วันเสาร์, พฤศจิกายน 30, 2567

Somebody loves Bananas 😂


Infamous duct-taped banana eaten by crypto entrepreneur

China South Morning Post

Nov 29, 2024 
#scmp #HongKong

The founder of a blockchain has eaten an infamous artwork commonly known as the “duct-taped banana” at an event in Hong Kong. On November 21, 2024, crypto entrepreneur Justin Sun bought the piece Comedian, originally crafted by Italian artist Maurizio Cattelan, for US$6.2 million at Sotheby’s in New York. The artwork was seen by industry insiders as a creative gesture combining art, culture and cryptocurrency, and the event attracted significant international media attention. Sun held a public event at a glitzy Hong Kong hotel on November 29, 2024, to eat the banana in front of a live audience.

https://www.youtube.com/watch?v=PwBv7V5rUnQ
.....



‘นิติสงครามภาควิชาการ’ ความเฮงซวย ที่เกิดขึ้นกับงานของณัฐพล ผู้ฟ้องยอมรับต่อศาลเองว่าไม่ได้อ่านวิทยานิพนธ์และหนังสือ เพียงแต่รับฟังคำบอกเล่าจากไชยันต์ ไชยพร เท่านั้น ก็ฟ้องเลย


The101.world
1d ·

หลังต่อสู้คดีกันมาสามปีกว่า ในที่สุดเมื่อ 13 พ.ย. 2567 ศาลแพ่งก็ ‘ยกฟ้อง’ คดีที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต เรียกค่าเสียหายว่าวิทยานิพนธ์และหนังสือของณัฐพล ใจจริงละเมิดไขข่าวด้วยข้อความฝ่าฝืนความจริง
.
คดีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการพยายามทำลายความชอบธรรมในงานศึกษาของณัฐพลผ่านหลายช่องทาง ในบริบทที่สังคมไทยเกิดการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และผู้คนตื่นตัวในการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองมากขึ้น
.
ธนาพล อิ๋วสกุล จึงชวนทบทวนที่มาที่ไปของเรื่องนี้และบริบทภาพรวมของ ‘นิติสงครามภาควิชาการ’ ที่เกิดขึ้นกับงานของณัฐพล
.
หมายเหตุ - ธนาพลเป็นหนึ่งในหกจำเลยที่ถูกฟ้องในฐานะ บก. ฟ้าเดียวกัน ผู้ตีพิมพ์หนังสือ
.
อ่านฉบับเต็มได้ที่: https://www.the101.world/legal-warfare-in-academia/
.
“คำให้การของโจทก์ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิตนั้นได้มีการยอมรับต่อศาลเองว่าไม่ได้อ่านวิทยานิพนธ์และหนังสืออีกสองเล่มจนจบแต่อย่างใด เพียงแต่รับฟังคำบอกเล่าจากไชยันต์ ไชยพร เท่านั้น”
.
“คู่ขนานไปกับกระบวนการนิติสงครามที่เริ่มใช้ในการยุบพรรคอนาคตใหม่และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี ตามมาด้วยการใช้กดปราบเยาวชนนักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ กลุ่มผู้ที่ต้องการทำลายความชอบธรรมของงานศึกษาของณัฐพล ใจจริง ซึ่งมีไชยันต์ ไชยพร เป็นต้นเรื่อง ก็ดำเนินการไปพร้อมกันในสามช่องทางคือ

“1. เดินสายออกสื่อต่างๆ ย้ำข้อกล่าวหาเดิมๆ ... 2. ร้องเรียนไปยังสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อให้ถอดถอนวิทยานิพนธ์ฯ 3. ดำเนินคดีในศาล”
.
“บันทึกควันหลงนี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งร่องรอยที่เผยว่าในห้วงเวลาไม่นานก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ กระทั่ง ‘เชิงอรรถ’ ในหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์’ ยังกลายเป็นสมรภูมิหนึ่งที่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือดไปได้”
.
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด


วันศุกร์, พฤศจิกายน 29, 2567

พวก ‘ค่าง’ ช่างโหน ฟ้อง ๑๑๒ จี กามิน หาว่าเข้าไทยด้วยกิริยา ‘ท่าเดิน’ คล้ายบุคคลเบื้องสูง หารู้ไม่ ยูเอ็นเตือนไทยบ่อยครั้ง ม.๑๑๒ ผิดหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

เอาอีกแล้วพวก ค่าง ช่างโหน ตะบี้ตะบันโหนดะไปจนถึงดาราต่างชาติ เอามาฟ้อง ๑๑๒ ทั้งที่ไม่มีเหตุแจ้งชัด คนฟ้องมโนเองทั้งนั้นว่าเขากระทำผิด กรณีประธานกลุ่มประชาพิทักษ์สถาบัน กล่าวหา กามิน ดาราเกาหลีใต้ เดินคล้ายบุคคลเบื้องสูง

ทรงชัย เนียมหอม อ้างในคำฟ้องว่า ได้เห็นจากสื่อออนไลน์ เมื่อ ๓ พ.ย.๖๗ ขณะ จี กามิน อินฟลูเอ๊นเซอร์คนดังชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศไทย “ได้แสดงกริยาท่าทางให้คล้ายหรือลอกเลียนแบบบุคคลเบื้องสูง” อ้างด้วยว่าเคยมีคดีแบบนี้เมื่อปี ๖๓

เป็นคำฟ้องที่เหลวไหลที่สุด ชนิดที่ถ้าต่างชาติไปสืบสาวกฎหมายต้นตอที่ให้อำนาจฟ้อง ก็จะพบกับความเหลวไหลของ กม.นั้นเช่นกัน อย่าลืมว่าสหประชาชาติ ผ่านทางกลไกพิเศษด้านสิทธิมนุษยชน ได้ส่งหนังสือเตือนรัฐบาลไทยมาตลอด

จากการบรรยายของ อัครชัย ชัยมณีการเกษ แห่งศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน เราทราบว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึง ๖๗ ผู้เสนอรายงานพิเศษยูเอ็นฯ นี้ ส่งหนังสือเตือนไทยแล้ว ๑๑๑ ฉบับ ในจำนวนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและการแสดงออก ๑๐๔ ฉบับ

และใน ๑๐๔ ฉบับนั้น เป็นเรื่องการบังคับใช้ กม.อาญา ม.๑๑๒ เสีย ๒๓ ฉบับ โดยเฉพาะในช่วงปี ๒๕๕๔ ถึง ๒๕๖๓ ไทยได้รับคำเตือนเรื่อง ๑๑๒ ปีละ ๒-๓ ฉบับ เลยทีเดียว ในหนังสือเตือนเหล่านั้นว่าอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ย้ำเตือนหลักการสำคัญ

ถ้าคุณจะจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก มันมีหลักการระหว่างประเทศที่คุณต้องเคารพอยู่” เพื่อให้เกิดความชอบธรรม ๓ หลัก คือหนึ่ง กม.นั้นต้องชัดเจน ห้ามอะไร ไม่ห้ามอะไร สอง จำกัดสิทธิไปเพื่ออะไร และสาม ต้องได้สัดส่วนและมีความจำเป็น

หน่วยงานสหประชาชาติแห่งนั้นบอกว่า มาตรา ๑๑๒ ของไทย ไม่ผ่านเงื่อนไขเหล่านี้ทั้งหมด แต่ผู้ฟ้องร้องกรณีกามิน ไพล่ไปเอ่ยถึงเรื่องใบอนุญาตทำงานในไทยของกามิน ว่าหมดอายุไปแล้ว ถ้ากามินเข้าประเทศครั้งนี้ยังไม่มีนายจ้าง ต้องถูกเพิกถอนวีซ่า

เห็นชัดว่าการฟ้องร้องคดี ๑๑๒ นี้ เป็นการใช้ กม.มาตรานี้เพื่อการกลั่นแกล้งเสียมากกว่าปกป้องเกียรติของบุคคลเบื้องสูง ข่าวไม่ได้บอกว่าคนไหน ถ้าจะเดาเอาก็คงเป็นเพศหญิงสวมชุดไทย เหมือนผู้ต้องคดีปี ๖๓ แต่ท่าเดินของกามินแบบนั้นหรือ

วิธีการพิสูจน์ในศาล อย่างน้อยต้องมีคลิปท่าเดินของกามินในสถานการณ์คำฟ้องอ้าง ทียบเคียงกับคลิปท่าเดินของบุคคลเบื้องสูงที่คำฟ้องระบุ เชื่อว่าถ้าสูงจริงศาลจะต้องสืบพยานโดยวิธีลับ ไม่ยอมให้แพร่งพรายสู่สาธารณะ

แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ต่างชาติรับไม่ได้อยู่แล้ว แต่ในไทย กระทำกับคนไทยด้วยกันได้ ดังคดี อานนท์ นำภา ปราศรัยในม็อบ แฮรี่พ็อตเตอร์ “จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้คดี ไม่มีโอกาสถามค้านพยานโจทก์ ไม่มีโอกาสนำเสนอพยานหลักฐานของตัวเอง

และไม่ได้เอกสารที่เกี่ยวข้องในการพิสูจน์ความจริงเข้ามาในคดี พร้อมกับศาลสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับและห้ามเปิดเผยกระบวนพิจารณาคดีที่เกิดขึ้น” ประดุจว่ากระบวนการศาลไทยอยู่แต่ในโลกของตัวเอง ไม่ได้ร่วมประชาคมโลก

(https://www.facebook.com/pow.ilaw/posts/PSNtwC2LHZ, https://ilaw.or.th/articles/48100 และ https://prachatai.com/journal/2024/11/111520) 

หน่วยงานราชการอยู่ไหนไม่รู้ แต่เอกชนลงไปแล้ว

https://www.facebook.com/watch/?v=578009074640231


.....

