่มีการประกาศลงทุนแต่ภายหลังถูกยกเลิกอีก 52 โครงการ โดยพวกเขานำข้อมูลเหล่านี้เทียบกับข้อมูลการจ้างงานและค่าจ้างระดับมณฑล (county) จากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ครอบคลุมช่วงปี 2546-2567 ซึ่งสรุปได้ว่าศูนย์ข้อมูลสามารถสร้างงานในท้องถิ่นได้จริง แต่มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน
พวกเขาพบว่า ตลาดแรงงานที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ (Hyperscale) แห่งแรกเข้ามา จะเห็นการจ้างงานในภาคประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น 56% ในช่วงทศวรรษแรกของการดำเนินงาน ส่วนภาคโทรคมนาคมซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเดินเครื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ก็มีตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น 43% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยรวมแล้วตัวเลขเหล่านี้เท่ากับการจ้างงานราว 100-200 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับประเภทของศูนย์ข้อมูล อย่างไรก็ดี ค่าจ้างแรงงานกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ในงานวิจัยชิ้นนี้ของสถาบันบรูคกิงส์ พวกเขาแบ่งศูนย์ข้อมูลออกเป็นสองประเภท ได้แก่
- ไฮเปอร์สเกล (Hyperscale) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่สร้างโดยบริษัทด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ เช่น แอมะซอน (Amazon), กูเกิล (Google), ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และเมตา (Meta) เพื่อรองรับการประมวลผลและการให้บริการของตนเอง
- โคโลเคชัน (Colocation) ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการที่ให้เช่าพื้นที่ศูนย์ข้อมูล เช่น อิควินิกซ์ (Equinix), ดิจิทัล เรียลตี (Digital Realty) และไซรัสวัน (CyrusOne) โดยเปิดให้ลูกค้าภายนอกเช่าพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์และระบบของตน
สุชาติ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า หากอ้างอิงจากสถิติของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ในปี 2568 ที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 7.28 แสนล้านบาท เมื่อนำมาวิเคราะห์จึงอาจเทียบเท่ากับตำแหน่งงานราว 1,080-1,440 ตำแหน่ง และถ้าเปรียบเทียบสัดส่วน 90% เป็นคนไทย ในจำนวนงานดังกล่าว ก็หมายความว่าตัวแหน่งงานที่เป็นคนไทยจริง ๆ จะอยู่ที่ราว 970-1,300 ตำแหน่งเท่านั้น
นอกจากนี้ หากคำนวณต่อไปในเชิงรายได้ สุชาติชี้ว่าตัวเลขนั้นอยู่แค่หลักพันล้านบาท จากยอดเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งเขาย้ำว่า "มันไม่ได้เยอะเลย มันน้อยไปด้วยซ้ำ" ก่อนเสริมว่า ที่ตัวเลขออกมาได้น้อยขนาดนี้เป็นเพราะ "เป็นจ้างแค่ยาม จ้างแค่ไอที ส่วนใหญ่ก็จ้างชาวต่างชาติที่จะมาช่วยเรื่องการเทรนนิง"
เขาเสริมว่าที่แนวโน้มการจ้างงานออกมาเป็นเช่นนี้ เพราะแรงงานไทยทักษะสูงในอุตสาหกรรมนี้ยังมีไม่เพียงพอ
"ถ้าให้เทียบ เหมือนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว แล้วเราจ้างคนไทยลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียว ที่เหลือทุกอย่างเป็น[ต่างชาติ]" ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงานจาก GIZ กล่าว
เทคโนโลยีขั้นสูงแต่กำไรจาก "อิฐ หิน ปูน ทราย"
เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ออกรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 2/2569 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับตัวเลขไตรมาสที่ 2/2568 ทว่าเมื่อเทียบกับไตรก่อนหน้า เรากลับพบว่าตัวเลขจีดีพี หดตัวถึง 0.2%
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 18 ส.ค. โดยระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยนั้นสะท้อนว่าเครื่องยนต์ต่าง ๆ ของประเทศอ่อนแอทั้งหมด ขณะที่ปัจจัยเดียวที่ยังพอรั้งเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงไปนั่นก็คือ การลงทุนภาคเอกชนซึ่งก็ได้อานิสงส์สำคัญมาจากดาต้าเซ็นเตอร์
