Anun Han
11 hours ago
·
สงครามเย็นจากเบื้องล่าง
ธิกานต์ ศรีนารา
.............................
ถ้าจะนิยามว่า “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง” คืออะไร
ประสบการณ์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็สรุปสั้นๆ ได้ว่า
คือ “ปฏิบัติการของพลังสามัญชน”
ที่มุ่งแก้ “ปัญหาระดับโครงสร้าง”
ด้วยวิธี “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน”
·
สงครามเย็นจากเบื้องล่าง
ธิกานต์ ศรีนารา
.............................
ถ้าจะนิยามว่า “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง” คืออะไร
ประสบการณ์จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็สรุปสั้นๆ ได้ว่า
คือ “ปฏิบัติการของพลังสามัญชน”
ที่มุ่งแก้ “ปัญหาระดับโครงสร้าง”
ด้วยวิธี “พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน”
บทความขนาดยาว 8 บท เป็นรายละเอียดว่าด้วยความคิด ทฤษฎี อุดมการ และส่วนใหญ่แสดงให้เห็น “ปฏิบัติการทางการเมือง” ของขบวนการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ยุติบทบาทไปอย่างสิ้นเชิงแล้วตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว
คำถามคือ ทำไมประวัติศาสตร์ช่วงนี้ยังมีคน “ศึกษาวิจัย” และ “รำลึก”กันอยู่ไม่เลิกรา ทั้งที่ขบวนการ “พคท.” มีชีวิตหรือปฏิบัติการจริงอยู่ในช่วงเวลาเพียง 40 ปี (2485-2526) แต่ถ้าพิจารณาว่าช่วงที่ขบวนการสร้าง “ผลสะเทือน” ต่อรัฐไทยจริงๆ ก็ไม่มากกว่า 20 ปี คือช่วงที่ผ่านมติสมัชชา 3 พ.ศ. 2504 เพื่อตอบโต้ระบอบเผด็จการสฤษดิ์-ถนอม ด้วยการ “ต่อสู้ด้วยอาวุธ” และยุติการต่อสู้ในปี 2526
แต่หากระบุช่วงเวลาที่ขบวนการนี้มีพลังระดับ “เขย่ารัฐไทย”จริงๆ แค่เวลา 2-3 ปีเท่านั้น คือช่วงที่นักศึกษา ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
เพียง “2-3” ปี ขบวนการก็สลายตัว และก็ไม่น่าเชื่อว่า เป็นขบวนการหรือพรรคการเมืองเดียวในประเทศไทยที่มีผู้แต่งเพลงและบทกวีสดุดีมากที่สุด พอๆ กับที่มีคนเขียนหนังสือ “วิพากษ์วิจารณ์” หรือ “ด่ายับ” มากที่สุดเช่นกัน
นั่นคงเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกจากผู้มีประสบการณ์ตรง
แต่ในทางวิชาการ อาจมีประเด็นและมุมมองแตกต่างกันไป
ในแง่นี้ก่อนอื่นจึงต้องขอชื่นชม “ธิกานต์ ศรีนารา” ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ พคท.อย่างละเอียดและนำเสนอข้อมูล บทวิเคราะห์อย่างเป็นระบบมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วิทยานิพนธ์ปริญญาโท เรื่อง “หลัง 6 ตุลาฯ ว่าด้วยความขัดแย้งทางความคิดระหว่างขบวนการนักศึกษากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” ที่มี ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