Anchana Heemmina
14h ·

ภาวะภัยพิบัติฉุกเฉินน้ำท่วมตอนนี้คือ
การไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าน้ำจะท่วมในระดับไหนและขยายวงกว้างแค้ไหน ดังนั้นรัฐควรประเมินเร่งด่วนและแจ้งด่วนว่าพื้นที่ไหนต้องอพยพทันที
และหากไม่อพยพจะต้องมีมาตรการเด็ดขาดอย่างไรที่จะทำให้เขาอพยพได้
ทำความเข้าใจว่า ภาวะฝนที่จะตกต่อเนื่องอีก 2 วันจะมีความเสี่ยงระดับไหน
ให้กำลังใจทุกคนคะ


เจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ร้านขายยาทั่วไปจ่ายยาได้อยู่แล้ว แต่เหตุใดเมื่ออยู่ในโครงการภายใต้บัตรทอง 30 บาท สปสช. แพทยสภาจึงออกมาคัดค้านและฟ้องร้องต่อศาลปกครอง



เปิดข้อกังวล-คำชี้แจง แพทยสภา-สภาเภสัชฯ หลังศาลปกครองรับฟ้องคดีโครงการจ่ายยา 16 อาการ บัตรทอง

28 พฤศจิกายน 2024
บีบีซีไทย

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับฟ้องคำร้องของแพทยสภา กรณีโครงการจ่ายยา 32 อาการ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หลังจากแพทยสภาแสดงความกังวลว่าการจ่ายยาโดยไม่ตรวจวินิจฉัย อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน ประเด็นนี้มีข้อถกเถียงอย่างไร และกระทบต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพอย่างไรบ้าง

การดำเนินการให้บริการ “เจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการ รับยาที่ร้านยาคุณภาพ” เป็นบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ดำเนินโครงการที่เริ่มนำร่องมาตั้งแต่ต้นปี 2562 ด้วยความร่วมมือของ สปสช. และสภาเภสัชกรรม

เดิมทีโครงการนี้ให้เภสัชกรร้านยาสามารถจ่ายยา 16 อาการเล็กน้อย แต่ปัจจุบันขยายเป็น 32 อาการ เมื่อเดือน ส.ค. 2567 ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้แพทยสภา ได้ยื่นคำร้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า โครงการดังกล่าวเป็นการก้าวล่วงวิชาชีพเวชกรรมจากวิชาชีพเภสัชกรรมหรือไม่ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่รับข้อหารือไว้พิจารณา แต่ได้ให้ความเห็นว่าเป็นประเด็นปัญหาที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามมาตรฐานวิชาชีพของตนภายใต้กรอบกฎหมายของแต่ละวิชาชีพ

หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับคำฟ้องของแพทยสภา เมื่อ 9 ต.ค. 2567 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า ประชาชนยังใช้สิทธิได้จนกว่าคำสั่งศาลจะสิ้นสุด

บีบีซีไทยคุยถึงเหตุผลและคำชี้แจงของแพทยสภาและสภาเภสัชกรรม ต่อประเด็นข้อพิพาทนี้

1. ความเสี่ยงของผู้ป่วย

แพทยสภา: แถลงการณ์แพทยสภา เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2567 ระบุว่า แม้โครงการจ่ายยาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในแง่การได้รับยารวดเร็ว และยังอาจช่วยลดความแออัดโนโรงพยาบาลได้ แต่แทนที่ประชาชนส่วนหนึ่งที่เจ็บป่วยจะได้รับการตรวจ รักษา บำบัด เยียวยา อย่างถูกต้องและตรงตามสมมติฐานของโรคอันแท้จริง แนวทางของโครงการนี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น การให้ยาตามอาการแต่อาจไม่ตรงกับโรค ทำให้โรคซับซ้อนขึ้นจนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จนถึงมีอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงและเพิ่มโอกาสในการดื้อยาอันยากต่อการรักษา

แหล่งข่าวจากแพทยสภา ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า อาการบางอย่างหรือยาบางชนิดเป็นข้อกังวลของแพทย์ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เนื่องจากข้อจำกัดหนึ่งของการรักษา บางอาการไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยการซักประวัติอย่างเดียว อาการบางอย่างต้องลงรายละเอียด จะจ่ายยาบรรเทาเบื้องต้นไม่ได้ และบางอาการที่อยู่ในโครงการนี้ ไม่ใช่อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ

“แพทยสภาไม่ได้มีปัญหาว่า คุณจ่ายยา แต่ว่ายาบางตัวหรืออาการบางโรค มันอาจจะเกิดอันตราย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณของประเทศมาจ่าย คือชั่งน้ำหนักแล้วอาจจะไม่ปลอดภัย”

แหล่งข่าวจากแพทยสภา ย้ำด้วยว่า กรณีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เป็นความต้องการแก้ไขนโยบาย สปสช. ที่ออกมาเท่านั้น ไม่ใช่ความเกลียดชังต่อวิชาชีพเภสัชกรรม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเกิดการใช้ยาชนิดที่ว่าเพียงเจ็บป่วยเล็กน้อยก็ใช้ยาก่อน ซึ่งใน 32 กลุ่มอาการไม่ใช่ว่าแพทยสภาจะไม่เห็นด้วยทุกกลุ่ม แต่บางกลุ่มเป็นความกังวลเรื่องอันตราย

“ถ้ามีการปรับว่าอาการพวกนี้ไม่ใช่เจ็บป่วยเล็กน้อยทั้งหมด แพทยสภาก็น่าจะพอใจ หรือไม่ก็ควรมีการทำงานร่วมกันโดยสหวิชาชีพ”

สภาเภสัชกรรม: รศ.พิเศษ เภสัชกร (ภก.) กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่แพทยสภาพูดเป็นเชิงหลักการ เภสัชกรทราบดีว่า ยาบางอย่างมีอันตรายและกลุ่มอาการบางกลุ่มก็มีความอันตรายที่ไม่ควรรักษาด้วยการซื้อยากินเอง เภสัชกรวิชาชีพ ศึกษาเรื่องยาและโรคมาเป็นเวลา 6 ปี และจ่ายยาภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.ยา และ พ.ร.บ.สภาวิชาชีพเภสัชกรรม ซึ่งมีการจ่ายยามาเป็นเวลากว่า 70 ปีแล้ว ดังนั้น จึงมีดุลพินิจต่อการดูแลผู้ที่มาซื้อยาได้

ส่วนกลุ่มโรคที่แพทย์ระบุว่าเป็นโรคอันตราย ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาโดยแพทย์ในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นส่วนของเภสัชกรของโรงพยาบาลที่ต้องเข้าใจกระบวนการวินิจฉัยของแพทย์ แต่โครงการจ่ายยา 32 กลุ่มอาการภายใต้งบประมาณของ สปสช. เป็นคนละส่วน

“กรณีร้านขายยาโครงการนี้มันคนละมิติ มันเป็นเรื่อง common illness (ความเจ็บป่วยธรรมดา) ซึ่งทุกคนเป็นกันประจําและก็ดูแลตัวเอง แต่เดิมประชาชนก็เจ็บป่วยเล็กน้อย ก็ดูแลตัวเองไปร้านยาซื้อยา อันนี้มันก็เหมือนกับลักษณะเดิม เพียงแค่ สปสช. จ่ายเงินให้ เพราะก็เป็นกลุ่มที่ควรจะได้สิทธิ์” ภก.กิตติ กล่าว



2. เจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ร้านขายยาทั่วไปจ่ายยาได้อยู่แล้ว เหตุใดเมื่ออยู่ในโครงการ สปสช. แพทยสภาจึงคัดค้าน

