Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล
16h ·
[รำลึก 13 ปีการจากไปของสุพจน์ ด่านตระกูล]
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ครบรอบ 13 ปีการจากไปของลุงสุพจน์ ด่านตระกูล ผมขอนำข้อเขียนและการอภิปรายบางส่วนมาลงไว้เพื่อรำลึกถึงลุงสุพจน์ ดังนี้
...
ในหนังสือ “ปทานุกรมการเมือง ฉบับชาวบ้าน” สุพจน์ ด่านตระกูลได้อธิบายคำว่า “ประวัติศาสตร์” ไว้ดังนี้
“ประวัติศาสตร์ของแต่ละชาติโดยเนื้อแท้แล้วก็คือประวัติศาสตร์เหตุการณ์การเคลื่อนไหวของมวลมหาชนนั้นเอง แต่เรื่องราวที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แห่งชาตินั้นๆ ได้กลายเป็นเรื่องราวของกษัตริย์ไปเสีย โดยเฉพาะมวลมหาชนได้ถูกกล่าวขวัญถึงไม่ ประวัติศาสตร์ของชาติหรือของมหาชนได้ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ของราชันผู้พิชิต แทนที่จะเป็นของมหาชนผู้รังสรรค์สังคม ดังนั้น ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จึงเต็มไปด้วยการสรรเสริญเยินยอบุญบารมีของกษัตริย์แทบทั้งนั้น มวลมหาประชาชนผู้เคลื่อนไหวอยู่ในเหตุการณ์ และเป็นผู้สร้างสรรค์สังคมอย่างแท้จริงไม่ได้รับการเชิดชูแต่ประการใด ทั้งนี้ ก็เพราะผู้บันทึกประวัติศาสตร์ล้วนแต่เป็นชนชั้นปกครองอันเป็นบริวารของกษัตริย์ จึงเป็นธรรมดาที่ผู้บันทึกประวัติศาสตร์เหล่านั้น จะต้องสรรเสริญเยินยอและผูกขาดชมบุญบารมีของกษัตริย์เจ้าเหนือหัวของตัวเองแต่ด้านเดียว นอกจากสรรเสริญเยินยอและชมบารมีแล้ว ผู้บันทึกประวัติศาสตร์ยังบังอาจบิดเบือนความจริงให้ผิดแผกไป เพื่อผลประโยชน์ของกษัตริย์เจ้าเหนือหัวของตนอีกด้วย อย่างเช่นในกรณีของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถ้าหากว่าผู้บันทึกประวัติศาสตร์เป็นบริวารของพระเจ้าตากสินมหาราชแล้ว พวกเราที่ศึกษาประวัติศาสตร์ก็คงจะพบกับประวัติศาสตร์ที่ให้ความจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งคงจะผิดแผกไปจากความจริงที่เราได้รับจากประวัติศาสตร์ปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน
ประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์จะต้องเป็นประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของมวลชน เพราะมวลชนได้เป็นตัวจักรสำคัญที่เคลื่อนไหวอยู่ในเหตุการณ์อย่างแท้จริง อย่างเช่นกำแพงเมืองจีน ปิรามิดในอียิปต์ นครวัดในเขมร ทัชมาฮัลในอินเดีย หาใช่สำเร็จขึ้นด้วยบุญบารมีหรืออภินิหารของกษัตริย์พระองค์หนึ่งพระองค์ใดไม่ หากมันสำเร็จขึ้นด้วยหยาดเหงื่อ หยดเลือดและชีวิตของมวลมหาประชาชนนับจำนวนล้านๆ คน แต่นักบันทึกประวัติศาสตร์กลับไปบันทึกเชิดชูบารมีอภินิหารของกษัตริย์ ซึ่งมันเป็นการไม่ชอบธรรมที่การเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนเหล่านั้น ไม่ได้รับการเชิดชูยกย่องจากนักประวัติศาสตร์แต่ประการใด
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกู้ชาติได้สำเร็จ ก็ไม่ใช่เพราะบุญบารมีของพระองค์ท่านแต่พระองค์เดียว หากเพราะบุญบารมีของมวลมหาชนทุกคน นับตั้งแต่ประชาชนผู้อยู่แนวหลังและคนตะพุ่นหญ้าช้างไปจนถึงแม่ทัพนายกอง หากสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไม่มีบรรดาท่านเหล่านั้น การกู้ชาติครั้งนั้นก็จะสำเร็จไปไม่ได้เป็นอันขาด แต่กลับกัน ถ้าไม่มีพระองค์การกู้ชาติครั้งนั้นจะเป็นไปในรูปแบบใดเราก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่เราทราบได้อย่างเดียวว่า “กำลังของมหาชนที่ผนึกเข้าเป็นเอกภาพแล้วนั้น ไม่มีกำลังอื่นใดจะมาสู้ได้” แต่อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ก็หาได้เชิดชูการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนเหล่านั้นไม่”
