วันเสาร์, กันยายน 26, 2569

จับตาคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" กับนิยาม "ลงคะแนนโดยลับ" ฉบับศาลรัฐธรรมนูญ - คำวินิจฉัย 28 ก.ย. จะออกมาหน้าไหน-นำไปสู่อะไร

เจ้าหน้าที่ กปน. นับคะแนนการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ของหน่วยเลือกตั้งที่ 74 เขตเลือกตั้งที่ 6 แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม. ใหม่อีกครั้งตามคำสั่ง กกต. เมื่อ 1 มี.ค. ท่ามกลางการจับภาพของสื่อมวลชนทุกแขนง หลังเกิดเสียงวิจารณ์เรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

จับตาคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" กับนิยาม "ลงคะแนนโดยลับ" ฉบับศาลรัฐธรรมนูญ

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 25 กันยายน 2026'

ผ่านมา 7 เดือนหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อ 8 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัย "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" ในวันจันทร์หน้า (28 ก.ย.) ซึ่งจะเป็นมาตรฐานต่อผู้จัดการเลือกตั้งต่อไป

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำบัตรเลือกตั้งที่มีรหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด (barcode) มาใช้ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยมีผู้พยายามพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดดังกล่าวอาจทำให้สามารถสืบทราบและระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ และอาจทราบว่าประชาชนลงคะแนนเลือกผู้สมัครรายใด/พรรคใด หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยลับ ซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกและขัดรัฐธรรมนูญไทยด้วย

รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี "ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ"

ขณะที่เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ขยายความหมายของ "การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ" เอาไว้ว่า บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด

"อยากวิงวอน กราบขอร้องท่านศาลรัฐธรรมนูญและประชาชนว่าเราต้องช่วยกันยืนยันว่าอะไรก็ตามที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ และตรวจสอบรู้ได้ว่าใครกาอะไร เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ยืนยันเรื่องนี้ เลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ไม่มีความหมาย มันเป็นเรื่องใหญ่มาก" นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ซึ่งส่งอาสาสมัครไปร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. กล่าวในเวทีเสวนาที่เกิดขึ้นในช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

สำหรับบาร์โค้ดดังกล่าวปรากฏบนบัตรเลือกตั้งสีชมพูซึ่งใช้เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตามด้วยตัวเลข 7-8 หลัก

ขณะที่บัตรเลือกตั้งสีเขียวซึ่งใช้เลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่มีบาร์โค้ด แต่มีรหัสคิวอาร์ หรือคิวอาร์โค้ด (QR code) อยู่บริเวณมุมซ้ายล่างของบัตร ทั้งนี้ในการเลือกตั้งปี 2566 เคยมีคิวอาร์โค้ดมาใช้บนบัตรเลือกตั้ง สส.เขต มาแล้ว แต่เป็นการระบุข้อมูลลำดับเล่มหรือล็อตการพิมพ์ ไม่ได้มีรหัสเฉพาะที่แตกต่างกันในบัตรแต่ละใบ

ส่วนบัตรประชามติสีเหลืองซึ่งใช้ออกเสียงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่มีทั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด


บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต มีคิวอาร์โค้ด แต่ไม่มีบาร์โค้ด

พริษฐ์ตีความบัตรเลือก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ "ขัดหลักลับ"

ในระหว่างร่วมเวทีเสวนา "ถอดบทเรียน (อีกครั้ง) กับการเลือกตั้ง สส." จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (25 ก.ย.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) สะท้อนปัญหาการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยหนึ่งในนั้นคือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อที่บอกรหัสบัตรเป๊ะ ๆ และแต่ละบัตรมีบาร์โค้ดต่างกัน ซึ่งเขาเห็นว่า "ขัดหลักลับ"

"การออกเสียงลงคะแนนลับหรือไม่ คำถามสำคัญไม่ใช่ตรวจสอบย้อนหลังยากหรือง่าย แต่คือตรวจสอบได้หรือไม่ว่าใครกาใคร ดังนั้นไม่ต้องดูว่าการเข้าถึงต่าง ๆ ทำได้ยากหรือง่าย แค่ดูว่าทำได้หรือเปล่า ถ้าทำได้เพราะบัตรแต่ละใบมีบาร์โค้ดก็ขัดแล้ว แต่ถ้าทำไม่ได้เหมือนบัตรสีเขียว ยังถือว่าการออกเสียงยังลับ" นายพริษฐ์กล่าว