แพทยสภา: แหล่งข่าวจากแพทยสภา อธิบายกับบีบีซีไทยว่า การซื้อยากินเองตามร้านยาของประชาชน ตามข้อกำหนดเวชปฏิบัติของแพทยสภา ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะเป็นหนึ่งในข้อยกเว้น 6 ข้อ ที่ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย โดยถือว่าการซื้อยากินเอง คือ “การประกอบวิชาชีพเวชกรรมต่อตนเอง” นั่นคือการวินิจฉัยว่าตัวเราป่วยเป็นอะไร และเราไปซื้อยา อันนี้เป็นสิทธิที่พึงทำได้ โดยมีเภสัชกรให้คำแนะนำ

แต่เมื่อเป็นโครงการที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุน ความหมายของ “การประกอบวิชาชีพเวชกรรมต่อตนเอง" จะเปลี่ยนไป นั่นคือจะมีผลในทางพฤตินัยกว่า เมื่อมีอาการในกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ ให้ไปรับยาที่ร้านขายยาได้ ซึ่งอาการต่าง ๆ บางอย่างอาจไม่มีอันตราย แต่บางกลุ่มอาการมีข้อจำกัดในการจ่ายยาเพื่อรักษา

“เราไม่ขัดขวางการจ่ายยาของร้านขายยาสำหรับการเจ็บป่วยเล็กน้อย และเราเชื่อว่าการจ่ายยาร้านขายยาลดความแออัดในโรงพยาบาล แต่ว่าการจ่ายยาทุกอาการหรือการจ่ายยาบางไอเทมเรามีความกังวล”

นอกจากนี้แหล่งข่าวจากแพทยสภาชี้ด้วยว่า ระบบและแนวทางการจ่ายยาในลักษณะนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานการใช้ยาของประชาชน

“ถ้าเราใช้เงินรัฐจะกลายเป็นว่าเราได้ตั้งเป็นเป็นนอร์ม (บรรทัดฐาน) ของประเทศว่าอาการเหล่านี้เป็นอาการเล็กน้อย ดังนั้น ก็ต้องให้เป็นอาการเล็กน้อยจริง เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ และคนไข้จะได้ไม่ไปคุ้นเคยว่าเป็นแค่อาการเล็กน้อยก่อน จึงไปรับยาก่อน” กรรมการแพทยสภาคนหนึ่งกล่าวกับบีบีซีไทย

สภาเภสัชกรรม: รศ.พิเศษ เภสัชกร (ภก.) กิตติ กล่าวกับบีบีซีไทยในประเด็นนี้ว่า เป็นทัศนะของทางแพทยสภา แต่ย้ำว่า ประชาชนจะไปซื้อยาเขาต้องรู้สึกเจ็บป่วย จึงจะเดินทางมารับยาตามโครงการนี้ เพียงแต่ความแตกต่างมีเพียงการที่ สปสช. จ่ายเงินให้ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพเท่านั้น

นายกสภาเภสัชกรรม ระบุด้วยว่า สำหรับกลุ่มอาการ 32 กลุ่ม ในโครงการนี้ก็เป็นกลุ่มอาการที่มีการจ่ายยาตามร้านยาอยู่แล้ว

“จริง ๆ ถ้ามองแบบเป็นกลาง ๆ มันก็คือพฤติกรรมเหมือนเดิม เพียงแค่ สปสช. จ่ายเงินให้ แทนที่เขาจะต้องจ่ายเองเท่านั้น เพราะถ้าไม่เจ็บป่วยก็คงไม่มา แล้วเจ็บป่วยจริง ๆ มันก็เหมือนกับปกติที่เขาไปร้านยาเสียเงิน เขาก็มาบอกว่าเขาจะเป็นอาการอย่างนี้ ก็อยากได้ยาอย่างนี้ และเภสัชฯ ก็เลือกที่เหมาะสมกับเขาให้”



3. กลุ่มอาการที่แพทยสภามีความกังวลและคำชี้แจงจากสภาเภสัช

แพทยสภา: จากการให้ข้อมูลของแหล่งข่าวจากแพทยสภา มีหลายกลุ่มอาการที่แหล่งข่าวรายนี้ยกตัวอย่างขึ้นมาได้แก่
  • ยาที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์ เช่น ยาหยอดตา ยาหยอดหู
  • ยาไมเกรนที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว แหล่งข่าวระบุว่าเคยมีกรณีที่ผู้ป่วยซื้อยาไมเกรนรับประทาน แต่เนื่องจากมีอาการอย่างอื่นร่วม จึงเกิดผลต่อกันที่ทำให้เส้นเลือดแตก "สรุปว่าการจ่ายยาบางประเภท เช่น ยาไมเกรน ทางแพทยสภาไม่เห็นด้วยเลย เพราะต้องมีการวินิจฉัยก่อน เพราะเป็นยาที่มีความอันตราย" แหล่งข่าวระบุ
  • อาการปัสสาวะแสบขัด แหล่งข่าวระบุว่า หากคนไข้มาหาแพทย์แล้วแพทย์จ่ายยาเลย โดยไม่ตรวจน้ำปัสสาวะ ถือว่าผิดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
  • อาการอื่น ๆ ที่เห็นว่าควรต้องมีการพบแพทย์ เช่น อาการตกขาว อาการทางพยาธิ เป็นต้น
“เราไม่ปฏิเสธว่า คนไข้ในไทยมากมายมหาศาล และทาง สปสช. อยากให้คนไข้เข้าถึง แต่เรามีปัญหาว่า บางอาการ ไม่ใช่สิ่งที่จะจ่ายยาบรรเทาเบื้องต้น แม้ 3 วันก็ตาม”

สภาเภสัชกรรม: รศ.พิเศษ เภสัชกร (ภก.) กิตติ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ไม่เห็นด้วยที่แพทย์จะหยิบเฉพาะบางจุดขึ้นมาอธิบายเป็นกรณีทั่วไป จึงควรดูที่ผลลัพธ์ของโครงการ พร้อมยืนยันว่าวิชาชีพเภสัชกรศึกษาเรื่องโรคมาเหมือนกัน รู้ว่าลักษณะไหนควรใช้ ไม่ควรใช้

นายกสภาเภสัชกรรม ได้นำผลการดำเนินโครงการดูแลอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 กลุ่มอาการโดยเภสัชกรร้านยา จากการให้บริการตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2565 จนถึง 21 พ.ค. 2567 มีผู้รับบริการทั้งสิ้น 1,791,930 คน จํานวนครั้ง 4,985,145 ครั้ง โดย 90% อาการหายหรือทุเลา ไม่พบกรณีที่ผู้เข้ารับบริการเกิดปัญหารุนแรง หรือเสียชีวิตแต่อย่างใด



4. การควบคุมความเสี่ยงต่อประชาชน

แพทยสภา: แหล่งข่าวจากแพทยสภา แสดงความกังวลว่า ระบบแพทย์ครอบครัวของประเทศไทยแตกต่างจากต่างประเทศ โดยในต่างประเทศจะมีหมอครอบครัวดูแล 24 ชั่วโมงดูแลหลังจากแพทย์จ่ายยา ทว่าในประเทศไทย แม้มีการระบุว่าให้เภสัชกรติดตามอาการหลังจาก 3 วัน ให้ไปพบแพทย์ แต่เห็นว่าระบบส่งต่อผู้ป่วยของประเทศไทยไม่ได้มีความชัดเจนเท่าตัวอย่างในต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบเจ้าของไข้ที่ส่งต่อจากร้านยาไปโรงพยาบาล

สภาเภสัชกรรม: นายกสภาเภสัชกรรมยืนยันว่า ภายใต้โครงการนี้มีระบบติดตามอาการประชาชนที่ไปรับบริการ หากไม่ดีขึ้นใน 3 วัน ต้องส่งต่อไปยังหน่วยบริการปฐมภูมิ

“เรากำหนดว่า 3 วัน (ร้านยา) ต้องติดตาม ถ้าไม่ติดตาม คุณเบิกเงินไม่ได้ มันเป็นการบังคับเลย ฉะนั้น จะบอกว่าเราไม่สนใจความปลอดภัยผู้ป่วยคงไม่ใช่ เพราะกระบวนการเรามันชัดเจนอยู่แล้ว” ภก. กล่าวถึงการควบคุมร้านยาในโครงการนี้ทุกร้านที่เข้าร่วมต้องผ่านเกณฑ์การเป็นร้านยาคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 4,000 แห่ง

เภสัชกร กิตติ อธิบายมาตรการควบคุมร้านขายยาอีกด้วยว่า ทุกร้านขายยาต้องเข้ารับการฝึกอบรวมเพื่อทบทวนความรู้ และจะมีคู่มือสำหรับการอ้างอิงทบทวนความรู้การจ่ายยาว่าอาการแบบนี้เป็นอย่างไร กรอบยาที่ควรใช้ได้ และบัญชียาตามกฎหมายให้เภสัชจ่ายได้ ซึ่งในส่วนนี้จะมียากลุ่มที่ต้องรอแพทย์สั่ง เภสัชกรจะจ่ายเองไม่ได้

ส่วนในกระบวนการการดูแลคนไข้จะพิจารณาว่าหากลักษณะเป็นเจ็บป่วยเล็กน้อยหรือเจ็บป่วยไม่มากจริง เภสัชกรดูแลได้ แต่ถ้าอาการมีความซับซ้อนเภสัชกรจะส่งแพทย์ทั้งหมด นอกจากนี้ทางสภาเภสัชกรรม ยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลการส่งต่อผู้ป่วยหรือรีเฟอร์ (refer) จากร้านยาในโครงการไปยังสถานบริการทางการแพทย์ต้นสังกัดของผู้ป่วย เพื่อยืนยันว่า เภสัชกรมีการคัดกรองผู้ป่วย

“เราไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าจ่ายยาตลอดแล้วไม่ส่งต่อไปพบแพทย์” ภก.กิตติ ระบุ

เจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ มีอะไรบ้าง ?