ตามความคิดของสุพจน์ฯ ประวัติศาสตร์จึงต้องเป็นประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชน เมื่อเราพิจารณาถึงงานเขียนของสุพจน์ ด่านตระกูลที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทยนับแต่การอภิวัฒน์สยาม ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ แล้ว จะเห็นได้ว่าสุพจน์ฯพยายาม “เขียน” ประวัติศาสตร์โดยเน้นหนักไปที่ “มหาชน” ไม่ใช่ “กษัตริย์”
ในด้านการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น สุพจน์เห็นว่าการสถาปนาระบอบใม่ที่ก้าวหน้ากว่าขึ้นแทนที่ระบอบเก่าที่ล้าหลัง จำเป็นต้องมี “อำนาจ” และการมี “อำนาจ” จะเกิดขึ้นก็จาก “กำลัง” ดังที่เขาเขียนไว้ในหนังสือ “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ว่า
“ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของสังคมแต่ละยุค เช่นจากยุคชุมชนบุพกาลมาสู่ยุคทาส สู่ยุคศักดินา และสู่ยุคทุนนิยม ตามที่เป็นมาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเป็นมูลเหตุประการแรกก็จริง แต่ตัวที่กุมการเปลี่ยนแปลง หรือนำการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเก่าที่ล้าหลัง แล้วสถาปนาระบอบใหม่ที่ก้าวหน้ากว่าขึ้นแทนที่นั้น คือตัว “อำนาจ” ถ้าปราศจากเสียซึ่ง “อำนาจ” แล้ว ไม่มีทางที่จะล้มระบอบเก่าและสถาปนาระบอบใหม่ขึ้นมาได้เลย
แต่อย่างไรก็ดีตัว “อำนาจ” ก็ไม่อาจจะมีขึ้นโดดๆ หากจะต้องมีตัว “กำลัง” เป็นเครื่องสนับสนุน ปราศจากเสียซึ่ง “กำลัง” แล้ว จะไม่อาจมี “อำนาจ” ได้อย่างแน่นอน
กำลังจึงเป็นที่มาแห่งอำนาจ
ในปลายยุคชุมชนบุพกาล คนกลุ่มน้อยส่วนส่วนหนึ่งที่มีความผูกพันกันในฐานะเครือญาติทางสายโลหิต ได้เริ่มสะสมกำลัง อันเป็นฐานแห่งอำนาจ ทั้งกำลังทางเศรษฐกิจและกำลังคน และครั้นแล้วคนกลุ่มน้อยส่วนนี้ ก็ได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยอันสง่างามแห่งยุคชุมชนบุพกาลลงเสีย แล้วสถาปนาระบบทาสขึ้นมาแทนที่
ภายใต้ระบอบทาส การทำสงครามล่าทาสเกิดขึ้นบ่อยๆ ปริมาณทาสจึงถูกแย่งชิงและรวมกลุ่มกันมากขึ้น แรงงานของพวกทาสไม่เพียงแต่ถูกใช้ในงานผลิตอย่างเดียว หากถูกใช้ไปในการทำสงครามด้วยประวัติศาสตร์ของยุคทาส จึงเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ดิ้นรนอย่างนองเลือด ทั้งระหว่างนายทาสต่อนายทาสที่แย่งชิงทาสกัน และระหว่างนายทาสผู้กดขี่กับพวกทาสผู้ถูกกดขี่ที่ปรารถนาจะปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการ
จากการลุกฮือของพวกทาสบ่อยครั้ง และถึงแม้ว่าจะถูกปราบปรามและพ่ายแพ้ก็ตาม แต่ก็ทำให้สังคมทาสสั่นสะเทือนลงไปถึงรากฐาน และได้ทำให้มีนักรบทาสผู้มีฝีมือเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการเสริมสร้างเงื่อนไขทางสังคม อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเวลาต่อมา
แต่ในที่สุด จากการพยายามทำการกบฏหลายครั้งหลายหนของพวกทาส และอิสรชนที่ได้รับการปลดปล่อยจากความเป็นทาสแล้ว ความพยายามของพวกเขาก็ได้ถึงซึ่งความสำเร็จ นั่นคือสังคมทาสได้ถึงซึ่งความพินาศฉิบหาย และสังคมศักดินาได้เข้ามาแทนที่ แต่ก็ยังเป็นสังคมที่แบ่งคนในสังคมเดียวกันออกเป็นชนชั้นอยู่เช่นเดิม ยังคมมีการกดขี่ขูดรีดกันอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบของการกดขี่ขูดรีดเท่านั้น จากการกดขี่ขูดรีดในรูปแบบของระบบทาสมาเป็นการกดขี่ขูดรีดของระบบศักดินา