เขาเห็นว่า คิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต เป็นปัญหาน้อยกว่ามาก เพราะจากการวิเคราะห์ข้อมูลบอกได้แค่ว่าบัตรเลือกตั้งนี้มาจากชุดไหน ไม่ใช่รหัสที่เป็นเอกลักษณ์

สส.ฝ่ายค้านรายนี้กล่าวต่อไปว่า ถึงตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบจาก กกต. ว่าใครคิดบาร์โค้ดขึ้นมา, ทำไมต้องมีบาร์โค้ด ซึ่ง กกต. เคยชี้แจงว่าใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร ใช้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขนบัตรข้ามหน่วย จึงสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใช้การบริหารจัดการด้วยวิธีอื่น เพราะบัตรเลือก สส.เขต หรือบัตรลงประชามติ ก็ไม่มีบาร์โค้ด, พอมีบาร์โค้ด วันนั้นใครรู้บ้าง เพราะถ้าข้อมูลรั่วไหลไปถึงผู้สมัคร ผู้สมัครคนนั้น ๆ จะสามารถใช้ข่มขู่ในการลงคะแนนได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้คือปัญหาใหญ่ คงต้องรอดูว่าศาลจะมองอย่างไร แต่ขั้นต่ำของตนคือต้องไม่มีบาร์โค้ดหรือรหัสอีกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ที่มาร่วมวงเสวนาเวทีเดียวกัน ขออนุญาตไม่พูดถึงประเด็นนี้ โดยให้เหตุผลว่าอยู่ในกระบวนการศาล โดยยืนยันเพียงว่า "เป็นมาตรการป้องกันการทุจริต"


ประชาชนชุมนุมประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ เมื่อ 14 ก.พ. หลัง กกต. ระบุว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเพื่อรักษาความปลอดภัย

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 สั่งรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินเอาไว้พิจารณาเมื่อ 18 มี.ค. กรณี กกต. ออกแบบบัตรเลือกตั้งโดยมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ว่าลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคใด เข้าข่ายทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ และอาจเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ต่อมาศาลได้เรียกพยานบุคคลมาไต่สวน 5 ปาก ซึ่งมีทั้งข้าราชการสำนักงาน กกต. และตัวแทนบริษัทเอกชนที่รับจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังส่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คนไปเดินเผชิญสืบนอกศาลด้วย

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีปฏิกิริยาจากนักเคลื่อนไหวทางการเมืองบางส่วนในการคัดค้านการร่วมลงมติวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งของ 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหน้าใหม่ที่มาจากการรับรองของของวุฒิสภาชุดที่ 13 คือ นายสราวุธ ทรงศิวิไล และนายจักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช โดยให้เหตุผลว่าสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะมีที่มาจาก "สว. สีน้ำเงิน"

คำวินิจฉัย 28 ก.ย. จะออกมาหน้าไหน-นำไปสู่อะไร

หากถามว่ามติศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาหน้าไหนได้บ้าง และจะนำไปสู่อะไร ?

รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) คาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 28 ก.ย. ออกได้เพียง 2 ทางเท่านั้นคือ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือไม่เป็นโมฆะ

"โดยความเห็นส่วนตัว คิดว่าโอกาสที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะนั้น น่าจะมีโอกาสไม่ถึง 50% เพราะ กกต. ในฐานะผู้ถูกร้องให้การกับศาลและมีคำชี้แจงว่าต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ บัตรเลือกตั้งที่กาแล้ว, ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง, บัญชีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ได้ถูกประกอบเข้ากัน ความลับในการเลือกตั้งก็ยังมีอยู่ ซึ่งการจะประกอบเข้ากันได้นั้นหมายว่าต้องมีการทุจริต จึงจะทำให้เกิดการเปิดเผยผลคะแนนเลือกตั้ง" รศ.ยุทธพร ให้ความเห็น

