วันจันทร์, กันยายน 12, 2565

นักแปลคือผู้ทรยศ(ต่ออำนาจ) คอนเซ็ปต์นี้น่าสนใจมาก


“Traduttore, traditore”- ‘The translator is a traitor’ ภาพจาก The GSAL Journal

Tomorn Sookprecha
11h

เมื่อวานไปแจมนำเสนอในคลาสสอนการแปลของพี่ชิ้น - อ.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้แปล Sapiens แล้วเลยอยากบันทึกถึงสิ่งที่ว่าไว้ในคลาส
.
คลาสเมื่อวานทำให้นึกถึงประโยคภาษาอิตาเลียน ว่า Tradutore, Traditore ซึ่งหมายถึง The Translator is a traitor หรือ 'นักแปลคือผู้ทรยศ'
.
ประโยคนี้จำได้ติดใจเลย ตั้งแต่ อ.นพพร ประชากุล นำมาสอนเอาไว้เมื่อสักยี่สิบปีก่อนเห็นจะได้ คำพูดนี้ไม่ได้แปลว่านักแปลเป็นคนชั่วนะครับ แต่มันหมายถึงนักแปลเป็นคนที่จะอย่างไรก็ตามก็ไม่อาจสร้างการแปลที่สมบูรณ์แบบเหมือนการอ่านภาษาต้นทางได้หรอก ดังนั้นจะมากหรือน้อย นักแปลก็ได้ 'ทรยศ' ต้นฉบับอยู่ดี
.
เวลาทำงานแปล เรามักจะอยากทำให้เกิด Perfect Translation หรือการแปลที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา แต่คำถามก็คือ คำว่าสมบูรณ์แบบนั้น มันสมบูรณ์แบบตาม 'ความหมาย' และ 'นิยาม' ของใคร
.
อ. นพพร พูดถึงการแปลอย่างน้อยก็สองแบบ แบบหนึ่งคือการแปลที่เมื่อแปลแล้วสามารถ 'แปลกลับ' ได้ตรงๆ เลย ซึ่งใช้ได้กับการแปลบางรูปแบบ โดยเฉพาะการ 'แปลคำ' ในการใช้ภาษาที่เป็นทางการ และการแปลอีกแบบที่หากอยากให้ปลายทางรู้เรื่องหรือเข้าใจความหมาย ก็ต้องแปลในแบบที่ไม่อาจแปลกลับได้
.
ตัวอย่างที่ อ. นพพร ยกขึ้นมาในคลาส ก็คือวลี A penny for your thougts ซึ่งถ้าแปลตรงเพื่อให้แปลกลับได้ ก็ต้องแปลว่า หนึ่งเพนนีสำหรับความคิดของคุณ - ซึ่งอาจไม่รู้เรื่อง สู้การแปลแบบที่สองว่า - คิดอะไรอยู่, ไม่ได้ แต่การแปลแบบที่สองนี้จะไม่สามารถแปลกลับไปเป็นภาษาต้นทางได้อย่างถูกต้องตรงเป๊ะ ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการแปล 'แบบไหน' ซึ่งทั้งสองแบบจะมีลักษณะที่มัน 'ทรยศ' ต่อต้นทางอยู่ในระดับหนึ่งทั้งคู่
.
ตอนหลัง มาอ่านเจอว่า เคยมีกวีและนักแปลในศตวรรษที่ 17 ชื่อ จอห์น ไดรเดน (John Dryden) พูดถึงการแปลเอาไว้ว่า มันมีอยู่ 3 แบบ (หรือจะเรียกว่า 3 School ก็ได้)
.
แบบแรกก็คือการแปลโดยใช้ฐานแบบ 'คำต่อคำ' ซึ่งไดรเดนเรียกว่า Metaphrase ซึ่งก็คือการถอดคำกันออกมา ทำให้แปลเสร็จแล้วสามารถแปลกลับได้ ก็คือวิธีแปลแบบแรกที่ อ. นพพร เคยสอน แบบนี้ไดรเดนบอกว่า เป็นการแปลที่ 'ซื่อสัตย์' ต่อ 'คำ'
.