แต่ระบบศักดินาก็ต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับระบบทาสในที่สุด เมื่ออิสรชนโดยการร่วมมือสนับสนุนของพวกไพร่ ได้ต่อสู้ขัดขืนกับระบบศักดินาที่จำกัดสิทธิ์ต่างๆ อันเป็นการขัดขวางเหนี่ยวรั้งการขยายตัวของการผลิตแบบทุนนิยมที่เพิ่งแตกหน่ออ่อน
ในชั้นต้น พวกอิสรชนต่อสู้โดยวิถีทางสันติ มีการถวายคำร้องทุกข์ต่อพระราชาธิบดี แต่ไม่เป็นผล พวกเขาจึงจำต้องต่อสู้โดยวิธีการทางทหาร อย่างเช่น นายพลครอมเวล นำกองทัพของฝ่ายสภา ต่อสู้กับระบบกษัตริย์ในอังกฤษในกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ อันเป็นการเบิกโรงการปฏิวัติประชาธิปไตยกฎุมพีครั้งแรก นายพลจอร์ช วอชิงตัน นำการต่อสู้กับระบอบอาณานิคมของอังกฤษในอเมริกา เมื่อคริสตศตวรรษ ๑๗๗๖ การอภิวัฒน์ใหญ่ในฝรั่งเศสในอีก ๑๓ ปีต่อมาคือในปี ๑๗๘๙ และอีกหลายประเทศในยุโรป และนับแต่บัดนั้น ระบอบประชาธิปไตยกฎุมพีหรือประชาธิปไตยนายทุน ก็ได้ถูกสถาปนาขึ้นแทนที่ระบอบเผด็จการศักดินา
ดังที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า ในการเปลี่ยนแปลงของสังคมจากระบอบหนึ่งไปสู่อีกระบอบหนึ่งนั้น นับแต่การสถาปนาระบบทาส ระบบศักดินา และระบอบประชาธิปไตยกฎุมพีหรือประชาธิปไตยนายทุน ทั้งในยุโรปและอเมริกา ล้วนแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยการใช้กำลังบังคับหรือใช้กำลังทางการทหารเป็นหลักนำ และกำลังทางการเมืองหรือประชาชนเป็นเครื่องสนับสนุน
ส่วนการผลัดเปลี่ยนอำนาจปกครองภายในระบอบนั้นๆ ในเวลาต่อมา มีการผลัดเปลี่ยนทั้งโดยอาศัยกำลังทางการทหารและโดยสันติตามวิถีทางแห่งประเพณีของระบอบการปกครองนั้นๆ”
…
สุพจน์ ด่านตระกูล กับหนังสือ “ประวัติรัฐธรรมนูญไทย”
หนังสือ “ประวัติรัฐธรรมนูญ” ของสุพจน์ ด่านตระกูล เป็นการบรรยายถึงประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย การต่อสู้กันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายกษัตริย์นิยม แสดงให้เห็นว่า “รัฐธรรมนูญ” คือผลผลิตของการต่อสู้กันทางการเมืองระหว่างพลังทางการเมืองต่างๆ พลังทางการเมืองที่ชนะก็กลายเป็นพลังที่ครอบงำสังคมนั้นและถ่ายทอดแสดงความคิดของตนออกมาในเอกสารทางการเมืองที่ชื่อ “รัฐธรรมนูญ”
ในหนังสือเล่มนี้ สุพจน์ฯได้บรรยายถึงเหตุการณ์สำคัญในทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ การกำเนิดพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก การยกร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ พระยามโนปกรณ์นิติธาดาตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา กบฏบวรเดช การสละราชสมบัติของพระปกเกล้าฯ กำเนิดรัฐธรรมนูญ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ กรณีสวรรคต รัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ กำเนิดรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒ การครองอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงครามในยุคหลัง รัฐประหาร ๒๕๐๐ ระบอบสฤษดิ์-ถนอม เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ เหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ รัฐบาลธานินทร์ รัฐบาลเกรียงศักดิ์ รัฐบาลเปรม รัฐบาลชาติชาย รัฐประหาร ๒๓ ก.พ. ๒๕๓๔โดย รสช รัฐประหาร ๑๙ ก.ย. ๒๕๔๙ โดย คปค.
เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ถูกนำมาร้อยเรียงนำเสนอโดยผ่านรัฐธรรมนูญ
สุพจน์ฯไม่ได้นำเสนอประวัติรัฐธรรมนูญในลักษณะไล่เรียงตัวบทรายมาตราหรือไล่เรียงตามสถาบันการเมือง สุพจน์มุ่งเน้นไปที่กำเนิดของรัฐธรรมนูญ ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ การประชุมสภาในการพิจารณารัฐธรรมนูญ คำปรารภของรัฐธรรมนูญ ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล
สุพจน์ฯอธิบายโดยใช้เอกสารเป็นตัวเดินเรื่อง และสอดแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและความเห็นของตนเข้าไป เอกสารที่สุพจน์ใช้นั้นเป็นเอกสารทางราชการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวบทรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฎหมายต่างๆ รายงานการประชุมสภา
เอกสารเหล่านี้ทำให้ผู้อ่านได้ทราบว่า ในยุคสมัยหนึ่ง การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการอภิปรายถึงสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาและแหลมคม
สุพจน์ฯอธิบายว่าธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นสัญญาประชาคมระหว่างสถาบันกษัตริย์กับราษฎร โดยตกลงกันว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และราษฎรยอมให้ “กษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ การกระทำใดๆต้องทำในนามกษัตริย์” โดยการกระทำใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
แม้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตาม “วงจรอุบาทว์” รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญชั่วคราว รัฐธรรมนูญถาวร การเลือกตั้ง รัฐบาลจากการเลือกตั้ง รัฐประหาร แต่สำหรับสุพจน์ฯแล้ว เขาแบ่งรัฐธรรมนูญไทยออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตย
รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย คือ รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก อันได้แก่ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพราะ มีเนื้อหา “ที่มีเป้าหมายสู่สังคมประชาธิปไตย (ประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์) อันเป็นสังคมที่ประกันความสุขสมบูรณ์ของประชาชนตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน รวมทั้งการมีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคถ้วนหน้า”
รัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตย คือ รัฐธรรมนูญที่เหลือ ซึ่งสุพจน์ฯบอกว่ามี “คณะองคมนตรีเป็นสัญลักษณ์” ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาบทบัญญัติในมาตราอื่นๆให้เสียเวลา
เหตุใดสุพจน์ฯจึงกล่าวเช่นนั้น?
รัฐธรรมนูญรับรองการมีอยู่ขององคมนตรีจะทำให้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่เป็นประชาธิปไตยได้เลยหรือ?
