วันพฤหัสบดี, กันยายน 24, 2569

ภราดร โต้ชาวอยุธยาถือปี๊บร้องสภา ยันรบ.นับหนึ่งแล้ว ลั่น อย่าเอาความเดือดร้อนปชช. มาเล่นการเมือง ย้อนดูการแก้ปัญหาและการจัดการน้ำท่วม "พิธีไล่น้ำ" จากสมัยอยุธยา จนกลายเป็นการวางระบบชลประทานสมัยใหม่

https://www.facebook.com/watch/?v=2758839907847561
The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
11 hours ago ·

วันที่ 23 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.อยุธยา พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายปุ้ย แสงนาค และชาวบ้านในพื้นที่ ยื่นหนังสือถึงนายเจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในกรณีการระบายน้ำท่วมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ภาคกลาง

นายทวิวงศ์ กล่าวว่า ตนเองฐานะตัวแทนชาวพระนครศรีอยุธยาจากการเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ขณะนี้กำลังจะเจอกับน้ำท่วม จึงอยากส่งเสียงไปยังรัฐบาล และข้อเสนอไปยังคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำด้วยเช่นกัน

เรื่องแรกที่รัฐบาลละเลยคือรัฐบาลคาดการณ์มาตลอด ว่าปีนี้จะเกิดภัยแล้ง แต่เมื่อฝนตกในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ในกรุงเทพ แต่ภาคกลางก็ฝนตกตลอดเช่นกัน ทำให้การคาดการณ์ของรัฐบาลผิดพลาดไป จากเดิมที่คิดว่าจะเป็นภัยแล้ง แต่ปัจจุบันน้ำเพิ่มมากขึ้นแล้ว โดยมีการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็นหลัก ทำให้ส่งผลถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างแน่นอน และทำให้การเตรี











ปัญหาการระบายน้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และภาคกลาง มีมานานแค่ไหน

ปัญหาการระบายน้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาภาคกลาง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางภูมิศาสตร์ที่มีมา หลายร้อยปี แต่เปลี่ยนรูปแบบจาก "วิถีชีวิต" มาเป็น "วิกฤตความเดือดร้อน" ในช่วง 50–60 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งลำดับวิวัฒนาการของปัญหาได้ดังนี้:

1. สมัยโบราณถึงอดีต (หลายร้อยปี - ยุคอยุธยาถึงรัชกาลที่ 5)

น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ: ภูมิประเทศของ จ.พระนครศรีอยุธยา และภาคกลางตอนล่างเป็น "ที่ราบลุ่มต่ำ" รับมวลน้ำเหนือไหลลงสู่อ่าวไทย ในอดีตผู้คนปลูกบ้านเรือนใต้ถุนสูง ปลูกข้าวข่าวยกหนีน้ำ และใช้น้ำเป็นปราการธรรมชาติป้องกันศัตรู

การระบายตามธรรมชาติ: น้ำจะเอ่อล้นเข้าทุ่งรับน้ำธรรมชาติ (เช่น ทุ่งบางบาล ทุ่งผักไห่) เพื่อชะลอความแรง และขังอยู่ราว 1–2 เดือนก่อนค่อยๆ ระบายลงสู่ทะเล

2. จุดเปลี่ยนสู่ปัญหาระบายน้ำ (ช่วงปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา)

วิกฤตการระบายน้ำที่รุนแรงและเรื้อรังเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อการพัฒนาเมืองเติบโตอย่างรวดเร็ว:

สิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ: การสร้างถนน คันกั้นน้ำ คลองถูกถม และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคกลางขวางทางน้ำไหล (Floodway) ตามธรรมชาติ

วิถีชีวิตเปลี่ยน: บ้านเรือนเปลี่ยนมาสร้างติดพื้นดิน ไม่เปิดพื้นที่ให้สอดรับกับน้ำท่วมเหมือนอดีต


พื้นที่รับน้ำจำกัด: ทุ่งรับน้ำถูกจำกัดและแปรสภาพเป็นชุมชนหรือโรงงาน ทำให้น้ำไม่มีที่ไปและตกค้างในพื้นที่นานขึ้น

3. ยุควิกฤตน้ำท่วมใหญ่เรื้อรัง (พ.ศ. 2538, 2549, 2554 ถึงปัจจุบัน)

มหาอุทกภัยปี 2554: เป็นจุดที่ชี้ชัดว่าระบบระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่สามารถรองรับมวลน้ำเหนือได้เพียงพอ ส่งผลให้น้ำท่วมขังข้ามเดือนในอยุธยาและจังหวัดภาคกลาง เกิดความเสียหายมหาศาล

ปัญหาระดับนโยบายยาวนานกว่า 10-20 ปี: หลังปี 2554 รัฐบาลหลายยุคพยายามผลักดันโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ (เช่น โครงการคลองระบายน้ำบางบาล-บางไทร หรือโครงการทางระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย) แต่หลายโครงการใช้เวลาดำเนินการยาวนานหลายสิบปี ทำให้พื้นที่ต่ำอย่างอยุธยายังคงกลายเป็น "พื้นที่รับน้ำซ้ำซาก" ทุกปีในฤดูน้ำน่าน้ำเหนือ

โดยสรุป ปัญหานี้จึงมีรากเหง้าจากภูมิประเทศธรรมชาติตั้งแต่อดีต แต่วิวัฒนาการมาเป็น "ปัญหาระบายน้ำเรื้อรัง" มานานกว่า 50 ปี อันเนื่องมาจากการขยายตัวของเมืองและโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ครอบคลุมทางระบายน้ำขนาดใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จ

สำหรับผู้ที่สนใจภาพรวมประวัติศาสตร์การจัดการน้ำ สามารถดูคลิปสรุปพัฒนาการการแก้ปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบันได้ที่
 
ย้อนดูการแก้ปัญหาและการจัดการน้ำท่วม "พิธีไล่น้ำ" จากสมัยอยุธยา จนกลาย ซึ่งฉายภาพให้เห็นการปรับเปลี่ยนวิธีรับมือของสังคมไทยอย่างชัดเจน




https://www.youtube.com/shorts/UImKlzZsymk