หนังสือเล่มล่าสุด “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง” ให้ข้อมูลปฏิบัติการในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้ของ พคท.โดยละเอียด ซึ่งแน่นอนว่าธิกานต์ผ่านการค้นคว้าหนังสือ เอกสารจำนวนมาก ส่วนการศึกษาด้านความคิด ทฤษฎีของ พคท. การวิเคราะห์อิทธิพลลัทธิเหมาเจ๋อตุงต่อขบวนการนักศึกษาในบท “ก่อน 6 ตุลา ลัทธิเหมาเจ๋อตุง ขบวนการนักศึกษาและชัยชนะทางความคิดของ พคท.” ให้รายละเอียด ข้อมูล ทั้งด้านอุดมการ ความคิด ท่วงทำนองและโลกทัศน์ ชีวทัศน์และวิวัฒนาการอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้อ่านรุ่นใหม่กับผู้ผ่านประสบการณ์ตรงในยุคนั้นมา อาจจะสรุปผลของอิทธิพลนี้ต่างกันก็ได้
แต่สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดในงานของธิกานต์ ศรีนารา ก็คือการค้นคว้าข้อมูลจำนวนมากที่มาร้อยเรียงเป็น “เรื่องเล่า” ที่ละเอียดในแง่มุมต่างๆ นั้น มันช่วยตั้งประเด็นให้คิดต่อและเกิดคำถามใหม่ๆ ว่า มีหลายเรื่องของขบวนการ “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง”ในอดีตที่ยัง “ไม่กระจ่าง” หรือ “การสรุปบทเรียน” และ “สกัดสัจจะจากปรากฏการณ์ต่างๆ” ที่ทำกันมาหลายปี ยัง “ไปไม่สุด” ดังนั้นการศึกษา ทำความเข้าใจ ถอดบทเรียน ถอดความรู้ ยังควรทำต่อไปเพราะมีเงื่อนไขใหม่ๆ ที่ช่วยในการเรียนรู้ หรือมีประเด็นน่าตั้งคำถามหรือศึกษาค้นคว้าเพิ่มขึ้น เช่น
1 มีผู้เขียนบันทึกประวัติศาสตร์ของขบวนมากขึ้น เผยข้อมูลและข้อคิดเห็นใหม่ๆ เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะงานเขียนของสหายระดับผู้นำ เช่น พ.เมืองชมภู เชาวน์ พงษ์พิชิต ธง แจ่มศรี อรุณ
โรจนสันติ ส.เชี่ยว เลขาธิการพรรคเขต 7-8 จรัล ดิษฐาอภิชัย ฯ
ปรากฏการณ์บางอย่างอาจต้องช่วยกันอธิบาย เช่นทำไมคนกลุ่มนี้ที่ผ่านประสบการณ์ “ทั้งรักทั้งชัง” “ทั้งเคยศรัทธาและสิ้นหวัง” เมื่อช่วงวัย 20+ ยังรักษาความรู้สึกดั้งเดิมในวัยหนุ่มสาวมาถึงบัดนี้ในวัย 60-70+ ซึ่งแสดงออกผ่านการร่วมกิจกรรมรำลึก กิจกรรมการเมืองร่วมกับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ กิจกรรมอนุสรณ์สถาน และการร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ “จากเบื้องล่าง” กันอย่างต่อเนื่องจริงจัง
2 ปัญญาชน พคท. บทบาทและความขัดแย้ง
ในช่วงปฏิบัติการของพรรคระยะ 40 ปี (2485-2526) อาจแบ่งปัญญาชนของพรรคได้ 4 กลุ่มตามช่วงอายุ ซึ่งทำให้มีประสบการณ์ทางสังคมต่างกัน หล่อหลอมโลกทัศน์และวิธีคิดต่างกัน ได้แก่
ปัญญาชนรุ่นที่เกิดช่วงปี 2460 หรือทศวรรษ 2460 คือคนที่เป็นหนุ่มสาวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีบทบาทก่อตั้งพรรค (อัศนี พลจันทร อุดม ศรีสุวรรณ ประเสริฐ เอี้ยวฉาย เปลื้อง วรรณศรี รวม วงษ์พันธ์ วิรัช อังคถาวร เชาวน์ พงษ์พิชิต เจริญ วรรณงาม สิน เดิมลิ่ม ดำริ เรืองสุธรรม ประสิทธิ์ เทียนศิริฯ)
