วันอังคาร, มกราคม 02, 2561

Red USA - Thai Voice International เชิญคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในต่างแดน ร่วมขับไล่ประยุทธ์ อาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2018





ร่วมขับไล่ประยุทธ์
อาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2018

เชิญคนไทยผู้รักประชาธิปไตยในต่างแดน
ร่วมงานปีใหม่ 2018 เพื่อประกาศจุดยืนประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการประยุทธ์ จันทร์โอชาและลิ่วล้อบริวาร ในวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2018 ระหว่างเวลาบ่ายโมงถึง 1 ทุ่ม ณ Aztec Mobile Estates, 9530 Alondra Blvd., Bellflower, California.

เชิญหิ้วข้าวหม้อ แกงหม้อมาร่วมงานเลี้ยงและร่วมกันส่งเสียงขับไล่เผด็จการไทยให้ไสหัวออกไป อย่าปล่อยให้พวกมันอยู่ในอำนาจทำลายประเทศชาติอีกต่อไป อย่าปล่อยให้พวกมันกดขี่ประชาชนอีกต่อไป อย่าปล่อยให้พวกมันฉ้อราษฎร์บังหลวงโกงกินอีกต่อไป และอย่าปล่อยให้ประยุทธ์ จันทร์โอชาและเครือข่ายเผด็จการวางอำนาจบาตรใหญ่กับประชาชนอีกต่อไป

Thai Voice Media โดยจอม เพชรประดับจะถ่ายทอดสดกิจกรรมในวันนั้นให้สังคมไทยและสังคมโลกได้รับรู้ว่าการต่อสู้ของคนไทยในต่างแดนบนเส้นทางประชาธิปไตยยังเข้มแข็ง ยังเดินหน้าขับไล่รัฐบาลเผด็จการประยุทธ์ จันทร์โอชาและลิ่วล้อบริวารอย่างเข้มข้น

บุคคล คณะบุคคลและเครือข่ายผู้ให้ความร่วมมือกับประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งบรรดาผู้ที่เห็นดีเห็นงามกับรัฐบาลเถื่อนฟาสซิสต์ คสช. ทั้งผู้ที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหน้าและผู้ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังจงไสหัวออกไปเช่นกัน

จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์การเสรีไทย และแกนนำจากขบวนการประชาธิปไตยหลายกลุ่มในนครลอสแองเจลิสจะประกาศจุดยืนให้โลกรู้ว่าไม่ต้องการเผด็จการไทยที่ใช้กระบอกปืนก้าวขึ้นสู่อำนาจ มาแล่เนื้อเถือหนังประชาชนไทยอย่างเหี้ยมโหด ไร้มนุษยธรรม

ก่อนถึงกำหนดนัดในวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2018
ขอสวัสดีปีใหม่ 2018 แด่ผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน
ให้ทุกท่านมีความสุข สุขภาพดีและสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา

RED USA - Thai Voice International
January 1, 2018


Red USA - Thai Voice International

สปีชี่ย์คนดี





สปีชี่ย์คนดี

ยุคที่ผ่านมา ชนชั้นนำพยายามสร้างอุดมการณ์ทางการเมืองว่า มนุษย์นั้นไม่เท่าเทียมกัน เสียงเดียวของตนมีค่ามากกว่าเสียงคนต่างจังหวัด แนวคิดเรื่องคนไม่เท่ากันนี้ เลยเกิด Species ใหม่คือ สปีชี่ย์คนดี ขึ้น แล้วยกหางกันเองด้วยวาทะกรรมบ้าคลั่งต่างๆ พวกจบระดับด็อกเตอร์บางคนก็คลั่งตามด้วยกับ Species นี้

แต่ในที่สุดแล้ว ก็คงยากที่จะเอาความเชื่อโบราณแบบนี้ มาโหมโฆษณาในยุคอินเตอร์เนต แล้วประสบความสำเร็จครับ เพราะยุคอินเตอร์เน็ตนี่ การครอบงำความคิดที่ไม่มีเหตุมีผล เป็นไปได้ยาก

ยิ่งสภาพตอนนี้ไม่มี Role Model ของพวก สปีชี่ย์คนดีด้วยแล้ว คงไม่ง่ายขนาดนั้น แนวคิดสปีชี่ย์คนดี คงพังในไม่นาน (คนดีอะไรไม่เคยฝึกศีล สมาธิ ปัญญา แบบหัวหน้าพวกสงขลา)

การเอาชนะความคิดกันนั้น มีแต่ความคิดที่ดีกว่า สูงส่งกว่าเท่านั้น ไม่มีทางที่ความคิดระดับต่ำกว่าจะเอาชนะได้ นอกจากใช้กำลังบังคับ หรือ ปิดกั้นความคิดที่เหนือกว่าไม่ให้ แพร่กระจายออกไปได้เท่านั้น แต่ยุคโชเชียลเมเดียทำไม่ได้

ไม่มีแนวคิดใดที่บอกว่ามนุษย์เหนือกว่าคนอื่นด้วยชาติกำเนิด ในยุคนี้จะไปเอาชนะแนวคิดว่ามนุษย์ไม่แตกต่างกัน เพราะผลทางวิทยาศาสตร์ก็ชัดเจนว่า มนุษย์ไม่มีความต่างกันมากในพันธุกรรม

ส่วนเรื่องศาสนา จะเอาฮินดูมาแทรก ในยุคที่คนจบ High School ส่วนใหญ่นี่คงไม่ง่ายเท่ากับสมัย กรุงศรีอยุธยาหรอก

ตอนนี้พวก “สปีชี่ย์คนดี” นั้นทองลอกมากมาย เลวกว่า คนสปีชี่ย์ทั่วไปด้วย



Thai Ariyaskun

...






สู้ค่าโง่ 60 ล้านพอไม๊... รัฐบาลไทยตั้งทีมกฎหมายสู้ ‘คิงส์เกต’ ปมม.44 ปิดเหมืองทองอัครา งบ60ล้าน




งบ60ล้าน รัฐบาลไทยตั้งทีมกฎหมายสู้ ‘คิงส์เกต’ ปมม.44 ปิดเหมืองทองอัครา


31 ธันวาคม 2560
สำนักข่าวอิศรา


รัฐบาลตั้งทีมกฎหมายพร้อมหักล้างข้อกล่าวหา “คิงส์เกต” กรณีออกคำสั่ง คสช. ระงับการประกอบกิจการเหมืองทองคำ ละเมิดข้อตกลง TAFTA ยันทำถูกต้องคุ้มครองชีวิตประชาชน ปกป้องสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับหลักการสากลว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ


นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดตั้งคณะนักกฎหมายขึ้น เพื่อต่อสู้หักล้างข้อกล่าวหา ในคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ กรณีที่บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด (คิงส์เกต) ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท อัครา รีซอร์เซส จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวหาการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 72/2559 ลงวันที่ 13 ธ.ค. 2559 เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินกิจการเหมืองทองคำต้องถูกระงับลงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นมาเป็นการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงว่าด้วยการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA)

“ผมขอยืนยันในนามรัฐบาลไทยว่าเรามีความพร้อมที่จะชี้แจงข้อกล่าวหาของคิงส์เกตในทุกกรณี และมั่นใจว่าคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 72/2559ซึ่งมีเจตนารมณ์ชัดเจนในการแก้ปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน ซึ่งภาคประชาชนร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแก้ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่โครงการเหมืองแร่ทองคำ” ปลัดกระทรวงอุตฯกล่าวและว่า รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลประชาชนเพื่อให้เกิดความชัดเจน มิได้มุ่งหวังที่จะทำลายธุรกิจของภาคเอกชน คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐ ชุมชน ประชาชน ผู้ประกอบการ อย่างครบถ้วนและชอบธรรม คำสั่ง คสช. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยข้อตกลง TAFTA ทุกประการ อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ขององค์การสหประชาชาติ หรือ Sustainable Development Goals-SDGs อีกด้วย

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อกล่าวหาของคิงส์เกตคาดว่าน่าจะมีข้อยุติลงด้วยดี หากฝ่ายคิงส์เกตยอมรับข้อกังวลที่เกิดขึ้นกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และคุณภาพชีวิตประชาชน แล้วดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายไทย และเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับที่ดำเนินกิจการอยู่ในอารยประเทศ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่โครงการเกิดความเชื่อมั่นและยอมรับ

“รัฐบาลไทย ยังคงยึดมั่น และตระหนักในพันธกรณีตามข้อตกลงที่ผูกพันอยู่ รวมทั้งข้อตกลง TAFTA โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ” นายพสุกล่าว.

