
Nat Luengnaruemitchai
18 hours ago
·
เมื่อคืนผมเขียนเรื่อง “ความไม่เท่าเทียม” ในสายตา World Bank ไปยาวพอสมควร
(https://www.facebook.com/nat.lueng/posts/10162802815446751)
ทั้งเรื่องคนรวยกับคนจน
เด็กบ้านรวยกับเด็กบ้านจน
บริษัทใหญ่กับบริษัทเล็ก
กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด
แรงงานในระบบกับแรงงานนอกระบบ
แต่นึกขึ้นได้หลังเขียนว่าผมดันเสล่อ “ตก” ความไม่เท่าเทียมอันใหญ่มาก ไปอีกเรื่องหนึ่ง
คือ
“ความไม่เท่าเทียมเวลาเราเจอกับรัฐ”
หรือพูดง่าย ๆ กว่านั้นว่า
กฎหมายเดียวกัน กติกาเดียวกัน แต่เวลาเอาไปใช้กับคนแต่ละคน มันเหมือนกันจริงหรือเปล่า
อันนี้ World Bank พูดไว้ค่อนข้างน่าสนใจ จนตอนนอนผมแอบเอาไปคิดทั้งคืน
เขาไม่ได้ใช้คำแรงแบบที่คนไทยชอบพูดว่า “กฎหมายสองมาตรฐาน” (อาจจะไม่กล้าใช้ หรือจริงๆ ควรแรงๆ ไปเลย และบอกว่า กฎหมายไทยไร้มาตรฐาน)
แต่เขาเลือกใช้วลีเบาๆ อย่าง
ราชการต้องเป็นกลาง
การตัดสินใจของรัฐต้อง ยึดกติกา
การบังคับใช้ต้อง คาดการณ์ได้
ต้องลดการใช้ ดุลพินิจ
และธุรกิจทุกแห่งต้องแข่งขันกันบน สนามเดียวกัน
ฟังดูเป็นศัพท์ทางราชการธรรมดา
แต่ถ้าแปลเป็นภาษาคนธรรมดา มันคือคำถามง่าย ๆ ว่า
ถ้าคนสองคนทำเรื่องเดียวกัน ไปเจอเจ้าหน้าที่คนเดียวกัน ใช้กฎหมายฉบับเดียวกัน เขาควรได้รับผลแบบเดียวกันหรือไม่
คำตอบแน่นอนว่าควรจะใช่
แต่ปัญหาคือ ในโลกจริงมันอาจไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป
ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดแค่ตอนแบ่งเงินเรื่องนี้ผมเพิ่งเจอกับตัว ตอนไปขอใบอนุญาตกับฝ่ายโยธาฯ เลยอินหน่อย
ลองคิดถึงผู้ประกอบการสองคน
คนหนึ่งเปิดร้านเล็ก ๆ ไม่มีเส้นสาย ไม่มีฝ่ายกฎหมาย ไม่มีคนรู้จักในหน่วยงานรัฐ
ต้องขอใบอนุญาตทุกใบ
ยื่นเอกสารทุกชุด
ถูกตรวจทุกขั้นตอน
ผิดนิดหนึ่งก็ต้องกลับไปแก้
แต่อีกบริษัทหนึ่งมีขนาดใหญ่ มีคนรู้จักระบบดี มีทีมกฎหมาย มีอำนาจต่อรอง หรือเข้าถึงผู้มีอำนาจได้มากกว่า
ถ้าสุดท้ายสองรายนี้เจอกฎเดียวกัน แต่เจอการปฏิบัติไม่เหมือนกัน
นั่นก็คือ ความเหลื่อมล้ำ
เพียงแต่มันไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีธนาคาร
มันอยู่ใน
โอกาสที่จะทำธุรกิจได้หรือไม่ได้
ธุรกิจเล็กๆ แทนที่จะได้รับการประคบประหงมเหมือนต้นกล้าให้ได้เติบใหญ่ กลับถูกย่ำยี ส่วนธุรกิจใหญ่ๆ ภายใต้ป่าทึบ ดันเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แตกยอดได้อย่างสบายๆ ไม่มีใครรบกวน
ถ้าสุดท้ายสองรายนี้เจอกฎเดียวกัน แต่เจอการปฏิบัติไม่เหมือนกัน
นั่นก็คือ ความเหลื่อมล้ำ
เพียงแต่มันไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีธนาคาร
มันอยู่ใน
โอกาสที่จะทำธุรกิจได้หรือไม่ได้
ธุรกิจเล็กๆ แทนที่จะได้รับการประคบประหงมเหมือนต้นกล้าให้ได้เติบใหญ่ กลับถูกย่ำยี ส่วนธุรกิจใหญ่ๆ ภายใต้ป่าทึบ ดันเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แตกยอดได้อย่างสบายๆ ไม่มีใครรบกวน
World Bank พูดถึงเรื่องนี้ผ่านแนวคิดที่ว่า รัฐต้องมีระบบราชการที่ เป็นกลางและเป็นมืออาชีพ