สุชาติ กล่าวอีกว่า เวลาประกาศว่ามีคำขอส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่ารวม 7.28 แสนล้านบาท ตามตัวเลขในปี 2568 นั่นไม่ได้หมายความว่าตัวเลขทั้งหมดนั้นจะเท่ากับเม็ดเงินที่ไปกระตุ้นจีดีพีของไทย ในความเป็นจริงตัวเลขดังกล่าวเพียงสะท้อนขนาดของการลงทุน
เขาเสริมว่า หากอ้างอิงงานศึกษาจาก ธปท. โครงสร้างเงินลงทุนของดาต้าเซ็นเตอร์นั้นจะแบ่งเป็น 40% สำหรับงานก่อสร้าง และ 60% สำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ และเพราะนี่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนเครื่องมือหรืออุปกรณ์หลาย ๆ อย่างจึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ระบบต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการก่อสร้างก็อาจไม่ได้มีที่มาจากในประเทศไทย
"40% เป็นงานก่อสร้าง เป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศ ซึ่งตรงนี้มันเป็นประโยชน์กับประเทศไทยแน่นอน มันปฏิเสธไม่ได้ แต่ 60% ที่เข้ามาเป็นเรื่องเครื่องจักร อุปกรณ์ ส่วนใหญ่เรานำเข้ามาทั้งหมด… ดังนั้น สมมติ[เงิน]เข้ามา 7 แสนล้าน มันจะไปนับเป็นจีดีพี 7 แสนล้านไม่ได้ มันก็จะเป็นแค่ 40% แล้วไปดูว่าใน 40% หรือ 2.8 แสนล้านบาท นั้นเป็นเท่าไหร่อีกทีหนึ่ง" สุชาติ อธิบาย

ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้
ต่อมิติเรื่องเม็ดเงินลงทุนที่แท้จริงซึ่งเข้าสู่เศรษฐกิจไทย ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากสถาบันนโยบายศึกษาแห่งชาติของญี่ปุ่น หรือ National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) ประจำประเทศญี่ปุ่น กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ไทยต้องมองดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า (value chains) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่ปล่อยให้เม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาสร้างเศรษฐกิจนั้นกระจุกอยู่แค่แวดวง "อิฐ หิน ปูน ทราย"
ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้
เขาอธิบายว่า "จีนมีหัวเว่ย อาลีบาบา ไป่ตู้ ผลิตชิปที่ใช้สำหรับเซิร์ฟเวอร์และตัวเซิร์ฟเวอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์เอง มีบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และระบบระบายความเย็นด้วยของเหลว กลางน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ internet data center [หรือ ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต ] และปลายน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ อย่าง อาลีบาบา, เทนเซนต์, และไบต์แดนซ์ [บริษัทแม่ของติ๊กตอก(TikTok)]"
ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายผู้นี้อธิบายเสริมต่อว่า สำหรับกรณีของจีน การมีดาต้าเซ็นต์เตอร์คือการเพิ่มความต้องการทั้งกับสินค้าอย่างชิปประมวลผลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้นน้ำต่าง ๆ ที่ผลิตในประเทศ พร้อมกับเป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งผู้ให้บริการคลาวด์และออนไลน์แพล็ตฟอร์มสัญชาติจีนต่าง ๆ
"คำถามคือประเทศไทยมีบริษัทไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำหรือไม่ ถ้ามีคือบริษัทอะไร ถ้ายังไม่มีจะใช้โอกาสที่มีการส่งเสริมการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ชักจูงและสนับสนุนบริษัทไทยที่ทำธุรกิจใกล้เคียงและมีความสนใจให้เข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่ รัฐบาลเพิ่งประกาศส่งเสริมการผลิต photonics chip (ชิปโฟโตนิก หรือชิปแสง) ในประเทศจะถือโอกาสนี้กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ชิปโฟโตนิก ซึ่งใช้พลังงานและปล่อยความร้อนออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยกว่าหรือไม่" เขาตั้งคำถาม

ศ.ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากสถาบันนโยบายศึกษาแห่งชาติของญี่ปุ่น กล่าวถึงการทำงานของภาครัฐว่า "นโยบายของไทยมี แต่ต้องมีมาตรการและกลไกในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ..."
