วันพุธ, กันยายน 09, 2569

ที่ AI น่ากลัวไม่ใช่แค่เพราะมันกำลังมาแย่งงาน แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือมันกำลังแย่ง ‘ความหมาย’ ของงานไปจากเราด้วย


Sopon Supamangmee 
6 hours ago
·
ที่ AI น่ากลัวไม่ใช่แค่เพราะมันกำลังมาแย่งงาน แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือมันกำลังแย่ง ‘ความหมาย’ ของงานไปจากเราด้วย
.
ไม่กี่วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่ามีรุ่นน้องมาปรึกษาเรื่องงานกับ AI แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องตกงาน แต่เศร้าไม่แพ้กัน
.
รุ่นน้องคนนั้นบอกว่าทุกวันนี้ถ้าไม่มี AI ทำงานแทบไม่ได้แล้ว ใช้ทำงานตลอดเวลา ผลงานที่ออกมาก็ถือว่าดี จนได้รับรางวัลจากการแข่งขันด้วยซ้ำ
.
ปัญหาคืออะไรละ?
.
น้องเล่าต่อว่าตัวเองไม่มีความสุขเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้พัฒนาฝีมือขึ้น ทุกอย่างเหมือนภาพลวงตาที่คนนอกเห็น ส่วนรางวัลก็ไม่ได้เกิดจากตัวเขา แค่ใช้ AI เก่งกว่าคนอื่นเท่านั้น
.
เวลาเราได้ยินว่าคนตกงานเพราะ AI เราก็เสียใจ
.
แต่อันนี้เศร้าอีกแบบ เพราะไม่มีคนตกงาน ไม่มีใครถูกเลิกจ้าง แถมยังก้าวหน้าในงานด้วย หากวัดกันตามตัวเลขแล้วเหมือนทุกอย่างดูดี
.
แต่มีคนคนหนึ่งที่รู้ว่าทุกอย่างภายใต้ภาพอันสวยหรูนั้นมีแค่ความกลวงเปล่า
.
เราถามคำถามเรื่อง AI มานานหลายปีแล้ว มันจะแย่งงานเราไหม? เราจะไปอยู่ตรงไหน? งานของเราจะมีให้ทำไปถึงเมื่อไหร่? ฯลฯ
.
คำถามเหล่านี้สำคัญ แต่สิ่งที่น้องคนนั้นเจอกลับมาถึงก่อนการถูกแทนที่ด้วย AI หลายก้าวเลย
.
นักเศรษฐศาสตร์ Joshua Gans เพิ่งเขียนบทความที่เพิ่งเผยแพร่ชื่อว่า “Replaceable but Employed” หรือแปลตรงๆ ว่า ‘ถูกแทนที่ได้แต่ยังมีงานทำ’ ซึ่งตรงกับเรื่องนี้พอดี
.
เขาบอกว่าความหมายที่คนได้จากการทำงานส่วนหนึ่งมาจากการรู้ว่าผลลัพธ์ (ผลงาน) ที่ออกมาต้องพึ่งพาและมาจากเราจริงๆ แต่พอมีอะไรที่ทำแทนได้ปรากฏตัวขึ้นมา ความรู้สึกนั้นก็ลดลงทันที โดยที่ยังไม่ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกแทนที่เลยด้วยซ้ำ
.
หมายความว่าแค่รู้ว่ามันมาแทนที่เราได้ก็เพียงพอแล้ว
.
.
ผมเคยถาม คุณตัน-อิชิตัน ว่า ‘อะไรคือเหตุผลที่คุณตันยังตื่นขึ้นมาทำงานในทุกวันนี้?’ เพราะถ้าว่ากันตามตรงเขาจะนอนอยู่บ้านเฉยๆ กิน เที่ยวไปเรื่อยๆ ก็ได้
.
เขาตอบว่า ‘คนยิ่งอายุเยอะอย่าหยุดทำงานนะ หยุดเมื่อไหร่เราแย่เลย ถ้าเรายังทำงานยังมีประโยชน์ ยังมีค่าอยู่ มันจะทำให้เรามีกำลังใจและมีสุขภาพที่ดี’
.
ประเด็นสำคัญคือคำว่า ‘มีประโยชน์’ และ ‘มีค่า’ นั่นแหละครับ
.
เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำงาน สร้างประโยชน์ หรือการพัฒนาตัวเองถือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์
.
ที่น่าสนใจคือคุณตันมีงานทำแล้วรู้สึกว่ามีคุณค่า ส่วนรุ่นน้องคนนั้นมีงานทำเหมือนกัน มีผลงาน แต่กลับไม่รู้สึกแบบนั้น แปลว่ารุ่นน้องคนนั้นไม่ได้เสียใจเรื่องงาน แต่เสียใจว่างานนั้นไม่ต้องพึ่งพาเขาอีกต่อไปมากกว่า
.
สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Achievement Gap’ หรือ ‘ช่องว่างของความสำเร็จ’ ที่ระบบอัตโนมัติทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นได้ดีจริงๆ แต่มันพราก ‘โอกาส’ ที่มนุษย์คนหนึ่งจะบรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่างด้วยแรงและความตั้งใจของตัวเองอย่างแท้จริง
.
ความสำเร็จ กับ ความรู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ เป็นคนละเรื่องกัน
.
วันหนึ่งที่คุณยืนอยู่บนเวที รับรางวัล ชื่อบนใบประกาศเป็นชื่อคุณ แต่ลึกๆ คุณรู้ว่าภายใต้ความสำเร็จนั้นไม่ใช่มาจากคุณ มันเป็นความรู้สึกที่โหวงๆ บอกไม่ถูกเลยทีเดียว
.
ถ้าเอาหลักการเดียวกันมามอง มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ติดตามพนักงานฝ่ายบริการลูกค้ากว่า 5,000 คน พบว่า AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพได้เฉลี่ยราว 14%
.
แต่ที่น่าสนใจคือผลกระทบจะอยู่กับกลุ่มพนักงานใหม่และพนักงานที่ทักษะต่ำ ขณะคนที่เก่งที่สุดในทีมแทบไม่ได้เพิ่มผลิตภาพขึ้นเลย
.
พูดง่ายๆ คือ AI ทำให้คนที่ไม่เก่งขึ้นมาใกล้คนเก่งได้เร็วมาก (ยกค่าเฉลี่ยขึ้นมา) ในแง่ธุรกิจมันคือข่าวดีแหละ แต่ในแง่ของมนุษย์คนหนึ่งแปลว่าระยะห่างระหว่างผลลัพธ์ที่ออกมากับความรู้ความสามารถจริงๆ นั้นถูกถ่างกว้างออกมากที่สุดเช่นกัน
.
รางวัลมาแล้ว แต่เขาก็รู้ว่ารางวัลนั้นมาถึงก่อนเวลาที่สมควร
.
.
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าคิดต่อคือมันมีงานของ Kwan Hong Tan นักวิชาการจากสิงคโปร์ที่เพิ่งเผยแพร่บทความชิ้นหนึ่ง เขาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “Ontological Displacement” หรือการถูกแทนที่ในระดับตัวตน
.
มันคือสภาวะที่คุณสมบัติที่สังคมเคยยกย่องเสื่อมค่าลงเพราะมีระบบที่ทำสิ่งเดียวกันได้ในคุณภาพ ความเร็ว และขนาดที่เทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่า และเขาบอกว่ามันอาจจะเกิดขึ้นโดยที่การจ้างงานไม่กระทบเลยก็ได้
.
โดย Tan แยกภาวะนี้ออกเป็น 4 ขั้น
.
1. การถูกแทนที่ในระดับหน้าที่ (functional displacement) ซึ่งอันนี้เราคุ้นเคยดี งานที่คนเคยทำ ตอนนี้ AI ทำแทนได้แล้ว
.
2. การถูกแทนที่ในระดับสถานะ (status displacement) สิ่งที่เคยเป็นของหายากเช่นวุฒิการศึกษา สาขาความเชี่ยวชาญ หรือตัวตนทางอาชีพลดลง หลายคนใช้เวลาเป็นสิบๆ ปีเพื่อเชี่ยวชาญบางอย่างจนถูกยกว่าเป็นคนเก่งในสังคม วันนี้อาจจะพบว่าผลลัพธ์ระดับเดียวกันถูกสร้างได้ด้วย AI แม้งานยังอยู่ เงินยังเท่าเดิม แต่ความนับถือจากคนรอบข้างที่เคยติดมากับความสามารถนั้นจะลดลง
.
3. การถูกแทนที่ในระดับอำนาจตัดสินใจ (agency displacement) คนยังรับผิดชอบงานตามตำแหน่ง แต่พึ่งพาคำแนะนำของ AI ที่ตัวเองตรวจสอบและทำซ้ำเองไม่ได้แล้ว
.
4. การถูกแทนที่ในระดับการดำรงอยู่ (existential displacement) เมื่อความฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ และวิจารณญาณไม่ได้จำกัดอยู่แค่มนุษย์อีกต่อไป คำถามที่ตามมาคือแล้วความพิเศษของมนุษย์คืออะไร? ซึ่งก็เป็นคำถามที่ทั้งสังคมต้องตอบ