ต่อคำถามเหล่านี้ เราอาจต้องพิจารณาอย่างแยบคายถึงคำอธิบายของสุพจน์ฯ ใน “คำขึ้นต้น” ของ “ประวัติรัฐธรรมนูญ”
สุพจน์ฯอธิบายว่า “บาทก้าวที่สำคัญที่สุดในการรุกคืบหน้าของอำมาตยาธิปไตย คือ รัฐธรรมนูญ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ที่มีฉายาเรียกว่า รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม หรือ รัฐธรรมนูญตุ่มแดง อันเป็นผลิตผลของรัฐประหารปฏิกิริยา ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ที่ไปขุดเอาส่วนหนึ่งของระบบบริหารราชการแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ตั้งสภาขึ้นเป็นที่ปรึกษาในพระองค์ เดิมมีชื่อว่า ปรีวีเคาน์ซิล
อาจกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ มี element ของกษัตริย์เข้ามาเจือปน
สุพจน์ฯให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่สืบต่อกันมาตามแบบแผนของประชาธิปไตย ความเห็นของสุพจน์ฯสอดคล้องกับความเห็นของนายปรีดี พนมยงค์ นายปรีดีฯ เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเป็นโมฆะ ระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ และฉบับต่อๆมา ก็เป็นโมฆะ นอกจาก “มิใช่ระบบการเมืองประชาธิปไตยตามวิถีทางรัฐธรรมนูญโดยชอบ” แล้วยัง “มิใช่เป็นระบบปกครองที่สมบูรณ์ในตัวของรัฐธรรมนูญนั้นเอง” ด้วยเหตุผลสามประการ ดังนี้
ประการแรก การลงนามของกรมขุนชัยนาทนเรนทรในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเป็นโมฆะ เพราะ “หัวเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เขียนตำแหน่งผู้ลงนามแทนพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ซึ่งในภาษาไทยคำว่า “คณะ” หมายถึงบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แต่เหตุใดจึงมีผู้ลงนามเพียงคนเดียว คือ “รังสิต กรมขุนชัยนาทนเรนทร” ส่วนหลายคนที่มีจิตใจสังเกตก็แสดงความเห็นว่า เมื่อก่อนหน้าวันที่ ๘ พฤศจิกายนนั้น เคยได้ฟังวิทยุกรมโฆษณาการอ่านประกาศกฎหมายหลายฉบับ คือ เมื่ออ่านคำว่า “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” แล้ว ก็อ่านต่อไปถึงชื่อคณะนั้นที่ลงนาม ซึ่งผู้ลงนาม ๒ ท่าน คือ “รังสิต กรมขุนชัยนาทนเรนทร” และ “มานวราชเสวี” (พระยามานวราชเสวี) แสดงว่า คณะนั้นประกอบด้วยบุคคล ๒ คน ฉะนั้นผู้ใช้ความสังเกตจึงเห็นได้ทันทีว่า รัฐธรรมนูญ (ฉบับใต้ตุ่ม) ดังกล่าวเริ่มแสดงถึงการเป็นโมฆะตั้งแต่หัวเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น”
ปรีดีฯ ยังได้ชี้ชวนให้พิจารณาประกาศตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๘๙ อีกด้วยว่า เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชยังทรงพระเยาว์ รัฐสภาจึงลงมติตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นประธาน และพระยามานวราชเสวี โดยมีข้อตกลงว่าในการลงนามเอกสารราชการนั้น ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ลงนาม ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มซึ่งกรมขุนชัยนาทฯองค์เดียวเป็นผู้ลงนามจึงเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนข้อกำหนดในประกาศแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ฉบับวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๘๙
ประการที่สอง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายปรีดีฯ เห็นว่า "... ผู้สำเร็จราชการที่ตั้งโดยรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ นี้ก็ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่า "จะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ดั่งนั้นถ้ากรมขุนชัยนาทฯได้ปฏิบัติตามที่ปฏิญาณและไม่ยอมลงพระนามแทนองค์พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม และปฏิบัติหน้าที่จอมทัพแทนองค์พระมหากษัตริย์ขณะทรงพระเยาว์แล้ว ระบอบแห่งรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มอันเป็นบ่อเกิดให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญต่อมาอีกหลายฉบับ จนมวลราษฎรจำกันไม่ได้ว่ามีกี่ฉบับก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้..."