โอกาสที่มาพร้อมหลุมพรางหรือไม่
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ย. 2568 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมสองราย ที่ระบุว่ารัฐบาลจีนออกแนวทางใหม่ที่กำหนดให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐต้องใช้ชิปปัญญาประดิษฐ์ที่ผลิตขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ส่วนโครงการที่ดำเนินการไปแล้วน้อยกว่า 30% ให้ถอนชิปที่นำเข้าจากต่างประเทศออกทั้งหมดหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ
"นโยบายของไทยมี [นโยบายด้านดาต้าเซ็นเตอร์] แต่ต้องมีมาตรการและกลไกในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ การหวังพึ่งสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ไม่เพียงพอ หลายประเทศสนับสนุนอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในประเทศจากการให้เงินอุดหนุน เงินร่วมลงทุน และตลาดภาครัฐและเอกชน ดาต้าเซ็นเตอร์จะช่วยสร้างตลาดภาคเอกชนสำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำ ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองต้องปรับปรุงขีดความสามารถในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าว
เขาเสริมว่าในกรณีที่ไม่มีบริษัทไทย อาจอนุญาตให้ต่างชาติมาลงทุนได้แต่ควรเป็นในรูปแบบการร่วมลงทุนกับบริษัทไทย ไม่ใช่ให้บริษัทต่างชาติลงทุนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทไทยที่จะมาร่วมลงทุนต้องเป็นบริษัทที่มีความสนใจจริง มีขีดความสามารถในการดูดซับและต่อยอดเทคโนโลยี อาจเริ่มจากบริษัทไทยรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการเจรจาต่อรองกับบริษัทข้ามชาติได้ก่อน
เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีการกำหนดโดยบีโอไอว่ารถยนต์แต่ละประเภทจะต้องมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไม่น้อยกว่าเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า BEV 40% รถยนต์ไฟฟ้า PHEV 45% รถโดยสาร/รถบรรทุกไฟฟ้า 40% อุปกรณ์สำหรับ EV 15% และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ/เครื่องใช้ไฟฟ้า 40%
"ถ้าอยากให้เกิดมรรคเกิดผล มันต้องลงไปดูในรายละเอียด" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าว

"EIA ของไทยไม่ต้องทำ อันนี้สำคัญมาก ไทยไม่ต้องทำ กรุงเทพฯ ก็ไม่ต้อง คือแค่ขออนุญาตเลย…ถ้าทำ EIA ค่าใช้จ่ายเพิ่มไปเลยอีกเท่าหนึ่ง" สุชาติ คล้ายแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงาน ประจำองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าว
ขณะที่สุชาติ เสริมว่า ปัจจุบันภาพรวมสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ คือชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ได้รับอนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิที่ดินได้ รวมถึงยังอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานได้โดยไม่มีการระบุหรือสร้างข้อจำกัดว่าต้องเป็นคนไทย รวมถึงยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
"มันไม่มีประเทศไหนให้เยอะขนาดนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงานรายนี้กล่าวและเสริมว่า ไทยได้เปิดโอกาสให้กับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเข้ามาทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องจัดทำแม้กระทั่งการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งเป็นเหตุผลให้สังคมมีการเรียกร้องต่อมิติสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะทรัพยากรน้ำอย่างมาก
"EIA ของไทยไม่ต้องทำ อันนี้สำคัญมาก ไทยไม่ต้องทำ กรุงเทพฯ ก็ไม่ต้อง คือแค่ขออนุญาตเลย…ถ้าทำ EIA ค่าใช้จ่ายเพิ่มไปเลยอีกเท่าหนึ่ง" สุชาติ กล่าว

ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ชี้ว่า ในญี่ปุ่น เวลาที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไปตั้งในบริเวณใด ชาวบ้านท้อนถิ่นอาจมีการต่อต้านน้อยเพราะกฎหมายและหน่วยงานท้องถิ่นของพื้นที่นั้นกำหนดไว้ชัดเจนว่าบริษัทเหล่านี้ต้องมอบสิ่งใดคืนให้กับชุมชนโดยรอบบ้าง