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาสำนักกฎหมายชื่อดัง Arnold & Porter Kaye Scholer LLP เป็นจำนวนเงิน 60,000,000 บาท เพื่อดำเนินการเจรจาการระงับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด

สำหรับบริษัท อัครา รีซอร์เซส จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ประเทศออสเตรเลีย เริ่มประกอบกิจการเหมืองทองคำและกิจการโลหกรรม ในประเทศไทย โดยได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เมื่อปี 2544 และเคยถูกสั่งปรับ ถูกสั่งระงับการประกอบกิจการหลายครั้ง อันเนื่องมาจากการละเมิดกฎหมายไทย เช่น กฎหมายว่าด้วยสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยโรงงานเป็นต้น ก่อนที่จะถูกระงับการประกอบการชั่วคราว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวบ้านพิจิตร จี้กรมอุตฯ เปิดผลวิจัยเหตุเหมืองทองรั่ว ชี้สาธารณะต้องรับรู้

รอเห็นชอบก่อน กพร. ยันไม่มีเจตนาปิดข้อมูลผลศึกษา การรั่วซึมบ่อกักเก็บกากแร่อัคราฯ

พล.ท.สรรเสริญ เผยนายกฯ ไม่หนักใจ ‘คิงส์เกตฯ ยื่นฟ้อง-สั่ง ก.อุตฯ สร้างความเข้าใจ

นายกฯแจงปมเหมืองทอง เผยยังอยู่ในช่วงเจรจา ยันคำนึงปชช.เป็นหลัก

โชว์ข้อหาทางการ‘ประเสริฐ’คดีเอื้อเอกชนเหมือง-ป.ป.ช.ไต่สวน‘จารุพงศ์’ กก.บ.กลุ่ม‘อัครา’

FootNote : แผนโค่น‘ประวิตร’จาก‘กองหนุน’




FootNote:แผนโค่น‘ประวิตร’จาก‘กองหนุน’


1 มกราคม 2561
ที่มา ข่าวสดออนไลน์


ไม่เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะออกมายอมรับในแผนลึกที่มีการโจมตี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่า

“ต้องการแยกออกจากผม”

หากล่าสุด พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็การันตี

มีคนคิด”ล้ม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

เมื่อมีการหยิบยกกรณีเช่นนี้มาจากคสช.มาจากรัฐบาล ความเคยชิน 1 ก็คือ

ความเคยชินที่จะเห็นว่าเป็นเรื่องของ”ศัตรู”

และศัตรูน่าจะเป็นฝ่ายของ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ที่ถูกโค่นล้มตั้งแต่ปี 2549 ยัน 2557

เพียงแต่สถานการณ์นี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ความซับซ้อนของสถานการณ์อันเกี่ยวกับกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลับเป็นเรื่องของกลุ่มที่เคยเป็น “กองหนุน”

บางส่วนเคยเป็น “กปปส.”

บางส่วนเคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

หลังรัฐประหาร 2557 ก็มีตำแหน่งทางการเมือง

บางคนเป็น “สนช.” บางคนเป็น “สปช.” มีบทบาทคึกคักอย่าง ยิ่งในการปฏิรูป “ตำรวจ”

กลุ่มนี้แหละที่ตั้งเป้า”เล่นงาน” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ในห้วงต่อการปรับครม.”ประยุทธ์ 5″ก็ถึงกับออกมาระบุสถานะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าเป็น “ตัวถ่วง”

อย่างที่เรียกว่า”อับเฉา”ในสำเภาจีน

บทสรุปจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต่อหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ที่ว่า “กองหนุน”ถดถอย น้อยลง

จึงเท่ากับเป็นการเตือนด้วยความห่วงหา อาทร เพราะว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ย่อมสำเหนียกรู้ต่ออารมณ์ของบรรดา”กองหนุน”ได้เป็นอย่างดี

เพราะมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ชื่อว่าเป็น “เด็กป๋า”

ความไม่พอใจต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเป็นความไม่พอใจจากกลุ่มคนที่เคยเป็น”กองหนุน”เคยเป็นพวกเดียวกัน

กรณี “นาฬิกา”หรูจึงได้อึกทึก ครึกโครม

เรือนที่ 14 จ้า... Rolex รุ่น Datejust Oyster 41 ราคาตลาดอยูที่ 413,000 บาท





เรือนที่ 14
Rolex รุ่น Datejust Oyster 41 ราคาตลาดอยูที่ 413,000 บาท

ภาพนี้ถ่ายวันที่ 14 พ.ย.58 จากนครโพสท์ ตอนที่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีทอดกฐินสามัคคี ณ วัดสามัคคีธรรมวนาราม หรือวัดบางมูลนาก ต.ชะเมา อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
http://www.nakhonpost.com/index.php…


CSI LA


...


CSI LA เจอเรือนที่ 15-18 เเล้ว เดียวจะเก็บไว้เล่นทุกวัน

...




ภาพนาฬิกาของเอกชัย หงส์กังวานที่จะมอบให้ พลเอกประวิตร แต่ถูกรวบก่อน
(ภาพจาก ประชาไท)





“สิริพรรณ” วิเคราะห์สมการเลือกตั้ง พรรคทหารสะดุดกติกา พท.-ปชป. ได้เปรียบ





“สิริพรรณ” วิเคราะห์สมการเลือกตั้ง พรรคทหารสะดุดกติกา พท.-ปชป. ได้เปรียบ


1 มกราคม 2561
ประชาชาติธุรกิจ


สมมติฐานการเมืองจากนักการเมือง นักรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ตรงกันว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบระบบการเมืองเพื่อต่อท่ออำนาจให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปหลังเลือกตั้ง ไม่ว่าระบบเลือกตั้ง กลไกที่เอื้อต่อการตั้งพรรคทหาร เก้าอี้ผู้นำประเทศที่อาจล็อกเอาไว้ให้กับใครบางคนในอนาคต

ประชาชาติฯ สัมภาษณ์ “สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” นักรัฐศาสตร์ จากรั้วจามจุรี ที่สร้างผลงานวิจัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งหลายเล่ม ให้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยในปี 2561 ว่า ภูมิทัศน์การเมืองไทยหากมีเลือกตั้งจะออกมาในรูปแบบใด

Q : หากมีการเลือกตั้งในภูมิทัศน์การเมืองจะเป็นอย่างไร

ถ้าเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่จะเกิดขึ้นคือระบอบเลือกตั้งถูกทำให้เจือจาง ไม่อาจเรียกได้ว่าระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง electoral democracy เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอยากให้การเลือกตั้งเป็นหน้าฉาก มีระบบการแข่งขันของพรรคการเมืองกึ่งเสรี เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรม แต่ระบอบการเมืองหลังจากนั้นจะเป็นระบบลูกผสมที่ชนชั้นนำยังเกาะกุมอำนาจ ในการตัดสินใจหรือการขับเคลื่อนประเทศเป็นหลัก

Q : ลูกผสมระหว่างสิ่งไหนกับสิ่งไหน


จะเป็นระบอบที่อยู่ในสภาวะกึ่งกลางของระหว่างอำนาจนิยมกับประชาธิปไตย ชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งจะไม่มีอำนาจบริหารประเทศอย่างเด็ดขาดเสรี เป็นตัวแปรหนึ่งของสภาวะที่เรียกว่า hybrid เกณฑ์ที่ใช้ในการวัด 1.รัฐบาลเลือกตั้งจะไม่มีอำนาจเด็ดขาด เพราะมีทั้งกติกาที่กำกับ เช่น มาตรฐานจริยธรรม ยุทธศาสตร์ 20 ปี 2.มีอำนาจสถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งครอบงำ

Q : เป็นระบอบการเมืองใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือไม่

ประเทศไทยอยู่ในสภาวะแบบนี้ส่วนมากตั้งแต่ 80 ปีที่ผ่านมา และเกิดขึ้นมาโดยกระบวนการมากกว่า แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญตั้งใจเขียนเพื่อให้ระบอบนี้เป็นสถาบันจริง ๆ รองรับระบอบนี้อย่างเป็นทางการ แต่ในขณะเดียวกันระบบการเลือกตั้งกับพรรคการเมืองมีอะไรที่ย้อนแย้ง และยากต่อการจัดการ ก็อาจจะไม่ง่ายตามที่ชนชั้นนำต้องการ

Q : กติกาข้อไหนที่ย้อนแย้ง

เรื่องพรรคการเมือง มีความพยายามอยากให้เป็นสถาบันสูง ลดความผูกขาดโดยชนชั้นนำ เช่น การกำหนดไพรมารี่โหวต นักการเมืองต้องสังกัดพรรค มี ส.ส.อิสระไม่ได้ กำหนดเพดานเงินบริจาคไม่ให้เกิน 10 ล้านบาท และพยายามจะลดอิทธิพลของพรรคเพื่อไทย แต่เหมือนกับจุดอ่อนในตัวมันเอง พอไม่ให้ ส.ส.อิสระ สิ่งที่ต้องการตอนนี้คือ ตั้งพรรคมาแข่งกับพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำไม่ได้ เพราะพรรคใหม่ไม่สามารถหาสมาชิกพรรคมาสังกัดพรรคใหม่ได้ ระเบียบต่าง ๆ ที่ผูกเอาไว้เป็นก้อนเนื้อที่ทำลายความพยายามของ คสช.ตั้งแต่แรก

ผลของมันจะยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยแข็งแกร่งขึ้น ในที่สุดแล้วกลายเป็นรั้วหนามที่จะมากั้นไม่ให้พรรคที่จะสนับสนุนพรรคทหารเกิดขึ้นได้ จะเห็นความพยายามให้รีเซตสมาชิกพรรค ใช้มาตรา 44 ยกเลิก พ.ร.บ.พรรคการเมือง