นักรัฐศาสตร์จาก มสธ. กล่าวต่อไปว่า กกต. ชี้แจงเจตนารมณ์ของการทำเครื่องหมายดังกล่าวบนบัตรเลือกตั้งว่าเพื่อเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้ง ตรงนี้ก็เป็นไปได้ที่ศาลอาจจะฟัง เพราะมีกระบวนการไปเดินเผชิญสืบว่าการเก็บบัตรเลือกตั้งได้เก็บอย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์หรือไม่

เขายังเห็นด้วยว่า กรณีนี้อาจมีความแตกต่างกับการเลือกตั้งปี 2549 ที่กลายเป็นโมฆะ เพราะมีการหันคูหาออกนอกหน่วยเลือกตั้ง แล้วว่ามีคนไปซูมภาพเห็นว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนกับผู้สมัครรายใด/พรรคการเมืองใด ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ "แต่กรณีนี้ [บัตรลงคะแนน]ยังไม่ได้ถูกเปิดออกมา แม้โดยหลักการแล้วอาจมีโอกาสที่จะเชื่อมต่อหรือเชื่อมโยงกลับไปได้"


อุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ และตุลาการทั้งคณะ

แนววิเคราะห์ของ รศ.ยุทธพร ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่ผลที่แตกต่างกัน ดังนี้

กรณีศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ แต่อาจออก "ข้อแนะนำ" หรือ "ข้อสั่งการ" ว่าในอนาคตไม่ให้มีการทำเครื่องหมายใด ๆ ในลักษณะนี้ลงไปในบัตรเลือกตั้ง

กรณีศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ อันเนื่องมาจากบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ทำให้การออกเสียงของประชาชนไม่เป็นความลับ มีการทำวิศวกรรมย้อนกลับได้ บาร์โค้ดนำไปสู่การล่วงรู้การลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ก็อาจออกมาได้ 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1: สั่งเพิกถอนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ทั้งหมด หรือเป็นโมฆะทั้งหมด พูดง่าย ๆ ว่า "เซ็ตซีโร่"

แนวทางที่ 2: สั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่เฉพาะการเลือกตั้ง สส.แบบปาร์ตี้ลิสต์

"ถ้าบัญชีรายชื่อมีเหตุที่จะต้องเป็นโมฆะ ในส่วนของ สส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดก็จะถือว่าไม่เคยเป็น สส. มาตั้งแต่ต้น แต่สำหรับคนที่มีหมวกหลายใบ เช่น นายกฯ ไม่ส่งผลกระทบ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่าจะต้องเป็น สส. หมายความว่าในหมวกใบที่เป็นนายกฯ สามารถที่จะเดินต่อได้ แต่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรต้องพ้นไป เพราะจำเป็นต้องเป็น สส." รศ.ยุทธพร กล่าว

หากต้องเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ใหม่



การเลือกตั้ง 8 ก.พ. มีผู้ออกมาใช้สิทธิทั้งสิ้น 37.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 71.43% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ 52.9 ล้านคน โดย กกต. ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. ครบทั้ง 2 ระบบเมื่อ 4 มี.ค. และมีการจัดตั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" เข้าบริหารราชการแผ่นดิน หลังพรรคสีน้ำเงินคว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งด้วยยอด สส. 192 เสียง

หากต้องจัดการเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คนอีกครั้ง จะส่งกระทบต่อสถานะในฝ่ายนิติบัญญัติของบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองหลัก ๆ แทบทุกพรรค เพราะทุกคนล้วนเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 ของพรรคตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค ภท. ซึ่งทั้งพรรคมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์รวม 19 คน, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา และหัวหน้าพรรค ปชน. ซึ่งทั้งพรรคมี สส. ปาร์ตี้ลิสต์รวม 32 คน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรค พท. ซึ่งทั้งพรรคมี สส. ปาร์ตี้ลิสต์รวม 16 คน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 11 คน ส่วนพรรคอื่น ๆ ที่เหลือมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคละ 1-3 คน

นักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยมองว่า หากต้องจัดการเลือกตั้งใหม่เฉพาะ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่าทำให้การเลือกตั้งไม่เป็น "วันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร" ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 103 กำหนดเอาไว้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ยุทธพร อธิบายว่า การเลือกตั้งมีอยู่ 3 ประเภทคือ เลือกตั้งทั่วไป, เลือกตั้งซ้ำ, และเลือกตั้งซ่อม ในกรณีนี้เป็นลักษณะที่เรียกว่า "เลือกตั้งซ้ำ" เพราะไม่ใช่เรื่องการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม หรือ สส. พ้นไปด้วยเหตุต่าง ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติ อันนั้นจะเป็นการ "เลือกตั้งซ่อม" แต่การเลือกตั้งซ้ำจะเข้าข่ายการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยพร้อมกันทั่วราชอาณาจักรหรือไม่ เป็นประเด็นที่อาจจะต้องถกเถียงในข้อกฎหมายกันต่อไป

"ถ้าจะให้ดี หากศาลมีคำวินิจฉัยออกมาในทางนี้ ก็ควรจะมีข้อแนะนำหรือมีการคลายปมนี้ไปด้วยในคำวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าคงไม่ไปถึงขั้นนั้น ก็คงจะเป็นลักษณะที่การเลือกตั้งสามารถเดินต่อไปได้ ผลการเลือกตั้งก็ยังใช้ได้อยู่มากกว่า" รศ.ยุทธพร ระบุ


หัวหน้าพรรค ภท. และลูกพรรคของเขา ในระหว่างประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ สมัยที่สอง เมื่อ 19 มี.ค. 2569

รองเลขาฯ กกต. แจงแต่ละบทเรียนเลือกตั้ง 8 ก.พ.

นอกจากประเด็นบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นักการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาสังคมที่ร่วมเวทีเสวนายังสะท้อนปัญหาในการจัดการเลือกตั้งระดับชาติพ่วงการออกเสียงประชามติเมื่อ 8 ก.พ. ซึ่งว่าที่ ร.ต.ภาสกร รองเลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงในบางประเด็นด้วย บีบีซีไทยขอสรุปสาระสำคัญไว้ ณ ที่นี้

หนึ่ง การเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเมื่อ 1 ก.พ. พบกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่หน้าซองสำหรับใส่บัตรเลือกตั้งผิด หรือกรอกรหัสจังหวัดผิด ไม่ตรงตามภูมิลำเนาของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่ทราบว่ามีการจ่าหน้าซองผิดไปเท่าไร เพราะถ้าบัตรไปส่งผิดหน่วย ก็จะทำให้เกิดบัตรเกิน-บัตรขาด-บัตรเขย่ง-บัตรเสีย

คำชี้แจง: การจ่าหน้าซอง มีการปรับเป็นรหัสเป็นตัวเลข 4 หลัก จากเดิมเลือกตั้งปี 2566 ใช้รหัสตัวเลข 5 หลัก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับรหัสไปรษณีย์ โดยรหัสนี้มีประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง "แต่เราอาจพลาดตรงการประชาสัมพันธ์ ประชาชนเลยไม่รู้" ในอนาคต อาจไม่ต้องให้ กปน. เป็นผู้กรอก อาจใช้วิธีพิมพ์หน้าซองออกไปเลย


ปัญหา กปน. เขียนรหัสเขตเลือกตั้งที่หน้าซองสำหรับใส่บัตรเลือกตั้งผิด หรือกรอกรหัสจังหวัดผิดเกิดขึ้นทั้งในการเลือกตั้งปี 2566 และปี 2569

สอง กระบวนการรายงานผลการนับคะแนนซึ่งหยุดชะงักไปเมื่อเวลา 19.43 น. ก่อนกลับมารายงานใหม่ และหยุดชะงักอีก โดยบางเขตรายงานก่อน บางเขตรายงานทีหลัง บางเขตมีการปรับลดคะแนนของผู้สมัคร แม้ไม่ได้เปลี่ยนผลการแพ้ชนะ แต่ก็ไม่มีคำอธิบาย ผอ.ไอลอว์จึงเชื่อว่า "มีกระบวนการจัดการคะแนนใน "ห้องแห่งความลับ" ก่อนจะส่งข้อมูลให้สื่อมวลชนรายงาน

