
Wisanupong Potipiroon
19 hours ago ·
เตือนมากไปยังดีกว่าเตือนน้อยเกินไป
หลังน้ำท่วมปี 2554 Jody Lanard และ Peter M. Sandman ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารความเสี่ยง ได้เขียนบทความชื่อ “Over-Reassuring Thai Crisis Communication about the Great Flood: When ‘Restoring Trust’ Is Too Much to Expect”
ข้อสังเกตของทั้งสองคน คือ รัฐไทยมีแนวโน้มที่จะเตือนภัยน้อยเกินไป โดยมักใช้ภาษาเพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหา และแสดงความมั่นใจมากเกินกว่าที่ข้อมูลจะรองรับ
ที่น่าสนใจ คือ ตัวอย่างที่แย่ที่สุดจำนวนมากในแฟ้มกรณีศึกษาจากทั่วโลกเรื่องการ “ปลอบประชาชนมากเกินไป” มาจากประเทศไทย
ไม่ว่าจะเหตุการณ์ SARS, Tsunami หรือน้ำท่วมปี 2554
สิ่งที่สองคนนี้เขาตำหนิ คือ รัฐไทยมักแสดงความมั่นใจในสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถมั่นใจได้ และมักเลือกสื่อสารเพื่อทำให้ประชาชนสบายใจ แทนที่จะบอกทั้งสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น และสิ่งเลวร้ายที่มีความเป๋นไปได้
Sandman และ Lanard เสนอทางออกไว้หลายข้อ แต่มีบางข้อที่น่าสนใจ

ประการแรก หยุดปลอบใจประชาชนเกินกว่าที่ข้อมูลจะรองรับทุกครั้งที่รัฐรับรองว่าสถานการณ์ “ไม่น่ากังวล” หรือ “เอาอยู่” ทั้งที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รัฐจะยิ่งดูไม่น่าเชื่อถือ

ประการที่สอง ยอมรับตรง ๆ ว่า รัฐเองก็ไม่ได้รู้ไปทุกอย่างความไม่แน่นอน คือ ธรรมชาติของการพยากรณ์ ไม่ใช่ความล้มเหลว
ประชาชนเขารับได้หากรัฐจะพูดตรง ๆ ว่า “ขณะนี้เรายังไม่แน่ใจ แต่สถานการณ์น่ากังวล ขอให้ติดตามอย่างใกล้ชิด”
รัฐไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นความมั่นใจเกินเหตุเพื่อให้ประชาชนสบายใจ

ประการที่สาม เลิกบอกว่าประชาชน "ตื่นตระหนก"การที่คนเขาย้ายรถ ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ซื้ออาหารสำรอง ไม่ได้แปลว่าเขาตื่นตระหนก แต่เขากำลังจัดการกับความเสี่ยงของตัวเอง

