วันอาทิตย์, กรกฎาคม 19, 2569

พิมพ์เขียวปฏิรูปราชการของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ นอกจากจะลูบหน้าปะจมูกใครต่อใครในที่สูงแล้ว ยังยากมากเนื่องจากโครงสร้างสังคมระบบอุปถัมภ์

พิมพ์เขียวปฏิรูปราชการของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ นี่เรียกได้ว่าเป็น ‘Tall order’ หรือหวังสูงมากๆ ทีเดียว อย่างเช่น การแช่แข็งอัตรากำลังพลภาครัฐ “จะไม่มีการเปิดอัตรากำลังใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว” เพราะนอกจากจะลูบหน้าปะจมูกใครต่อใครในที่สูงแล้ว

ยังเป็นงานที่ยากมากเนื่องจากโครงสร้างสังคมระบบอุปถัมภ์ จะเป็นกำแพงหินขวางกั้นให้ทำไม่สำเร็จ โดยเฉพาะที่ว่าคนรุ่นใหม่จะเลือกข้อเสนอรับเงินเดือนสูง ไม่มีบำนาญ และเกษียณแต่เนิ่นๆ เมื่ออายุ ๔๐ ปี น่าจะไม่สามารถทำได้ทันที ต้องยืดเวลาออกไป

อย่างไรก็ดี นี่ใช่ว่าจะเป็นการติเรือทั้งโกลนแต่อย่างใด หลักการที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายนำเสนอ เข้าท่าเข้าทีอยู่หลาย วิธีการ เช่น เกษียณแล้ว ‘ตำแหน่งหาย’ ไม่เปิดสอบเพิ่ม ไม่มีบรรจุใหม่ ถ้าทำมาแต่แรก ก็จะไม่มีทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นเกลื่อนเช่นทุกวันนี้

กรณีลูบหน้าปะจมูกที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่น กลายเป็นคำถามว่าหลักการที่ตั้งไว้ จะเอาไปใช้กับส่วนราชการแบบรัฐซ้อนรัฐ เช่น กองทัพ และส่วนราชการในพระองค์ได้ละหรือ ถ้าจะต้องละเว้นไม่เข้าไปแตะต้อง เท่ากับว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะได้ทำเพียงเสี้ยวเดียว

“เป้าหมายคือการรื้อทั้งระบบการจ้างงาน ค่าตอบแทน และสวัสดิการทั้งระบบ” ตรงนี้แหละที่ทำให้ฉุกคิดว่าที่เสนอมาไม่ใช่พิมพ์เขียว จนกว่าประชาชนจะได้เห็นรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจนจริงๆ ดีไม่ดีเมื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรีในเดือนตุลานี้ อาจไปตกม้าตายตรงนั้นก็ได้

อีกข้อหนึ่งที่แผนการนำเสนอว่า “ทบทวนตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีแทนคน” ยิ่งน่ากังขาเข้าไปอีก ไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยี่ที่จะเอามาใช้แทนนั้นมีพร้อมเพียงใด แล้วคนที่จะถูกแทนเขาจะยอมง่ายๆ ไหม จากหลักที่บอกไว้รอให้เกษียณก่อนแล้วไม่จ้างใหม่ รอนานเท่าใด

ส่วนเรื่อง เบี้ยหัวแตกงบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ จะกำจัดพฤติกรรม ชอปปิ้งด็อกเตอร์ที่ข้าราชการ ๑ คน เดินสายหาหมอ ๓ แห่ง ค่ายาพุ่งเป็นสามเท่า และระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ นั้นก็สามารถทำได้เลยอยู่แล้ว ไม่ต้องรอ ครม.อนุมัติก็ได้ มิใช่หรือ

เอาแค่ปัญหารับรองสิทธิ์ สวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่งมีการประกาศแล้วเสียงบ่นหลายคนถูกตัดสิทธิไปโดยไม่สมควร เรื่องนี้ ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้ว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลวางแผนมาแต่ต้น ที่จะลดจำนวนผู้ใช้สิทธิให้เหลือแค่ ๙-๑๐ ล้านคน หรือเปล่า

เพราะตัวงบประมาณปีนี้ที่ตั้งไว้แค่ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ลดจาก ๕ หมื่นล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่คนที่ตกคุณสมบัติเป็นผู้เดือดร้อนจริง ข้อมูลของพวกเขาไม่ถูกต้อง บางคนจู่ๆ ก็ถูกระบุว่ามีรถเพราะโดนเอาชื่อไปสวมสิทธิ หรือมีที่ดินเพิ่มเกินเกณฑ์สิบไร่

เป็นได้เพราะความผิดพลาดไม่ตั้งใจ (แต่ระบบเป็นเช่นนี้เอง) หรือเพราะรัฐคัดกรองคนออกให้สอดรับกับงบประมาณที่ขาดแคลน เป็นไปได้ทั้งนั้น ประเด็นอยู่ที่ประสิทธิภาพการบริหารจัดการในรัฐบาลยังต่ำเตี้ย แล้วเผ่นไปคิดปฏิรูปแบบฝันสูงเสียนี่

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/2xQmKwnZ8 และ https://www.facebook.com/NationOnline/posts/2stDtp6tit)