Q : รั้วหนามที่ถูกเซตขึ้นไม่ใช่ทำลายเฉพาะพรรคปัจจุบัน แต่รวมถึงพรรคเฉพาะกิจหนุน คสช.ในอนาคตด้วย

รั้วหนามไปกีดกั้นพรรคการเมืองใหม่ โดยเฉพาะพรรคที่จะสนับสนุน คสช. และวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดทอนหรือเจือจางอิทธิพลของพรรคเพื่อไทยลง แต่ในทางปฏิบัติพอไปตั้งกฎเกณฑ์เยอะ ๆ พรรคใหม่เกิดขึ้นได้ยาก ทำให้ ประชาธิปัตย์ กับเพื่อไทย ได้เปรียบ

Q : แต่รัฐธรรมนูญถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเพิ่มอำนาจพรรคขนาดกลางให้สู้กับพรรคใหญ่

พรรคขนาดกลางมาสนับสนุนพรรคทหารอย่างเดียวมันไม่พอ พอไปรวมกับ ส.ว. 250 คน ก็ยังไม่ถึง 375 เสียง ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยจะได้เสียงเลือกตั้งรวมกัน 78 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นพรรคขนาดกลางพรรคเดียวไม่พอ จะต้องได้พรรคอื่นเข้ามาสนับสนุน เพื่อดึงเสียงดึงคะแนนจากเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์เดิมให้มากที่สุด เพื่อให้สองพรรคนี้รวมกันไม่ถึง 78 เปอร์เซ็นต์ พอมาสร้างกติกาแบบนี้

ใครจะออกมาจากพรรค ประเด็นที่เรียกร้องให้รีเซตพรรค หรือให้ผู้สมัครไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อที่จะดึง ส.ส.เก่า หรือสมาชิกพรรคเดิม ออกจากสองพรรคนั้น

Q : กับดักในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ทำให้พรรคการเมืองแพ้ฟาวล์

ตัวรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) มีหลุมพราง กับดักเยอะไปหมด หลุมที่ 1 คือ ตั้งแต่ไพรมารี่ ทำแล้วไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เช่น การประชุมสาขาพรรคไม่ครบ 100 คน หรือถ้าไม่ใช่ตัวแทนพรรคการเมืองมีไม่ครบ 50 คน หรือมีคนประท้วงขึ้นมาก็สามารถถูกตัดสิทธิ์ได้

หลุมที่ 2 คือ อำนาจ กกต.ให้ใบส้ม ซึ่งจะอยู่ทั้งปี ดังนั้นต่อให้ผู้สมัครคนหนึ่งได้รับเลือกตั้ง มีคนหนึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามา มีคนประท้วงว่าไม่ทำไพรมารี่ก็ออกได้

หลุมที่ 3 คือ ในฐานะกรรมการบริหารพรรค ในตัวกฎหมายลูกบอกว่า ถ้าทำผิด พ.ร.ป. หรือกฎหมาย กรรมการบริหารพรรคก็มีสิทธิออกทั้งชุด

หลุมที่ 4 คือ นักการเมืองถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ก็จะฟาวล์ได้

หลุมที่ 5 คือ ในการเสนอนโยบายพรรคในการหาเสียงจะต้องระบุจำนวนเงิน ที่มา หลักการและเหตุผลของนโยบาย และจะต้องเป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

Q : กับดักต่าง ๆ จะทำให้พรรคที่ได้อันดับหนึ่งอาจไม่ใช่คนจัดตั้งรัฐบาล

มีโอกาสมากที่พรรคอันดับหนึ่งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ถ้าคำนวณแต้มแล้ว คิดว่าพรรคอันดับหนึ่ง อันดับสอง (เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์) รวมกัน 78 เปอร์เซ็นต์ แต่เลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะลดลงมานิดหนึ่ง ไม่น่าจะต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นพรรคที่เหลือได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ถามว่า 30 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะเอาเสียงไปรวมกับ ส.ว. 250 เสียงในการเลือกนายกฯ คนนอก พอไหม มันจะปริ่มมาก

เพราะเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์บวกกันได้ 78 เปอร์เซ็นต์ พรรคที่เหลือได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ คือ 100 เสียง เมื่อบวกกับเสียง ส.ว. 250 เสียง เป็น 350 เสียง ก็ไม่พอที่จะโหวตเลือกนายกฯ ที่ต้องใช้เสียงข้างมาก 375 เสียงขึ้นไป ตัวเลขนี้น่าสนใจว่าเพื่อไทย กับประชาธิปัตย์ จะได้เสียงเท่าไหร่ ดังนั้นจะตั้งรัฐบาลได้ ต้องดึงเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ พรรคใดพรรคหนึ่งมารวมกับ ส.ว.

เชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับหนึ่ง และคิดว่าพรรคเพื่อไทยคงไม่ไปร่วมกับทหาร เว้นแต่รีเซตพรรคแล้ว พรรคเพื่อไทยแตก คำถามคือพรรคประชาธิปัตย์ต่างหากจะไปร่วมกับทหารหรือเปล่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ร่วม และพรรคเพื่อไทยไม่ร่วม แล้วพรรคอื่น ๆ จะมีคะแนนมากพอที่จะร่วมกับ ส.ว. เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่

Q : ถ้าพรรคอื่นรวมเสียงไม่จะเกิดอะไร

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ทำให้พรรคเล็กจัดตั้งยาก ดังนั้นพรรคเล็กที่มีอยู่เดิมจะแข่งขันได้ยากมาก จะเหลือพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว ที่ได้เสียงเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 25 ที่นั่ง ที่สามารถเสนอชื่อนายกฯในสภาได้ ขณะที่พรรคเล็กอื่น ๆ อาจมีเสียงไม่พอเพื่อส่งชื่อนายกฯของตัวเองลงแข่งในสภา

ดังนั้นแนวโน้มพรรคที่สามารถเสนอชื่อนายกฯได้มี 3 พรรค เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย 3 พรรค เสนอชื่อนายกฯ 3 คนมาแข่งกัน โอกาสที่คนจะได้เป็นนายกฯ ต้องได้คะแนนเสียงเกิน 375 เสียง จึงต้องได้คะแนนสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย พรรคเล็กอย่างเดียวไม่พอที่จะไปรวมกับ ส.ว.

Q : พรรคชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา รวมกันจะเป็นตัวแปรสำคัญหรือไม่

แต่รวมกันแล้วจะได้ถึง 125 เสียงไหม พรรคพวกนี้ต้องรวมกันแล้วได้ 125 เสียง เพื่อรวมกับ ส.ว. 250 เสียง เพื่อให้ได้ 375 เสียง แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา 4 ครั้ง พรรคพวกนี้รวมกันได้เสียงไม่ถึง 125 เสียง ถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า คนจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคเล็กเหรอ อะไรทำให้คนเปลี่ยนไปเลือกพรรคเล็กล่ะ… กลับไม่เห็นมี

Q : อะไรที่เชื่อว่าคนไม่เปลี่ยนใจไปลงคะแนนเพิ่มให้พรรคขนาดกลาง

ความขัดแย้งที่ผ่านมาหลายสิบปี ทำให้เกิดสิ่งที่ในทางรัฐศาสตร์ เรียกว่า social cleavage ร่องแห่งความขัดแย้งแตกแยกในสังคม พรรคใหญ่สองพรรคได้จับจองกลุ่มของความขัดแย้งนี้ไว้แล้ว เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ก็มีฐานของตัวเอง แต่พรรคเล็กอื่น ๆ ยังไม่ได้จับจองกลุ่มไหนเลย จะเอาฐานคะแนนเสียงมาจากไหน

Q : มีวิธีเพื่อปิดประตูสำหรับนายกฯคนนอกไหม

พรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ โหวตเอานายกฯของพรรคใดพรรคหนึ่ง อาจไม่จำเป็นต้องตั้งรัฐบาลผสม เป็นการกดดันที่เราอยากให้มี

Q : ถ้าเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ร่วมกันไม่เอานายกฯคนนอก เป็นอย่างไร

จะเป็นสภาวะของการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และมีความไม่แน่นอนสูง อาจเป็นสภาวะที่ 3 เดือนแล้วฟอร์มรัฐบาล เลือกนายกฯไม่ได้ เป็นสภาวะที่เสี่ยงมาก ๆ ที่เกิดขึ้น เอาเข้าจริง คสช.อาจต้องการให้เกิดภาวะสุญญากาศ ว่า นี่ไง… ให้เลือกตั้งแล้ว ก็จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ รัฐบาลรักษาการ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังอยู่ต่อ เป็นอีก scenario ที่เป็นไปได้

Q : แต่ถ้านายกฯคนนอกเกิดขึ้นจริง การเมืองจะเป็นอย่างไร

แปลว่า นายกฯที่ได้เสียงสนับสนุนจากพรรคเล็ก จะมีเสียงสนับสนุนประมาณ 130 จาก 500 เสียง ก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นมาโดยพลังภายในของ ส.ว. ถามว่าจะบริหารประเทศอย่างไร

Q : จะไม่เหมือนยุค พล.อ.เปรม ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มีพรรคการเมืองสนับสนุน

ไม่เหมือนอย่างสิ้นเชิง เพราะเสียงสนับสนุน พล.อ.เปรม เป็นเสียงที่เกินครึ่งของสภา คือ จัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากในสภา 5 พรรค 7 พรรค และแต่ละพรรคได้ reward ทางการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรี แต่ครั้งนี้ถ้านายกฯมาจากพรรคเล็ก ไม่ใช่เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ เสียงสนับสนุนก็ได้ไม่ถึงครึ่ง และครั้งนี้มีพรรคการเมืองชัดเจน เป็นระบบ 2 พรรคใหญ่มานาน ผ่านการเลือกตั้ง 4 ครั้ง เป็นรากที่ฝังไปแล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่พรรคการเมืองเป็นเบี้ยหัวแตก นี่คือเงื่อนไขที่ต่างกัน

...