ประการที่สี่ ต้องยอมรับว่า มีโอกาสที่รัฐอาจจะเตือนมากเกินไปข้อนี้สำคัญที่สุด เมื่ออนาคตไม่แน่นอน เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้งสองด้านพร้อมกัน
การเตือนแล้วเหตุการณ์ไม่เกิด คือ false positive ส่วนการไม่เตือนแล้วเหตุการณ์เกิด คือ false negative
ถ้ารัฐคิดแต่ว่า “เราห้ามเตือนผิดพลาดเด็ดขาด” ผลที่ตามมาก็คือ รัฐอาจจะเตือนน้อยเกินไปอย่างที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ครั้ง
การสื่อสารภัยพิบัติควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง และต้องยอมรับว่า บางครั้งคำเตือนอาจจะรุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
และหากเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริง รัฐก็ต้องยอมถูกตำหนิว่า เตือนมากเกินไป (ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราก็เห็นแล้วว่า การเตือนน้อยไป รัฐถูกกร่นด่าจากประชาชนมากแค่ไหน)
เพราะฉะนั้น เตือนให้มากไว้ก่อน อย่างน้อยประชาชนเขาจะได้เตรียมตัว
ผมลองค้นหาเพิ่มเติม พบงานวิจัยที่น่าสนใจ
Murphy (1977) ใช้โมเดล cost–loss ratio วิเคราะห์ว่า คุณค่าของการพยากรณ์ไม่ได้อยู่ที่การ “ทายถูก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าข้อมูลจากการพยากรณ์นั้นสามารถช่วยให้ผู้ใช้ (user) สามารถตัดสินใจลดความเสียหายได้หรือไม่
ลองสมมติง่าย ๆ ว่า ร้านค้าแห่งหนึ่งต้องเสียเงิน 1,000 บาทในการเตรียมรับน้ำท่วม เช่น ซื้อกระสอบทราย ยกสินค้า หรือย้ายรถ
แต่หากน้ำท่วมโดยไม่ได้เตรียมตัว ความเสียหายอาจอยู่ที่ 50,000 บาท
(สมมติว่าการเตรียมตัวราคา 1,000 บาทนี้สามารถป้องกันความเสียหาย 50,000 บาทนั้นได้ทั้งหมด)
ตามกรอบของ Murphy จุดที่การป้องกันเริ่มคุ้มค่าในแง่ต้นทุนการคาดหมาย อยู่ที่สัดส่วนระหว่างต้นทุนในการป้องกัน (C) กับความเสียหายที่การป้องกันนั้นหลีกเลี่ยงได้ (L)
ในกรณีนี้
ตามกรอบของ Murphy จุดที่การป้องกันเริ่มคุ้มค่าในแง่ต้นทุนการคาดหมาย อยู่ที่สัดส่วนระหว่างต้นทุนในการป้องกัน (C) กับความเสียหายที่การป้องกันนั้นหลีกเลี่ยงได้ (L)
ในกรณีนี้
C/L = 1,000/50,000 = 0.02 หรือ 2%
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าการพยากรณ์บอกว่าโอกาสเกิดน้ำท่วมสูงกว่า 2% การเตรียมความพร้อมก็เริ่มคุ้มค่าแล้ว ภายใต้สมมติฐานข้างต้น
ผมเองก็เคยย้ายรถ “เก้อ” มาแล้วหลายครั้งตอนอยู่หาดใหญ่ แต่บอกเลยว่า สบายใจกว่ามากหากไม่ได้ย้ายรถ
และตอนอยู่ที่เรียนอยู่ที่อเมริกา เวลามีการเตือนภัย เขาจริงจังมาก แม้จะไม่ได้เกิดเหตุการณ์ตามที่พยากรณ์ไว้ทุกครั้ง แต่การเตรียมพร้อมก็ทำให้เราสบายใจขึ้นอย่างมาก
ดังนั้น เราจึงควร “err on the side of doing too much” หรือหากต้องพลาด ก็พลาดไปในทางที่ทำมากเกินไป
ทั้งนี้ การเตือนภัยแบบ false positive ก็ไม่ได้แปลว่าระบบเตือนภัยจะไม่มีประโยชน์
ถ้าต้นทุนของการป้องกันยังต่ำเมื่อเทียบกับความเสียหายที่หลีกเลี่ยงได้ ประชาชนเขารับได้กับ false positive
แต่ที่รับไม่ได้เลย คือ false negative เนี่ยล่ะ

ประการที่ห้า ประชาขนต้องช่วยตรวจสอบข้อมูลของรัฐได้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูล รวมถึงสิ่งที่ยังไม่รู้หรือไม่แน่ใจ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และประชาชนช่วยกันตรวจสอบ ตีความข้อมูลเหล่านั้นด้วย
ที่สำคัญ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่รัฐจะต้องรู้สึกน้อยอกน้อยใจหรือตีโพยตีพาย หากจะมี active citizen ออกมาช่วยแจ้งเตือนภัย
ประเด็นที่พูดมาทั้งหมดนี้พาเรากลับมายังสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้
สิ่งที่ประชาชนเขาต้องการไม่มีอะไรมากเลย
เขาอยากรู้เพียงแค่ว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ เขาควรจะย้ายรถหรือยกของหรือยัง พื้นที่ไหนเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย และเขาควรต้องทำตัวอย่างไร
เหตุการณ์ล่าสุดเท่าที่ตามดู live สดในช่องทางต่าง ๆ พบว่า มีน้ำท่วมรถและบ้านเรือนของประชาชนจำนวนมากในหลายเขตของกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่ต่ำ
ประชาชนหลายคนบ่นว่า “หนักกว่า ปี 2554” ด้วยซ้ำ
หลุมพรางของเหตุการณ์ในครั้งนี้ คือ รัฐดันไป anchor ตัวเองกับคำว่า “มหาอุทกภัย” แล้วก็เสียเวลาไปกับการพยายามบอกประชาชนว่า มันไม่ได้หนักขนาดนั้น
ใช่ครับ มันไม่ได้หนักขนาดนั้น
แต่สำหรับกรุงเทพฯ การเกิด “มหาอุทกภัย” มันไม่ใช่ประเด็นเสียทีเดียว
เพราะเพียงแค่ฝนตกแช่จนระบบระบายน้ำระบายไม่ทัน ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างที่เห็นแล้วในเวลานี้
อ้างอิง
Lanard, J., & Sandman, P. M. (2011, December 8 ). Over-Reassuring Thai Crisis Communication about the Great Flood: When “Restoring Trust” Is Too Much to Expect. Peter M. Sandman Risk Communication Website.
Murphy, A. H. (1977). The value of climatological, categorical and probabilistic forecasts in the cost-loss ratio situation. Monthly Weather Review, 105(7), 803–816.
https://www.facebook.com/wisanupong.potipiroon/posts/10112297929881735
.....