ประการที่สาม ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม เป็นตำแหน่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ นายปรีดีฯ อธิบายว่าผู้ลงนามรับสนองฯในรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๐ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม “ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย เป็นตำแหน่งที่คณะรัฐประหาร ตั้งให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งผิดต่อกฎหมาย และผู้นั้นไม่มีอำนาจตามที่กฎหมายที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
…
สุพจน์ ด่านตระกูล มีคุณูปการต่อประชาธิปไตยไทยใน ๒ มิติ มิติแรก คือ ผู้ปกป้องเกียรติภูมิของนายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร ผู้พิทักษ์การอภิวัฒน์สยาม ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งมิติแรกนำมาสู่คุณูปการในมิติที่สอง คือ ผู้เขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยฉบับ “มหาชน”
ในมิติแรกนั้น อาจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เคยกล่าวไว้ในคำนำหนังสือ “๘๐ ปี สุพจน์ ด่านตระกูล” ว่า สุพจน์ฯเป็น “ผู้ขุดค้นและฟื้นฟูบูรณะทางโบราณคดี” เรื่องปรีดี พนมยงค์ คนจำนวนมากมักคิดว่าสุพจน์ฯเป็นลูกศิษย์หรือญาติมิตรของปรีดี แต่ไม่ใช่ สุพจน์ฯเขียนงานเรื่องปรีดีฯ โดยที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือกับปรีดีฯ ไม่เคยได้ทำงานกับปรีดีฯ และไม่เคยพบปรีดีฯ จนพึ่งรู้จักและพบนายปรีดีฯก็เมื่อปรีดีฯถูกขับไล่ออกจากประเทศ
ในมิติที่สอง งานเขียนของสุพจน์ฯเป็นการเขียนบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทยแบบเน้นไปที่สามัญชน ไม่ใช่บุญญาบารมีของกษัตริย์ โดยใช้เอกสารหลักฐานเป็นตัวเดินเรื่อง เอกสารเหล่านั้น เราไม่อาจพบเห็นได้ทั่วไป แต่สุพจน์ฯเพียรพยายามไปขุดค้นขึ้นมาและเปิดเผยลงในหนังสือของตนเองซึ่งเขียนแบบเข้าใจง่าย
ลุงสุพจน์ฯได้อธิบายความหมายของคำว่า “ก้าวหน้า” ไว้ว่า
“ในสังคมทุกยุคทุกสมัย ความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นปกครองได้แผ่ครอบคลุมอยู่เหนือสังคมโดยทั่วไป เพราะมีสถาบันต่างๆ เป็นเครื่องมือ เช่น กฎหมาย ตำรวจ อัยการ ศาล เรือนจำ เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกนึกคิดของฝ่ายผู้ถูกปกครองหรือฝ่ายปกครองบางคนที่เข้าถึงสัจธรรมที่ดีกว่าสูงกว่า ควบคู่กันไปด้วย เช่นนี้ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย และความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นใหม่นี้ เราเรียกว่า ความรู้สึกนึกคิดที่ก้าวหน้า และพวกที่มีความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้เราเรียกว่า พวกหัวก้าวหน้า
ถ้าหากมนุษย์เรา ไม่มีความรู้สึกนึกคิดที่ก้าวหน้า ป่านฉะนี้เราก็คงจะยังมาไม่ถึงยุคแห่งอารยธรรมนี้อย่างแน่นอน คงจะยังหลับใหลได้ปลื้มอยู่ในยุคอนารยชนนั้นเป็นแน่ ถูกแล้ว สังคมจะไม่หยุดนิ่งและพัฒนาไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ แต่ถ้าหากความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงและไม่นำมาพัฒนาสังคม ปล่อยให้สังคมพัฒนาไปตามธรรมชาติของมันเองตามยถากรรมแล้ว เป็นการแน่นอนเหลือเกินว่ามนุษย์เราจะยังไม่รู้จักกับคำว่า “ศิวิลัย” แต่นี่ด้วยความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนึกคิดที่ก้าวหน้า สังคมจึงถูกพัฒนา โดยความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์อีกแรงหนึ่งนอกเหนือจากแรงธรรมชาติที่เป็นไปเอง ให้ไปสู่ความเจริญ ไปสู่สภาพที่ดีกว่า และก็ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นั้นถูกกำหนดขึ้นโดยสภาพแวดล้อมของสังคมนั่นเอง และในเมื่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์กลับมาพัฒนาสังคมต่อไปอีก ดังนั้นมนุษย์จึงอยู่ในสภาพที่หนีจากความล้าหลังไปสู่ความก้าวหน้าอยู่เรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง”
แม้ลุงสุพจน์จะไม่ได้อยู่เห็น “ความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง” ของสังคมไทยในห้วงเวลาหัวต่อหัวเลี้ยวนี้แล้ว แต่ลุงสุพจน์ฯเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์นี้ เป็นผู้ที่ “ถางทาง” ให้ความก้าวหน้าได้ก้าวเดินต่อไป
....
