วันศุกร์, พฤษภาคม 13, 2565

ประวิตร โรจนพฤกษ์ สัมภาษณ์ทนายอานนท์ เนื้อล้วนล้วน


Pravit Rojanaphruk
14h ·

(English in the link below)
ผมสัมภาษณ์ อานนท์ นำภา เนื้อๆตอบเต็ม 7 คำถาม เชิญอ่านยาวๆ
1) ชีวิตออกจากเรือนจำครั้งนี้ต่างจากออกมารอบแรกอย่างไรบ้าง? เห็นโพสต์บอกว่าอีก 2 เดือนอาจต้องกลับเข้าคุกใหม่ ทำไม?
ตอบ ทุกคนรวมทั้งผมด้วยออกมาครั้งนี้นิ่งขึ้น คือตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเรือนจำ พวกเรามีเวลาครุ่นคิดมากขึ้นถึงแนวทางการต่อสู้ และครั้งนี้พวกเรามีประสบการณ์ในการอยู่คุก ดังนั้นจึงอยู่และออกมาแบบไม่รู้สึกอะไรมาก ส่วนที่บอกว่าได้ออกมาเพียงสองหรือสามเดือนอาจต้องกลับเข้าไปใหม่ก็เพราะศาลให้ประกันพวกเราภายในกรอบเวลา คือจะต้องไปต่อสัญญาใหม่หลังจากนี้สามเดือน ประกอบกับพวกเราประเมินสถานการณ์ว่าการเมืองน่าจะเข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ดังนั้นพวกเราจึงคิดว่าถ้าหากสถานการณ์การเมืองมันสุกงอมรัฐเองก็คงพยายามที่จะเอาพวกเราเข้าไปเก็บ หมายถึงไม่ให้พวกเราออกมาเคลื่อนไหวหรือเป็นผู้นำในการต่อสู้เรียกร้องหรือชุมนุมอะไรบางอย่าง ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นความจริงตอนนี้กระแสการต่อสู้การเรียกร้องมันไปไกลกว่านั้นและกว้างกว่านั้นทุกคนสามารถออกมาเคลื่อนไหวได้ไม่จำเป็นต้องมีการนำแต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่ารัฐบาลเค้าไม่มองเช่นนั้นเค้ามองว่าม็อบจะต้องมีการนำจะต้องมีคนชี้นำและนั่นคือความซวยของพวกเรา
2) ม็อบแบบมวลชนเยอะหายไปไหน? ทำไม?
เรื่องม็อบนั้นผมคิดว่ามันไม่ได้หายไปไหน แต่ว่าการเคลื่อนไหวมันใช้พื้นที่อื่นที่ไม่ใช่การลงท้องถนนในช่วงนี้ เหตุผลสำคัญคือการแพร่ระบาดของไวรัส covid ผมที่ว่าช่วงนี้คนยังไม่พร้อมที่จะลงถนน แต่ว่าถ้าดูจากกระแสการแสดงออกทางการเมืองในทางโซเชียลเน็ตเวิร์ค ดูจากการเรียกร้องหรือว่าการระดมทุนต่างๆมวลชนเรายังมีจำนวนมาก แล้วก็น่าจะค่อยๆมากขึ้นด้วย ถามว่าแล้วม็อบใหญ่ๆมันจะกลับมาอีกครั้งไหม ผมคิดว่าเมื่อสถานการณ์มันถึงจุดที่ต้องใช้คนในการลงถนนเพื่อ คนก็จะกลับมาลงท้องถนนเหมือนเดิมครับ คนรอลงถนนเมื่อเชื่อว่าถึงเวลาแตกหัก คือเมื่อสถานการณ์สุกงอม
3) การต่อสู้เรื่องปฎิรูปสถาบันฯตอนนี้อยู่ในขั้นไหน? ยังดำเนินต่อหรือไม่?
ขั้นตอนต่อไปเราพยายามที่จะนำเสนอกฎหมายเป็นร่างกฎหมายเพื่อเสนอเข้าไปในรัฐสภา อย่างเช่นตอนนี้ก็มีการยกร่างแล้วก็ระดมรายชื่อให้มีการยกเลิกมาตรา 112 และก็อยู่ในขั้นตอนของการล่ารายชื่อ ส่วนถามว่าตอนนี้ขั้นตอนการปัจจุบันอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าในส่วนของที่มันเป็นกฎหมายก็ทำไป แต่ว่าส่วนที่มันเป็นการทำความเข้าใจกับสังคมหรือว่าทำให้คนอื่นรู้มากขึ้น ผมคิดว่ามันก็ยังอยู่ในช่วงที่ต้องทำงานอยู่นะครับ แล้วก็การต่อสู้ในข้อเรียกร้องทุกอย่างเราก็จะพยายามนำมาสู่การถกเถียงให้มากขึ้น เราคิดว่ามันสามารถเปิดพื้นที่ระดับหนึ่งแล้วครับ
4) คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเอียงไปทางสาธารณรัฐนิยมในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำไม? คุณมีอะไรอยากจะบอกพวกเขารวมทั้งผู้มีอำนาจ?