ผลกระทบเมื่อรัฐ "Over-Reassure" (สร้างความมั่นใจเกินจริง)
ประชาชนไม่เตรียมพร้อม (Under-preparedness): เมื่อรัฐบอกว่า "ปลอดภัย" ประชาชนจึงไม่ยกของขึ้นที่สูง ไม่ขนย้ายยานพาหนะ หรือไม่กักตุนสิ่งของจำเป็น เมื่อน้ำมาจริง ความเสียหายจึงสูงกว่าที่ควรจะเป็น
การทำลายความน่าเชื่อถืออย่างถาวร (Erosion of Trust): เมื่อสิ่งที่รัฐสัญญาว่าจะไม่เกิด กลับเกิดขึ้นจริง ความน่าเชื่อถือของรัฐจะพังทลายลงทันที และเมื่อถึงจุดนั้น ต่อให้รัฐพูดความจริง ประชาชนก็จะไม่เชื่ออีกต่อไป
ความโกรธและความเคียดแค้น (Anger & Resentment): ประชาชนจะรู้สึกว่าถูกทรยศและถูกหลอกลวง ซึ่งรับมือได้ยากกว่าความเศร้าโศกจากภัยธรรมชาติบริสุทธิ์
ประชาชนไม่เตรียมพร้อม (Under-preparedness): เมื่อรัฐบอกว่า "ปลอดภัย" ประชาชนจึงไม่ยกของขึ้นที่สูง ไม่ขนย้ายยานพาหนะ หรือไม่กักตุนสิ่งของจำเป็น เมื่อน้ำมาจริง ความเสียหายจึงสูงกว่าที่ควรจะเป็น
การทำลายความน่าเชื่อถืออย่างถาวร (Erosion of Trust): เมื่อสิ่งที่รัฐสัญญาว่าจะไม่เกิด กลับเกิดขึ้นจริง ความน่าเชื่อถือของรัฐจะพังทลายลงทันที และเมื่อถึงจุดนั้น ต่อให้รัฐพูดความจริง ประชาชนก็จะไม่เชื่ออีกต่อไป
ความโกรธและความเคียดแค้น (Anger & Resentment): ประชาชนจะรู้สึกว่าถูกทรยศและถูกหลอกลวง ซึ่งรับมือได้ยากกว่าความเศร้าโศกจากภัยธรรมชาติบริสุทธิ์
3. หลักการสื่อสารความเสี่ยงที่ถูกต้องตามแนวคิดของ Sandman & Lanard
หากเกิดวิกฤต รัฐควรสื่อสารด้วยหลักการตรงกันข้ามกับที่ทำในปี 2554 ดังนี้:
อย่ากลัวที่จะเตือนภัยล่วงหน้า (Better Safe Than Sorry): การเตือนภัยเผื่อไว้แม้สุดท้ายน้ำจะไม่ท่วม ยังดีกว่าการไม่เตือนแล้วน้ำท่วมขัง เพราะประชาชนจะขอบคุณที่ได้เตรียมตัว
ยอมรับความไม่แน่นอน (Acknowledge Uncertainty): แทนที่จะพูดว่า "น้ำจะไม่ท่วมแน่นอน" ให้พูดว่า "ขณะนี้เรากำลังทำเต็มที่ แต่มีความเสี่ยงสูงที่น้ำอาจจะล้นคั้นกั้น ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด"
แบ่งปันความกลัวและความกังวล (Share Dilemmas): รัฐควรอธิบายตรงๆ ถึงข้อจำกัดของตัวเอง เช่น ปริมาณน้ำเหนือมีมากเกินกว่าศักยภาพคันกั้นน้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจความจริงและช่วยกันแก้ไขปัญหา
เน้นการให้ Action Steps: สื่อสารให้ชัดเจนว่าประชาชนต้องทำอะไร ณ วินาทีนี้ (เช่น ยกของขึ้นสูงกี่เมตร, เตรียมอพยพเมื่อไหร่) แทนการพูดคำหวานเพื่อ calming ประชาชนไปวันๆ
ข้อสังเกตของ Lanard และ Sandman ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพน้ำท่วมปี 2554 เท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนคลาสสิกที่มักจะเวียนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำในวิกฤตภัยพิบัติและโรคระบาดของไทยอยู่เสมอ เมื่อผู้บริหารเน้นการ "บริหารภาพลักษณ์" มากกว่าการ "บริหารความเสี่ยงที่แท้จริง"