‘หมอปลา’ ก็อย่างหนึ่ง อุตริเป็น ‘มือปราบสัมภเวสี’ เที่ยวไล่ล่าพระบ้านนอกโด่งดังแล้วเหลิง ไม่ตรวจทานแหล่งข่าวและผู้แจ้งเบาะแสว่าเชื่อได้หรือไม่เสียก่อน นักข่าวก็พอกัน ‘หิวข่าว’ เสียจนไม่ดูตาม้าตาเรือ จนเลยเถิด สร้างหลักฐานขึ้นเอง
ประกาศลงโทษนักข่าวสาวของเวิร์คพ้อยต์ “พ้นสภาพการเป็นนักข่าว” ในความผิดข้อ ๓ ที่ว่า “ตัดสินใจร่วมกับสื่อสำนักอื่นและแหล่งข่าวในการสร้างหลักฐาน” ควรที่จะทำให้สำนักข่าวต่างๆ พึงสำเหนียกไปด้วยว่า คุณค่าสื่อมวลชนนั้นไม่ใช่ขายข่าวได้อย่างเดียว
ส่วนประเด็นสำนักข่าวต่างๆ จะเวิร์คพ้อยต์ ช่อง ๘ หรือช่อง ๓ สั่งปลดและพักงานผู้สื่อข่าวของตนที่เกี่ยวข้องกับการเสนอข่าวหมายประจาน 'หลวงปู่แสง ญาณวโร' พระเกจิดังสำนักสงฆ์ดงสว่างธรรม จ.ยโสธร ละเมิดทางเพศ กอดจับของสงวนหญิง
ก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบระดับหนึ่ง เพราะเรื่องอย่างนี้ค่อนข้าง ‘ดัง’ ทว่าการออกแถลงการณ์ร่วมของ ‘สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาวิชาชีพ’ ดูเป็นการแก้เก้อเสียมากกว่า ดังที่ ‘ธีรนัย จารวัสตร์’ นักข่าวฟรีแล้นซ์ตั้งข้อสงสัย
ว่า “ทำไมกรณีบุคคลากรช่อง Workpoint 22 ประพฤติไม่เหมาะสม ตามหลักจริยธรรมสภาวิชาชีพฯ ดำเนินการได้รวดเร็วมาก” ประชาไทรายงาน “แต่พอกรณีบุคคลากรช่อง ททบ.๕ ประพฤติไม่เหมาะสมตามหลักจริยธรรม
‘สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย’ เงียบหายเข้ากลีบเมฆไปเลย” เขาตั้งข้อสังเกตุอย่างสัพยอกด้วยว่า “หรือว่าองค์กรวิชาชีพสื่ออย่างสภาวิชาชีพฯ มีสองมาตรฐานในการทำงาน มาตรฐานนึงไว้ใช้กับช่องทีวีเอกชน อีกมาตรฐานนึงไว้ใช้กับหน่วยงานของรัฐ”
เรื่องที่เขาร้องเรียนไว้เป็นการนำเสนอข่าวสงครามยูเครนในรายการ ‘กนก-ธีระ’ เป็นเฟคนิวส์อย่างโจ่งแจ้ง สองเดือนครึ่งผ่านไป ต้นตอปัญหาได้ย้ายกลับภูมิลำเนาเดิมไปกันแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าออกมาจากสภาวิชาชีพฯ ที่จะดำเนินการแก้ไขอะไร
อย่าว่าแต่เรื่องที่เป็นเฉพาะกรณี แม้มีการตักเตือนกันภายใน ผู้กระทำผิดออกรายการขอโทษต่อสาธารณะ และไม่ปรากฏการกระทำซ้ำซาก สภาฯ ซึ่งรับเรื่องไป ต้องลงโทษผู้กระทำผิดและปิดคดี มิใช่ปล่อยเลยตามเลย จนมีเรื่องใหม่มาซ้ำรอยเดิมอีก
ประเด็น เฟคนิวส์สงครามยูเครนนี่เห็นมีเครือข่าวของสนธิญาน ชื่นฤทัยในธรรม เล่นกันเป็นประจำ ขุดเอาข่าวปั้นน้ำของรัสเซียมาปั่นกระแสไม่ขาดสาย การที่ข่าวปลอมตามสถานีทีนิวส์และไทยมู้ฟ ไม่เป็นเรื่องฮือฮา เพราะมีคนสนใจติดตามน้อย ก็ไม่ได้หมายความว่าทำได้
สมาคมนักข่าวและสภาวิชาชีพแสดงความลำเอียงเสมอมา จน “ต้องคำถามจริงๆ จังๆ แล้วนะว่า วงการสื่อมวลชนจะมีองค์กรวิชาชีพสื่อแบบนี้ไปทำไม” ดังที่ธีรนัยว่าในเมื่อ “ไม่สามารถวินิจฉัยประเด็นจริยธรรมในวิชาชีพ อย่างเป็นกลางหรือเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง”
(https://prachatai.com/journal/2022/05/98599 และhttps://www.brighttv.co.th/news/social/workpoint-reporter)