วันเสาร์, กรกฎาคม 25, 2563

'เหม็นหึ่ง' คำสั่งให้ บอส อยู่วิทยา บริสุทธิ์ "ผู้เคราะห์ร้ายกลายไปเป็นผู้ต้องหาที่สองไปได้"

เอาละซี คดีถอนฟ้อง บอส อยู่วิทยา เหม็นหึ่ง กลางทางระหว่างอัยการกับตำรวจ “คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง” ที่ สน.ทองหล่ออ้างว่ามาจากสำนักงานอัยการ ดันตกกระโถนอึของใครไม่รู้ อุตส่าห์ทำไม่รู้ไม่ชี้กันแล้ว ซีเอ็นเอ็นเกิดเห็นเข้า เอามาปูด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดนรองโฆษกออกมาแถลงแก้ตัวว่าไม่ได้มีการทำสำนวนเข้าข้างจำเลย และคณะกรรมการ ตร. เห็นพ้องตามคำสั่งอัยการ จึง “ถอนหมายจับ” ทายาท Red Bull ทั้งในไทยและที่อินเตอร์โพล

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ไม่ลืมที่จะย้ำว่านายวรยุทธ “เสมือนเป็นผู้บริสุทธิ์คนหนึ่ง...สามารถกลับเข้าประเทศได้ตามปกติ” กับทั้งยืนยันการวินิจฉัยของตำรวจ “ไม่ใช่เรื่องสองมาตรฐานใดๆ” เมื่ออัยการมีคำสั่งออกมาแล้ว “ซึ่งไม่มีใครจะสามารถก้าวล่วงได้”

แต่นี่เป็นการแถตอบที่ฟังไม่ขึ้น “ทำไมเมริงไม่ทำความเห็นแย้ง เพื่อให้อัยการสูงสุดชี้ขาด ถ้าสู้ถึงที่สุดแล้วยังสั่งไม่ฟ้อง ทีนี่้ด่าอัยการได้เต็มที่เลย” เป็นความเห็นของ Atukkit Sawangsuk ซึ่งยกเอา ป.วิอาญา มายันว่า

“ถ้าอัยการเจ้าของคดี คือสำนักคดีอาญากรุงเทพฯใต้ สั่งไม่ฟ้อง แล้วตำรวจโดย ผบ.ตร.เห็นแย้ง ก็จะต้องส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาด แต่ถ้า ผบ.ตร.ไม่เห็นแย้ง (หรือ) เห็นพ้อง (ด้วย) คดีก็จบเลย ไม่ต้องขึ้นไปถึงอัยการสูงสุด” แต่เวลาแถลงมักจะอ้างอำนาจอัยการสูงสุด

แสดงว่าคำสั่งฟอกขาวให้หลานชายของ เฉลียว อยู่วิทยา ผู้เป็นต้นตำรับเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดงอันโด่งดังทั่วโลก และทำให้นายเฉลียวพ่อของบอสเป็นมหาเศรษฐีอันดับสองของไทย มูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวราว ๒ หมื่นกว่าล้านดอลลาร์ (๖ แสนล้านบาท) นั้น

ไม่ชอบมาพากล และไม่ต้องตามครรลองของกระบวนยุติธรรม แน่นอน หรืออย่างน้อยๆ มีการทำให้การตัดสินคดีนี้แปดเปื้อน ด้วยการให้ข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน ไม่มีการแจ้งเหตุผลอันควร โดยรองโฆษก ตร.แจ้งอย่างด้านๆ ว่า “เหตุผลไม่สามารถเปิดเผยได้”

อีกข้อที่อธึกกิตงัดเอามากระตุก “เรื่องนี้มีพิรุธ ที่หลายคนก็งงว่าทำไมเมื่อวันที่ ๒๗ มิ.ย. ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกอัยการยังแถลงเจื้อยแจ้วว่าอายุความถึงปี ๒๕๗๐” ตำรวจได้รับคำสั่งของอัยการตั้งแต่ ๑๒ มิ.ย.โน่น แล้วส่งหนังสือแจ้งแก่ตระกูลอยู่วิทยาเมื่อ ๑๘ มิ.ย.

