วันอาทิตย์, กันยายน 13, 2569

อย่าให้เรื่องจบที่ กกต.​



อย่าให้เรื่องจบที่ กกต.​

Sep 12, 2026
สุภชาติ เล็บนาค
The Momentum

(1)

มองการเมืองไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นความผิดปกติอย่างชัดเจน เมื่อรัฐบาล ‘สีน้ำเงิน’ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเลี่ยงไม่ได้

ข้อสำคัญข้อหนึ่งคือเกมการเมืองในสภาฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ดูก็รู้ว่ามีความพยายามในการลากญัตติอภิปรายรายงานประจำปีของ กกต.ออกไป เพราะรู้ว่าอาจกระทบกับข้อมูลการฮั้ว สว.ที่จะพรั่งพรูออกมาจากปาก สส.จน ‘สีน้ำเงิน’ เสียเปรียบในห้วงเวลาสุดท้าย

อย่ากระนั้นเลย หยิบเรื่อง ‘สามจังหวัดชายแดนภาคใต้’ ขึ้นมาพิจารณาดีกว่า แม้ว่าจะไม่มีนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะไม่มีรัฐมนตรีนั่งฟังอยู่สักคน

ต้องถามตรงๆ ว่า เมื่อ 1 สัปดาห์ผ่านไป มีใครจำได้บ้างว่าญัตติที่หารือในสภาฯ เรื่องปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นคืออะไร แทบไม่มีใครจำได้เลยสักคน

ขณะเดียวกัน คุณศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นั้น แทบจะกลายเป็น กกต.อีกคน เพราะทั้งอธิบายแทน ทั้งชี้แจงว่าไม่ควรกดดัน กกต.ในสภาฯ ไม่ควรใช้เวทีสภาฯ ซักฟอกองค์กรอิสระ ทั้งที่ปัญหาใหญ่ที่ยังดำรงอยู่ขณะนี้ คือการตั้งคำถามกับองค์กรอิสระว่า ยังเป็น ‘อิสระ’ อยู่หรือไม่

(2)

อีกข้อสงสัยคือ พิรุธยังคงดำรงอยู่ เป็นต้นว่า คุณปราณีต เกรัมย์ สว. บุรีรัมย์ อดีตคนขับรถของคุณชัย ชิดชอบ ตัดสินใจโทรศัพท์หาคุณ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. 39 วินาทีด้วยเรื่องอะไร การปรากฏ ‘โพยฮั้ว’ อยู่เต็มไปหมด โหวตลงมติใต้แพตเทิร์นเดียวกัน แล้ว กกต.ตัดสินใจไม่ดำเนินคดีนั้น มีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง กระทั่งหลักฐานว่าด้วยเส้นเงิน จากผู้ช่วย สส. หลักฐานว่าด้วยสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่เกิดเหตุ คลิปเสียงว่าด้วย ‘ข้างบน’ ล้วนเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ กกต.เลือกจะไม่ดำเนินการอะไรมาตลอด 2 ปี ซึ่งก็ชวนให้ตั้งคำถามได้ว่า หรือ กกต.กับขบวนการสีน้ำเงิน หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ ‘กลุ่มอำนาจ’ ในประเทศนี้อยู่ฝ่ายเดียวกัน และพร้อมจะอุ้ม ‘สีน้ำเงิน’ ไปด้วยกัน

ถ้ามองการเมืองแบบ Realpolitik มากกว่ามองแค่คดีความ ต้องยอมรับว่า หลังยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นต้นมา ‘พวกเขา’ ไม่ได้มีตัวตายตัวแทนในการรักษาอำนาจไว้ ก่อนหน้านี้พวกเขาพยายามใช้บริการรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ก็อยู่ได้เพียงไม่นาน

พวกเขาเห็นว่านายกฯ 2 คนของพรรคเพื่อไทยนั้น อ่อนเกินไปในการจัดการกับสีส้ม และทำตัว ‘ใหญ่’ เกินไปเมื่ออยู่ในทำเนียบรัฐบาล ฉะนั้นต้องหาตัวละครใหม่ จนหนีไม่พ้นซีกการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล-เนวิน ชิดชอบ ส่วนผสมที่ลงตัวซึ่งพวกเขาไว้ใจได้มากกว่า