Kuhlabdang Pathumthani ไม่น่าเป็นเช่นนั้น
เผด็จการตั้งเป้าล้มประชาธิปไตยและโจมตีนักการเมืองมาตลอด ต้องไม่ปล่อยอำนาจกลับสู่มือพรรคใหญ่ง่ายๆ

ooo


10 สัญญาประชาคม ฉบับ คสช. “ปรองดอง” ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายโรดแมป - คสช.และพวกทำได้กี่ข้อ?





10 สัญญาประชาคม ฉบับ คสช. “ปรองดอง” ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายโรดแมป


1 มกราคม 2561
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ


เกือบ 1 ปีเต็ม นับตั้งแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบหมายให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็น “เจ้าภาพ” ตั้งโต๊ะกลม-เทียบเชิญพรรคการเมืองเล็ก-กลาง-ใหญ่ กว่า 70 พรรค ล้อมวงเจรจา-ข้อสรุปเพื่อสร้างความปรองดอง-สมานฉันท์รัฐบาล-คสช. “ถือฤกษ์” วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2560-วันแห่งความรัก เป็นวันเริ่มต้นขบวนการรับฟังความคิดเห็นจาก “คนการเมือง” แกนนำ-ประชาชน 77 จังหวัดทั่วประเทศและนักธุรกิจ ผ่านกลไกกองทัพภาค-กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จนคลอดออกมาเป็น “สัญญาประชาคมฉบับสมบูรณ์” 10 ข้อ ได้แก่

ข้อที่ 1 คนไทยทุกคนพึงร่วมมือกันสร้างบรรยากาศของความสามัคคีปรองดองเพื่อให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตลอดจนพึงมีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง “ยอมรับความแตกต่างทางความคิด และส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจรัฐและการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกในระบบรัฐสภา”

ข้อที่ 2 คนไทยทุกคนพึงน้อมนำศาสตร์พระราชา มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการดำรงชีวิต ประกอบอาชีพอย่างสุจริต พึ่งพาตนเองได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และไมตรีจิตต่อกัน และร่วมสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพของท้องถิ่น สนับสนุนและส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึง มุ่งเน้นการพัฒนาตนเองให้มีขีดความสามารถในการประกอบอาชีพเพื่อยกระดับรายได้ และสร้างโอกาสในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ

ข้อที่ 3 คนไทยทุกคนพึงยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมในการดำเนินชีวิต มีความซื่อสัตย์ ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งปราศจากการคอร์รัปชั่น

ข้อที่ 4 คนไทยทุกคนพึงร่วมมือกันสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า ยอมรับและเชื่อมั่นกระบวนการจัดสรรทรัพยากรที่สุจริตและเป็นธรรม พึงมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอง บนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนรวม ของประเทศ

ข้อที่ 5 คนไทยทุกคนพึงให้การสนับสนุน ส่งเสริม การดูแลคุณภาพชีวิต การสาธารณสุข ตลอดจนการศึกษาที่มีคุณภาพให้เป็นไปอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกัน ข้อที่ 6 คนไทยทุกคนพึงเคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งสนับสนุนและส่งเสริมกระบวนการยุติธรรม เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

ข้อที่ 7 คนไทยทุกคนพึงใช้ความรอบคอบในการแสดงความคิดเห็น และรับรู้ข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ และร่วมกันสอดส่อง ดูแล ไม่ให้มีการบิดเบือน เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม

ข้อที่ 8 คนไทยทุกคนพึงตระหนักในการส่งเสริมให้สังคมมีมาตรฐานสากลตามกฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี

ข้อที่ 9 คนไทยทุกคนพึงสนับสนุนและส่งเสริมการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน

ข้อที่ 10 คนไทยทุกคนพึงเรียนรู้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศ ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ

นอกจาก 10 สัญญาประชาคมแล้ว ยังมี “หลักการปรองดอง” อาทิ ประชาชนทุกภาคส่วนต้องรวมพลังและร่วมมือกันทำงานตามแนวทาง “ประชารัฐ” โดย “ไม่แบ่งกลุ่ม-แบ่งฝ่าย”

การไม่ใช้อำนาจทางการเมืองบริหาร เพียงเพื่อมุ่งสร้าง “คะแนนเสียง” ทางการเมือง การร่วมมือในการขจัดการ “ทุจริต-ฉ้อฉล” และอำนาจนอกระบบ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นโดยยึดหลัก “ธรรมาภิบาล” การใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง พลเรือน ตำรวจ ทหาร ต้องเป็นกลาง และไม่สนับสนุนมวลชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเด็ดขาด

โค้งสุดท้ายของ “โรดแมป” หลังจากนี้ ก่อนถึงวันเลือกตั้งจะเห็น “แคมเปญใหญ่” ออกมาจากกองทัพอีกครั้ง


Authoritarianism is accelerating in Southeast Asia - The China model is winning, at the expense of liberal values



Riot police stand guard at a blocked street outside the supreme court in Phnom Penh on Nov. 16 before a ruling ordering the country's main opposition party dissolved. © AP


The China model is winning, at the expense of liberal values


By Thitinan Pongsudhirak
Nikkei Asian Review
January 1, 2018

Excerpt:

The year 2018 will mark the start of a period in which outright authoritarianism and illiberal quasi-democracy are likely to be Southeast Asia's prevailing norms. With few exceptions, liberal values and fundamental freedoms and rights will be manipulated and curtailed, even where elections continue to take place. Where authoritarianism holds sway, rights and freedoms will be suppressed altogether.

The specter of galloping authoritarianism is crucially underpinned by China's successful system of centralized control combined with economic dynamism. Unless domestic forces that stand for rights and freedoms are nurtured, mobilized and galvanized, the struggle for democracy could be lost to a narrative of history that ends not with democracy and free markets but with omnipotent central authority and state-led capitalism.

Not long ago, Southeast Asia's forces of sociopolitical change were trending the other way as countries from Cambodia and Myanmar to the Philippines and Thailand embraced democratization, with its attendant political liberalization and openness. Prior to the rise of Thaksin Shinawatra in the early 2000s, Thailand had a new constitution that promoted checks and balances, together with greater political stability and effectiveness.

But former Prime Minister Thaksin undermined the country's 1997 constitution, and his rule was marred by corruption and conflicts of interest. Thailand has since been stuck in a political tailspin, marked by street protests and two military coups. It is now being run by an authoritarian government that has constitutionally embedded the military's role in politics.

.

.

Elsewhere in the region, China is now a trump card for authoritarianism, its overwhelming influence only weakly challenged by the EU, hampered by popular anger over high levels of immigration, and the U.S., where President Donald Trump sees America as a victim of its efforts to support the international order since World War II. This is a worldview unaffected by the administration's new National Security Strategy, published on Dec. 18, in which China and Russia are identified as threats.

A regional pushback against rising authoritarianism could be rolled out in three directions. First, the electorates in countries such as Cambodia and Thailand should stand up for their own rights and for accountable government.

The challenge for them is a decoupling of political progress and economic performance. Strong economic expansion in the region broadly buys off potential social discontent. People will have to stand up for democratic rights and freedoms for their intrinsic worth rather than because of its potential role in expanding prosperity.

Second, the established democracies must play a part in defending democratic gains in Southeast Asia. This means that people in Europe and America must address internal grievances and prevent populism from gaining more ground.

Established democracies also must perform better on bread-and-butter issues to show that rights and freedoms are compatible with economic growth and development. Australia, India and Japan are key leaders for Southeast Asia. These staunch Indo-Pacific democracies should do more to lead developing Asia.

Finally, China's political dissidents should be supported, and state-nurtured Chinese companies that leverage their large internal markets to win external market shares should be scrutinized and not accepted at face value.

Southeast Asia's history may not end with democracy and free markets, but it should not be allowed to head in the direction of state-led capitalism and centralized political controls that undermine or abolish basic freedoms and fair play.