ปัญญาชนรุ่นที่เกิดทศวรรษ 2470 วัยหนุ่มคือชีวิตนิสิต นักศึกษาในช่วงทศวรรษ 2490 ผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร 2490 การเคลื่อนไหวขบวนการสันติภาพ กบฏวังหลวง การเริ่มอิทธิพลอเมริกา คนกลุ่มนี้เป็นปัญญาชนรุ่นใหม่ของพรรคในช่วงจัดตั้ง ขยายกำลังในมหาวิทยาลัย (หน่วย สยท.เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2492) การขยายงานออกสู่หัวเมืองและชนบท จนถึงเตรียมการต่อสู้ด้วยอาวุธ (ผิน บัวอ่อน ไวฑูรย์ สินธุวณิชย์ จิตร ภูมิศักดิ์ ประวุฒิ ศรีมันตระ สมพงษ์ อยู่ณรงค์ สนอง มงคล วินัย เพิ่มพูนทรัพย์ สิริลักษณ์ จันทรวงศ์ ปวีณา สัจจพันธุ์ ฯ)
ปัญญาชนรุ่นที่เกิดทศวรรษ 2480 คือคนหนุ่มสาวในยุคมืดของเผด็จการ (ต้นยุคสฤษดิ์-ถนอม) ชีวิตมหาวิทยาลัยในยุคสายลมแสงแดด และบทบาทในฐานะหน่ออ่อนของความคิดก้าวหน้าในมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้บางส่วนเข้าร่วมกับ พคท. และเป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกเขตงานต่อสู้ด้วยอาวุธตั้งแต่เริ่มแรก (ประสงค์ อรุณสันติโรจน์ นพ ประเสริฐสม ฯ) ส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนสาธารณะที่มีบทบาททางความคิด เช่น อนุช อาภาภิรม เสถียร จันทิมาธร สุชาติ สวัสดิ์ศรี วิทยากร เชียงกูล ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นิธิ เอียวศรีวงศ์ บุญสนอง บุณโญทยาน วรพุทธ์ ชัยนาม พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ฯ
และปัญญาชนรุ่นสุดท้าย กลุ่มที่เกิดช่วงทศวรรษ 2490 ใช้ชีวิตวัยหนุ่มในช่วงใกล้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และส่วนใหญ่คือเยาวชนที่ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 และเข้าร่วมกับ พคท.เป็นขบวนใหญ่ที่สุด
คน 4 รุ่นนี้ได้พบเจอกันและใช้ชีวิตร่วมกันในป่าเขา แต่ด้วยฐานประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน วิธีคิด วิธีทำงานและความเชื่อมั่นที่ต่างกัน จึงนำมาซึ่งความขัดแย้ง แม้ในระยะแรก (ช่วงปี 2520-21) ความขัดแย้งหลักจะอยู่ที่วิธีคิด วิธีบริหารจัดการ ท่วงทำนองที่แตกต่างกันระหว่างปัญญาชนกับสหายชาวไร่ชาวนา แต่ปัญหาค่อยๆ พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งทางหลักการ ทฤษฎี ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี โดยมีความ “ยึดมั่นถือมั่น” ตรึงความคิดความเชื่อไว้ในจุดเดิมๆ
3 บทบาทของวารสาร “ชาวคอมมิวนิสต์ไทย”
คุณลักษณะปัญญาชนทั่วไปคือ ความสงสัย ตั้งคำถาม วิพาษ์วิจารณ์ (ซึ่งคนละเรื่องกับการวิจารณ์สามัคคี) พคท.เคยมีวารสาร “ชาวคอมมิวนิสต์ไทย” (ชคท.) เป็นพื้นที่กลางให้ชาวพรรคถกเถียงทางทฤษฎีกันอย่างจริงจัง (อาจจะได้ต้นแบบมาจากหนังสือพิมพ์ Iskra) เพราะการเปิดพื้นที่โต้เถียงของชาวพรรคคือการ “เปิดเผยปัญหา” และเป็นเวที “คลี่คลายปัญหา” ที่ดีที่สุด