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากเวทีการรับฟังความคิดเห็นทั่วไปในระบบบัตรทองฯ ปี 2560 ที่ได้มีข้อเสนอให้ขึ้นทะเบียนร้านยาคุณภาพ เป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิเข้ารับบริการ

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจสถานการณ์การเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน พบว่ามีประชาชนซื้อยากินเองในระหว่าง 1 เดือน เมื่อมีการเจ็บป่วย คิดเป็น 17.6% และผลสำรวจของประชาชนในปี 2561 ยังพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่ใช้สิทธิบัตรทอง คือการรอรับบริการนานสูงถึง 51.9%



สำหรับการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ได้แก่

1.เวียนศีรษะ 2.ปวดหัว 3.ปวดข้อ/ปวดกล้ามเนื้อ 4.ปวดฟัน 5.ปวดประจำเดือน 6.ปวดท้อง 7.ท้องเสีย 8.ท้องผูก/ริดสีดวงทวาร 9.ปัสสาวะแสบขัด 10.ตกขาว 11.แผล 12.ผื่นผิวหนัง 13.อาการทางตา 14.อาการทางหู 15.ไข้ ไอ เจ็บคอ

16.ติดเชื้อโควิด 17.น้ำมูก คัดจมูก 18.มีอาการแผลในปาก 19.ตุ่มน้ำใสที่ปาก 20.แผลน้ำร้อนลวกไม่รุนแรง

21.อาการคันผิวหนัง/ศีรษะ 22.อาการจากพยาธิ 23.อาการจากหิด เหา 24.ฝี หนองที่ผิวหนัง 25.อาการชา/เหน็บชา

26.อาการนอนไม่หลับ 27.เมารถ เมาเรือ 28.เบื่ออาหารโดยไม่มีโรคร่วม 29.คลื่นไส้ อาเจียน 30.อาการแพ้ยา/แพ้อาหารเล็กน้อย/แมลงกัดต่อย 31.อาการเจ็บป่วยจากการสูบบุหรี่ 32.เหงือกอักเสบ/มีกลิ่นปาก

รศ.พิเศษ เภสัชกร (ภก.) กิตติ กล่าวว่า แต่ละกลุ่มอาการจะมีตัวยา 2-3 ตัวให้เลือก เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนอาจไม่เหมาะกับบางตัวยา ซึ่งเภสัชกรต้องซักประวัติเพื่อพิจารณาว่า ตัวยาใดเหมาะสม และแต่ละตัวยามีผลข้างเคียงใดบ้าง

สำหรับการจ่ายยากลุ่มนี้ รศ.พิเศษ เภสัชกร (ภก.) กิตติ ระบุว่า ยาตามแพทย์สั่งจะไม่อยู่ในกลุ่มยาของ 32 อาการนี้ เนื่องจากยาตามแพทย์สั่งมีกฎหมายควบคุมพิเศษที่ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

“กลุ่มนี้จะไม่มีอยู่ในโครงการ เรามีการกำหนดชัดเจน เพราะเป็นกลุ่มยาที่ต้องการการกำกับดูแลเข้มงวด และส่วนใหญ่เป็นยาที่ใช้ในโรงพยาบาลมากกว่า”

https://www.bbc.com/thai/articles/ckgvr9zy347o


Plot นี้คุ้นๆ😁 “สนมถูกฮ่องเต้ไล่ออกจากวัง แต่ถูกเรียกตัวกลับมาใหม่ พร้อมเปลี่ยนชื่อ นามสกุล เลื่อนยศให้แบบฉ่ำๆ” ย้อนส่อง ‘เจินหวนฯ’ ซีรีส์ดราม่าวังหลังขึ้นหิ้งจากเมืองจีน


BrandThink
17h ·

POP: “สนมถูกฮ่องเต้ไล่ออกจากวัง
แต่ถูกเรียกตัวกลับมาใหม่ พร้อมเปลี่ยนชื่อ นามสกุล เลื่อนยศให้แบบฉ่ำๆ”
ย้อนส่อง ‘เจินหวนฯ’ ซีรีส์ดราม่าวังหลังขึ้นหิ้งจากเมืองจีน
.
ปลายปีแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนคงมองหาซีรีส์เด็ดๆ สักเรื่องดู วันนี้จึงอยากแนะนำและชวนทุกคนไปย้อนความทรงจำกับซีรีส์แสบๆ คันๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกระแสไปทั่วฟ้าเมืองไทยกับ ‘เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน’ (Empresses in the Palace, The Legend of Zhen Huan) ซีรีส์ที่หลายคนยกให้เป็นซีรีส์แนวพีเรียดขึ้นหิ้งของวงการภาพยนตร์จีน
.
และแม้จะเก่าแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในปัจจุบัน จากเนื้อเรื่องครบรส และ ‘มีม’ มากมายหลายรสชาติให้ชาวเน็ตเลือกสรรมาใช้ วันนี้ BrandThink จึงอยากพาทุกคนไปรู้จัก ‘เจินหวน’ กันอีกสักรอบ ว่ามีเนื้อหาอย่างไร และเหตุใดเจินหวนฯ ถึงประสบความสำเร็จ
.
‘เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน’ (Empresses in the Palace, The Legend of Zhen Huan) เป็นซีรีส์ขนาด 76 ตอน ที่ออกอากาศครั้งแรกในปี 2011 โดยมีเนื้อหาแนวพีเรียดดราม่า ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ ‘หลิวเหลียนจื่อ’ และกำกับโดยเจิ้งเสี่ยวหลง
.
นำแสดงโดยดาราเบอร์ใหญ่ของวงการภาพยนตร์จีน-ฮ่องกงอย่าง ‘ซุนลี่’ (Sun Li) ที่มารับบท ‘เจินหวน‘ หญิงสาวชาวฮั่นที่จับผลัดจับผลูเข้ามาเป็นสนมในราชสำนักชิง ทำให้ชีวิตต้องเผชิญกับการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากบรรดาสนมเบอร์ใหญ่ขี้อิจฉา และฮองเฮาจอมวางแผนที่พร้อมสั่งเก็บทุกคนที่ขวางหน้า
.
เส้นเรื่องชีวิตของเจินหวนนั้น เกิดขึ้นในรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเจิ้นแห่งราชวงศ์ชิง ราวๆ ปี 1722 โดยเธอเริ่มจากการเป็นหญิงสาวสามัญชนที่ได้รับเลือกเข้าวังต้องห้ามเพื่อเป็นสนม เนื่องจากมีหน้าตาไปละม้ายคล้ายคลึงกับฮองเฮาคนโปรดคนเก่าของฮ่องเต้ที่จากไป ทำให้เธอเป็นที่โปรดปรานจากฮ่องเต้อย่างมาก
.
ทว่าความโปรดปรานนี้ก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับศัตรูจำนวนมาก ที่มาทั้งแบบเปิดหน้าชน หรือเกลียดชังอยู่ลับหลัง แต่ด้วยสกิลนางเอก ก็ทำให้เธอเอาตัวรอดมาได้หลายต่อหลายครั้ง ทว่าก็ค่อยๆ สูญเสียความใสซื่อประสาสาวชาวบ้านไป ก่อนจะเปลี่ยนตัวเองเป็นนางพญาหงส์ที่พร้อมต่อกรกับทุกอริศัตรู
.
แต่แม้จะเก่งแค่ไหน หงส์ก็ต้องปีกหัก เพราะดันถูกใส่ร้ายจนทำให้ฮ่องเต้พิโรธและขับนางออกจากวังให้ไปบวชเป็นชีอยู่วัดเป็นเวลาหลายปี แต่! ด้วยสกิลนางเอก (อีกแล้ว) เจินหวนก็ถูกเรียกตัวกลับเข้าวังมาได้อีกครั้ง พร้อมกับได้รับชื่อ-นามสกุลใหม่ ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ เพื่อลบล้างประวัติเสียๆ หายๆ สมัยก่อนถูกไล่ออกจากวัง
.
และหลังจากนี้นี่เอง ที่เจินหวนได้ตามเช็กบิลศัตรูทุกคนของเธอแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อนั้น ปัจจุบันสามารถรับชมเจินหวนฯ ฉบับพากย์ไทยได้ทาง Line TV
.
ทั้งนี้แม้จะเป็นซีรีส์จีน แต่ ‘เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน’ กลับได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไทย โดยในอเมริกา Amazon Prime ได้ซื้อลิขสิทธิ์เรื่องนี่ไปปรับตัดเนื้อเรื่องให้เหลือเพียง 6 ตอนสำหรับการสตรีมในสหรัฐอเมริกา และก็ได้รับกระแสตอบรับเชิงบวกเป็นจำนวนมาก
.
และเหตุผลที่เรื่องนี้ประสบความสำเร็จนั้นก็มาจากหลายปัจจัย
.
ประการแรก เนื้อเรื่องสุดเข้มข้น ที่เต็มไปด้วยจุดหักมุม หักไปหักมาแบบเดาทางไม่ถูก จนดึงดูดให้ผู้ชมต้องติดตามอย่างไม่อาจละสายตา ประการที่สอง คือความสามารถของนักแสดงที่ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครต่างๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น ‘ซุนลี่‘ ที่รับบทเป็นเจินหวน ‘เฉินเจี้ยนปิน’ ที่รับบทเป็น พระจักรพรรดิหย่งเจิ้ง ที่ในตอนแรกหลายคนตั้งคำถามว่าดูสูงวัยไม่เข้ากับนางเอก แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้รับการยอมรับจากแฟนๆ เนื่องจากสามารถถ่ายทอดบทบาทของ ฮ่องเต้สูงวัยที่ในใจมีปมมากมายจนไม่เคยไว้ใจใคร ออกมาได้แบบถึงพริกถึงขิง
.
แต่มากไปกว่านั้น นักแสดงที่ได้รับเสียงชื่นชมมากที่สุดในเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้น ‘เอดา ชอย’ ที่รับบท ‘ฮองเฮาอูลานารา’ โดยเธอเป็นนักแสดงฮ่องกงที่ต้องสวมบทบาทเป็นฮองเฮาร่างกายผอมบางที่ไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ ทำให้ต้องคอยเป็นมิสสนามอารมณ์ให้นางสนมคนอื่นๆ จิกกัดไม่เว้นวัน ทว่าท่ามกลางสภาพที่น่าสงสาร เธอกลับซ่อนเขี้ยวเล็บแหลมคมไว้ในมือ
.
และนอกจากการแสดงแล้ว อีกประการหนึ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับความนิยมก็คือ ฉากและคอสตูม ที่สวยงาม สมจริง สมบูรณ์แบบ เนื่องจากทีมงานได้ออกแบบด้วยความพิถีพิถันกระทั่งสามารถถ่ายทอดบรรยากาศและความเป็นราชวงศ์ชิงออกมาได้แบบพอดิบพอดี
.
และทั้งหมดนี้ก็คือเหตุผลที่ทำให้ ‘เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน’ เป็นซีรีส์ดราม่าวังหลังอันดับหนึ่งในใจของใครหลายๆ คน
.
#POP #BrandThink #CreativeChange
#Empowering #Diversity #PositiveImpact

