วันอาทิตย์, พฤษภาคม 03, 2569

เมื่อวาน Te Neti ไปดู ประติมากรรม Banksy แล้วนึกถึงบางอย่างเปรียบเทียบกับเมืองไทย


Te Neti
5 hours ago
·
เมื่อวานกลับจากไปดู ประติมากรรม Banksy แล้วนึกถึงบางอย่างเปรียบเทียบกับเมืองไทย

คิดถึงการอนุญาตให้งานศิลปะตีความใหม่ลงในพื้นที่ว่าง

การไปดูงานศิลปะ นอกจากดูความหมายเฉพาะตัวของงานแล้ว ถ้าลองสังเกตบริบทรอบข้าง ทำความเข้าใจพื้นที่ที่ตั้งงาน ยิ่งจะช่วยให้การตีความมีความหมายลึกซึ้งขึ้น และดูงานได้สนุกขึ้น

จากรายงานของ BBC บอกว่าที่ Banksy เลือกเอาประติมากรรมไปวางตรงนั้น เพราะว่า "There was a bit of a gap." (เพราะมันมีช่องว่าง/พื้นที่ว่างอยู่นิดหน่อย) ซึ่งก็ไม่รู้ว่านี่คือความหมายถึงพื้นที่ทางกายภาพจริงๆ หรือเป็นการเล่นคำที่บอกว่า งานศิลปะของเขาเข้ามาอุดช่องว่างเพื่อให้คนได้ตีความความหมายใหม่ๆ ลงไปในพื้นที่นั้น

หากไล่ดูอนุสาวรีย์ที่มีอยู่แถบนั้น ตามเส้นตรงที่ตั้งเรียงกัน ไล่จากปลายถนน Regent Street ผ่าน Waterloo Place ไปจนสุดทางลงบันได The Duke of York Steps เพื่อลงไปสู่ถนน The Mall ก็มีอนุสาวรีย์เรียงรายอยู่ดังนี้:

Guards Crimean War Memorial: อนุสรณ์สถานสงครามไครเมีย

Florence Nightingale and Lord Lea statue: อนุสาวรีย์ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล และลอร์ดลี (ผู้บุกเบิกด้านการพยาบาลและนักการเมืองที่สำคัญของอังกฤษ)

งานประติมากรรมของ Banksy เสียบตั้งตรงช่องว่างตรงนี้

ถัดไปเป็น:

Equestrian statue of Edward VII: อนุสาวรีย์พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงม้า

Duke of York Column: เสาอนุสาวรีย์ดยุกแห่งยอร์ก (จุดที่สูงตระหง่านที่สุดตรงนั้น)

นอกจากนี้ด้านข้างๆ แถบนั้น ยังเต็มไปด้วยอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญทางทหาร เช่น:

Statue of Lord Clyde: อนุสาวรีย์จอมพลลอร์ดไคลด์

Statue of Field Marshal Burgoyne: อนุสาวรีย์จอมพลลอร์ดเบอร์โกยน์

Statue of Lord Lawrence: อนุสาวรีย์ลอร์ดลอว์เรนซ์

Statue of Captain Scott: อนุสาวรีย์กัปตันสกอตต์ (นักสำรวจขั้วโลก)

Statue of King Edward VII: อนุสาวรีย์พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7

Statue of Air Chief Marshal Park: อนุสาวรีย์จอมพลอากาศคีธ พาร์ก

เรียกได้ว่าแถบนี้ เป็นถิ่นของอนุสรณ์ผู้มีคุณูปการต่อชาติในนิยามของรัฐชาติดั้งเดิม สิ่งก่อสร้างอนุสาวรีย์ล้วนขึ้นทะเบียนเป็น Grade II listed หมายความว่าต้องอนุรักษ์สภาพเดิมไว้ห้ามเปลี่ยนแปลง

จู่ๆ ดันมีประติมากรรมอันใหม่เลียนแบบรูปทรงอนุสาวรีย์มาเสียบโป๊ะลงไปตรงที่ว่างนั้น แถมแฝงความหมายว่า "อย่าเอาธงชาติมาคลุมหน้า เพราะจะพากันเดินตกอนุสาวรีย์" มันเลยดูแรงและกระตุกให้คิด

ยิ่งถ้าลงรายละเอียดไปอีก ตรง Waterloo Place ที่ตรงนั้นเป็นที่ดินของ The Crown Estate ของอังกฤษ ซึ่งเปรียบได้กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทย แต่หลักปฏิบัติและวิธีคิดในการบริหารความเป็นเจ้าของทรัพย์สินนี้ของไทยและอังกฤษต่างกันสุดกู่

ในขณะที่ The Crown Estate ของอังกฤษเป็นทรัพย์สินที่กษัตริย์ทรงถือครองในฐานะประมุขแห่งรัฐ โดยบริหารจัดการโดยคณะกรรมการอิสระและรายได้สุทธิทั้งหมดต้องส่งเข้าคลังของรัฐเพื่อใช้เป็นงบประมาณแผ่นดิน แต่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ของไทยที่เปลี่ยนชื่อกลับไปเป็น สำนักงานพระคลังข้างที่ ภายใต้โครงสร้างกฎหมายปัจจุบัน ถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้พระราชอำนาจในการจัดการโดยตรงของพระมหากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากระบบบัญชีและการบริหารจัดการของอังกฤษอย่างสิ้นเชิง