และที่สำคัญ พวกเขาชนะการเลือกตั้งได้จริง ไม่ว่าจะชนะด้วยยุทธศาสตร์ใดก็แล้วแต่ ตัวเลข สส.ของพรรคภูมิใจไทย 191 เสียง และกด สส.พรรคประชาชนให้เหลือเพียง 120 เสียง คือตัวเลขที่พวกเขาจับต้องได้

แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ขั้วการเมืองขั้วนี้ก็ใหญ่เกินไป แม้ฟากอนุรักษนิยมด้วยกันก็ยอมรับไม่ได้ แผลที่เปิดออกมาคือการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ลากเส้นอย่างไรก็โยงไปถึงเครือข่ายสีน้ำเงิน ขณะที่เรื่องฮั้ว สว. การที่ข้อมูลหลุดจากข้างใน การที่เริ่มมีเสียงบริภาษจากฝั่งตรงข้าม ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาคุมองคาพยพ คุมข้าราชการ คุมแม้กระทั่งฝ่ายที่คิดว่าอยู่ข้างเดียวกันได้ไม่ทั้งหมด

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใด แม้รัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 5 เดือน แต่เรื่องราวกลับวุ่นวาย และ ‘เละ’ ได้เพียงนี้

(3)

จุดสำคัญ 2 จุด จึงอยู่ในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 และวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569

วันอาทิตย์นั้น iLaw นัด ‘เดิน’ จากแยกรัชดา-ลาดพร้าว ไปยังหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน โดยหยิบหลักฐานทั้งหมดไปด้วย ซึ่งก็น่าสนใจว่า ‘ฝ่ายค้าน’ อย่างพรรคประชาชนก็ประกาศเดินไปพร้อมกัน และพรรคประชาธิปัตย์ก็มีนัดหมายที่หอศิลป์ฯ ด้วย เป็นการลงถนน เคลื่อนไหวนอกรัฐสภา หลังจากสภาฯ ถูกปิดตาย แม้แต่รายงานประจำปีของ กกต.ก็ไม่สามารถให้ สส.อภิปรายได้

ต้องยอมรับว่า การออกเดินนั้นเงียบหายมานานมาก เพราะตั้งแต่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง ทุกคนต่างหวังว่า เวทีสภาฯ จะเป็นทางออกแทนการเมืองบนถนน แต่เมื่อทุกช่องในสภาฯ ถูกปิดตาย การเมืองบนท้องถนนก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ขณะที่วันที่ 14 กันยายน คือเส้นตายที่ กกต.จะตัดสินใจว่า จะสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้อง 229 คน ตามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้ง หรือจะไม่ฟ้องใครเลยสักคน ตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 หรือจะเลือกฟ้องเพียงบางส่วน เพื่อไม่ให้สาวไปถึง ‘สีน้ำเงิน’ ที่อยู่เบื้องหลัง ลดแรงกดดันให้มันจบๆ ไป

ทั้งนี้ หากประเมินสถานการณ์จากฉากทัศน์วันนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ กกต.อาจสั่งไม่ฟ้องใครเลยสักคน

(4)

คำถามที่ต้องถามให้ดังกว่าที่ผ่านมา จึงไม่ใช่คำถามที่มีปลายทางอยู่ที่ กกต.เพียงองค์กรเดียว

คำถามแรกต้องถามไปยังบรรดา ‘ชนชั้นนำ’ และ ‘กลุ่มอำนาจ’ ที่เลือกตัวละครชุดนี้ขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ได้มาคืออะไรบ้าง คำตอบคือรัฐบาลที่อายุเพียง 5 เดือน แต่ความน่าเชื่อถือติดลบไปแล้ว รัฐบาลที่ตั้งอยู่บนกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาที่มีข้อกังขามากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

คำถามตรงๆ คือ นี่คือตัวแทนของพวกคุณจริงหรือ คือ ‘ความสงบเรียบร้อย’ ที่พวกคุณต้องการจริงหรือ หรือสิ่งที่ได้มา แลกกับการยอมให้ทุกอย่างผ่านไป ไม่ใช่เสถียรภาพ แต่คือการที่ทั้งระบบถูกจับเป็นตัวประกันโดยเครือข่ายเดียว ที่แม้แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยกันเองก็เริ่มคุมไม่ได้