To read the full article, please click the following link:

https://asia.nikkei.com/Viewpoints/Thitinan-Pongsudhirak/Authoritarianism-is-accelerating-in-Southeast-Asia?page=1



ooo



วันจันทร์, มกราคม 01, 2561

ยกก้อนหินทุ่มขาตนเอง




กรองกระแส / คำสั่ง แปรเปลี่ยน คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 53/2560 รุก อาจเป็น ‘รับ’


29 ธันวาคม 2560 - 4 มกราคม 2561
มติชนสุดสัปดาห์


กรองกระแส

คำสั่ง แปรเปลี่ยน
คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 53/2560
รุก อาจเป็น ‘รับ’


คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 เรื่อง การดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44
เป็นมาตรการ “รุก” ทางการเมืองอย่างแน่นอน
รูปธรรมอันเด่นชัดคือ การออกมาแสดงปฏิกิริยาอย่างพร้อมเพรียงกันจากพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย
ยืนยันว่านี่คือ การรีเช็ต โดยมีเป้าหมายเดียวกันกับเซ็ตซีโร่
เหมือนกับเป็นการ “รุก” อย่างเข้มข้น ไม่เพียงแต่เป็นการจัดระเบียบให้กับพรรคการเมืองเก่า พรรคการเมืองใหญ่ เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ พรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งมีความโน้มเอียงจะสนับสนุน คสช. สนับสนุนการสืบทอดอำนาจให้กับ คสช. เท่านั้น
หากแต่ยังเป็นอีก “เงื่อนไข” หนึ่งซึ่งจะทำให้แนวโน้มการเลื่อนการเลือกตั้งดำเนินไปอย่างมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น
ที่คิดกันว่าน่าจะเป็นในเดือนพฤศจิกายน 2561 ก็อาจเป็นไปไม่ได้
โอกาสที่ คสช. และรัฐบาลจะสร้างผลงานและความสำเร็จโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจก็จะมีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ตัดโอกาสฝ่ายตรงกันข้ามให้เหลือน้อยลงเป็นลำดับ

ผลพวงคำสั่ง
กับ “ตาสว่าง”


กระนั้น ภายในมาตรการ “รุก” ทางการเมืองลักษณะนี้ก็ทำให้สังคมประจักษ์ในความเป็นจริงของการสมคบคิดทางการเมืองลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
เห็นว่ารากฐานแห่งคำสั่งหัวหน้า คสช. มีความเป็นมาอย่างไร
ที่สำคัญก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง 1 ข่าวการตรวจจับอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด กับ 1 การออกโรงของ นายสุเทพ เทือกสุบรณ เลขาธิการ กปปส. และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป เสนอขอแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง
ทั้งหมดนี้ล้วนเพื่อนำไปสู่การ “ยื้อ” การปลดล็อกพรรคการเมือง และการเลื่อนโรดแม็ปการเลือกตั้งให้ทอดยาวออกไป
บทบาทของบรรดา “นกต่อ” ทางการเมืองจึงถูก “เปิดโปง”
ก่อนหน้านี้อาจมีการขุดคุ้ยโจมตีจากพรรคเพื่อไทยประสานเข้ากับ นปช.คนเสื้อแดง แต่สังคมก็ไม่เต็มใจที่จะยอมรับ แต่คราวใหม่นี้ที่ออกโรงขุดคุ้ย เปิดโปง โจมตีอย่างเอาการเอางานกลับเป็นพรรคประชาธิปัตย์ และรวมถึงบางคนที่เคยเคลื่อนไหวในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและบางคนที่เคยเคลื่อนไหวอยู่ใน กปปส.
จึงทำให้มองเห็นถึงลักษณะ “สมคบคิด” อันต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ได้อย่างเด่นชัด


ปฏิกิริยาสังคม
หมดความเกรงใจ


ท่าทีของนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เริ่มรุนแรง แข็งกร้าว
พุ่งเป้าโจมตีไปยัง “คสช.” โดยตรง
ถึงกับระบุว่า กระบวนการใช้มาตรา 44 ต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 สะท้อนลักษณะไม้หลักปักเลน และยิ่งใช้อย่างพร่ำเพรื่อ จะยิ่งขาดบทบาทและไม่มีความหมายมากยิ่งขึ้น
เนื่องจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาจาก “แม่น้ำ 5 สาย”
ยิ่งกว่านั้น ยังมีความพยายามที่จะยื่นกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 53/2560 เพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้จะประเมินและแจ้งในทิศทางว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรแต่ก็ต้องการคำตอบ
เท่ากับทำให้องค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาอยู่ในกระแสและวังวนความขัดแย้งในทางการเมืองลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เท่ากับชี้ให้เห็นว่าสังคมเริ่มกล้าที่จะเผชิญหน้ากับ “คสช.”

สถานการณ์การเมือง
ยกก้อนหินทุ่มขาตนเอง


คําสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 53/2560 สำแดงเจตจำนงอย่างเด่นชัดว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในมาตรการ “รุก” อันแหลมคมยิ่งในทางการเมือง
เป้าหมายอยู่ที่พรรคการเมืองเก่า พรรคการเมืองใหญ่
เป้าหมายอยู่ที่การจัดระเบียบให้กับพรรคการเมืองเก่า พรรคการเมืองใหม่ เปิดช่องทางให้กับพรรคการเมืองใหม่ พรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งแสดงความโน้มเอียงอย่างเด่นชัดว่าจะสนับสนุน คสช. สนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากคนนอก
กระนั้น เครื่องมือนี้ของ คสช. ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายในทางการเมืองได้อย่างครบถ้วน หากแต่ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวก็เริ่มปรากฏปฏิกิริยาในการโต้กลับ
เด่นชัดยิ่งว่า อีกฝ่ายรู้เท่าทันกับ “เครื่องมือ” นี้
เด่นชัดยิ่งว่า อีกฝ่ายมองเห็นโครงสร้างแห่งการแสวงหาอำนาจ การสืบทอดอำนาจได้อย่างทะลุปรุโปร่งตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 โดยเฉพาะกลุ่มที่เสนอคำขวัญ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”

เผลอๆ ก้อนหินที่คิดจะทุ่มใส่คนอื่นอาจเป็นการทุ่มใส่ขาของตัวเองก็ได้

เป็นตัวปัญหาเองไม่รู้เรอ... “บิ๊กตู่” หวังปี 61 ลดยากจน ขู่พวกจ่อป่วนถ้าขัดแย้งเลือกตั้งได้หรือเปล่าไม่รู้ ยังไม่มีใครทาบเข้าพรรค



พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (แฟ้มภาพ)


“บิ๊กตู่” หวังปี 61 ลดยากจน ขู่พวกจ่อป่วนถ้าขัดแย้งเลือกตั้งได้หรือเปล่าไม่รู้ ยังไม่มีใครทาบเข้าพรรค


31 ธ.ค. 2560
โดย: MGR Online


นายกรัฐมนตรี ไม่รับอวยพรของขวัญปีใหม่ ให้กลับไปดูแลลูกน้อง แย้มตีกอล์ฟใกล้ๆ ไม่ไปต่างจังหวัด หวังลดความยากจน เดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่ไร้ความขัดแย้ง ขู่ถ้ายังมีความขัดแย้งสูงเลือกตั้งได้หรือเปล่าไม่รู้ ไม่ได้เลื่อนแค่ปรามพวกจ่อป่วน แจงคำสั่ง ม.44 แค่ให้มีสมาชิกพรรค 500 คนใน 30 วัน ถามกลัวย้ายพรรคเพราะอุดมการณ์สู้เขาไม่ได้หรือเปล่า ยันไม่ได้รีเซต ถามตั้งพรรคทหารได้หรือ งงทำไมต้องมาคอยระวัง ยันพูดกับทุกพรรคให้ไปหาคนใหม่ที่สังคมยอมรับ ยันยังไม่มีใครมาทาบทาม นายกฯ คนนอกอาจไม่ใช่ตนก็ได้


วันนี้ (31 ธ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ปีใหม่ปีนี้ได้บอกกับทุกคนว่าไม่ต้องมาอวยพร และมอบของขวัญให้ตน ขอให้ทุกคนกลับไปดูแลและอวยพรลูกน้องและคนที่รักดีกว่า อีกทั้งตนมีพรให้กับเขาเสมอ ส่งการ์ดส่งความปรารถนาดีไปให้ ซึ่งเขาก็ส่งการ์ดอวยพรกลับมาก็พอใจแล้วถือว่าเป็นการระลึกถึงกัน และขอร้องว่าอย่าไปคิดว่าตนไม่ให้ความสำคัญกับเทศกาลสำคัญเช่นนี้ สำหรับตนเทศกาลปีใหม่ถือเป็นประเพณีที่สำคัญ เราก็ส่งใจถึงกันตลอดเวลา มีการส่งการ์ดถึงกัน ตนไม่ต้องการเป็นภาระในช่วงปีนี้เพราะต้องการใช้เวลาเพื่อคิดเรื่องต่างๆ มากมาย