ปัจฉิมวาจารัฐประหาร 19 กันยาจะนำไปสู่อภิวัฒน์สมบูรณ์
นายสุพจน์หรือที่บรรดานักกิจกรรมรุ่นหลังเรียกว่า "ลุงสุพจน์" นอกจากจะทำหน้าที่ในการเขียนหนังสือจำนวนมากเพื่อปกป้องการอภิวัฒน์ 2475 และตอบโต้บรรดาปฏิกิริยาขวาจัดที่มุ่งร้ายโจมตีรัฐบุรุษอาวุโสปรีดีว่าพัวพันกับคดีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 อย่างสืบเนื่องเอาการเอางานและน่ายกย่องในความมุ่งมั่นแล้ว ในบั้นปลายชีวิตยังกระฉับกระเฉงในการเข้าร่วมกิจกรรมการเสวนาต่างๆ รวมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์แก่บรรดานักวิชาการ นักคิด นักกิจกรรมรุ่นหลังผู้ใฝ่หาสัจธรรมอย่างไม่ขาดตอน
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่นานนัก กลุ่มประชาชนผู้ต่อต้านการทำรัฐประหารได้จัดกิจกรรมสัมมนาขึ้นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ "ลุงสุพจน์" ในบั้นปลายได้รับเชิญขึ้นเวทีอภิปราย โดยยังมีร่างกายที่กระฉับกระเฉงและน้ำเสียงแจ่มใส และยังเต็มไปด้วยคามหวัง
ลุงสุพจน์กล่าวตอนหนึ่งในกิจกรรมสัมมนานัดนั้นว่า การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น นับว่าแตกต่างไปจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจหลายครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะหลายครั้งที่ผ่านมานั้นอาจเรียกได้ว่าเป็น "ความขัดแย้งรอง" ซึ่งก็คือบรรดาชนชั้นปกครอง หรือผู้มีอำนาจในโครงสร้างส่วนบนสุดของสังคมยื้อแย่งอำนาจกันไปมา ประชาชนแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ครั้งหลังสุดนี้ถือเป็น "ความขัดแย้งหลัก" กล่าวคือเป็นการขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองที่อยู่บนส่วนยอดสุดของโครงสร้าง ทางสังคม แย่งชิงอำนาจไปจากตัวแทนอันชอบธรรมที่ประชาชนได้พากันเลือกตั้งและสนับสนุน จึงเป็นการขัดแย้งหลักระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชนผู้ถูกกดขี่
ซึ่งความขัดแย้งหลักดังกล่าวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีน้อยครั้ง คือกรณีอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากบรรดาศักดินามาสู่ประชาชนชั้นไพร่ และต่อมาในกรณี14 ตุลาคม 2516 ที่ประชาชนช่วงชิงอำนาจมาจากบรรดาขุนศึกผู้กดขี่ ส่วนการรัฐประหาร 19 กันยานั้น เมื่อชนชั้นผู้ปกครองที่กดขี่แย่งชิงอำนาจไปจากประชาชน คราวนี้ประชาชนผู้ถูกกดขี่คงไม่ยินยอม เพราะประชาชนตระหนักในพลังอำนาจของตนเอง จึงต้องคาดการณ์ว่าความขัดแย้งหลักในครั้งนี้จะนำไปสู่การอภิวัฒน์ที่ สมบูรณ์ที่ลงท้ายด้วยชัยชนะของฝ่ายประชาชนผู้ถูกกดขี่ในที่สุด เนื่องจากบรรดาชนชั้นปกครองผู้กดขี่ไม่อาจจะฝืนต่อสัจจะทางประวัติศาสตร์ได้แน่นอน
ตายตาหลับแล้วมีคนรุ่นใหม่สืบทอดภารกิจ