คำถามที่ 2 ต้องถามไปยัง กกต.โดยตรง

หน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่การประคับประคองใคร ไม่ใช่การหาทางลงให้ฝ่ายใด และไม่ใช่การชั่งน้ำหนักว่าคดีไหนแตะแล้วจะกระทบใคร ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน หากคำตอบสุดท้ายคือไม่สั่งฟ้องใครเลยสักคน หรือฟ้องเพียงบางส่วนเพื่อตัดตอนไม่ให้สาวถึงข้างบน สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่การปิดคดี แต่คือการประกาศว่าองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการ ได้เลือกลงไปเล่นในสนามเสียเอง

และเมื่อกรรมการไม่ใช่กรรมการอีกต่อไป สิ่งที่พังไม่ได้พังแค่คดีฮั้ว สว. แต่คือความหมายของทุกการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทุกผลคะแนน ทุกการรับรอง ทุกคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระ จะถูกอ่านด้วยสายตาแบบเดียวกันหมด คือสายตาที่ไม่เชื่อว่ามีมาตรฐานอะไรอยู่จริง ราคาที่ต้องจ่ายตรงนี้ ไม่ได้จ่ายด้วยเครดิตของสีน้ำเงิน แต่จ่ายด้วยเครดิตของทั้งระบบ และเป็นการตัดสินใจที่ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้

คำถามสุดท้าย ต้องถามไปยังคนไทยด้วยกันเอง

เพราะอันตรายที่สุดของเรื่องนี้ ไม่ใช่การที่ กกต.สั่งไม่ฟ้อง แต่คือการที่เราค่อยๆ ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติ ยอมรับว่าการเมืองไทยก็เป็นแบบนี้แหละ ยอมรับว่าใครมีเส้นก็รอด ใครไม่มีก็ติดคุก แล้วเลื่อนผ่านไปหาข่าวถัดไป

ขอให้เรียกสิ่งนี้ด้วยชื่อตรงๆ ว่า นี่คือข้อกล่าวหาว่าด้วยการคอร์รัปชัน ไม่ใช่เกมการเมืองที่มีแพ้มีชนะ ไม่ใช่เรื่องสีเสื้อ ไม่ใช่เรื่องที่จะรอให้เลือกตั้งครั้งหน้ามาชำระ เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมและองค์กรที่ควรตรวจสอบพังไปพร้อมกันหมดแล้ว การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเหลือความหมายอะไร

สังคมที่ไม่มีใครเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมได้อีกแล้ว คือสังคมที่คนตัวเล็กไม่เหลืออะไรให้ยึดเลยสักอย่าง เหลือแต่เส้นสาย อำนาจ และความกลัว

เรื่องทั้งหมดก่อนถึงวันที่ 14 กันยายน จึงไม่ได้มีความหมายแค่การกดดันองค์กรใดองค์กรหนึ่งให้ตัดสินใจอย่างที่เราอยากได้ แต่คือการยืนยันว่ายังมีคนดูอยู่ ยังมีคนจำได้ และยังไม่ยอมให้เรื่องนี้ถูกกลบ

ยังจำได้ไหมว่าสัปดาห์ก่อน สภาฯ อภิปรายเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าอย่างไร

ไม่มีใครจำได้ เพราะเรื่องนี้ถูกหยิบขึ้นมาเพื่อให้ลืมอีกเรื่องหนึ่งตั้งแต่ต้น และนี่คือวิธีที่ทุกเรื่องในบ้านเมืองนี้ถูกทำให้จบลง ไม่ใช่ด้วยคำตัดสิน แต่ด้วยการรอให้คนเลิกถาม

หน้าที่ที่เหลืออยู่ของเราจึงเรียบง่ายมาก คือถามต่อไปให้นานกว่าที่พวกเขาคาดไว้

อย่าให้เรื่องจบที่ กกต.

https://themomentum.co/fromthedesk-blue-senator/