วันพฤหัสบดี, มกราคม 28, 2564

รัฐตู่ 'ฟ้องเด็ก' ใช้กฎหมายปิดปากและกำจัดคนเห็นต่าง ละเมิดกติการะหว่างประเทศ


คำให้การในฐานะพยานในคดีที่อัยการมีคำสั่งฟ้อง นักเรียน ๓ คนในข้อหาฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ของ ทิชา ณ นคร เป็นอุทธาหรณ์ถึงพฤติกรรมจำเจของรัฐบาล ประยุทธ์ในการเอากฎหมายมาใช้ปิดปากและกำจัดคนเห็นต่าง

ไม่ว่าเพียงบริภาษณ์และ/หรือจัดกิจกรรมต่อต้าน “นี่คือการเปลี่ยนอำนาจการบริหารให้เป็นอำนาจทางกฎหมาย เพื่อหยุด เพื่อปราบปรามผู้ที่เห็นต่าง และยิ่งน่าอับอาย น่าอัปยศที่ผู้เห็นต่างในเกมนี้คือเด็ก” เป็นความผิดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติ

และ “ใช้อำนาจบริหารออกคำสั่งเกินจำเป็น” ความเห็นทิชาไม่มากไม่น้อยไปกว่า สามัญสำนึก ของวิญญูชน “สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการสืบค้นหาความจริงว่า ‘ทำไม’ เด็กจึงต้องชุมนุม รัฐบาลล้มเหลวตรงไหน จนทำให้เด็กสิ้นหวัง สิ้นศรัทธา”

มิน พลอย และภูมิ เป็นแกนนำกลุ่มนักเรียนเลว-นักเรียนไท ที่ไปร่วมการชุมนุม #๑๕ ตุลาไปราชประสงค์ เมื่อ ๑๕ ตุลา ๖๓ ซึ่งมีการดำเนินคดีผู้ร่วมชุมนุมอื่นๆ ที่บรรลุนิติภาวะไปแล้ว ๒๑ คน คราวนี้อัยการสั่งฟ้องทั้งสามต่อศาลเยาวชน

แม้นว่าทั้งสามได้ทำหนังสืออุทธรณ์ยื่นขอความเป็นธรรมไปแล้วเมื่อ ๒๔ ธันวา ๖๓ โดยชี้ว่าการร่วมชุมนุมของพวกเขาเป็นเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๔ ให้ความคุ้มครอง แล้วยังมีกติการะหว่างประเทศอีกสองฉบับหนุน

“ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)...และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC)” ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้แล้ว เท่ากับเยาวชนไม่ได้กระทำความผิด “และการสั่งฟ้องในคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ”

สมแล้วที่มีเสียงบอกว่า “ฟ้องนักเรียนไม่ฟ้องดารา พรก.โควิดเฮงซวย” (มอนอ@ItsMinute) จากกรณีที่มีดาราดังเป็นตัวแพร่เชื้อระลอกนี้จากการจัดงานปาร์ตี้ ตำรวจกลับไม่เห็นความผิด แถมทาง กทม.ทำไทม์ไลน์ผู้แพร่เชื้อขาดหายตอนเป็น คลัสเตอร์ เสียนี่

แต่ดูเหมือนว่าอัยการไม่ได้แยแสต่อความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ หรือพันธะกรณีที่ประเทศต้องมีต่อประชาคมนานาชาติ แม้แต่น้อย ขณะที่คดีนี้ “ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ (UN)

นับวันความประพฤติของเจ้าหน้าที่รัฐไทย จะยิ่งไร้มารยาทและละเลยระบบนิติธรรมสากลมากขึ้นเรื่อยๆ นับประสาอะไรกับระบบราชทัณฑ์ของไทย ที่แสดงถึงการไร้มนุษยธรรมและเลือกปฏิบัติอย่างโจ่งแจ้ง ดังการไม่รับของบริจาค 'ราษฎรปันสุข' เสียดื้อๆ


วันก่อน “กลุ่มราษฎร​นำโดย​ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม​ ร่วมกับ​กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก พร้อมด้วย ทราย-อินทิรา​ เจริญปุระ นักแสดงชื่อดัง นำชุดชั้นในและผ้าอนามัย” ไปบริจาคที่ทัณฑสถานหญิง

โดยได้ทำการประสานไปก่อนหน้านั้นแล้วได้รับคำตอบว่าให้ไปยังทัณฑสถานได้เลย การบริจาคนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม 'ราษฎรปันสุข' ซึ่งทราบว่าอุปกรณ์ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งต้องการของผู้ต้องขังอย่างยิ่ง เพราะในคุกขาดแคลน

ครั้นเมื่อนำสิ่งของเหล่านั้นจำนวนมากมูลค่ากว่าแสนบาทไปถึงทัณฑสถาน กลับถูกเจ้าหน้าที่ออกมาบอกว่าไม่รับ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา อ้างว่าเป็นมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ ทางกลุ่มขอฝากไว้ให้ทัณฑสถานแจกจ่ายเองก็ไม่ได้

แจ้งชัดว่าราชทัณฑ์จงใจไม่รับของบริจาค อันจะเป็นคุณธรรมแก่ผู้ต้องขังหญิงและทำให้ไม่ถูกประณามว่ามีแต่ความป่าเถื่อน เพียงเพราะผู้บริจาคเป็นพวกไม่เห็นชอบกับการครองอำนาจของรัฐบาล บ้านนี้เมืองนี้ไหงผิดผีผิดไข้พิลึกพิกลไปเสียเกือบทุกอย่าง

ด้านราชทัณฑ์แทนที่จะประพฤติให้ต้องตามหลักจริยธรรมสากล กลับทำตัวเป็นเครื่องมือกดขี่ ขณะที่ด้านราชธรรมกำลังฉาวโฉ่ เมื่อพระสงฆ์รูปหนึ่งถูกจับได้ว่าฉี่ม่วงเพราะเสพยาบ้า ก็อ้างไปข้างคู “เกรงใจโยม” เอามาถวายแล้วไม่ใช้ก็กระไรอยู่

เจริญพวงสินะกะลาแลนด์

(https://www.voicetv.co.th/read/3Sh__U5Wy, https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/3614412991941862 และ https://tlhr2014.com/archives/25580)