เช่นเดียวกับ รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. ในฐานะ กมธ. และที่ปรึกษา กมธ.กฎหมายฯ ที่ถอดบทเรียนเกี่ยวกับบทบาทของ กกต. กับการเลือกตั้ง สส. แล้ว "ติดใจมาก" กับการ ยกเลิกการรายงานผลแบบแรพิดรีพอร์ต (Rapid Report) แล้วไปใช้การรายงานผลแบบอีซีทีรีพอร์ต (ECT Report) ซึ่งพบการหยุดชะงักของคะแนน บางช่วงคะแนนขึ้น ๆ ลง ๆ คะแนนเหลื่อมล้ำ เกิดเสียงวิจารณ์มากมาย แต่ กกต. กลับประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 17 วัน หากเทียบกับการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งใช้เวลา 44 วัน การเลือกตั้งปี 2566 ใช้เวลา 36 วัน

"การเลือกตั้งปี 2569 ใช้แค่ 17 วัน เหมือนประกาศผลเพื่อปิดปาก ให้กระแสการเมืองเงียบ ทุกสิ่งอย่างจบลง เราติดใจประเด็นเหล่านี้" มือกฎหมายพรรคสีแดงกล่าว

สำหรับการรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งปี 2569 จะนับคะแนนและรายงานผลจากหน้าหน่วยเลือกตั้ง 9.9 หมื่นหน่วย >> ส่งไปยัง กกต.เขต >> ส่งไปยัง กกต.จว. >> ส่งไปยัง กกต.กลาง >> แล้วจึงให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน

คำชี้แจง: กกต. ต้องการให้กระบวนการรายงานผลเกิดขึ้นเร็วที่สุด จึงให้กรอกคะแนนจากหน้าหน่วยเข้าไปในระบบเลย จากเดิมปี 2566 ที่ให้นำคะแนนหน้าหน่วยไปส่งที่อำเภอ แล้วอำเภอเป็นคนกรอก แต่ระบบที่เตรียมไว้จะสมบูรณ์ในกรณีที่นำมาใช้หลังครบวาระ พอมีการยุบสภา จึงยังไม่พร้อม 100% ระบบยังไม่เสถียร

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เปรียบเหมือนการเอากีฬา 2 ชนิดมาอยู่ในสนามเดียวกัน เอาวอลเลย์บอลกับบาสเก็ตบอลมาอยู่ด้วยกัน คือมีการเลือกตั้ง สส. กับทำประชามติ การกรอกคะแนนผ่านสมาร์ทโฟนอาจมีความผิดพลาดได้ แต่มีคนที่ต้องตรวจสอบ โดยต้องตรวจผ่านคะแนนที่ติดประกาศไว้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้ง มากรอกให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ไม่มีว่าอยากปรับให้พรรคนั้นพรรคนี้ มาแก้ไม่ได้ เพราะมันจะขัดแย้งกับคะแนนที่ประชาชนเห็นหน้าหน่วย "ดังนั้นอยากให้ประชาชนสบายใจว่าไม่มีห้องลับ ห้องพิเศษ" แต่ยืนยันว่าในอนาคตระบบต้องเสถียร และเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปการรายงานผลน่าจะดีกว่านี้


เจ้าหน้าที่ กปน. เริ่มนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งที่ 41 ต.จะบังติกอ อ.เมือง จ. ปัตตานี โดยมีประชาชนในพื้นที่มาร่วมสังเกตการณ์รอบคูหาเพื่อลุ้นผลคะแนนของบัตรทั้ง 3 สี เมื่อ 8 ก.พ.