เพราะหน้าที่ของรัฐไม่ใช่เพียงช่วยให้ธุรกิจเติบโต
แต่ต้องทำให้ทุกคนรู้ว่า
ถ้าทำแบบนี้ จะได้ผลแบบนี้
ถ้าผิดกฎ จะโดนแบบนี้
ไม่ว่าเจ้าของบริษัทจะเป็นใคร
รู้จักใคร
ใหญ่หรือเล็ก
เก่าหรือใหม่
ถ้ากติกาเปลี่ยนไปตามตัวบุคคล เศรษฐกิจก็จะมีปัญหา
เพราะการแข่งขันจากที่ควรเป็น
“ใครเก่งกว่า”
จะค่อย ๆ กลายเป็น
“ใครเข้าถึงรัฐได้ดีกว่า”
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึกในรายงาน World Bank ยังอ้างผลสำรวจธุรกิจในประเทศไทยว่า ประมาณ 19% ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจรายงานว่าเคยเผชิญการเรียกรับสินบน
เทียบกับประเทศรายได้ปานกลางระดับบนเฉลี่ยประมาณ 9.8%
และประเทศรายได้สูงประมาณ 4.1%
นี่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐไทย 19% รับสินบน
ต้องระวังการตีความตรงนี้ให้ดี
แต่มันหมายความว่า ประสบการณ์ของภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังสะท้อนว่าการติดต่อกับรัฐมีต้นทุนที่ไม่ควรเกิดอยู่
และเมื่อระบบมีพื้นที่ให้ต่อรองเป็นรายกรณีมาก
คนที่มีเงิน มีความรู้ มีทนาย (หวังว่าไม่ใช่อดีตทนายผลักรถจักรยาน) หรือมีเครือข่าย
ย่อมได้เปรียบคนธรรมดาโดยธรรมชาติ
World Bank ยังแตะเรื่องที่แรงกว่านั้น คือการตัดสินใจของรัฐอาจเอื้อคนบางกลุ่มมากกว่าคนอื่นรายงานพูดถึงการรับรู้ว่า การตัดสินใจบางอย่างของรัฐอาจให้ประโยชน์แก่ บุคคล บริษัท หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มากกว่าจะยึดกติกาที่ใช้กับทุกคน
นี่เป็นอีกระดับหนึ่งของความเหลื่อมล้ำ
เพราะไม่ใช่แค่
“เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายไม่เหมือนกัน”
แต่กติกาตั้งแต่ต้นอาจถูกออกแบบมาให้คนบางกลุ่มได้เปรียบด้วยซ้ำ
พอถึงจุดนี้ เรื่องความเหลื่อมล้ำจึงเชื่อมเข้ากับเรื่อง ธุรกิจกับการเมือง
ถ้าบริษัทที่อยู่ใกล้อำนาจสามารถมีอิทธิพลต่อกฎ
ได้ข้อยกเว้น
ได้สิทธิพิเศษ
หรือป้องกันคู่แข่งรายใหม่ไม่ให้เข้ามาได้
คนที่เสียประโยชน์ไม่ได้มีแค่คู่แข่งรายนั้น
แต่คือทั้งประเทศ
เพราะบริษัทที่เก่งกว่าอาจไม่มีวันได้เกิด
นี่อาจอธิบายได้ด้วยว่าทำไมบริษัทเล็กไทยโตยากเราชอบพูดว่า SME ไทยไม่เก่ง
บริหารไม่ดี
ไม่ยอมใช้เทคโนโลยี
ไม่ยอมโต
แต่ World Bank ชวนให้มองอีกด้านหนึ่งด้วยว่า
สนามที่ SME ต้องเล่น มันเสมอกันจริงหรือเปล่า
บริษัทใหญ่มีฝ่ายกฎหมาย
มีฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์
เข้าใจกฎ
มีเงินจ้างที่ปรึกษา
รับต้นทุนจากความล่าช้าได้
แต่สำหรับร้านหรือบริษัทเล็ก
ใบอนุญาตเพิ่มหนึ่งใบ
การรอราชการเพิ่มสามเดือน
การถูกตีความกฎหมายต่างกันหนึ่งครั้ง
อาจหมายถึงเงินทุนหมดก่อนธุรกิจจะเปิดเสียอีก
ดังนั้นการลดกฎที่ไม่จำเป็น การทำใบอนุญาตออนไลน์ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัด และลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
ไม่ใช่แค่เรื่อง “ลดความยุ่งยาก”
แต่มันคือ นโยบายลดความเหลื่อมล้ำ ด้วย