สำหรับลุงสุพจน์ในบั้นปลายยังเข้าร่วมกิจกรรมของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย นักกิจกรรมที่ไปเยี่ยมลุงสุพจน์เมื่อวันอาทิตย์ (1 ก.พ.) ขณะป่วย เล่าว่า อาจารย์สุพจน์ ด่านตระกูล ได้เข้าพักอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เนื่องจากโรคมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง ตามคำขอร้องของครอบครัว ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.) ท่านปฏิเสธการรักษาด้วยเคมีบำบัด และวิธีอื่นๆ แต่ยอมรับกลูโคส และสมุนไพรเพื่อรักษาสมดุลในร่างกาย ท่านยังมีแผนงานที่จะรวบรวมงานวิจัยในหัวข้อ การปฏิวัติประชาธิปไตยในสยาม คำทักทายแรกที่ท่านเอ่ยกับผู้ไปเยี่ยมคือ "(ชุมนุม) เมื่อวานเป็นไงบ้าง" พร้อมกับเตือนว่าให้เคลื่อนไหวโดยคำนึงถึงภววิสัยไม่ต้องรีบร้อนบุ่มบ่าม
นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงลุงสุพจน์ว่า (อ่านรายละเอียดคลิกที่นี่) "ในช่วงบั้นปลายชีวิตนั้น ลุงสุพจน์ กับลุงศุขปรีดา พนมยงค์ (บุตรชายนายปรีดี) และมิตรสหาย จะนัดเจอกันเพื่อกิน ดื่ม สนทนา เป็นประจำทุกวันเสาร์ต้นเดือน ร้านย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พักหลังๆ นี้ กลุ่มคุณลุงได้ให้เกียรติพวกผมกลุ่ม 5 คน (หมายถึง 5 อาจารย์นิติศาสตร์คัดค้านรัฐประหาร-ประชาไท) ไปร่วมโต๊ะด้วย หากใครไม่ติดธุระ ก็จะไปกัน
ครั้งหลังสุดที่ผมไปนี้ ผมเตรียมจะเดินทางกลับมาฝรั่งเศสในอีกไม่กี่วัน โทรไปถามพรรคพวกแล้ว ติดธุระบรรยายกันหมด บางคนก็อยู่ต่างประเทศ ผมเลยไปคนเดียว เพราะคิดว่า กว่าผมจะกลับมาอีก กว่าจะได้มีโอกาสเจอคุณลุงเหล่านี้ คงอีกนาน และด้วยความสัตย์จริง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ไม่มีใครหน้าไหนหนีพ้น กว่าผมจะกลับมา ก็ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสได้พบคุณลุงครบทุกท่านหรือไม่
ผมได้พิมพ์บทความ "ปรีดี พนมยงค์ กับกฎหมายมหาชนไทย" เพื่อมอบให้กับคุณลุงศุขปรีดา และคุณลุงสุพจน์ พร้อมกับนำหนังสือรวมเล่มแรกของผมไปมอบให้ท่านด้วย
ท่านเองก็มีไมตรีจิต มอบหนังสือ กรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ที่นำมาพิมพ์ใหม่ให้ผมด้วย ซึ่งนับเป็นเกียรติต่อผมอย่างยิ่ง
พวกเราสนทนากัน จนได้เวลาแยกวง
ผมรอเดินไปส่งคุณลุงศุขปรีดา และคุณลุงสุพจน์
คุณลุงศุขปรีดา อวยพรผมให้โชคดี
ส่วนคุณลุงสุพจน์ บอกกับผมว่า "อาจารย์ อาจารย์ยังเป็นคนหนุ่ม อาจารย์มีโอกาสได้เห็นเหตุการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อนี้แน่นอน อย่าลืมที่จะบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ เพื่อมิให้ใครมาบิดเบือนประวัติศาสตร์นี้ในวันข้างหน้า"
และปิดท้ายด้วยประโยคว่า "ผมเห็นกลุ่มอาจารย์เป็นคนหนุ่ม และมีความคิดแบบนี้ ผมก็วางใจ และคงนอนตายตาหลับ"
แรงกาย แรงใจ แรงสมอง ที่คุณลุงสุพจน์ ทำมาตลอด ตามความคิด ความเชื่อของคุณลุงนั้น ไม่เสียเปล่าแน่นอน ขอไว้อาลัยแด่คุณลุงสุพจน์ ด่านตระกูล นายปิยบุตรกล่าว
สำหรับการรดน้ำศพ ข้อมูลจากคุณ tidadheva เว็บชมรมฟ้าใหม่แจ้งกำหนดการงานศพว่า จะมีพิธีรดน้ำศพแบบเรียบง่ายในเวลา 16.30 น. วันที่ 14 ก.พ.นี้ ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ฯ จ. นนทบุรี กรุณางดพวงหรีด และแต่งกายสุภาพ จากนั้นจะมีพิธีสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 5 วัน ในเวลา 19.00 น.
หมายเหตุ: ท่านที่สนใจงานเขียนของนายสุพจน์ ด่านตระกูล สามารถหาอ่านหนังสือเหล่านี้ได้ โดยคลิกที่นี่
ที่มา: เรียบเรียงจากไทยอีนิวส์ เพิ่มเติมเล็กน้อยโดยประชาไท