วันอังคาร, กรกฎาคม 14, 2569

ประเด็นเรื่อง "การลักลอบนำกัญชาจากไทยไปอังกฤษ" จากการสัมภาษณ์อำลาตำแหน่งของ มาร์ค กูดดิ้ง (Mark Gooding) มีรายละเอียดที่รัฐบาลไทยต้องสนใจ เพราะอาจกลายเป็นโจทย์การทูตและประเด็นความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศได้



เรื่องกัญชา

เราจับกุมคนเกือบ 1,000 คนที่สนามบินอังกฤษจากการพยายามลักลอบนำกัญชาเข้าในปี 2025 และปริมาณที่ยึดได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่า นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลังจากประเทศไทยปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด ตัวเลขเหล่านี้คิดเป็นมากกว่า 80% ของการยึดกัญชาในสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้นจากแทบเป็นศูนย์เมื่อ 3-4 ปีก่อน เราพูดคุยกับทางการไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายปี รัฐบาลไทยปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด โดยมีระเบียบที่ตั้งใจให้ใช้เพื่อการแพทย์ แต่การส่งออกโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นสิ่งผิดกฎหมาย คำถามที่ผ่านมาคือทางการไทยจะทำอะไรได้บ้างเพื่อหยุดไม่ให้ผู้คนลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศ เมื่อวานนี้ (8 ก.ค. 2569) เราจัดแถลงข่าวกับกรมศุลกากร ประกาศมาตรการค่าปรับใหม่เป็น 30,000 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับผู้ที่ถูกจับได้ว่าพยายามลักลอบนำกัญชาออกจากไทย มีคนจำนวนหนึ่งถูกจับกุมแล้วภายใต้การบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้น ผมหวังว่าสิ่งนี้จะมีผลยับยั้งอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ชัดเจนว่านี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีบทลงโทษร้ายแรง

อ่านบทสัมภาษณ์เต็มทั้งหมดได้ที่
https://www.the101.world/mark-gooding-interview/
.....

เพิ่มเติม

หากวิเคราะห์จากข้อความนี้ จะเห็นประเด็นสำคัญ 3 ส่วนหลัก ๆ คือ:

ความพยายามในการควบคุม: มีการพูดคุยและประสานงานระหว่างรัฐบาลอังกฤษและทางการไทยมาอย่างต่อเนื่องหลายปีเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายนี้

เจตนารมณ์ vs ความเป็นจริง: ทูตชี้ให้เห็นว่าแม้เจตนาเดิมของรัฐบาลไทยคือการปลดล็อกเพื่อ "ประโยชน์ทางการแพทย์" แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้เกิดการลักลอบส่งออกโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งในไทยและประเทศปลายทาง

ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมาย: คำถามสำคัญที่ทูตทิ้งท้ายไว้คือ "มาตรการเชิงรุก" ของทางการไทยที่จะควบคุมไม่ให้กัญชาทะลักออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและกฎหมายยาเสพติดของประเทศอื่น ๆ ที่กัญชายังเป็นสิ่งผิดกฎหมายเข้มงวด
.....

รายละเอียดและสถิติที่น่าสนใจเพิ่มเติม

1. สถิติการจับกุมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ปริมาณและจำนวนคน: ในปี 2025 ทางการอังกฤษสามารถจับกุมผู้ที่พยายามลักลอบนำกัญชาเข้าประเทศที่สนามบินได้เกือบ 1,000 คน โดยปริมาณกัญชาที่ยึดได้พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 30 เท่า

สัดส่วนการทะลัก: ปัจจุบัน มากกว่า 80% ของกัญชาทั้งหมดที่ถูกยึดได้ในสหราชอาณาจักร มีต้นทางมาจากประเทศไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่แทบจะเป็นศูนย์ (0%) ในช่วง 3-4 ปีก่อนที่จะมีการปลดล็อกกัญชาในไทย

2. โมเดลธุรกิจของขบวนการอาชญากรรม (ล่อซื้อด้วย "ตั๋วเที่ยวฟรี")

ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติได้เปลี่ยนรูปแบบการว่าจ้าง โดยหันมาใช้กลยุทธ์ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Telegram เพื่อรับสมัครคน (ส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษหรือนักท่องเที่ยว) โดยยื่นข้อเสนอสุดดึงดูดใจ:

"บินฟรี เที่ยวฟรี" ออกค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และค่าอาหารให้ทั้งหมดในประเทศไทย

แถมเงินพกกระเป๋า (Pocket Money) ให้ใช้

เงื่อนไขเดียว: ต้องยอมขนกัญชากลับไปในกระเป๋าเดินทาง หรือแฝงไปกับพัสดุสิ่งของ (เช่น สำแดงเท็จว่าเป็นหมอน หรืออาหารเสริม)

3. ความร่วมมือระหว่างไทยและอังกฤษ (มาตรการเชิงรุก)

มาร์ค กูดดิ้ง และสำนักงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งชาติของอังกฤษ (NCA) ได้เข้าพบและทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รวมถึงกรมศุลกากร และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อสกัดกั้นขบวนการนี้:

การยกระดับการตรวจค้น: เพิ่มความเข้มงวดในการสแกนและตรวจสอบสัมภาระฝั่งขาออกที่สนามบินในไทย

บทลงโทษที่รุนแรง: ทางการไทยได้กำหนดค่าปรับสำหรับการลักลอบส่งออกกัญชาโดยผิดกฎหมายอยู่ที่ 30,000 บาทต่อกิโลกรัม

การแชร์ข้อมูล: ร่วมมือกันฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานในการวิเคราะห์และตรวจจับสารเสพติด รวมถึงการแชร์ฐานข้อมูลของเครือข่ายข้ามชาติ

คำเตือนและข้อกฎหมายที่ทูตอังกฤษเน้นย้ำ: แม้กัญชาจะถูกควบคุมหรือปลดล็อกเพื่อการใช้งานในประเทศภายใต้กฎระเบียบของไทย แต่การส่งออกโดยไม่มีใบอนุญาตถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในไทย และเมื่อนำเข้าสู่สหราชอาณาจักร จะถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายอังกฤษ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 14 ปี

การปลดล็อกกัญชาของไทยจึงไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในมิติเศรษฐกิจหรือสาธารณสุขภายในประเทศเท่านั้น แต่กลายเป็นโจทย์การทูตและประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศที่ไทยต้องร่วมมือกับมิตรประเทศอย่างอังกฤษเพื่ออุดช่องว่างของกฎหมายนี้