สาม ข้อพิรุธในการนับคะแนนหรือรายงานผลเป็นรายกรณี เช่น พบใบขีดคะแนนในสถานที่ที่ไม่ควรพบอย่างกองขยะ, การนับคะแนนบางหน่วยไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติ กกต. คือไม่โชว์บัตรเลือกตั้งก่อนขานคะแนน, ตัวเลขบัตรเลือกตั้งไม่ตรงกัน ทั้งนี้นายพริษฐ์ได้หยิบยกกรณี จ.สงขลา เขต 3 ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาแสดงตน 112,593 คน แต่ผลการเลือก สส.บัญชีรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ 98,923 พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสาร สส. 5/18 (คะแนนรายหน่วย) และเอกสารแบบ 5/11 (แบบขีดคะแนน) ในวันนับคะแนนเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสตรวจสอบว่าคะแนนตรงกันหรือไม่

คำชี้แจง: กรณีบัตรเลือก สส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อไม่ตรงกัน มีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างได้ อาทิ การลงคะแนนล่วงหน้ามีบัตร 2 ใบ แต่ต้นทางอาจส่งบัตรกลับมาแค่ใบเดียว, เจ้าหน้าที่ กปน. หรือ รปภ. ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติงานนอกเขตเลือกตั้งของตน ในวันนั้นก็อาจเลือกได้แค่ สส.บัญชีรายชื่อ ไม่สามารถเลือก สส.เขต, กรณีฉีกบัตร

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่ สส. จากพรรคสีส้มและพรรคสีแดงตั้งประเด็นเอาไว้ แต่ตัวแทน กกต. ไม่ได้เลือกตอบ ไม่ว่าจะเป็น
  • การเลือกตั้ง 2569 ถูกวิจารณ์ว่ามีการทุ่มเทเงินทองมหาศาลเพื่อชนะการเลือกตั้ง แต่ กกต. จับใครไม่ได้สักคน แล้วก็ประกาศรับรองผลในเวลา 17 วัน นายชูศักดิ์จึงตั้งคำถามว่าถึงวันนี้มีการแจกใบเหลือง ใบส้ม ใบแดงไปกี่ใบ คดีที่อยู่ที่ กกต. มีจำนวนเท่าใด
  • การนับคะแนนเลือกตั้ง จ.สุพรรณบุรี เขต 2 อ.สองพี่น้อง เจ้าหน้าที่ขานคะแนนโดยไม่ได้แสดงบัตรลงคะแนนให้ประชาชนดู ซึ่งมีหลักฐานประชาชนถ่ายคลิปเอาไว้ได้ว่า กปน. ไม่ได้ทำตามระเบียบของ กกต. จึงมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่ที่ ต.บางตาเถร หน่วยเลือกตั้งที่ 1 สส.เขต ซึ่งปรากฏว่า นับรอบแรก ผู้สมัครพรรค ภท. ได้ 427 คะแนน พอนับใหม่รอบสอง เหลือ 263 คะแนน ส่วนผู้สมัครพรรค ปชน. นับรอบแรกได้ 104 คะแนน พอนับรอบสองเพิ่มเป็น 228 คะแนน ซึ่งนายพริษฐ์เห็นว่าเป็น "ความผิดปกติใหญ่เกินกว่าความผิดพลาดมนุษย์คนหนึ่ง แต่จงใจทุจริต" หรือไม่
  • ข้อครหาแทรกแซงการเลือกตั้ง แม้ กกต. เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง แต่ใช้บุคลากรของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้นายพริษฐ์ได้เปิดข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายนายอำเภอในช่วงเดือน ธ.ค. 2568-ม.ค. 2569 ถึง 304 คน โดยพบว่าประมาณครึ่งของนายอำเภอที่ถูกย้ายไป ถูกแต่งตั้งเป็น ผอ. หรือกรรมการประจำเขตเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2569 ครอบคลุม 120 เขตเลือกตั้งใน 40 จังหวัด สอดคล้องกับแชตไลน์ของอธิบดีกรมการปกครองที่ส่งไปหาบุคคลที่เป็นปลัดจังหวัด ณ เวลานั้นให้ "ช่วยน้ำเงินด้วย" แม้ทางอธิบดีจะเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าล็อกอินไว้หลายเครื่อง ไม่รู้ว่าใครไปพิมพ์หรือไม่ แต่ก็ยังฟังไม่ขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า กกต. ได้ดำเนินการตรวจสอบหรือไม่อย่างไร กรณีที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้สมัคร

https://www.bbc.com/thai/articles/cqd08xnk4lv2o