“หลายคนก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมผมไม่รับการอวยพร ผมก็บอกว่าขอเถอะสำหรับปีนี้ ขอให้ท่านไปดูแลคนอื่นๆ ดูแลครอบครัว และผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีที่สุด ของขวัญผมไม่ได้ต้องการ พอแล้ว ของขวัญก็มีดอกไม้ ผลไม้ ขอให้เอาไปให้ผู้ใหญ่ที่ตัวเองนับถือ ไม่เช่นนั้นป่านนี้ก็ต้องมายืนรออวยพรเป็นแถวผมก็กลายเป็นภาระของพวกท่าน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามปีใหม่ปีนี้มีสิ่งใดที่ไม่อยากได้บ้าง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมไม่อยากได้ความไม่สงบสุข ผมไม่อยากได้ความขัดแย้ง ในวันข้างหน้าเมื่อผมไม่เป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง อย่าไปคิดว่าผมจะเป็นอย่างอื่น ผมหมดหน้าที่ก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ผมก็อยากได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ผมอยากได้นักการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ เดินหน้าวางแผนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้กว้างๆ ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติรายละเอียดไม่ได้มีการบังคับอะไรกับใคร มีแต่หัวข้อว่าทำอะไรก็เพียงขอให้อยู่ในกรอบและขอให้ทำให้คนไทยทุกคนมีความสุข พ้นจากความยากจนในทุกๆด้าน ทั้งจนความรู้ จนที่ดิน ในปีหน้ามีเรื่องต้องทำอีกมาก เพราะถ้าเรายังทำแบบเดิมเราก็จะเป็นแบบเดิมคือการเอาเงินลงไปให้ลงไป เป็นมาตรการบรรเทาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ยั่งยืน ถ้าจะให้ยั่งยืนต้องทำแบบที่ผมทำ ต้องมีการกำหนดเป้าหมาย ทิศทางในแต่ละกลุ่ม เพราะความต้องการของแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน และต้องไม่เป็นการผูกขาดประชาชนต้องได้รับประโยชน์ที่ดีขึ้น ก็เป็นการคาดหวังของผม”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่ตนคาดหวัง คือ 1. การลดความยากจน ลดความเดือดร้อน 2. การเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่ไม่มีความขัดแย้งอีกต่อไป

“ทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ ผมประกาศไว้เลยสถานการณ์ถ้ายังมีความขัดแย้งสูง การเลือกตั้งได้หรือเปล่า ผมไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้มันเกิดขึ้น ผมไม่ได้เป็นคนทำ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้มีการเลือกตั้งก็ขอให้มีความสงบสุขเรียบร้อย ถ้าไม่สงบเลือกแล้วถ้าเลือกตั้งไปแล้วยังมีการตีกันอยู่ ผมก็รับผิดชอบไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เพียงแต่พูดปรามไว้สำหรับคนที่จะสร้างความวุ่นวาย ประชาชนเองก็ต้องดู ถ้าใครทำตัวแบบนี้ก็อย่าไปยุ่งหรือสนับสนุน ไม่เช่นนั้นก็จะผิดกันไปหมด ขอร้องอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน มีเส้นทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็ไป” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ทุกฝ่ายชื่นชมประเทศไทยว่ามีเสถียรภาพดี มีความสงบเรียบร้อยไม่มีความขัดแย้ง เรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องของการเมือง ขอร้องว่าอย่าเอาการเมืองมาเป็นทุกอย่างของประเทศไทย เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ไม่มีเลิก เพราะทุกคนก็คาดหวังว่าจะเข้าสู่การเมือง ส่วนจะตีกันต่อไปอย่างไรตนก็ไม่สามารถตอบได้ วันข้างหน้าอีกพรรคหนึ่งได้อีกพรรคจะยอมรับได้หรือไม่ตนก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้ เพราะปัญหาเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

“จำได้หรือไม่ว่าที่ผ่านมาเคยเกิดเรื่องมาแล้วจาก 2 พรรคใหญ่ แล้วอนาคตข้างหน้าจะแก้ปัญหาอย่างไร ยังไม่มีใครบอกผมเลย แต่ทุกวันนี้กลับมาตีผม ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ วันนี้ท่านต้องแสดงออกว่าท่านจะไม่ทำหรือสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นมาอีก ขอร้องว่าอย่าพูดอย่างเดียวขอให้ทำด้วยแล้วประชาชนก็ต้องไปดู ไม่ใช่ว่ากลายมารุมตีผม ผมยังไม่รู้ว่ามาตีผมเรื่องอะไร ผมก็พูดกับทุกคน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า อาจเป็นเพราะคำสั่งในมาตรา 44 เกี่ยวกับเรื่องระยะเวลา 30 วันในการรับรองการเป็นสมาชิกพรรค พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ยืนยันว่าผมไม่ได้สลายความเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง คนที่เป็นสมาชิกพรรคอยู่ก็สามารถมาลงใหม่ก็ได้ หากบอกว่ามีข้อแม้เรื่องระยะเวลา ก็ขอชี้แจงว่าระยะเวลาที่กำหนดให้เวลา 30 วันที่อย่างน้อยต้องมีสมาชิกพรรค 500 คน ทุกคนก็มาลงสมัครได้ แล้วที่เหลือจะไปกลัวอะไร ทุกคนก็สามารถมาลงสมัครเป็นสมาชิกได้ตลอด 4 ปี ไม่ใช่หรือ ถ้าคิดว่าสมาชิกเหล่านั้นยังอยู่กับคุณจริงๆ ก็ต้องมั่นใจว่าเขาจะอยู่กับคุณ แล้วที่ออกมาประกาศว่าทุกคนเกิดมาอยากตายไปกับประชาธิปไตยกับพรรคนี้พรรคนั้น แล้วจะไปกลัวอะไร”

เมื่อถามต่อว่า อาจเป็นเพราะกลัวว่าในช่วงที่มีช่องว่างนี้สมาชิกพรรคเดิมจะย้ายไปอยู่พรรคใหม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นเพราะตัวเองที่อุดมการณ์สู้เขาไม่ได้หรือเปล่า ที่บอกว่าตัวเองดีกว่ามีคนมาอยู่มากกว่า สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ ถ้าดีจริงสมาชิกพรรคเหล่านั้นก็ต้องอยู่ แล้ววันนี้สิ่งสำคัญตนไม่ได้ต้องการไปรีเซ็ตอะไร แต่ต้องการให้เกิดความชัดเจนขึ้นว่าคำว่าสมาชิกพรรคเป็นอย่างไร แม้ว่ากฎหมายฉบับใหญ่จะมีผลบังคับใช้แล้วและตนก็ไม่ได้ไปละเมิดหรือล้มกฎหมาย และไม่ต้องการไปแก้ไข พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเขาต้องการหวังผลระยะยาว เราต้องหาวิธีการปฏิบัติเพื่อเดินไปสู่ตรงจุดที่ไม่มีปัญหาให้ได้ ระหว่างนี้เมื่อกฎหมายยังมีปัญหาก็ต้องมาดูว่าระยะนี้ทำแบบนี้ได้หรือไม่ แกะออกมาให้ได้ว่าคนที่จะเป็นสมาชิกพรรคก็ให้ยืนยัน มีการลงชื่อและมีหลักฐานให้เห็น เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องไม่มีหลักฐานชัดเจนเพราะอยู่ที่พรรคทั้งหมด เพราะเราไม่ได้ให้เขาเก็บเงินจากสมาชิกพรรค รัฐบาลเป็นคนเก็บให้โดยการหักภาษี เมื่อคนถูกหักภาษียังไม่กาเลยว่าสนับสนุนพรรคไหน ดังนั้นต้องมีการเคลียร์เพื่อให้เกิดความชัดเจน เพียงแค่นี้มันมีปัญหาอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกคำสั่งครั้งนี้มีการมองว่า พล.อ.ประยุทธ์กำลังรวบรวม กอบโกยนักการเมืองเพื่อตั้งพรรคการเมือง หรือพรรคทหาร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “พรรคทหาร พรรคอะไร เรื่องนี้สื่อต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย สมมติจะใครก็ตามไปรวบรวมคนแล้วตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้วลงเลือกตั้ง ถ้าประชาชนไม่เห็นดีเห็นงามเขาจะเลือกเข้ามาหรือ ถ้าคนห่วยๆ เข้าจะเลือกมั้ย ผมถึงบอกว่าดูนักการเมืองใหม่บ้าง คนเก่าถ้ามันดีอยู่พรรคไหนก็เลือกเข้าไป แต่ถ้าคนใหม่ดีกว่าก็เลือกคนใหม่ก็จบ ทำไมต้องมานั่งคอยระวังผม คนนั้นคนนี้ ไม่ดูว่าคนเหล่านั้นทำประโยชน์อะไรหรือไม่ดีกว่า อาจจะมีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนเดิม ผมพูดกับทุกพรรคการเมืองว่าไปหาคนใหม่ที่สังคมยอมรับมา สังคมก็ยอมรับได้ ถ้าเป็นคนดี แต่ถ้าอยู่แบบเดิมๆ ก็ตีกันเหมือนเดิม”

เมื่อถามว่า สรุปแล้วจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมจะตั้งทำไม ผมตั้งได้หรือ”