แต่ไม่มีการแถลงต่อสาธารณะ จนกระทั่งซีเอ็นเอ็นเอามาปูดเมื่อ ๒๓ กรกฎา โดยอ้างอิงคำตอบยืนยันคำสั่งอัยการดังกล่าวจากผู้กำกับฯ สน.ทองหล่อว่า “ได้รับทราบจากอัยการถึงการตัดสินใจสุดท้าย เมื่อวันที่ ๑๒ มิ.ย. ว่าจะไม่สั่งฟ้อง
 
และคำสั่งดังกล่าวระบุว่าคดีนี้ “พันตำรวจโทวิรดล ทับทิมดี (เป็น) ผู้กล่าวหา นายวรายุทธ อยู่วิทยา (เป็น)ผู้ต้องหาที่ ๑ และดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ (เป็น) ผู้ต้องหาที่ ๒” อันนี้เลยกลายเป็นข้อกังขาหนักเข้าไปใหญ่ถึงความไม่บริสุทธ์ของทั้งอัยการและตำรวจ

ไฉนดาบวิเชียรผู้เคราะห์ร้ายกลายไปเป็นผู้ต้องหาที่สองไปได้ เช่นนี้เป็นการกีดกันไม่ให้ญาติโกโหติกาของดาบวิเชียรไม่สามารถฟ้องร้องคดีแพ่งแก่ทั้ง อยู่วิทยา และตำรวจ ได้ใช่ไหม อีกทั้งรูปการณ์แห่งคดีที่ยืดมา ๘ ปี ก็เห็นชัดๆ ว่า บอสเมาขับรถชนตำรวจมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต

อีกทั้งยังเป็นคดีที่ฝ่ายตำรวจเองนั่นแหละที่ประพฤติมิชอบต่อรูปคดี แม้จะ “มีการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบกพร่องในการทำสำนวนคดีนี้ในอดีตไปแล้ว” ดังรองโฆษกตำรวจอ้าง ก็ไม่ควรทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นคนผิดไปได้

โดยเฉพาะเมื่อ “ตรวจสอบพบว่ามีการช่วยเหลือนายวรยุทธ อยู่วิทยา เช่น ช่วยเหลือไม่ให้ถูกดำเนินคดี เมาแล้วขับ ไม่ดำเนินดคดีขับรถเร็วเกินไป และไม่ออกหมายจับ จนเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกประเทศ” ดังซีเอ็นเอ็นเปิดโปง

ว่าตำรวจที่กระทำผิด ๗ นายเพียงถูกลงโทษภาคทัณฑ์ อีกทั้งอดีตนายตำรวจกลุ่มงานตรวจทางเคมี ฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลางคนหนึ่ง ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่าเขาเป็นผู้พิสูจน์หลักฐานในคดีนี้ด้วยตัวเอง
 
“ยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาขับรถชนท้ายดาบตำรวจวิเชียรจริง แต่นายวรยุทธกลับส่งคนรับใช้มามอบตัวแทน...มั่นใจว่าหลักฐานในขณะนั้นสามารถเอาผิดได้แน่นอน” แต่แทนที่จะให้กองพิสูจน์หลักฐานออกรายงานภายใน ๑ เดือนได้ พนักงานสอบสวนกลับดองเรื่องไว้หลายปี

“อัยการเองก็ปล่อยให้มีการเลื่อนนัดพบอัยการถึง ๗ ครั้ง ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป” พันตำรวจตรีชวลิต เลาหอุดมพันธุ์ จึงตั้งคำถามกับกระบวนยุติธรรมไทยว่า “คุกมีไว้แค่ขังคนจนหรือ” ส.ส.พรรคก้าวไกลอีกสองคนเรียกร้องให้รัฐบาลนี้ลงมือปฏิรูปตำรวจอย่างจริงจังเสียที


งานนี้ทั้งตำรวจและอัยการทำรุ่มร่ามอย่างเห็นชัดอาจเป็นเพราะไม่ละอายต่อบาปกันแล้ว จึงมีการสรรพยอกแบบแสบๆ ว่า “มันมีวิธีทีดีกว่านั้น ให้บอสมามอบตัวแล้วให้ประกัน...” จากนั้นตำรวจค่อยทำให้คดีกลายเป็นอุบัติเหตุไปเสียยังได้

“วิน วิน แบบนี้กลับไม่เลือก” Thanapol Eawsakul อ้างคำ ผู้เชี่ยวชาญการเป่าคดีเอามาแซว ‘sarcastically’