ที่ผมว่าสำคัญที่สุดคือ ความเหลื่อมล้ำแบบนี้ทำลาย “บันได” ที่ให้คนข้างล่างไต่ขึ้นข้างบนความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังพอมองเห็นได้ง่าย
คนนี้ได้เงินเดือน 20,000
คนนั้นได้เงินเดือน 200,000
เราเห็นตัวเลขแล้วรู้ว่าห่างกัน
แต่ความเหลื่อมล้ำต่อหน้ารัฐมองเห็นยากกว่า
เพราะมันเกิดเป็นครั้ง ๆ
ตอนขอใบอนุญาต
ตอนถูกตรวจ
ตอนขออนุมัติ
ตอนประมูลงาน
ตอนโดนบังคับใช้กฎหมาย
ตอนร้องเรียนแล้วรัฐจะฟังหรือไม่ฟัง
แต่ผลสะสมของมันใหญ่มาก
เพราะสำหรับคนที่อยู่ข้างล่าง
รัฐควรจะเป็นคนสร้างบันไดให้เขาปีนขึ้นมา
แต่ถ้ารัฐเองกลับเป็นอีกด่านหนึ่งที่คนมีเงิน มีอำนาจ หรือมีเส้นสายผ่านได้ง่ายกว่า
บันไดนั้นก็หายไป
ดังนั้นพอผมได้กลับไปอ่าน World Bank ผ่านเรื่องความไม่เท่าเทียมอีกครั้ง
ผมว่ามันมีอย่างน้อยหลายชั้น
เกิดบ้านไหนไม่เท่ากัน
ได้โรงเรียนไม่เท่ากัน
ได้งานไม่เท่ากัน
ทำบริษัทก็โตได้ไม่เท่ากัน
เกิดจังหวัดต่างกันก็เข้าถึงโอกาสไม่เท่ากัน
และสุดท้าย
เวลาเดินเข้าไปเจอกับรัฐ ก็อาจไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นเดียวกันอีก
นี่ทำให้ผมคิดว่า คำว่า
“รวยกระจุก จนกระจาย”
ยังอธิบายปัญหานี้ไม่ครบ
เพราะปัญหาที่หนักกว่าความรวยกระจุกคือ
“โอกาสที่จะปีนขึ้นไปหารวย ก็ดันกระจุกด้วย”
และถ้าจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงจริง ๆ
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนข้างล่างมีเงินเพิ่มขึ้น
แต่ต้องสร้างประเทศที่คนธรรมดาสามารถเชื่อได้ว่า
เกิดมาไม่รวยก็เรียนดีได้
บริษัทไม่ใหญ่ก็โตได้
ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ก็มีโอกาสได้
ไม่มีเส้นสายก็ทำธุรกิจได้
และที่สำคัญที่สุด
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เมื่อยืนอยู่ต่อหน้ากฎหมายและรัฐ คุณควรยืนอยู่บนพื้นเดียวกับคนอื่น
ผมว่าอันนี้เป็น “ความไม่เท่าเทียม” ก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่งที่ผมตกไปจากโพสต์เมื่อคืนเลยครับ
สิ่งที่คนตามหา อาจจะไม่ใช่ “ความเท่าเทียมกัน” ในทุกๆ มิติ ผมคิดว่ามันเพ้อฝันเกินไป
เราอาจจะเริ่มต้นไม่เท่ากัน อาจจะรู้สึกเสียใจนิดหน่อย
แต่มี่ยอมไม่ได้ คือ กติกาของเกมที่มันยุติธรรมกว่านี้
ถ้ากติกามันยุติธรรม มันต้องมีโอกาสให้คนท้ายแถวได้มีโอกาสไปยืนหัวแถวได้ จะตั้งแถวใหม่ก็ได้
ท้ายสุด ผมว่า World Bank คงไม่ได้มาดู และไม่กล้าคอมเมนต์เรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ คดีเลือกตั้งทั้งหลาย ถ้ามันเป็นเหมือนเกมฟุตบอล มันคือ เกมที่ผู้พิพากษาไม่ใช้ VAR เป่าฟาล์ว ทั้งๆ ที่ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งไม่ได้ล้ำหน้า ไม่แจกใบเหลืองใบแดง เวลาที่ผู้เล่นอีกฝ่ายทั้งเตะตัดขา ทั้งยัดเงินกรรมการ ขัดสายตาคนดู จนคนดูแทบจะอยากเป่านกหวีดแทนกรรมการอยู่แล้ว ถ้าเกมชัดๆ แบบนี้ยังทำให้ยุติธรรมไม่ได้ เกมที่ไม่ชัด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10162804445616751&set=a.10150779118116751