เรื่องนี้พูดยากเพราะว่ามันมีข้อจำกัดในทางกฎหมายที่ให้เราพูดได้ไม่หมดนะครับ ซึ่งถามว่าในขบวนคนรุ่นใหม่มันมีคนที่มีแนวคิดไปทางนั้นจริงหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ามันมีมีระดับหนึ่งนะครับ แต่ก็ไม่ได้มากเป็นจนเป็นนัยยะอะไร ถามว่าทิศทางมันจะเป็นยังไง ผมคิดว่าเรายังยึดมั่นในการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอยู่นะครับ เราหวังว่าผู้มีอำนาจจะฟังเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้พวกเรามีความจริงจังและจริงใจในการนำเสนอ พูดถึงปัญหาและก็วิธีการแก้ปัญหา อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยเปิดใจแล้วก็พูดกับพวกเราครับ
5) อนาคตคุณ ถ้าไม่ติดคุกยาว แผนการคืออะไร? จะยังคงเป็นทนาย? เล่นการเมือง หรืออื่น?
เพราะผมไม่มีโปรแกรมในการเล่นการเมือง ออกมาก็ทำอาชีพทนายความก็น่าจะเป็นเป็นสิ่งที่จะต้องทำต่อไปแล้วก็คงทำงานอื่นๆนะครับเพื่อเลี้ยงชีพแล้วก็ทำงานให้มันเพื่อสังคมเหมือนเดิมนะครับ ก็คือใช้ชีวิตปกตินะครับแล้วก็อาจจะมีการพบปะแลกเปลี่ยนกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วก็เป็นแนวทางในการทำงานร่วมกันครับ
6) การได้ประกันตัวออกมา ถือว่าชีวิตมีอิสรภาพหรือไม่อย่างไร?
อันนี้มันแน่นอนอยู่แล้วเพราะว่าอยู่นอกคุกมันก็มีอิสระมีเสรีภาพมากกว่าในคุก เราสามารถทำอะไรได้หลายๆอย่างน้อยเห็นว่าการพบปะผู้คนการรับรู้ข่าวสารเราก็มีอย่างเต็มที่นะครับ แต่ว่าในขณะเดียวกันตอนที่เราอยู่ในคุกมันไม่สามารถทำเรื่องพวกนี้ได้นะครับ เราถูกจำกัดในหลายเรื่องนะครับ สำคัญที่สุดก็คือที่ว่าการอยู่นอกมันเป็นโอกาสในการแสวงหาพยานหลักฐานในการสู้คดีในการเตรียมคดีที่จะสู้เพราะว่าพวกเรามีคดีความรวมกันอยู่ทุกคน หลายสิบคดี ออกมาก็พวกเราก็จะมีโอกาสได้ทำในส่วนนี้
7) ล่าสุดคุณเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยมีนโนบายปฏิรูปสถาบันฯด้วย คุณคิดว่าจะเกิดขึ้นไหม? และทำไมเพื่อไทยจึงยังไม่มีนโยบายนี้ ทั้งๆที่ผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมิน้อยต้องการเห็นการปฏิรูปสถาบันฯ?
ในฐานะที่ทำงานกับขบวนผมคิดว่าเราต้องพยายามขายของในความหมายที่นี้คือขายความคิดขายความฝันให้กับทุกพรรคการเมืองเพื่อให้ทุกพรรคการเมืองนำเอาความคิดความฝันของพวกเราไปเป็นนโยบายของพรรคและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านทางรัฐสภา ตอนนี้ผมยอมรับว่าพวกเรายังไม่สามารถเอาความฝันของพวกเราไปขายให้กับพรรคการเมืองได้ทุกพรรคจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ผมคิดว่าพวกเราต้องพยายามทำต่อไปเพื่อหาทางออกให้กับสังคมอย่างสันติเพราะถ้าข้อเสนอเหล่านี้ไม่ถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของพรรคการเมืองแล้วปล่อยให้การเรียกร้องลงไปสู่ท้องถนนจุดนี้ต้องยอมรับความจริงว่ามันเสี่ยงมากเพราะอย่าลืมว่าสังคมเรามีประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยดีนักกับการจัดการการชุมนุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมที่มีความแหลมคมในข้อเสนออย่างการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
อย่างไรก็ตามผมคิดว่าทุกพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยตอนนี้ต้องการเสียงสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ผมคิดว่าถ้าเรามีเวลาพอสมควรในการอธิบายชี้แจงก็เป็นไปได้ที่พรรคการเมืองนั้นจะซื้อความคิดของพวกเราแน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องทำงานต่อไปอย่างขมักเขม้น
English >> https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=377464044426110&id=100064875510284
#ป #อานนท์ #ยกเลิก112