นอกจากเรื่องความง่ายดายในการเปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาเปิดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยังเสริมว่าไทยอาจมีการต่อรองเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชุมชนและสังคมโดยรอบกิจการขนาดใหญ่เหล่านี้น้อยเกินไป
เขายกตัวอย่างว่า ในญี่ปุ่น เวลาที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไปตั้งในบริเวณใด ชาวบ้านท้องถิ่นอาจมีการต่อต้านน้อยเพราะกฎหมายและหน่วยงานท้องถิ่นของพื้นที่นั้นกำหนดไว้ชัดเจนว่าบริษัทเหล่านี้ต้องสร้างสวนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือโรงเรียนท้องถิ่นเข้าไปศึกษาเรียนรู้หรือดูงานได้ เสียภาษีหรือให้เงินสนับสนุนองค์กรปกครองท้องถิ่น หรือมีการจ้างงานในท้องถิ่นในสัดส่วนหรือตัวเลขเท่าไหร่
ศ.ดร.ภัทรพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีการต่อรองในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่าปัจจุบัน และให้ตระหนักไว้เสมอว่า ความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์นั้นเพิ่มขึ้นทั่วโลกอย่างแน่นอน และไทยเองก็มีอำนาจในการต่อรองมากพอสมควร เพราะฉะนั้น "อย่ายอมหรือไม่ต่อรองจนเกินไป"
เขาชี้ว่าหน่วยงานของรัฐอย่างบีโอไอควรเข้าไปสนับสนุน ให้มากกว่าแค่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการจับคู่ทางธุรกิจ นั่นคือต้องเข้าไปช่วยเจรจาต่อรอง การสนับสนุนบรรษัทข้ามชาติต้องอยู่บนเงื่อนไขการใช้เซิร์ฟเวอร์ ชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า ระบบทำความเย็นแบบน้ำหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศหรือมีศักยภาพที่จะผลิตได้ในอนาคต หากได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมการร่วมทุนกับบริษัทไทย การให้ผลตอบแทนแก่ชุมชนในท้องถิ่นที่ใช้เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งการกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ระบบทำความเย็นแบบน้ำหมุนเวียนและมีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของตนเอง
"ไม่ต้องรีบร้อนที่จะมีดาต้าเซ็นเตอร์โดยเร็ว ต้องประเมินผลได้และผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับการทำลายโอกาสธุรกิจของบริษัทไทย การต้องนำเข้าและพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน มากกว่าตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น" ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ทิ้งท้าย
https://www.bbc.com/thai/articles/cdr7g213pv8o
.....
Puangthong Pawakapan
4 hours ago
·
ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้
Puangthong Pawakapan
4 hours ago
·
ศ.ดร.ภัทรพงศ์ ยกตัวอย่างว่าจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมแวดล้อมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่ครบถ้วน ซึ่งภาครัฐไทยสามารถดูเป็นตัวอย่างได้
"จีนมีหัวเว่ย อาลีบาบา ไป่ตู้ ผลิตชิปที่ใช้สำหรับเซิร์ฟเวอร์และตัวเซิร์ฟเวอร์ของดาต้าเซ็นเตอร์เอง มีบริษัทผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และระบบระบายความเย็นด้วยของเหลว กลางน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมและ internet data center [หรือ ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต ] และปลายน้ำมีบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ อย่าง อาลีบาบา, เทนเซนต์, และไบต์แดนซ์ [บริษัทแม่ของติ๊กตอก(TikTok)]"
ไทยมีอะไร?
สรุปได้ว่า ไม่ควรส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ ถ้า
1)ไม่ใช่ joint venture กับบริษัทขนาดใหญ่ของไทย
2) ไม่มีแผนที่สร้าง servers ในประเทศไทยที่ใช้ chips ที่ผลิตในไทยในอนาคต
3) ไม่มีแผนที่จะใช้ชิ้นส่วนสำคัญเช่นระบบหม้อแปลงไฟฟ้า ระบบทำความเย็นที่ผลิตในประเทศไทย
4) ไม่มีระบบน้ำหมุนเวียนระบายความร้อนและไฟที่สร้างขึ้นเอง
5) ไม่มีการให้เงินช่วยเหลือ ฝึกอบรม สร้างสวนสาธารณะกับท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์
ถ้าไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ ได้ ไม่คุ้ม
อ่านค่ะ