(https://www.facebook.com/photo/?fbid=1138441171177551&set=a.811136580574680)



"จักรภพ เพ็ญแข" โผล่!! จัดรายการ TOP NEWS เป็นเหตุ ฝ่ายปกป้องสถาบันตีกันยับ


Thanapol Eawsakul
3h ·

จักรภพ เพ็ญแข อยู่ ท็อป นิวส์ นับว่าถูกต้องตรงปกแล้ว
เพราะนี่คือสื่อหนุนรัฐบาลเพื่อไทย
......
คีรี กาญจนภาสน์ แห่ง บีทีเอส คือหนึ่งในกลุ่มทุนที่สนับสนุุนพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และพรรคการเมืองอื่น ๆ ยกเว้นภูมิใจไทย
ในการเลือกตั้ง 2566
จนกระทั่งได้โควตารัฐมนตรีในรัฐบาลเพื่อไทย
ทั้งเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร
และคีรี กาญจนภาสน์ แห่ง บีทีเอส นี่แหละคือหุ้นส่วนใหญ่ ของท็อป นิวส์ในปัจจุบัน
(ที่ไม่ใช่ สนธิญาณ หนูแก้ว ชื่นฤทัยในธรรม )
ดังปรากฎในที่อยู่ของ ท็อปนิวส์ ในปัจจุบัน ที่อยู่หมู่บ้าน ธนาซิตี้
บ. ท็อปนิวส์ ดิจิตัล มีเดีย จำกัด
333 หมู่ 4 ธนาซิตี้ ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540
โทร : 02-153-9577
"คีรี กาญจนพาสน์" ลุยลงทุน "หมื่นล้าน" ปลุก "เมืองธนาซิตี้"
https://hoonsmart.com/archives/75569
ดังนั้นจักรภพ เพ็ญแข ไปจัดรายการที่ท็อปนิวส์
ถือว่าถูกต้องแล้ว
หลังจากนี้ไม่แน่ คนอบ่างณัฐวุฒิ ใสเกื้อก็จะตามมา
เพราะนี่คือสื่อหนุนรัฐบาลเพื่อไทย
........
"จักรภพ" ออกสื่อรับบทนายแบก พท.
ส่วนองคาพยพอีกขาที่ช่วย “พรรคเพื่อไทย” ปรากฏชื่อ “จักรภพ เพ็ญแข” อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ
ภารกิจล่าสุดของ “เอก จักรภพ” เพิ่งช่วยพรรคเพื่อไทยจัดทัพปลุกกระแสพื้นที่ปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ผ่านการบรรยาย "เสวนาการเมืองไทยในปัจจุบัน และแนวทางการพัฒนาการเมือง"
บทบาทของ “จักรภพ”ในห้วงที่เขากลับมาประเทศไทย คือการช่วยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในการเดินสายให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน เป็นอีกกระบอกเสียงในการหักล้างทุกสารพัดสงครามข้อมูลข่าวสารที่พุ่งโจมตี ดิสเดรดิต “รัฐบาลแพทองธาร”และ “พรรคเพื่อไทย”
รวมทั้ง “จักรภพ” ยังออกสื่อมวลชนสำนักต่างๆ โดยเน้นให้ข้อมูลเชิงวิชาการและวิพากษ์นโยบายของพรรคการเมืองคู่แข่งอย่าง “พรรคประชาชน” ไม่ให้เติบโตไปมากกว่านี้ ผ่านวาทกรรม “ความขัดแย้งสีเสื้อ” จาก “เสื้อแดง” ไปสู่ “เสื้อส้ม” และดีเบตนโยบายที่แตกต่างกันของ 2 ค่าย
‘เพื่อไทย’ปรับทัพ สู้สงครามสื่อ นักรบแอร์วอร์ ข้างกาย‘ นายกอิ๊งค์’
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1155366
.....


Nithiwat Wannasiri
3h ·

ฝ่ายปกป้องสถาบันตีกันยับๆหลังจากทักษิณซื้อTopnewsสำเร็จ ส่งจักรภพ เพ็ญแข หวนคืนจอแก้ว จัดรายการ"เล่าข่าวข้น" เสื้อแดงเฮสนั่น
ด้านรอยตุ๊ Topnews คนสนิทนุ้ย ผู้บริหารTopnews อ้างว่า เป็นสิทธิ์ของท็อปนิวส์ สลิ่มไหนชอบก็ดู ไม่ชอบก็ปิด
ทางด้านFB อิเวิ่ง สามจุดห้า ฝ่ายปกป้องสถาบันปีกตรงข้ามรอยตุ๊ ประกาศบอยคอตต์ช่องTopnews เนื่องจากถูกทักษิณครอบงำ เงินซื้ออุดมการณ์ผู้บริหารTopnewsได้
ทางด้าน "ปราชญ์ สามสี" หรือ ดร.อานนท์ลูกบิด อ้างว่า จักรภพยังคงกระแทกเบื้องสูงอยู่ โดยอ้างอิงบทความข้อเขียนของ"เปลว สีเงิน"ในนสพ.ไทยโพสต์
ย้ำ วันนี้จักรภพเพ็ญแขมาจัดรายการในช่องที่เคยต่อต้านทักษิณอย่างแข็งขันที่สุดเสียแล้ว
สลิ่มอีกกลุ่มนึงไล่ขุดโพสต์เมื่อ10ปีก่อนของ หมาเหรียญทอง เพจองค์กรเก็บขยะแผ่นดิน อ้างว่าจักรภพ คือแอดมินเพจหมิ่นสถาบันเพจใหญ่เพจนึงชื่อเพจ"เจ๊ขก"ซึ่งเป็นชื่อของแม่ค้าเสื้อแดงที่ออกมาต้านรัฐประหาร'49 ในยุคแรกๆ
รอดูสลิ่มตีกันมันส์หยด