สรุปคือ พื้นที่ที่ Banksy เอางานไปตั้งนี้เป็นพื้นที่ของรัฐ แต่เขากลับสามารถนำงานที่วิพากษ์ความหมายของรัฐชาติดั้งเดิมไปวางตั้งได้ แม้จะเป็นแค่การอะลุ่มอล่วย อนุญาตให้จัดวางชั่วคราว ให้คนดูสักพัก พอได้ส่งแมสเสจออกไป แล้วค่อยถูกเอาออก เหมือนงานของที่เขาเคยทำๆในที่อื่นๆ

แต่ผมก็นึกไม่ออกว่า เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นที่เมืองไทยได้อย่างไร

ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกภาพว่าถ้ามีใครเอาประติมากรรมที่ล้อเลียนเสียดสีอำนาจในเมืองไทยไปวางที่สนามหลวง หรือลานพระรูปทรงม้า ท่านคงพอนึกภาพออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เอ๊ะ จริงๆ ไม่ต้องลองนึกภาพ เพราะมันเกิดเหตุการณ์จริงมาแล้ว การวางหมุดคณะราษฎรใหม่ของผู้ชุมนุมเมื่อเดือนกันยายน 2563 หลังจากหมุดคณะราษฎรอันดั้งเดิมถูกถอนออกไปจากลานพระรูป งานนั้นอธิบดีกรมศิลปากรไม่เก็ตเรื่องการตีความล้อเลียน จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่เกี่ยวข้องโดยอ้างเหตุบุกรุกและทำลายโบราณสถานสนามหลวง

จะว่าผู้มีอำนาจไทยหวงแหนความดั้งเดิมของโบราณสถาน แม้พื้นดินพื้นหญ้าก็ไม่ให้ใครมาเปลี่ยน ก็คงไม่ใช่ เพราะอนุสาวรีย์ปราบกบฏอันเบ้อเร่อตรงหลักสี่ที่ใกล้สถานีตำรวจ ก็มีสถานะเป็นโบราณสถานเหมือนกัน แต่กลับถูกอุ้มหายไปแบบไม่ทราบชะตากรรมจนบัดนี้

หรือตึกแถวถนนราชดำเนิน ซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบคณะราษฎร ก็กำลังถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบอื่นให้ตรงรสนิยมและความชอบของผู้มีอำนาจสูงสุด แทนที่จะรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้

สรุปในประเทศไทย ไม่ว่างานศิลปะ อนุเสาวรีย์หรือสถาปัตยกรรมจะตีความใหม่หรืออนุรักษ์ไว้แบบดั้งเดิม ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับรสนิยมและความพึงพอใจของผู้มีอำนาจสูงสุดเท่านั้น

———————————

มีเกร็ดเล็กๆ เรื่องพื้นที่ที่ดินแถวๆ ที่ Banksy ไปตั้งประติมากรรมของเขานี้ เผื่อใครเดินไปดูรูปปั้น แล้วจะเดินเลยไปดูด้วย

ถนน Pall Mall ที่พาดผ่าน Waterloo Place ตรงที่ตั้งประติมากรรมนี้ ตึกแถวนั้น The Crown Estate ของอังกฤษเป็นเจ้าของ ผู้อยู่อาศัยเป็นแค่ผู้เช่าระยะยาว (Leasehold) ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ขาด (Freehold) ยกเว้นบ้านหลังเดียว คือ บ้านเลขที่ 79 Pall Mall !

นี่คือบ้านของเนลล์ กวินน์ (Nell Gwyn) เมียน้อยของคิงชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษครับ

ในช่วงปี 1671 คิงชาร์ลส์ที่ 2 ได้ให้เนลล์ กวินน์ ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเลขที่ 79 บนถนน Pall Mall ซึ่งในตอนแรกพื้นที่นี้เป็นทรัพย์สินของ Crown ทำให้ในตอนแรกเธอได้รับเพียง "สิทธิ์การเช่า" เท่านั้น ซึ่งเธอไม่พอใจ

มีเรื่องเล่าว่า เธอได้ประท้วงกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาว่า เธอรับใช้กษัตริย์ด้วยร่างกายอย่าง "อิสระและไม่มีเงื่อนไข" มาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมรับบ้านหลังนี้จนกว่าจะได้มาเป็น "กรรมสิทธิ์ขาด" (Freehold)

ในที่สุดคิงชาร์ลส์ที่ 2 เลยกระซิบบอก หัวหน้าคณะรัฐประหารให้ สนช ในสมัยรัฐประหาร แก้กฎหมายเรื่อง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ไม่ใช่ครับ ล้อเล่น

เรื่องจริงคือ

ในที่สุดคิงชาร์ลส์ที่ 2 ก็ยอมทำตามคำขอของเธอ โดยผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา ในปี 1676 เธอจึงได้ครอบครองบ้านหลังนั้นอย่างสมบูรณ์แบบตามกฎหมาย

ใครเดินไปดูบ้านเลขที่ 79 บนถนน Pall Mall จะเห็นป้ายสีฟ้า (Blue plaque) ระบุชื่อว่า เนลล์ กวินน์ เคยอาศัยอยู่ที่นี่ครับ ป้ายนี้มักจะติดไว้ตามบ้านในอังกฤษเพื่อบอกว่าบุคคลสำคัญคนไหนเคยอาศัยอยู่ในอดีต

ว่าจะเขียนเล่าแค่เรื่องประติมากรรม Banksy ทำไมถึงวกมาออกเรื่อง อดีตกษัตริย์อังกฤษ ยกกรรมสิทธิ์เอาบ้านที่ดินรัฐให้เมียน้อยได้ ยังไงก็ไม่รู้

สงสัยจะคิดถึงเมืองไทยในปัจจุบันมากไปหน่อยครับ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=26597493346602727&set=a.696962643749152