แบบที่สองของไดรเดนเรียกว่า Paraphrase ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคือการ 'เปลี่ยน' อะไรบางอย่าง นั่นคือไม่ได้แปลโดยใช้ฐานจาก 'คำ' แต่เป็นการแปลโดยใช้ฐานจาก 'ความหมาย' ของมัน ไดรเดนบอกว่าเป็นการแปลท่ี 'ซื่อสัตย์' ต่อ 'ความหมาย' ซึ่งเมื่อแปลออกมาแล้วอาจไม่ตรงกับการแปลแบบแรกก็ได้
.
การแปลแบบที่สามคือ Imitation อันนี้จะเรียกว่าเป็นการแปลหรือเปล่า ไดรเดนก็บอกว่าต้องถกเถียงกัน เพราะคือมันคือการแปลแบบ 'หลวมๆ' อาจจะมีการดัดแปลง ตัดทอน เปลี่ยนโน่นนี่ ซึ่งการแปลแบบนี้ อ. ชิ้น ก็ได้ยกตัวอย่างการแปลเรื่อง กามนิต-วาสิฏฐี พอดี ว่าผู้แปลไม่ได้แปลทั้งหมด แต่ 'ตัด' บางตอนที่ผู้แปลเป็นว่าไม่เหมาะสมออกไป หรือถ้าย้อนกลับไปในยุคก่อน นักแปลหลายคนก็ 'ดัดแปลง' นิยายบางเรื่องให้เป็นแบบไทยๆ (เช่น เคหาสน์มืดกับ Rebecca) แบบนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็น Imitation ได้ แต่ถามว่าเราจะเรียกว่าเป็นการแปลแบบที่สามได้หรือไม่ ก็ต้องถกเถียงกัน
.
เรื่องที่หนึ่งที่ได้ยกตัวอย่างให้ในคลาสฟัง ก็คือการแปลซอนเน็ต (Sonnet) ของเชคสเปียร์ท่อนหนึ่ง ซึ่งเปรียบเทียบตัวละครว่ามีความสดชื่นเหมือนฤดูร้อน แต่พอมีกวีชาวอิสราเอลคนหนึ่งแปลซอนเน็ตท่อนนี้ออกมาเป็นภาษาฮีบรูว์ เธอก็กลับเลือก 'เปลี่ยน' ฤดูร้อนของเชคสเปียร์เป็นฤดูใบไม้ผลิ ก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันขนานใหญ่
.
เหตุผลที่เปลี่ยนจากฤดูร้อนเป็นฤดูใบไม้ผลิ เป็นเพราะฤดูร้อนของเชคสเปียร์นั้นอยู่ในอังกฤษ มันจึงให้ความสดชื่นรื่นรมย์ แต่พอมาเป็นอิสราเอล ฤดูร้อนในทะเลทรายเป็นอีกแบบ ผู้แปลเลยให้เหตุผลว่าต้องการรักษา 'ความ' ของมันเอาไว้ ไม่ใช่ 'คำ' และฤดูที่ให้ความรู้สึกสดชื่นแบบเดียวกับในบทกวีต้นทาง ก็คือฤดูใบไม้ผลิ เธอจึงเลือกแปลเช่นนั้น ซึ่งถ้าหากคิดแบบเดียวกัน เวลาแปลเป็นไทยก็อาจต้องเป็นฤดูหนาว - อะไรแบบนี้เป็นต้น
.
ดังนั้น การพูดว่านักแปลคือผู้ทรยศ จึงเป็นคำพูดที่แหลมคมเอามากๆ
.
ในคลาสของ อ. นพพร อาจารย์ให้ลองแปลประโยค Tradutore, Traditore เป็นภาษาไทย คือถ้าแปลแบบ Metaphrase ก็ต้องแปลว่า นักแปลคือผู้ทรยศ (ซึ่งจะแปลกลับได้) แต่ที่ยากกว่า ก็คือการแปลแบบ Paraphrase ซึ่งสามารถแปลได้หลายอย่าง
.