เมื่อถามต่อว่า แล้ววันนี้มีคนตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็เห็นมีหลายคนประกาศสนับสนุนผมก็ตั้งไปซิ แต่ผมจะรับหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย เรื่องนี้เขาต้องถามผม วันนี้เขายังไม่ได้ตั้ง และยังไม่เข้าสู่วันเลือกตั้งก็ยังไม่มีใครมาถามผม ก็ได้แต่พูดกันไป แล้วผมจะรับหรือเปล่าผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ สถานการณ์เป็นตัวกำหนดทุกอย่างนะอย่าลืม ผมไม่ได้หมายความว่าคนอื่นเขาทำไม่ได้แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่ประชาชนจะร่วมมือกับใคร คนที่เขาร่วมมืออยู่แล้วผมจะเข้าไปได้อย่างไร และวันนี้ผมไม่ได้ลงเลือกตั้งเองนี่ มากลัวผมอยู่นั่นว่าผมจะเข้าไปเป็นนายกฯ คนนอก แล้วไอ้คนในต้องหาให้เจอก่อน คนนอกอาจจะไม่ใช่ผมก็ได้มันมีตั้งหลายคนเขาอาจจะหาคนอื่นเข้ามาก็ได้ ทำไมต้องมากลัวผม วันนี้ผมมาได้ทำงานเพื่อการเมืองในวันข้างหน้า ผมทำงานเพื่อประชาชนให้มีความรัก ความสามัคคี ลงพื้นที่ก็ไปพูดคุยเพื่อต้องการให้เขาคลายเครียด คลายความกังวล และมั่นใจ อีกทั้งผมก็คลายเครียดตัวเองลงด้วย ได้หัวเราะ ได้พูดคุยและได้ทำอะไรตลกๆ ออกมา ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ผมก็ไม่ตลกเท่าไหร่ พอตลกไปก็เป็นเรื่องจริงไปหมด ความจริงผมเป็นคนอารมณ์ดี ตลก ผมพูดตลกเก่งนะ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปีใหม่นี้ไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่ได้ไปไหน อาจตีกอล์ฟใกล้ๆ แถวนี้ แต่ไม่ไปต่างจังหวัดแล้ว ปีใหม่หรือวันสำคัญ เราต้องตั้งสติให้ดี ยึดมั่น ภาวนาให้บ้านเมืองสงบสุข ตนทำเช่นนี้มาทุกปี ไม่เคยไปไหนมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่เป็นแม่ทัพ เพราะสถานการณ์ก็เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ก็ไม่ได้ไปไหน ไปห้างฯ ก็ไปเพียงเปิดงานและจากนั้นก็ไม่เคยไปไหนอีกเลย ครอบครัวก็ไม่เคยไปไหนด้วยกัน เพียงแต่อยู่บ้านด้วยกัน กลายเป็นว่าเวลาส่วนตัวหายไป เพราะถ้าไปไหนก็อาจเป็นปัญหาพอเจอกับใครก็มีปัญหา หรือไปไหน รปภ.ก็ต้องไปดูแล ตนไม่อยากรบกวนอยากให้เขาได้กลับบ้าน อย่างมากก็แค่ไปเล่นกีฬา กินข้าวกับครอบครัวเงียบๆ เล็กๆ หรือไปกับเพื่อนๆ บ้างแต่ไม่ไปในที่สาธารณะ ชีวิตตนมีแค่นี้ ที่เหลือก็คิดเรื่องงานโดยเฉพาะในปีหน้ามีงานให้คิดและทำอีกมากโดยเฉพาะเรื่องของความยากจน

ดู สาระ+ภาพ เทียบงบรักษาสุขภาพประเทศไทย 3 ระบบ | บัตรทอง-สิทธิข้าราชการ-ประกันสังคม (จากประชาไท) แล้วจะรู้ว่า "ใครใหญ่!"




คลิกที่นี่เพื่อชมภาพขนาดใหญ่


สาระ+ภาพ: เทียบงบรักษาสุขภาพประเทศไทย 3 ระบบ | บัตรทอง-สิทธิข้าราชการ-ประกันสังคม

2017-12-31
ที่มา ประชาไท


สุขภาพปี 2561 ของคนไทยจะเป็นอย่างไร ชวนเทียบงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย 3 ระบบได้แก่ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ งบรักษาพยาบาลข้าราชการ และกองทุนประกันสังคม โดยสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการยังคงได้งบอุดหนุนรายหัวสูงสุดอยู่ที่ 12,676.06 บาทต่อคน หลักประกันสุขภาพได้งบประมาณสูงสุดคือ 1.26 แสนล้านบาท ดูแลประชาชน 48.8 ล้านคน เมื่อเฉลี่ยรายหัวแล้วอยู่ที่ 2,592.89 บาท

โดยเมื่อพิจารณาแยก 3 กองทุนคือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ งบรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัว และกองทุนประกันสังคม มีรายละเอียดดังนี้

1. กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ในปีงบประมาณ 2561 ได้รับงบประมาณ 126,533.13 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.36 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ครอบคลุมประชาชน 48.8 ล้านคน เฉลี่ยงบประมาณอยู่ที่ 2,592.89 บาทต่อคน

สำหรับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ใช้งบประมาณแผ่นดินอุดหนุน 100% ควบคู่กับระบบร่วมจ่ายค่าธรรมเนียม 30 บาทมาตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2545 แต่มีช่วงที่ยกเลิกระบบร่วมจ่ายและให้รักษาฟรีช่วงสั้นๆ คือปี 2549-2555 ก่อนกลับมาใช้ระบบร่วมจ่าย 30 บาทจนถึงปัจจุบัน

สิทธิบัตรทองสำหรับประชาชนจะได้ตั้งแต่แรกเกิด และสิ้นสุดสิทธิเมื่อได้สิทธิรักษาพยาบาลอื่นทดแทนไม่ว่าจะเป็นบัตรประกันสังคม หรือสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ ผู้ถือบัตรทองเข้ารับการบริการสาธารณสุขได้ที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนที่เป็นคู่สัญญา โดยมีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดูแล ส่วนกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถใช้สิทธิได้ในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุด โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤต (อ่านคู่มือ)

2. งบรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัว

ในปีงบประมาณ 2561 ได้รับงบประมาณ 63,000 ล้านบาท โดยจัดอยู่ในงบกลางตามมาตรา 49 "ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานของรัฐ และครอบครัว" มีผู้มีสิทธิประมาณ 4.97 ล้านคน เฉลี่ยงบประมาณอยู่ที่ 12,676.06 บาทต่อคน

โดยผู้มีสิทธิใช้สวัสดิการนี้ได้แก่ ข้าราชการและครอบครัว ได้แก่ บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ และไม่นับบุตรบุญธรรม รวมทั้งคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ใช้งบประมาณแผ่นดินอุดหนุน 100% แต่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีเกินสิทธิกำหนด สำหรับโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่เข้าร่วม โดยมีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังดูแล

สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2521 ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2521 มีการปรับปรุงแก้ไขอีกหลายฉบับ โดยปัจจุบันใช้พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และใช้ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555

สำหรับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการจะสิ้นสุดเมื่อไม่ได้รับราชการ ส่วนสมาชิกครอบครัวหากมีสิทธิประกันสังคมอยู่แล้วจะไม่สามารถใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการได้ (อ่านคู่มือ)
3. กองทุนประกันสังคม

โดยในรายงานผลสถานะกองทุนประกันสังคม ประจำเดือนกันยายนปี 2560 มีงบประมาณจากรายจ่ายเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 48,544 ล้านบาท โดยมีผู้ประกันตน 14.47 ล้านคน เฉลี่ยงบประมาณอยู่ที่ 3,354.80 บาทต่อคน

ทั้งนี้กองทุนประกันสังคมเริ่มดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 จัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล มาตั้งแต่ปี 2534 โดยในเดือนกันยายนปี 2560 เงินกองทุนสะสมกองทุนประกันสังคมตามงบการเงินมีจำนวน 1,809,225 ล้านบาท

โดยประกันสังคมถือเป็นสวัสดิการทางสังคมที่ใช้ระบบไตรภาคี รัฐบาลอุดหนุน 33.33% ส่วนที่เหลือเป็นเงินสมทบโดยผู้ประกันตนและนายจ้าง โดยต้องจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมไม่น้อยกว่า 3 เดือน และจะสิ้นสุดสิทธิประกันสังคมเมื่อขาดส่งเงินสมทบมากกว่า 3 เดือน โดยผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาได้ในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับสำนักงานประกันสังคม โดยผู้ประกันตนสามารถเลือกโรงพยาบาลได้ 1 แห่ง และสามารถเปลี่ยนโรงพยาบาลได้ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคมของทุกปี

นอกจากสิทธิในการรักษาพยาบาลแล้ว กองทุนประกันสังคมยังมีสิทธิประโยชน์กรณีผู้ประกันตนทุพพลภาพ เสียชีวิต คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร บำเหน็จและบำนาญชราภาพ และกรณีว่างงาน โดยมีเงื่อนไขการเกิดสิทธิเป็นไปตามระยะเวลาจ่ายเงินสมทบที่ระเบียบกำหนดไว้ (อ่านรายละเอียด)


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
บุคคลแห่งปี 2017: ‘กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ’ ภูมิคุ้มกันสวัสดิการสุขภาพเพื่อทุกคน
เปิดก้าวต่อก้าวของ ‘กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ’ ในรอบปี 60
แกะรอยการบ่อนเซาะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใต้ท็อปบู้ท
บุคคลแห่งปี 2017

เงินภาษีคุณไปไหน ใช้อะไรไปเยอะแยะ? ลองดู 10 โครงการที่มีงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างสูงที่สุดในปีงบประมาณ 2560





ภาษีไปไหน ใช้อะไรไปเยอะแยะ? ลองดู 10 โครงการที่มีงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างสูงที่สุดในปีงบประมาณ 2560 กันครับผม

สำหรับที่หนึ่งประจำปีนี้ได้แก่...
โครงการจ้างสร้างเรือดำน้ำโดยวิธีกรณีพิเศษ นั่นเองงงง

