
Khaosod - ข่าวสด
12 hours ago
·
อดีตหลวงพ่อโชติ ยอมรับพฤติกรรม สละสมณเพศแต่โดยดี ก่อนทิ้งคำพูด "เป็นห่วงศาสนา" หลังถูกจับคดีฟอกเงิน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ พร้อมหลักฐานเสพเมถุนกับสีกา
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1646045397552202&set=a.648490497307702
...
Jom Petchpradab
·
โถ โถ... . ไม่สำเหนียกอีกหรือว่า ความตกต่ำ เสื่อมเสีย ของพุทธศาสนาในสังคมไทย ก็เพราะพฤติกรรมเยี่ยงคุณมึงทำ..นี่แหละ แทนที่จะคิดได้ว่า เมื่อตัวเองสิ้นสภาพความเป็นพระ(ของพระราชา)ไปแล้ว จะช่วยลดความเสื่อม ลดมนทินหรือรอยด่างพร้อยในวงการพุทธศาสนาไปได้
.....
ปัญหาเชิงโครงสร้างและตัวบุคคลในวงการสงฆ์ ที่เป็นเหตุให้เกิดความย้อนแย้งนี้
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาลึกซึ้งทั้งในระดับตัวบุคคลและระดับโครงสร้างของสถาบันสงฆ์ไทย ซึ่งคำพูดเชิงศีลธรรมถูกนำมาใช้เป็น "เกราะบดบังพฤติกรรม" หรือเครื่องมือสร้างความชอบธรรมอย่างย้อนแย้ง ดังนี้:
มิติระดับตัวบุคคล: สภาวะทุจริตทางจิตวิญญาณและการยึดติดในตัวบุคคล
การใช้วาทกรรมศีลธรรมเป็นเกราะบดบัง (Moral Hypocrisy): ผู้มีอำนาจหรือพระผู้ใหญ่หลายรูปมักสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูสงบ สง่างาม หรือสมถะ พร้อมทั้งสั่งสอนเรื่องความละวาง แต่ในความเป็นจริงกลับสมาทานพฤติกรรมทางตรงกันข้าม การเอ่ยคำว่า "เป็นห่วงศาสนา" จึงเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาในการฟอกสะอาดภาพจำสุดท้ายของตนเอง เพื่อให้ตนเองยังคงดูเป็น "คนดี" ในสายตาผู้ศรัทธา
ลัทธิบูชาตัวบุคคล (Personality Cult): ระบบสงฆ์ไทยเน้นการสร้างบารมีผ่านตัวบุคคล เมื่อพระสงฆ์มีชื่อเสียง มักได้รับความไว้วางใจและศรัทธาอย่างล้นพ้นจนกลายเป็น "ความศรัทธาแบบมืดบอด" (Blind Faith) ทำให้ญาติโยมและลูกศิษย์มองข้ามสัญญาณเตือนหรือพฤติกรรมผิดปกติ เพราะเชื่อว่าพระผู้ใหญ่ย่อมมีคุณธรรมสูงส่งเกินกว่าจะทำผิด
มิติเชิงโครงสร้าง: ศักดินาสงฆ์และการขาดกลไกตรวจสอบ
ระบบยศถาบรรดาศักดิ์และการรวมศูนย์อำนาจ (Ecclesiastical Hierarchy): ระบบสมณศักดิ์และการปกครองสงฆ์ไทยมีความเป็นอำนาจนิยมสูง พระชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการทั้งเรื่องคนและเงินวัด โดยขาดการคานอำนาจจากพระลูกวัดหรือชุมชน ส่งผลให้เกิด "พื้นที่พร่ามัว" ที่อำนาจถูกใช้อย่างไร้การตรวจสอบ
ความยุ่งยากของกฎหมายและพระธรรมวินัยในการตรวจสอบ: กลไกการตรวจสอบภายในวงการสงฆ์มักเน้นการ "ปกป้องภาพลักษณ์" มากกว่าการ "แสวงหาความจริง" ทำให้คดีประพฤติมิชอบจำนวนมากถูกปกปิดหรือประวิงเวลาไว้ จนกระทั่งฝ่ายบ้านเมืองหรือหน่วยงานภายนอก (เช่น บก.ปปป.) ต้องเข้าไปคลี่คลาย
การขาดความโปร่งใสทางบัญชีและทรัพย์สินวัด: ทรัพย์สินของวัดส่วนใหญ่ถูกบริหารจัดการแบบอุปถัมภ์และตามใจเจ้าอาวาส ขาดระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐานสากลและเปิดเผยต่อสาธารณะ เปิดช่องให้เกิดการยักยอกและฟอกเงินได้ง่าย
สภาวะย้อนแย้งเชิงอุดมการณ์ เมื่อผู้มีอำนาจใช้ "ภาษาศีลธรรม" (เช่น ความเมตตา ความห่วงใยศาสนา การละวาง) มาปกปิด "พฤติกรรมขัดศีลธรรม" (การเสพเมถุน การทุจริตยักยอก) ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวพระสงฆ์รูปนั้นๆ แต่เป็นการกัดกร่อนความน่าเชื่อถือขององค์กรสงฆ์ทั้งหมด สังคมจะเกิดความกังขาต่อภาษาศีลธรรม และมองว่าคำสอนทางศาสนาถูกลดทอนกลายเป็นเพียงเครื่องมือบังหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางโลกเท่านั้น
Jom Petchpradab
·
โถ โถ... . ไม่สำเหนียกอีกหรือว่า ความตกต่ำ เสื่อมเสีย ของพุทธศาสนาในสังคมไทย ก็เพราะพฤติกรรมเยี่ยงคุณมึงทำ..นี่แหละ แทนที่จะคิดได้ว่า เมื่อตัวเองสิ้นสภาพความเป็นพระ(ของพระราชา)ไปแล้ว จะช่วยลดความเสื่อม ลดมนทินหรือรอยด่างพร้อยในวงการพุทธศาสนาไปได้
.....