ตอนที่เห็นประโยคนี้ในคลาสของ อ. นพพร ใจก็นึกถึงหนังสือแปลเรื่อง 'ฟ้าสาง ดาวสูญ' ของนากิบ มาห์ฟูซ นักเขียนโนเบลชาวอียิปต์ ที่มีการแปลเป็นไทย จำได้ว่าในฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกที่ซื้อมาอ่านตั้งแต่ตอนเด็กๆ ผู้แปลมีสองท่าน ท่านแรกคือคุณ บูลศิลป์ โฉมปราง เขียนว่าเป็นผู้ 'แปล' ส่วนอีกท่านหนึ่งคือ แคน สังคีต ซึ่งใช้ว่าเป็นผู้ 'แปร'
.
ตอนนั้นทึ่งมากกับการเล่นคำระหว่าง 'แปล' กับ 'แปร' แล้วเลยจำได้ติดใจ พออาจารย์ให้แปลประโยคนี้ ก็เลยแปลว่า 'นักแปลคือนักแปร' ทำให้อาจารย์ชมว่าที่อาจารย์เคยแปลไว้คือ 'นักแปลคือนักแปลง' ซึ่งคล้ายกันเลย (ตอนนั้นดีใจมากๆ ที่ได้คำชมจาก อ. นพพร)
.
อีกเรื่องที่อยากบันทึกไว้ก็คือ การแปลนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะมันคือกระบวนการ Democratization หรือทำให้ 'ความรู้' มีลักษณะเป็น 'ประชาธิปไตย' แบบหนึ่งด้วย เพราะสมัยก่อนโน้น ทั้งไบเบิล ทั้งตำราแพทย์ ตำรากฎหมาย จะเขียนเป็นภาษาละตินเป็นส่วนมาก ทำให้คนส่วนใหญ่ 'เข้าไม่ถึง'
.
จะเห็นว่าทั้งพระ หมอ และผู้ปกครองบ้านเมือง (ที่ใช้กฎหมาย) ต่างมี 'อำนาจ' เหนือ 'สาส์น' ที่อยู่ในภาษาที่คนอ่านไม่ออก (คือละติน) ทั้งนั้น คนสามกลุ่มนี้จึงสามารถ 'ชี้เป็นชี้ตาย' สังคมได้ พระ หมอ และผู้ปกครองบ้านเมืองถือสิทธิที่ตัวเองเข้าถึงความรู้ในตำราต่างๆ แบบมีเอกสิทธิ์ แล้วเลย ชี้นำทุกอย่างได้
.
การแปลความรู้เหล่านี้เกิดขึ้นแถวๆ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทำให้คนเริ่มเข้าถึงความรู้ การแปลจึงช่วย Democratize ความรู้ ยิ่งเมื่อเกิดเทคโนโลยีการพิมพ์ขึ้นมา ความรู้ก็ยิ่งแพร่หลายออกไปมากขึ้น
.
จำได้ว่า ตอนเด็กๆ เคยอ่านเจอที่ไหนไม่รู้บอกว่า ถ้ามีการแปลพระคัมภีร์ไบเบิลออกไปจนครบทุกภาษาในโลกแล้ว โลกจะถึงกาลวิบัติ ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมี notion แบบนั้นกัน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ามันคือการต่อสู้เชิงอำนาจ ระหว่างชนชั้นปกครองอย่างผู้มีอำนาจในศาสนจักร กับการเข้าถึงความรู้ของคนทั่วไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึง 'ความกลัว' ของผู้มีอำนาจแบบเก่าๆ นั่นเอง
.
ถ้าบอกว่านักแปลคือผู้ทรยศ การแปลในความหมายที่ช่วย Democratize โลกและสังคมในประวัติศาสตร์การแปล ก็น่าจะทำให้นักแปลเป็นต้นธารแห่งการขบถต่ออำนาจไปด้วย
.
เอาไว้ค่อยเก็บเรื่องนี้มาเขียนยาวๆ อีกทีดีกว่า