วันเสาร์, พฤษภาคม 02, 2569

ดูเหมือนว่าทรัมป์จะไม่ปฏิบัติตามกรอบเวลา 60 วันที่กำหนดให้ประธานาธิบดีต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเพื่อประกาศสงคราม โดยอ้างว่า "การสู้รบได้ยุติลงแล้ว" ในทางเทคนิค เพราะไม่มีการยิงตอบโต้กันโดยตรง (มีการพักรบ)









https://x.com/CBSNews/status/2050275602725282037

สถานการณ์ได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เมื่อเส้นตายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ได้ล่วงเลยไปแล้ว ขณะนี้รัฐบาลของทรัมป์กำลังใช้กลยุทธ์ทางกฎหมายเฉพาะเจาะจงเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด 60 วันที่กำหนดไว้ในมติว่าด้วยอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) ปี 1973

แทนที่จะขอขยายเวลาอย่างเป็นทางการออกไปอีก 30 วัน หรือขออนุมัติการใช้กำลังทหาร (AUMF) ทางรัฐบาลกลับโต้แย้งว่านาฬิกานับถอยหลัง 60 วันนั้นได้ถูก "รีเซ็ต" หรือ "หยุดชั่วคราว" ลงแล้วอย่างมีผลในทางปฏิบัติ

กลยุทธ์ปัจจุบันของรัฐบาล

ข้ออ้างเรื่อง "การยุติการสู้รบ": เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งจดหมายถึงไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำระดับสูงในวุฒิสภา โดยอ้างว่า "การสู้รบ" กับอิหร่านนั้นได้ยุติลงแล้วในทางเทคนิค

ช่องโหว่เรื่องการหยุดยิง: พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษาทางกฎหมายประจำทำเนียบขาว โต้แย้งว่าเนื่องจากไม่มีการยิงตอบโต้กันโดยตรงนับตั้งแต่มีการหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เมษายน ดังนั้น "นาฬิกา" ทางกฎหมายจึงหยุดเดินแล้ว ด้วยตรรกะนี้ การโจมตีใดๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคตจะถือเป็นการปฏิบัติการ "ครั้งใหม่" ไม่ใช่การสานต่อจากการรณรงค์ทางทหารเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

นิยามของคำว่า "สงคราม": รัฐบาลได้หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "สงคราม" ในเอกสารทางกฎหมายมาโดยตลอด โดยเลือกใช้ถ้อยคำอื่นแทน เช่น "ปฏิบัติการแบบจำกัดวง" หรือ "การเคลื่อนไหวทางทหาร" เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร?

การ "หยุดชั่วคราว" ของการสู้รบนั้นเป็นสถานการณ์ที่เปราะบาง และความขัดแย้งทางกฎหมายนี้มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในหลายรูปแบบ ดังนี้:

1. ความขัดแย้งทางรัฐธรรมนูญ

หากมีการกลับมาปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า 48 ชั่วโมงรอบใหม่ หรือหากสหรัฐฯ ยังคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อไป (ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนนิยามว่าเป็น "การสู้รบ") คาดว่าพรรคเดโมแครตและกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันกลุ่มเล็กๆ (นำโดยวุฒิสมาชิก Rand Paul และ Susan Collins) จะออกมาโต้แย้งว่าประธานาธิบดีกำลังละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางอย่างชัดแจ้ง ซึ่งสถานการณ์นี้อาจนำไปสู่:

การฟ้องร้องดำเนินคดี: กลุ่มสิทธิพลเมืองหรือสมาชิกสภาคองเกรสอาจพยายามยื่นฟ้องรัฐบาล แม้ว่าในทางประวัติศาสตร์แล้ว ศาลมักจะลังเลที่จะเข้าแทรกแซงในประเด็นที่เป็น "คำถามทางการเมือง" เกี่ยวกับสงครามก็ตาม
การตัดงบประมาณ: รัฐบาลได้ใช้จ่ายงบประมาณไปกับความขัดแย้งนี้แล้วเป็นจำนวนเงินโดยประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอาจพยายามใช้ "อำนาจในการควบคุมงบประมาณ" เพื่อขัดขวางคำขอเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับการปฏิบัติการในอิหร่านในอนาคต

2. วงจร "การยับยั้ง"

แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะผ่านมติอำนาจสงครามฉบับใหม่เพื่อบังคับให้ถอนกำลัง แต่ประธานาธิบดีได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้สิทธิ์ยับยั้ง เนื่องจากต้องใช้เสียงข้างมากสองในสามเพื่อล้มล้างการยับยั้ง และการลงคะแนนในปัจจุบันส่วนใหญ่แบ่งตามแนวพรรคการเมือง ฝ่ายบริหารจึงน่าจะมีข้ออ้างทางการเมืองที่จะดำเนินการปฏิบัติการต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด

3. การเปลี่ยนไปสู่สงคราม "เขตสีเทา"

เพื่อป้องกันไม่ให้ "นาฬิกา" เริ่มเดินใหม่ สหรัฐฯ อาจเปลี่ยนไปใช้ปฏิบัติการทางทหารทางอ้อมมากขึ้น ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ "การสู้รบ" ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติปี 1973 เช่น:

การปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

การสนับสนุนด้านข่าวกรองและโลจิสติกส์สำหรับการโจมตีของอิสราเอล

การโจมตี "ป้องกันตนเอง" ที่รายงานว่าเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยวมากกว่าการรณรงค์

หมายเหตุ: มติอำนาจสงครามอนุญาตให้ขยายเวลาได้เพียง 30 วันเท่านั้น หากประธานาธิบดีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจำเป็นต้องใช้เวลาดังกล่าวเพื่อ "การถอนกำลังทหารอย่างปลอดภัย" เนื่องจากฝ่ายบริหารปฏิเสธที่จะเรียกสิ่งนี้ว่าการถอนกำลังทหาร จึงได้ปฏิเสธที่จะใช้ข้อกำหนดเฉพาะนี้

ตารางสรุป: กำหนดเวลาสำคัญและสถานะ

28 ก.พ. 2026
การโจมตีอิหร่านระลอกแรก
เริ่มเกิดการสู้รบ

2 มี.ค. 2026
การแจ้งอย่างเป็นทางการต่อสภาคองเกรส
เริ่มนับถอยหลังกรอบเวลา 60 วัน

7 เม.ย. 2026
เริ่มมีผลบังคับใช้การหยุดยิง
ฝ่ายบริหารอ้างว่ามีการ "หยุดพัก" การนับเวลาชั่วคราว

1 พ.ค. 2026
ครบกำหนดเส้นตาย 60 วัน
ฝ่ายบริหารอ้างว่าการสู้รบได้ "ยุติลงแล้ว"