.
Tan อธิบายว่าภาวะที่อันตรายที่สุดคือช่วงเปลี่ยนผ่านที่เรากำลังขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมยังคงตั้งเงื่อนไขของคุณค่าของการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสังคมแบบเดิมอยู่ คือต้องเก่ง ต้องมีผลงาน ต้องพิสูจน์ฝีมือให้เห็น ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจเริ่มจะไม่ได้ต้องการสิ่งนี้เท่าเดิม
.
เงื่อนไข กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กำลังไปคนละทาง
.
โดยเขาเรียกระยะห่างนี้ว่า ‘meaning-legitimacy gap’ หรือ ‘ช่องว่างระหว่างความหมายกับความชอบธรรม’
.
สิ่งที่ตามมาคือสังคมที่เต็มไปด้วยผลิตผลที่เพิ่มมากขึ้นแต่คนข้างในกลับรู้สึกกลวงเปล่าและรู้สึกว่าจำเป็นน้อยลงเรื่อยๆ
.
สิ่งที่รุ่นน้องคนนั้นเจอคือช่องว่างตรงนี้ ที่ยังถูกวัดด้วยไม้บรรทัดอันเดิมและได้รางวัลจากมัน แต่มันไปวัดสิ่งที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำเลย
.
.
แต่ผมไม่ได้จะสรุปว่าอย่าใช้ AI นะครับ เพราะข้อสรุปแบบนั้นมันไม่จริงและแน่นอนว่าทำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
.
ผมมองว่าเส้นแบ่งของการทำงานร่วมกับ AI และยังให้ความรู้สึกว่างานมีความหมายคือความพยายามทางความคิดของเราที่ยังต้องคิด ต้องตัดสินใจ ต้องรับผิดชอบต่อแนวทางและร่างสุดท้ายของมัน
.
งานไหนที่เป็นตัวตนของเรา ที่เราอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนา สิ่งเหล่านี้เอามาทำเอง แล้วมันจะให้ความหมายกับเรา
.
ส่วนงานที่สั่งแล้วรอรับผลลัพธ์ แล้วหาเงินได้ มันอาจจะไม่ได้มีความหมายอะไรก็ได้ก็ให้ AI ทำ
.
ที่จริงเคยเขียนเรื่อง Job & Gym ไว้ อธิบายสั้นๆ คืองานที่ต้องการแค่ต้องการผลลัพธ์ เร็ว ถูก ใครทำก็ได้ ให้ AI ทำไปเลย (Job) แต่ถ้างานที่คุณค่าของคุณอยู่ในนั้น เป็นสนามฝึก เหมือนการเข้ายิมยกน้ำหนักให้ร่างกายแข็งแรง ให้เอามาทำเอง (Gym)
.
ปัญหาเลยอาจจะเป็นการแบ่งงานให้ชัดเจนมากกว่า
.
อ่านมาถึงตรงนี้ (กราบบบบ) ผมว่าน้องไม่ได้ต้องการคำปลอบใจหรอกว่าการใช้ AI เป็นทักษะอย่างหนึ่งนะ บลาๆๆ (ถึงแม้มันจะจริงก็เถอะ) เพราะคำปลอบแบบนั้นน่าจะไม่ได้ช่วยเรื่องสิ่งที่เขารู้สึกอยู่
.
แต่สิ่งที่เขาน่าจะต้องการคือการมองเห็นว่าความรู้สึกนั้นเป็นสัญญาณบางอย่าง ไม่ใช่ความอ่อนแอ ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นกำลังบอกว่ามีบางอย่างที่เขาให้คุณค่าจริงๆ แต่ยังไม่ได้ทำ และเขาก็สามารถเลือกได้ว่าจะเอาคุณค่าของตัวเองไปวางไว้ตรงไหน
.
หาให้เจอ กันงานส่วนนั้นไว้ ให้เป็นของเราเอง
.
- โสภณ ศุภมั่งมี
.
(บอกเลยว่ายาวมาก ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ กราบแนบอกงามๆ สามรอบ )

https://www.facebook.com/sopons/posts/10164944394289962
...

Sopon Supamangmee

Author

แหล่งอ้างอิง
* https://doi.org/10.3386/w35559
* https://doi.org/10.1007/s43681-020-00028-x
* https://doi.org/10.1093/qje/qjae044
* https://doi.org/10.1007/s00146-025-02772-2
* https://doi.org/10.5281/zenodo.22450661