ปัญหาเชิงโครงสร้างและตัวบุคคลในวงการสงฆ์ ที่เป็นเหตุให้เกิดความย้อนแย้งนี้
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นปัญหาลึกซึ้งทั้งในระดับตัวบุคคลและระดับโครงสร้างของสถาบันสงฆ์ไทย ซึ่งคำพูดเชิงศีลธรรมถูกนำมาใช้เป็น "เกราะบดบังพฤติกรรม" หรือเครื่องมือสร้างความชอบธรรมอย่างย้อนแย้ง ดังนี้:
มิติระดับตัวบุคคล: สภาวะทุจริตทางจิตวิญญาณและการยึดติดในตัวบุคคล
การใช้วาทกรรมศีลธรรมเป็นเกราะบดบัง (Moral Hypocrisy): ผู้มีอำนาจหรือพระผู้ใหญ่หลายรูปมักสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูสงบ สง่างาม หรือสมถะ พร้อมทั้งสั่งสอนเรื่องความละวาง แต่ในความเป็นจริงกลับสมาทานพฤติกรรมทางตรงกันข้าม การเอ่ยคำว่า "เป็นห่วงศาสนา" จึงเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาในการฟอกสะอาดภาพจำสุดท้ายของตนเอง เพื่อให้ตนเองยังคงดูเป็น "คนดี" ในสายตาผู้ศรัทธา
ลัทธิบูชาตัวบุคคล (Personality Cult): ระบบสงฆ์ไทยเน้นการสร้างบารมีผ่านตัวบุคคล เมื่อพระสงฆ์มีชื่อเสียง มักได้รับความไว้วางใจและศรัทธาอย่างล้นพ้นจนกลายเป็น "ความศรัทธาแบบมืดบอด" (Blind Faith) ทำให้ญาติโยมและลูกศิษย์มองข้ามสัญญาณเตือนหรือพฤติกรรมผิดปกติ เพราะเชื่อว่าพระผู้ใหญ่ย่อมมีคุณธรรมสูงส่งเกินกว่าจะทำผิด
มิติเชิงโครงสร้าง: ศักดินาสงฆ์และการขาดกลไกตรวจสอบ
ระบบยศถาบรรดาศักดิ์และการรวมศูนย์อำนาจ (Ecclesiastical Hierarchy): ระบบสมณศักดิ์และการปกครองสงฆ์ไทยมีความเป็นอำนาจนิยมสูง พระชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการทั้งเรื่องคนและเงินวัด โดยขาดการคานอำนาจจากพระลูกวัดหรือชุมชน ส่งผลให้เกิด "พื้นที่พร่ามัว" ที่อำนาจถูกใช้อย่างไร้การตรวจสอบ
ความยุ่งยากของกฎหมายและพระธรรมวินัยในการตรวจสอบ: กลไกการตรวจสอบภายในวงการสงฆ์มักเน้นการ "ปกป้องภาพลักษณ์" มากกว่าการ "แสวงหาความจริง" ทำให้คดีประพฤติมิชอบจำนวนมากถูกปกปิดหรือประวิงเวลาไว้ จนกระทั่งฝ่ายบ้านเมืองหรือหน่วยงานภายนอก (เช่น บก.ปปป.) ต้องเข้าไปคลี่คลาย
การขาดความโปร่งใสทางบัญชีและทรัพย์สินวัด: ทรัพย์สินของวัดส่วนใหญ่ถูกบริหารจัดการแบบอุปถัมภ์และตามใจเจ้าอาวาส ขาดระบบบัญชีที่เป็นมาตรฐานสากลและเปิดเผยต่อสาธารณะ เปิดช่องให้เกิดการยักยอกและฟอกเงินได้ง่าย
สภาวะย้อนแย้งเชิงอุดมการณ์ เมื่อผู้มีอำนาจใช้ "ภาษาศีลธรรม" (เช่น ความเมตตา ความห่วงใยศาสนา การละวาง) มาปกปิด "พฤติกรรมขัดศีลธรรม" (การเสพเมถุน การทุจริตยักยอก) ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวพระสงฆ์รูปนั้นๆ แต่เป็นการกัดกร่อนความน่าเชื่อถือขององค์กรสงฆ์ทั้งหมด สังคมจะเกิดความกังขาต่อภาษาศีลธรรม และมองว่าคำสอนทางศาสนาถูกลดทอนกลายเป็นเพียงเครื่องมือบังหน้าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางโลกเท่านั้น