วันอาทิตย์, กรกฎาคม 26, 2563

มี ตลก.รัฐธรรมนูญ ทั่นหนึ่งโยนเผือกร้อนใส่ตักประยุทธ์ ตำรวจและอัยการสั่งปิดคดีอยู่วิทยา "เป็นความล้มเหลวและหมดหวังที่จะพึ่งได้อีกจากคนทั้งประเทศ”


ไม่ว่ารัฐบาลจะทำนิ่งเพียงไรกับการ ปิดคดีทายาทเร็ดบูลฆ่าตำรวจตาย ความเหลิงอำนาจในแวดวงตำรวจและอัยการ ที่ทำให้เกิดคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาต่อวรยุทธ อยู่วิทยา อย่างขัดต่อแบบแผนทางกฎหมายและครรลองความยุติธรรม มันอยู่บนตักของประยุทธ์ จันทร์โอชาแล้ว

ไม่เพียงสองหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวข้างต้น บิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ออกคำสั่งฟอกมลทินให้แก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งบังเอิญเป็นลูกมหาเศรษฐีอันดับสองของประเทศ และบริษัทของบิดาเพิ่งบริจาคเงิน ๓๐๐ ล้านบาทแก่รัฐบาลนี้

ยังมีหน่วยงานที่มาจากการแต่งตั้งทางการเมือง (แม้จะอ้างวิธีการ สรรหาก็ไม่พ้นผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐประหาร) คือ ปปช.ที่สมรู้ร่วมคิดกับกระบวนการตะแบงความยุติธรรม วินิจฉัยความเอื้อต่อบรรดาตำรวจที่กระทำผิดช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนีคดี

การแสดงความเห็นส่วนตัวต่อคดีทายาทอยู่วิทยาโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง นอกจากเป็นการโยนเผือกร้อน (โดยปริยาย) ใส่หน้าตักนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นการชี้ให้เห็นความเสื่อมทรามในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายของไทยยุคนี้อย่างจะแจ้ง

“อัยการที่ไม่สั่งฟ้องและตำรวจที่ไม่แย้ง ซึ่งทั้งคู่เป็นองค์กรหลักในกระบวนการยุติธรรมที่เปราะบางอยู่แล้ว ก็ยิ่งกลายเป็นความล้มเหลวและหมดหวังที่จะพึ่งได้อีกจากคนทั้งประเทศ” ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ให้ความเห็นไว้ในกรุ๊ปไลน์กฎหมาย

“จะทำให้ระบบความยุติธรรมหมดความหมาย ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป” หนำซ้ำ “เศรษฐกิจก็ล้มเหลว โควิดก็คุกคาม สังคมก็แตกแยก คนเบื่อและเกลียดรัฐบาลมากขึ้น” จะนำไปสู่ “จุดเริ่มต้นของการพังทลายลงของรัฐบาล ซึ่งจะมาเร็วมาก”

ตลก.คนนี้แนะว่ารัฐบาลจะทำนิ่งเฉยต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว เพราะคนทั้งประเทศมีความรู้สึกฝังใจว่า “รัฐบาลสั่งได้หมดมาตั้งแต่ คสช.แล้ว” ฉะนั้นต้องตั้งกรรมการตรวจสอบให้เร็วที่สุด อย่าอ้างว่า “รัฐบาลจะไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม”


ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกนะนี่ที่มี ตลก.รธน. ให้ความเห็นต่อกระบวนยุติธรรมไทยอย่างถึงแก่นหลักการและสะท้อนต่อความเป็นจริง ขณะที่องค์กรของ ตลก.คนนี้เองก็ตกเป็นที่ครหาของสังคมว่าทำให้ความยุติธรรมมีสองมาตรฐาน เอื้อ คสช.สุดกู่ กับ อัด ชินวัตร สุดลิ่ม

การที่นายทวีเกียรติกล้าวิจารณ์การบิดคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยาอย่างจะแจ้งเช่นนี้ อาจเป็นเพราะมันอยู่นอกกรอบของมาตรฐานซ้อนที่ศาล รธน.ใช้อยู่ ไม่มีทั้งผลประโยชน์ของ คสช.และชินวัตรผูกพัน อาจอยู่ในขอบข่ายอำนาจของ คสช.บางคนที่ ตลก.ไม่ได้อิงแอบแนบสนิทด้วยก็ได้

ถึงอย่างนั้น คำสั่งไม่ฟ้อง บอส ที่ออกมา เป็นการตบหน้าระเบียบกฎหมาย และละเมิดหลักการแห่ง ‘Law and Order’ เช่นที่ ตลก.อ้าง จนเกินกว่าใครก็ตามที่ปาวารณาตัวไว้ว่าจะเชิดชูกระบวนการยุติธรรม จะเอออวยไปด้วยได้ง่ายๆ
 
มีสองประเด็นเกี่ยวกับคดีที่ อานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชี้ให้เห็นโดยกระจ่างว่า การวินิจฉัยของหน่วยงานเกี่ยวข้องขัดแย้งตัวบทกฎหมายและหลักนิติธรรม ดังที่เขาเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงอัยการสูงสุดและ ผบ.ตำรวจแห่งชาติ

“เหตุใดพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการจึงไม่ตั้งข้อหาเสพโคเคน ซึ่งเป็นสารเสพติดประเภทสอง และไม่ดำเนินคดีข้อหาขับรถโดยเสพสารเสพติดประเภทสองในคดีนี้ตั้งแต่แรก” อีกทั้งไม่มีการออกหมายจับผู้กระทำผิด

“แต่รอถึงต้องมีหมายเรียกถึง ๗ ครั้ง กระทั่งคดีบางส่วนขาดอายุความและผู้ต้องหาหลบหนีไป” กับอีกประเด็นที่ ปปช.ใช้ดุลพินิจเหมือนด้อยปัญญา (จะเป็นเพราะประธาน ปปช.เป็นเด้กเส้นของ คสช.คนหนึ่งที่กำลังระเริงอำนาจ หรือเปล่าไม่รู้ได้)

“พฤติการณ์ต่อไปนี้ ปปช.เห็นว่าเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง (สองในสี่ข้อ)...มาประกอบการทำความเห็น” คือ ๑.เจตนาละเว้นไม่ดำเนินคดีกับวรยุทธในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ๒.ไม่นำรายงานผลการคำนวณความเร็วของกองพิสูจน์หลักฐาน” มาใช้

“ซึ่งพบว่าวรยุทธขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็วโดยเฉลี่ย ๑๗๗ กิโลเมตรต่อชั่วโมง” ในกรณีนี้ทางตำรวจมีวิธีลบล้างความผิดพลาดในภายหลังหลายปีนับแต่เกิดเหตุ ด้วยการบันทึกคำให้การของพยานฝ่ายจำเลย หลายคนเป็นตำรวจ คนหนึ่งเป็นด็อกเต้อ

เป็นคำให้การแย้งผลการตรวจสอบของฝ่ายพิสูจน์หลักฐานซึ่งกระทำต่อจากการจับกุมในปี ๒๕๕๕ ต่างอ้างว่าความเร็จรถที่นายวรยุทธขับชนดาบวิเชียรเสียชีวิต แค่ ๗๐ กว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมงบ้าง ๖๐ กว่า กม./ชม.บ้าง ทั้งที่ผลการตรวจเบื้องต้นมีอยู่แล้ว