"จักรภพ เพ็ญแข" โผล่!! จัดรายการ TOP NEWS 28/11/2567

แนวหน้าออนไลน์

Nov 27, 2024

(https://www.youtube.com/watch?v=AGgLjrKuHak)


จักรภพ เมื่อวานก็ยังหน้าชื่นตาบาน ใช้ quote ที่เนชั่นทำมาอธิบาย แบบเดียวกับที่ quote เป๊ะ! มาวันนี้ ด่าเนชั่นเสียแล้ว ว่าตัดต่อมา เจตนาไม่ดี คงโดนนายด่า โดนอำนาจเดิมเขม่น แหงๆ 😂


จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair
17h ·

งานตัดต่อคำพูดยาวๆ ให้ลดเหลือเพียง 1-2 ประโยคของเนชั่นทีวีเมื่อวันก่อน ทำให้มีคนเข้าใจผิดผมมากอยู่ เพราะประโยคที่เหลือนั้นมีใจความว่า “…ถ้ามัวแต่เอาใจประชาชน ไม่เอาใจอำนาจเดิมบ้าง… พรรคเพื่อไทยก็คงสูญพันธุ์ไปก่อน…”
คำพูดที่หั่นมาท่อนเดียวนี้ ฟังเผินๆ ก็ราวกับว่า:
1. ผมคิดว่าเราไม่ควรใส่ใจในประชาชนมากนัก
2. ทำให้เข้าใจผิดในคำว่า อำนาจเดิม ซึ่งผมได้พูดไปในรายการแล้วด้วยว่า หมายถึงพรรคราชการและระบบราชการ ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดผลประโยชน์ในตัวเองที่แตกต่างไปจากผลประโยชน์แห่งชาติและประชาชน
3. พรรคเพื่อไทยควรจะมุ่งเอาใจอำนาจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประชาชนมากกว่า
ถ้าผมคิดแบบนั้นจริง ผมก็บ้า ความจริงแล้ว ผมไม่ได้ไปออกรายการเพื่อพูด 2 ประโยคแล้วกลับบ้านเลยเมื่อไหร่ ในวันนั้นผมนั่งตอบคำถามอยู่ยาวถึงราว 34 นาที ประเด็นที่กำลังหยิบขึ้นมาตอนนั้นคือสมดุลแห่งอำนาจ (balance of power) ในสังคมไทย ในทำนองที่ว่าเราจะบริหารประเทศให้มีประสิทธิภาพและประชาชนได้รับประโยชน์จริงนั้น เราจำต้องตั้งตัวอยู่บนสมดุลอำนาจ เอียงข้างอย่างไรมิได้เลย ทั้งหมดนี้ผมได้รับอย่างเต็มที่จากประสบการณ์รวมกันของพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย ซึ่งก็นำมาแบ่งปันสั่งสอนกันอยู่ภายในบ้างแล้ว
คนที่ไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของประชาชนจะมานั่งหน้าด้านเป็นนักการเมืองอยู่ไม่ได้หรอกครับ ควรจะออกไปอยู่บ้านให้สบายใจ เห็นแก่ตัวใส่มันเสียเลยก็ได้ การที่ยังอยู่ในกิจการส่วนรวมและพูดเช่นนี้ก็มีหมายความเพียงว่า โปรดเลิกเล่นไร้เดียงสากันสักที เลิกโลกสวยจนเกินเหตุกันสักหน่อย หันมายอมรับให้ได้ว่าประเทศไทยเรานั้นยังอยู่ระดับไหนและจะต้องพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งไปถึงไหน ก็คนเราถ้าไม่เริ่มจากความจริงชนิดตีแสกหน้า มันก็เท่ากับใช้นโยบายหลอกลวงกันดื้อ​ ๆ ตั้งแต่ต้นนั่นล่ะครับ
#ด้อมส้ม
#พรรคการเมือง
#พรรคเพื่อไทย
#พรรคประชาชน
...

สมชาย แซ่จิว
16h ·

เมื่อวานก็ยังหน้าชื่นตาบาน
ใช้ quote
ที่เนชั่นทำมาอธิบาย
แบบเดียวกับที่ quote เป๊ะ!
มาวันนี้ ด่าเนชั่นเสียแล้ว
ว่าตัดต่อมา เจตนาไม่ดี
..

Atukkit Sawangsuk
5h ·

โดนนายด่า โดนอำนาจเดิมเขม่น
.....


จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair
14h ·

ประโยคที่ว่า “…ถ้ามัวแต่เอาใจประชาชน ไม่เอาใจอำนาจเดิมบ้าง… พรรคเพื่อไทยก็คงสูญพันธุ์ไปก่อน…” ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดบางประการ ผมจึงขอเสริมเล็กน้อยว่า:
1. ผมกำลังอธิบายภาพรวมของประเพณีการปกครองของไทย ไม่ใช่เฉพาะตอนนี้หรือตอนไหนว่า จำเป็นต้องหาดุลยภาพทางการเมือง (political equilibrium) ให้พบ พวกเราทุกคนคือประชาชนนับเป็นแกนอยู่แล้ว จึงสำคัญเสมอ จนไม่จำเป็นต้องพูดย้ำซ้ำทวน
2. พรรคเพื่อไทยต้องรับหน้าที่ตามข้อ 1 ในขณะนี้ เพราะเป็นพรรคแกนนำและหัวหน้ารัฐบาล
3. อำนาจเดิม ซึ่งผมได้พูดไปในรายการแล้วว่า หมายถึงพรรคราชการและระบบราชการ ซึ่งบางครั้งมีผลประโยชน์ของตัวเองที่แตกต่างไปจากผลประโยชน์ของประชาชน จึงถือเป็นความท้าทายในระยะเฉพาะหน้านี้ของระบอบประชาธิปไตยไทย
ครับ เมืองไทยเรานี้มิใช่ง่าย ๆ
#พรรคประชาชน
#พรรคเพื่อไทย
#ด้อมส้ม
..
Khemthong Tonsakulrungruang
1d ·

จักรภพด่าผู้มีอำนาจเดิมในสังคมไทยเข้าเต็มๆ

Atukkit Sawangsuk
5h ·

เลยต้องรีบแก้ต่างว่าอำนาจเดิมหมายถึงพรรคข้าราชการ


I hate victims who respect their executioners — Jean-Paul Sartre คำนี้แรงมาก เมื่อนึกถึงการตั้งรัฐบาลเพื่อไทยกับฝ่ายที่เคยทำรัฐประหารพวกตน เพื่อไทยจะสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของกลุ่มชนชั้นนำกับประชาชนได้อย่างไร


สุรพศ ทวีศักดิ์
3h ·

แรงมาก เมื่อนึกถึงการตั้งรัฐบาลกับฝ่ายที่เคยทำรัฐประหารพวกตน (เพราะประเด็นวิวาทะมันไม่ใช่แค่เรื่องทางคณิตศาสตร์ว่า "ใครรวมเสียงได้มากกว่าก็ตั้งรัฐบาลได้" แต่เป็นประเด็นการตั้งรัฐบาลโดยยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายที่เคยทำรัฐประหารพวกตน และการยอมรับเงื่อนไขนั้นทำให้การนิรโทษกรรม 112 และการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็น ปชต.มันทำไม่ได้
(https://www.facebook.com/photo/?fbid=122163041444261449&set=a.122118172466261449)
.....
สุรพศ ทวีศักดิ์
7h ·

เพื่อไทยจะสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของกลุ่มชนชั้นนำกับประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนถูกใช้ #เป็นเครื่องมือ เพื่อรักษาอำนาจชนชั้นนำด้วยการขังคุกคนคิดต่าง ขณะที่ประชาชนไม่ได้ต้องการให้ชนชั้นนำเป็นเครื่องมือเลย แค่ให้เคารพเสรีภาพของประชาชนเท่านั้น สิ่งที่ทำมาตั้งแต่ตั้งรัฐบาลและพยายามทำอยู่ปัจจุบันไม่ใช่เพื่อไทยพยายามสร้างสมดุล แต่พยายามเอาใจกลุ่มชนชั้นนำเพื่อความรอดและการคืนสู่อำนาจของตระกูลชินวัตรเป็นด้านหลัก ยังไม่เห็นทำอะไรเพื่อปล่อยประชาชนออกจากคุกและการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจังเลย
...
9h ·
พูดตรงๆ คือ #ยอมทุกอย่างเพื่อความรอดและการคืนสู่อำนาจของตระกูลชินวัตร ไม่ใช่ยอมเพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปดังที่พวกเขาหลอกลวง
...

Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล
10h ·

คณะปัญญาชนผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย มักหยิบยกเหตุผลความจำเป็นว่า เราต้องยอม เพื่อเข้าไปมีอำนาจ และทำแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป มิใช่ขายฝัน จนสุดท้าย ไม่ได้ทำอะไรเลย
ชุดคำอธิบายนี้ จะฟังขึ้น ก็ต่อเมื่อ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ “ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป” อยู่บ้าง
แต่จนถึงวันนี้...
เรื่องที่ง่ายที่สุด เบาที่สุด และเป็นเรื่องที่พวกตนเองเสนอด้วย อย่าง “รายงานการศึกษาการนิรโทษกรรมคดีการแสดงออกทางการเมือง” ส.ส.พรรคเพื่อไทยยัง “กระโดดหนี” เกือบยกพรรค
เรื่องที่คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เสนอให้แก้ พ.ร.ป. ปปช. และ พ.ร.ป.คดีอาญาของนักการเมือง ให้ประชาชนฟ้องตรง พรรคเพื่อไทยเสนอแล้ว แต่ก็ไปถอนออกมาเอง
เรื่องการแก้ไขกฎหมายกระทรวงกลาโหม เพื่อให้รัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพ และบริหารราชการกระทรวงกลาโหมได้เต็มที่โดยไม่ต้องผ่านเซนเซอร์จากสภากลาโหมก่อน การแก้ไขเรื่องนี้ คือ เริ่มต้นปฏิรูปกองทัพ ไม่ให้กองทัพขี่คอรัฐบาลพลเรือนได้ แต่จนวันนี้ ก็ไม่ทำ ในขณะที่พรรคก้าวไกล/ประชาชน เสนอร่าง กม นี้เข้าไปแล้ว
เรื่องที่ใช้อำนาจบริหารทำได้เลย ไม่ต้องตรากฎหมาย ไม่ต้องนิรโทษ อย่างการใช้ระเบียบกรมราชทัณฑ์ นำนักโทษคดีการแสดงออกทางการเมือง มาคุมขังในสถานที่อื่นนอกเรือนจำ ก็ยังไม่กล้าทำ
ส่วนเรื่องทำรัฐธรรมนูญใหม่ ก็คงไม่ทัน 2570 แน่
เราได้ยินชุดเหตุผลความจำเป็นในการ “ยอมไปก่อน” นี้ มาตั้งแต่ รัฐบาลพลังประชาชน 2550 รัฐบาลเพื่อไทย 2554 จนรัฐบาลเพื่อไทย 2566/2567
สุดท้าย...
นี่คือ
ยอม เพื่อมีอำนาจ และนำอำนาจไปแก้ไขปรับโครงสร้างอำนาจ
หรือ
ยอม เพื่อให้พวกพ้องได้แบ่งปันอำนาจ ได้มีตำแหน่งทางการเมือง ได้แก้ไขปัญหาส่วนตนของพรรคพวกตนเอง
กันแน่?
หมดวาระรัฐบาลนี้เมื่อไร คงได้พิสูจน์คำตอบกัน
.....

Pavin Chachavalpongpun
8h ·

สิ่งที่จักรภพพูดมันเป็นอะไรที่น่าขยะแขยงมาก นักการเมือง/พรรคการเมือง/รัฐบาล ไม่ต้องสนประชาชนมากนัก เพราะต้องเอาเวลาไปผูกมิตรกับฝ่ายอำมาตย์ ไม่งั้นการเมืองไปต่อไปได้ โถ อีตอแหล การพูดแบบนี้พูดบน basis อะไร ทำไมเจ้าของประเทศถึงกลายมาเป็นของแถม ขณะที่อีพวกอำมาตย์กลายมาเป็นลำดับความสำคัญ มึงจะบอกว่าให้มองการเมืองแบบตามความเป็นจริง อันนี้ยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะนั่นหมายความว่า ไอ้ความเป็นจริงที่ edok นี่พูดถึงก็คือ แม้จะมีการเลือกตั้ง แม้ประชาชนได้ออกไปใช้สิทธิของเจ้าของประเทศ แต่ประชาชนไม่มีสิทธิทางการเมือง เพราะนักการเมือง/พรรคการเมือง/รัฐบาล ต้องใส่ใจเอ็นดูอำมาตย์ทางการเมืองมากกว่า ถ้างั้น มึงจะเรียกรัฐบาลมึงว่าเป็นประชาธิปไตยทำพ่องหรอคะ มึงจะเรียกอีประเทศเหี้eนี่ว่าประชาธิปไตยทำไม อีนรก!


กระบวนการพิจารณาปิดลับ คดีอานนท์วันนี้ มีคนว่า "ตอนนี้เราปกครองด้วย 'รัฐธรรมนูญ 2467 ฉบับพระยากัลยาณไมตรี' ครับ เนื้อแท้มันคือฉบับนี้


.....

Somsak Jeamteerasakul
11h ·

อานนท์ นำภา ประท้วงคัดค้านการที่ศาลไม่ออกหมายเรียก "ตารางการเดินทางของรัชกาลที่ 10 และเอกสารเกี่ยวกับงบประมาณ โดยอ้างว่าการออกหมายเรียกเอกสารดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6" ("องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้")
คดีอานนท์วันนี้ นอกจากศาลจะสั่งพิจารณาลับแล้ว ศาลยังสั่งห้ามเผยแพร่ข่าว
.
กระบวนการที่ปิดลับ มักเป็นไปโดยไม่ปกติ จำเลยยังไม่ได้ถามค้าน ศาลไม่ออกหมายเรียกพยานอ้างว่าขัดมาตรา 6 รัฐธรรมนูญ นอกจากไม่ออกหมายเรียกพยาน ศาลถือว่าจำเลยไม่ติดใจถามค้านฝั่งโจทก์ และไม่ติดใจสืบพยานฝั่งจำเลย นัดฟังคำพิพากษาเรียบร้อย
.
เถียงกันมากเข้า ศาลก็สั่งขังอานนท์ ไม่ให้จำเลยอยู่ในห้องพิจารณาอีกต่อไป
.
อยากรู้ว่า ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและมีคำสั่งท่านรู้สึกว่าท่านได้อำนวยความยุติธรรมแล้วจริงหรือ
.....

Atukkit Sawangsuk
9h ·

ตีความมาตรา 6 อยู่เหนือระบอบการปกครอง
.....
ความเห็นหนึ่ง
ตอนนี้เราปกครองด้วย “รัฐธรรมนูญ 2467 ฉบับพระยากัลยาณไมตรี” ครับพี่ถึก เนื้อแท้มันคือฉบับนี้
.....


เปิดร่างรัฐธรรมนูญสมัยรัชกาลที่ 7 ที่ไม่เคยมีการประกาศใช้ ฉบับแรกเป็นของพระยากัลยาณไมตรี “ฟรานซิส บี. แซร์” มี 12 มาตรา ให้อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี อภิรัฐมนตรี และองคมนตรีสภา อำนาจสูงสุดทางนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์ ส่วนอีกฉบับเป็นร่างของพระยาศรีวิสารวาจา พระมหากษัตริย์แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง และแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ไม่เกินครึ่งหนึ่ง

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพระยากัลยาณไมตรี (ฉบับแปลโดยวิษณุ เครืองาม)