ใครอยากรู้ว่าภาษีไปไหน ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://govspending.data.go.th/dashboard/1

ป.ล. ถ้าเพจนี้ยังรอดอยู่ ปีหน้าเจอกันนะครับผม
ขอบคุณ aomMONEY สำหรับข้าวผัด เอ้ย Infographic ด้วยจ้า

#TAXBugnoms




TaxBugnoms

สวัสดีปีจอที่อาจปราศจาก 'เห็บ'

Dear Diary :เกือบตีสองตามเวลาในไตแลนเดีย นี่ก็ปีใหม่แล้วสิ สวัสดีปีจอ ๒๕๖๑

ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหมาที่ปราศจาก เห็บดั่ง ธนาพล อิ๋วสกุล เขาว่า ฤๅจะยังคงเป็น #ประเทศห้ามพัฒนา เช่นอาจารย์กานดา นาคน้อย เธอแซะ

“เศรษฐกิจไทยแบ่งเป็น ๒ ภาค ภาครวยกระจุกสายป่านยาวสาวได้สาวเอา และอีกภาคจนกระจายสลายชนชั้นกลางลงล่าง ยิ่งภาคหลังกระจายความจน ภาคแรกยิ่งอิ่มหนำสำราญ” คงต้องมาดูกันอีก ๓๖๔ วัน

ก่อนอื่น เห็นภาพมหานครอ็อคแลนด์ นิวซีแลนด์ จุดพลุ ตะไล ต้อนรับปีใหม่ ค.ศ.๒๐๑๘ เป็นแห่งแรก จากหน้าทวิตเตอร์แล้ว มันคล้ายตัวเห็บอยู่นะ หรือว่าเห็บจะกระโดดกันจริงๆ

จากภาพประกอบเรื่องที่ Thanapol Eawsakul บก. ฟ้าเดียวกัน โพสต์เอาไว้ “รวมกองหนุนที่เอาใจออกห่างคณะรัฐประหาร”

อันได้แก่ ๑.อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหาร ๒๕๓๔ ผู้สนับสนุน/แก้ต่างให้รัฐประหาร ๒๕๕๗ ที่ธนาพลโคว้ตคำของเขาเมื่อ ๑๖ มิถุนา ๕๘ ว่า

“คนจำนวนไม่น้อยพูดไม่ได้ และเริ่มรู้สึกอึดอัดอีกแล้ว ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องจะเสียของหรือไม่ หรือทำไมยังไม่เกิดความปรองดอง แต่ผมคิดว่าเรายังไม่พยายามค้นหาสาเหตุของความแตกแยกที่แท้จริง”

(จากข่าว “อานันท์เตือนบิ๊กตู่อย่าอยู่ยาว” https://www.posttoday.com/politic/371046)
ต่อมาอีกสองปีครึ่งก็ยังจริงอย่างว่า “เรายังไม่พยายามค้นหาสาเหตุของความแตกแยก” ที่แท้จริง คนที่กวักมือเรียกพวกเขาเข้ามา ไม่กล้ารับผิด รับแต่ชอบ

คนที่สอง ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัญมนตรี /อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ /แนวร่วม กปปส. คนนี้เพิ่งร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ คณะรัฐประหาร (๖ ธันวา ๖๐) บ่นออดแอด คนใต้ไม่อูฟูเหมือนเก่าแล้วนะลุง

(เขาให้ลิ้งค์ตามไปดูได้ที่ https://workpointnews.com/…/%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99-%E…/)

คนต่อมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี /อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์/แนวร่วม กปปส. ที่ฟากตรงข้ามเขาเรียกว่า ม้าร์คร้อยศพ

จวกคสช. ใช้อำนาจแบบไม้ปักขี้เลน ปลุกสาวกปชป.เป็นสมาชิกต่อ ท้ารัฐบาลพูดให้ชัดอยากเลื่อนเลือกตั้ง” (นั่นจาก https://www.khaosod.co.th/politics/news_682521)

รายที่สี่ บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ /แนวร่วม กปปส. เหมือนกัน “ร่ายกลอนสะท้อนสารพัดปัญหาฝีมือรัฐบาล” ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไว้ตั้งแต่ส่งท้ายปี ๕๕ แต่เนื้อหาเอามาประกบได้แนบสนิทกับรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา

(ชิมลางตัวอย่างได้ที่นี่ https://www.thairath.co.th/content/316775)

นัมเบอร์ ๕ ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ธรรมศาสตร์ ผู้เสนอแนวคิดปฏิวัตินกหวีด ปูทางให้รัฐประหาร พูดไว้เมื่อ ๔ มีนา ๖๐ วิพากษ์ คสช. ว่า “ยุทธ์เรือโยง ป้อมเรือพ่วง” ซึ่งพอถึงธันวา ๖๐ ป้อมก็เรือพ่วงจริงๆ ๑๓ เรือน ให้ ปปช. ปวดหัว

สองคนต่อไป นายแพทย์ทั้งคู่ หมอมงคล ณ สงขลาโพสต์ยอมรับ “ทำผิดมหันต์” ร่วมม็อบไล่ปู https://www.matichon.co.th/news/2583

ส่วน นพ.นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ชมรมแพทย์ชนบท /แนวร่วม กปปส. ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ออกมา เทใจให้เทพาม้อบต้านโรงไฟฟ้าที่โดนตำรวจเข้าสลายจนบักโกรกกันไปตามๆ หมอสุภัทรมีคำคมที่ติดลมมากระทั่งบัดนี้

ช่วยกันประนามรัฐบาลไปก่อน ขาลงอยู่แล้ว ช่วยกันคนละไม้ละมือจะได้ช่วยกันให้ลงเร็วขึ้นอีกครับ(https://www.facebook.com/supathasuwannakit/posts/230475104157958)

อีกคนก็ภาคประชาชนขจัดมลพิษเช่นกัน ประสิทธิชัย หนูนวล กลุ่มคัดค้านถ่านหินกระบี่ แนวร่วม กปปส. ชัตดาวน์กรุงเทพฯ เริ่มยี้กับรัฐบาลทหารตั้งแต่ต้นปี “รัฐกำลังโกหก ปชช. โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ (ไม่) สะอาด” (https://www.brighttv.co.th/special-interview/26364)

หมายเลข ๙ พิภพ ธงไชย ผู้ก่อสร้าง หมู่บ้านเด็ก ด้วยกำลังทหารช่าง “หมดหวังให้ทหารนำการเปลี่ยนแปลง” เสียแล้ว บ่นด้วยคนว่า “ปฏิรูปไม่ถึงฝั่ง” (https://www.posttoday.com/analysis/interview/530799)

อันดับ ๑๐ รสนา โตสิตระกูล อดีต สว. ขวัญใจคนกรุง “อัด สนช.ทำทั้งประเทศผิดหวัง ผ่านกม.ต่ออายุ ป.ป.ช. ถามทำเพื่อใคร” (https://www.youtube.com/watch?v=h6jzoEmya7c)

รายที่ ๑๑ วัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ /แนวร่วม กปปส. รายนี้โคตรแสบ แฉแหลก “ไม่ไว้หน้า ชำแหละแผน คสช.สืบทอดอำนาจ กำนันใต้คนดังเป็นกุนซือ” แล้วยังจี้ให้บิ๊กตูบรู้จักพอซะอีก (https://m.mgronline.com/politics/detail/9600000126708)

คนที่ ๑๒ ที่นัยว่าเตรียมสละเรือในปี ๖๑ กับเขาด้วย ก็อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ แกนนำ กปปส.ตัวยง “ซัดบัตรแมงมุมอุ้มคนรวย ลั่นเชียร์ไม่ไหวปฏิรูปเหลว” (https://www.thairath.co.th/content/1158377)

แม้นว่าเมื่อไม่นานมานี้ยังหลงเชื่อแบบเดียวกับผู้โดยสารเรือไทแทนิคระดับ สลิ่มที่คิดว่า อ๊ะ “เรือกำลังจะจมได้ไง เราอยู่สูงจากน้ำตั้งหลายร้อยฟุต”

ธนาพลปิดท้ายรายชื่อเห็บของเขาด้วยเลขสวย ๑๓ ไทกร พลสุวรรณ คณะเสนาธิการร่วม กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ/แนวร่วม กปปส. เห็นจะเป็นหนึ่งในสองคนที่กล้าแอ่นอกแบบเดียวกับหมอมงคล

ผมขอโทษ ปชช. ผมเสียใจที่เคยแถลงข่าวสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ผมไม่รู้ว่าธาตุแท้เขาจะเป็นเช่นนี้ เสียใจจริง ๆ” (https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1290320104405708&id=100002831925779&pnref=story)

ของแถมก่อนนอนด้วยภาพ เก็บจากแถวๆ เว็บนี่แหละ ลำดับเหตุแห่งดัชนีโปร่งใส ไปยังบ้านน้องที่พิษณุโลก มาถึงความต่างระหว่างนาฬิกา ๑ เรือนกับสิบกว่าเรือน จนกระทั่งคำคาย (ถุย) ของเฮียตุ่นเค้า

“ผมประกาศไว้เลย สถานการณ์ความขัดแย้งสูง เลือกตั้งได้หรือเปล่าไม่รู้...”