(จากประสบการณ์ส่วนตัวโดยบังเอิญ วันหนึ่งที่ดอยยาว-ผาหม่น ปี 2520 ได้ไปขนของที่โกดังของหน่วยพลาฯ ระหว่างรื้อค้นก็เจอกองเอกสารเป็นหนังสือโรเนียวขนาดกระดาษ A4 หน้าปกเขียนว่า “วารสารชาวคอมมิวนิสต์ไทย (ชคท.)” จึงถือโอกาสเปิดอ่านด้วยความสงสัยงุนงง และถือกองเอกสารนั้นมาแจ้งจัดตั้งหน่วยงานว่าจะขอเอาไปอ่าน พอเขาเห็นชื่อหนังสือ ก็เกิดความเอะอะโกลาหลว่าไปได้มาจากไหน ? สุดท้ายก็สรุปว่าเป็นเอกสารลับมาก ต้องเก็บให้หมด เอาไปอ่านไม่ได้เด็ดขาด)
วารสาร “ชาวคอมมิวนิสต์ไทย” ออกมาได้หลายปี อาจจะออกราย 3 เดือนหรือรายสะดวก (น่าจะตั้งแต่ปี 2512) แต่ในที่สุดก็เลิกไป และมีข้อสังเกตว่างานเขียน ค้นคว้าเกี่ยวกับขบวนการ พคท. ไม่เห็นการอ้างอิงถึงวารสารเล่มนี้ เป็นไปได้ว่าเป็นเอกสารลับมาก มีจำนวนน้อยและอาจถูกทำลายไปหมดแล้ว
“ขณะที่เรื่องทั้งหลายกำลังเงียบลง (กรณีวิพากษ์ของสามจังหวัด) ก็มาเกิดกรณีหนังสือพิมพ์ “ชาวคอมมิวนิสต์ไทย” เข้าอีก หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีอัศนี พลจันทร เป็นบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ชาวคอมมิวนิสต์ไทยแม้ออกมาได้ไม่กี่ฉบับ แต่เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีความดุเดือดมาก ทำให้บรรยากาศบนภูพยัคฆ์อบอ้าวร้อนระอุ”
(ประวัติพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย - เชาวน์ พงษ์พิชิต หน้า 520)
อัศนี พลจันทร นอกจากเป็นบรรณาธิการ ยังเป็นนักเขียนประจำ ใช้นามปากกา “แส้เหล็ก”
ข้อเขียนของ “แส้เหล็ก” สร้างประเด็นถกเถียงบ่อยครั้ง เช่นการโจมตีผิน บัวอ่อน อย่างรุนแรง หรือข้อเสนอให้สหาย “ประหยัดความคิด” ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นข้อเสนอที่ปิดกั้นบรรยากาศการแสดงความคิดเห็น (ข้อมูลจากคำบอกเล่าของสหายนำท่านหนึ่งที่จังหวัดน่าน)
สุดท้าย ก็ขอขอบคุณธิกานต์ ศรีนารา ที่ยืนยันความสำคัญของ “ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง” ผ่าน “สงครามเย็นจากเบื้องล่าง” และหนังสือที่ทรงคุณค่าอีกหลายเล่ม หนังสือเหล่านี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ปัญญาชน ชาวบ้าน หมู่บ้าน ชุมชน ท้องถิ่น ได้เห็นความสำคัญของประวัติศาสตร์สามัญชนยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะสามัญชนที่สลัดความกลัว แล้วเชิดหน้าต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ชั่วร้ายด้วยรูปการสูงสุด ชนิด “มาไม้ไหน ไปไม้นั้น”
ประวัติศาสตร์แบบนี้ อาจจะช่วยชี้ทางอนาคต เพื่อให้ประชาชนหลุดพ้นจาก “วงล้อมทางความคิด” หรือสถานการณ์ “นิติสงครามอำมหิต” ได้สักวันหนึ่ง