มาตรา 1
อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์
มาตรา 2
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนายหนึ่งซึ่งรับผิดชอบ ต่อพระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง และให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย
มาตรา 3
ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีทั้งหลาย ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงต่าง ๆ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ในกิจการทั้งปวงของแต่ละกระทรวง และจะต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาล ดังที่มีพระบรมราชโองการ และรับผิดชอบในการประสานงานระหว่างกระทรวงต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุนโยบายดังกล่าว
มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีแต่ละนายรับผิดชอบโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี สำหรับงานในกระทรวงของตน และให้ร่วมปฏิบัติภาคกิจตามนโยบายทั่วไปของรัฐบาลตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี
มาตรา 5
ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยให้คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีทุกนาย คณะรัฐมนตรีอาจอภิปรายปัญหาสำคัญอันเป็นประโยชน์ได้เสียร่วมกันได้แต่ให้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการลงมติทั้งปวง
มาตรา 6
ให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์เพื่อขอรับพระบรมราชวินิจฉัย ในปัญหาทั้งปวงอันเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม นายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ
มาตรา 7
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งมนตรี 5 นาย ประกอบกันเป็น อภิรัฐมนตรีสภา ให้นายกรัฐมนตรีเป็นสมาชิกอภิรัฐมนตรีสภาโดยตำแหน่ง แต่ห้ามรัฐมนตรีนายอื่นดำรงตำแหน่งสมาชิกด้วย อภิรัฐมนตรีไม่มีอำนาจทางบริหาร ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม อำนาจหน้าที่ของอภิรัฐมนตรีสภามีเพียงถวายความคิดเห็นแด่พระมหากษัตริย์ ในปัญหาเกี่ยวด้วยนโยบายทั่วไป หรือปัญหาอื่นใดอันมิใช่รายละเอียดเกี่ยวกับงานบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเท่านั้น อภิรัฐมนตรีสภาไม่มีอำนาจเสนอแนะให้แต่งตั้งใครดำรงตำแหน่งใดตลอดจนเสนอแนะรายละเอียดเกี่ยวกับการปกครอง อย่างไรก็ตาม อภิรัฐมนตรีสภามีอำนาจเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี
มาตรา 8
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนสมาชิกองคมนตรีสภาตามพระราชอัธยาศัย
มาตรา 9
ภายในระยะเวลา 3 วันนับแต่วันเสวยราชสมบัติ พระมหากษัตริย์จะทรงเลือกบุคคลหนึ่ง เป็นทายาทด้วยคำแนะนำและยินยอมขององค์มนตรีสภา บุคคลผู้จะเป็นรัชทายาทได้นั้น จะต้องเป็นโอรสของพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินี หรือเป็นบุคคลอื่นซึ่งอยู่ในราชตระกูล แต่ทั้งนี้ไม่จำต้องอยู่ในลำดับฐานะมีพระอิสริยยศสูง หรือมีอาวุโสสูง การกำหนดบุคคลใดให้เป็นรัชทายาทย่อมไม่อาจเพิกถอนได้ แต่อาจถูกทบทวนใหม่ได้ในเวลาสิ้นสุดของทุกกำหนด 5 ปี โดยพระมหากษัตริย์ด้วยคำแนะนำและยินยอมขององคมนตรีสภา หากพระมหากษัตริย์สวรรคตก่อนมีการเลือกรัชทายาท ให้องคมนตรีสภาเลือกบุคคลหนึ่งขึ้นเป็นรัชทายาททันทีหลังจากที่พระมหากษัตริย์สวรรคต ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม สามในสี่ของสมาชิกองคมนตรีสภา ซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ย่อมประกอบกันเป็นองค์ประชุมกำหนดตัวรัชทายาท
มาตรา 10
ภายใต้บังคับแห่งพระราชอำนาจสูงสุด ศาลฎีกาและศาลอื่นใดทั้งหลายซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตั้งขึ้นเป็นคราว ๆ เป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ
มาตรา 11
อำนาจสูงสุดทางนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์
มาตรา 12
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนี้กระทำได้โดย พระมหากษัตริย์ประกอบด้วยคำแนะนำและยินยอมจากสามในสี่ของสมาชิกองคมนตรีสภา

ที่มา ประชาไท
(https://prachatai.com/journal/2017/04/71108)


1 วิธีในการสร้างชาติ จะเอาแบบนี้เหรอ ?







https://x.com/ohohohohohohoa/status/1861748876237246765

ชวนฟัง รศ.สมชาย ศิลปปรีชากุล พูดคุยในวงเสวนาเรื่อง "พื้นที่เสรีภาพ ชะตาผู้ต้องขัง และนิรโทษกรรมคดีการเมือง" ในงาน Free Ratsadon on the Road X Amnesty People ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2567

https://www.facebook.com/watch/?v=1235939734155180
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14h ·

"ตอนนี้เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า
คนที่ถูกตัดสินแล้วกลายเป็น
นักโทษความคิดจำนวนมากในสังคมไทย
.
"ส่วนหนึ่งถูกตัดสินจำคุกไปแล้ว
อีกส่วนหนึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ถูกลงโทษ
แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาตามมาก็คือว่า
ทำให้คนอื่น ๆ ระมัดระวัง หรือ 'เซนเซอร์'
ทั้งที่บางเรื่องก็ไม่ได้หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายซะด้วยซ้ำ ...."
.
รศ.สมชาย ศิลปปรีชากุล
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
.
ส่วนหนึ่งของการพูดคุยในวงเสวนาเรื่อง "พื้นที่เสรีภาพ ชะตาผู้ต้องขัง และนิรโทษกรรมคดีการเมือง" ในงาน Free Ratsadon on the Road X Amnesty People ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2567
.
ย้อนดูเทปถ่ายทอดสดย้อนหลัง (https://www.facebook.com/share/v/U4XvvWCK6SHGnHXW)
.
#นิรโทษกรรมประชาชน #FreeRatsadononTheRoad
#amnestypeople #นักโทษการเมือง



ธันวาคมนี้ เรามีนัด ! 3 ธ.ค. ศาลนัดฟังคำพิพากษา จดหมายถึงกษัตริย์ 19 ธ.ค. นี้ ! นัดพิพากษาคดี 112 #ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์1 ด้าน “อานนท์” ยืนยันกระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบ - โต้แย้งศาลที่ไม่ให้แถลงข่าว ก่อนศาลให้นำตัวออก


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
8h ·

19 ธ.ค. นี้ ! นัดพิพากษาคดี 112 #ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์1 ด้าน “อานนท์” ยืนยันกระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบ - โต้แย้งศาลที่ไม่ให้แถลงข่าว ก่อนศาลให้นำตัวออก
.
.
วันที่ 28 พ.ย. 2567 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดสืบพยานโจทก์ในคดีมาตรา 112, มาตรา 116 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ “อานนท์ นำภา” ทนายความสิทธิมนุษยชน และหนึ่งในแกนนำกลุ่มคณะราษฎร 2563 วัย 40 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย หรือม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563
.
หลังวานนี้ (27 พ.ย. 2567) อานนท์ได้ถอดเสื้อประท้วงในห้องพิจารณา เนื่องจากศาลยืนยันไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารสำคัญที่จะใช้ถามค้านพยานโจทก์ ทำให้ต่อมาศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีโดยลับ และสั่งให้ทนายจำเลยนำพยานจำเลยเข้าสืบต่อในวันนี้
.
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 711 อานนท์ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล โดยมีเจ้าหน้าที่จากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ตัวแทนจากสถานทูต และประชาชนจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจ และมีตำรวจศาลเฝ้าประตูอยู่ทั้งภายในและภายนอกห้องพิจารณาคดี คอยคัดกรองบุคคลที่จะเข้าห้องพิจารณาคดี
.
ต่อมา เรืองฤทธิ์ บัวลอย ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะออกนั่งพิจารณาคดี ยืนยันให้การพิจารณาคดีนี้เป็นไปโดยลับ
.
ทนายความเปิดเผยว่า ก่อนเริ่มการพิจารณาคดี อานนท์แถลงต่อศาลว่า กระบวนพิจารณาในคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเหตุผลสามประการ ดังนี้
.
1. ศาลไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารสำคัญเข้ามาในคดี
2. ศาลสั่งพิจารณาคดีลับโดยไม่มีเหตุตามกฏหมาย
3. ฝ่ายจำเลยได้ตั้งข้อรังเกียจและขอเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา เนื่องจากศาลแสดงอคติ ซึ่งอาจส่งผลให้จำเลยไม่ได้รับความยุติธรรม
.
จากข้างต้น ทำให้ฝ่ายจำเลยไม่สามารถสืบพยานจำเลยได้ โดยฝ่ายจำเลยจะทำคำแถลงคัดค้านกระบวนพิจารณาคดีที่ไม่ชอบภายใน 7 วัน เพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป
.
ศาลจึงเห็นว่า เมื่อฝ่ายจำเลยไม่นำพยานเข้าสืบ ถือว่าไม่ติดใจสืบพยาน และให้งดสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174
.
ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย วางหลักไว้ว่า ในระหว่างพิจารณา ถ้าศาลเห็นว่าไม่จําเป็นต้องสืบพยานหรือทําการอะไรอีก จะสั่งงดพยานหรือการนั้นเสียก็ได้
.
ต่อมาศาลได้ระบุว่าห้ามแถลงข่าว เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง อานนท์จึงได้โต้แย้งเกี่ยวกับการสั่งพิจารณาคดีลับและห้ามเผยแพร่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ต่อมาศาลได้มีคำสั่งให้อานนท์หยุดแถลง แต่อานนท์ยืนยันโต้แย้งในประเด็นนี้ ศาลจึงสั่งให้ตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวอานนท์ออกไปจากห้องพิจารณาคดี อานนท์ถูกนำตัวไปขังที่ห้องขังใต้ถุนศาลในทันที แม้คดีจะยังไม่เสร็จการพิจารณา
.
คดีเสร็จสิ้นการพิจารณา ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 19 ธ.ค. 2567 เวลา 09.00 น.
.
ทั้งนี้ ฝ่ายจำเลยจะยื่นคำแถลงคัดค้านกระบวนพิจารณาคดีที่ไม่ชอบดังกล่าวต่อไป
.
.
อ่านข่าวบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/71421
.....