Junya Yimprasert
11h ·
นับถือสุดหัวใจกับ #ราษฎรมัม แม่เพนกวิ้น #สุรีย์รัตน์ชิวารักษ์ ที่ร่วมเรียกร้อง #ยืนหยุดขัง มาร่วม 1 ปี เพื่อให้ปล่อยลูกชายและนักโทษการเมืองด้วยความมุ่งมั่นและไม่ท้อถอย
แม่สุได้เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของฟินแลนด์ เพื่อร่วมให้เราได้ยื่นให้กับข้อเรียกร้องของ ACT4DEM เมื่อ 20 กันยายน 2564
จดหมายฉบับนี้ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ และได้ยื่นให้ไม่ใช่เฉพาะผู้นำประเทศฟินแลนด์เท่านั้น แต่เราได้ส่งไปให้ยังนายกรัฐมนตรี และ รมต. หลายคนของประเทศเยอรมันชุดใหม่ ถึงประธานาธิบดีโจ ใบเดน และวุฒิสมาชิก และสส.หลายคนในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ส่งให้ประธานศาล ICC และยื่นให้กับคณะทำงาน EU ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย
จดหมายอันทรงพลังนี้ สะท้อนความคิดของ "แม่" ของนักสู้ที่แท้จริงของประเทศไทย
แม่ที่สู้เพื่อลูก และสู้ไปกับลูก
อยากให้ทุกคนในประเทศไทยได้อ่านจดหมายฉบับนี้
--------------
นายกรัฐมนตรี, Sanna Marin
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, Pekka Haavisto
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจ้างงานและการเศรษฐกิจ, Mika Lintilä
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, Li Andresson
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, Anna-Maja Henriksson
20 กันยายน 2564
เรียน ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีฟินแลนด์
ดิฉัน นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ แม่ของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน) นักศึกษาผู้ศรัทธาในประชาธิปไตย ผู้เรียกร้องเพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และต่อสู้เพื่อการเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐานของประชาชนคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม ปัจจุบันเพนกวินเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งหากเราอยู่ในสถานการณ์ปกติ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เพนกวินคงจะเรียนจบในปีการศึกษาที่ผ่านมาด้วยคะแนนเกียรตินิยม และได้ใช้ชีวิตเป็นอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในอารายธรรมล้านนาโบราณตามที่เขาหลงใหล ทว่าตอนนี้ ลูกชายดิฉันอยู่ในเรือนจำจากการถอนประกันในคดีที่ไม่เคยถูกตัดสินว่าผิด
ครั้นเมื่อมีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติในปี พ.ศ. 2557 ตอนนั้นเพนกวินยังเป็นเพียงนักเรียนมัธยมคนหนึ่งที่ไม่สามารถเพิกเฉยกับความผิดปกติที่เกิดขึ้น เพนกวินไปร้องเรียนถามนายกรัฐมนตรีให้มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่รัฐบาลบังคับให้นักเรียนและเยาวชนท่องจำค่านิยม 10 ประการ เพนกวินเชื่อว่า การปลูกฝังการใช้เหตุผลให้รู้จักตั้งคำถามและหาคำตอบ เป็นพื้นฐานจริยธรรมที่สำคัญต่อเด็กและเยาวชนมากกว่าค่านิยมการเรียนการสอนแบบให้จำในสิ่งที่ไม่เข้าใจ อันเป็นสิ่งที่รัฐบาลเผด็จการทหารเท่านั้นจะพึงกระทำได้ และเพียงคำถามจากใจบริสุทธิ์ของลูกชายดิฉัน นั่นเป็นครั้งแรกที่เพนกวินถูกตำรวจจับกุมในชุดนักเรียน
ขณะที่เพนกวินยังเป็นนักเรียนมัธยม การต่อสู้ทางประชาธิปไตยเริ่มจากความสนใจในการศึกษาของเยาวชน เพนกวินใฝ่ฝันจะให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ครั้งนั้นดิฉันอาจยังเป็นแม่ที่เห็นแก่ตัว เป็นแม่ที่ไม่อยากเห็นลูกเหนื่อย รับภาระที่ใหญ่กว่าตัวโดยไม่จำเป็น เพราะเขายังเป็นนักเรียนในสถาบันการศึกษาอันดับต้น ๆ ของประเทศอย่างเตรียมอุดมฯ ที่ต้องทุ่มเทเวลาในการเรียนและเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย อีกทั้งกิจกรรมอีกมากมายที่เขาไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างวัยรุ่นทั่วไปในวัยเดียวกัน
ดิฉันเคยถามลูกว่า ทั้งหมดนี้ทำไปทำไม เพนกวินตอบแม่ว่า “ถึงแม้ว่ามี้จะเป็นคนจ่ายค่าเรียนให้กวิ้น แต่พวกเราก็ยังได้ใช้สวัสดิการบางอย่างจากรัฐที่มาจากจากภาษีของทุกคน ทรัพยากรขั้นพื้นฐานควรเป็นของเราทุกคน แต่คนบางกลุ่มกลับเข้าไม่ถึง และเราควรที่จะหาโอกาสทดแทนให้เขาเหล่านั้น”
“มี้ครับ หากในชีวิตหนึ่งของกวิ้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลือสังคมให้ดีขึ้นได้ กวิ้นถือว่าเสียชาติเกิด” ดิฉันเองยังเคยบอกว่าช่วยแม่ซักผ้า ล้างจานก่อนก็ได้ ไม่เสียชาติเกิด แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเขา ก็พยายามรณรงค์และผลักดันเรื่องการเรียนฟรีให้แก่เด็กนักเรียนจนประสบความสำเร็จ “ตายตาหลับแล้ว” เขาบอกกับดิฉัน เพราะได้บรรลุสิ่งที่เขาต่อสู้มาตามอุดมการณ์ที่เชื่อว่าคนสามารถเท่ากันได้กว่านี้
ต่อมาเพนกวินได้สอบเข้าเพื่อศึกษาต่อทางด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาได้เห็นภาพปัญหาของประเทศที่กว้างขึ้น จากความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างการศึกษา เพนกวินเริ่มเข้าใจมิติความไม่เท่าเทียมที่เริ่มจากการถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกสำหรับคนเห็นต่างทางการเมือง นำไปสู่การป้ายข้อหามาตราที่ปิดปากประชาชน หรือบุคคลสูญหายปริศนาขณะลี้ภัยในฐานะนักโทษทางการเมือง
เพนกวินเชื่อว่า ไม่สมควรมีใครถูกกระทำให้เป็นอาชญากร เพียงเพราะบุคคลนั้นได้ใช้เสรีภาพในการแสดงออกเพื่อเรียกร้องในสิทธิของตนที่รัฐไม่ได้แลเห็น
ขณะที่การยึดอำนาจเป็นเรื่องปกติ และการลงนามรับรองรัฐประหารเป็นเรื่องที่วิพากษ์ไม่ได้ ความไม่โปร่งใสจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารได้พาไปสู่การแก้ข้อกฎหมายต่างๆ หลายประการ ซึ่งจะทำให้สถาบันกษัตริย์อาจถูกทำให้เสื่อมเสียได้ เช่น การห้ามมิให้ผู้อื่นใดฟ้องร้องสถาบันกษัตริย์ได้ การโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่เป็นของสาธารณะกลับไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพนกวินพยายามผลักดันให้การพูดถึงและตั้งคำถามต่องบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้สถาบันกษัตริย์มีความโปร่งใส อยู่ใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันกับประชาชน และอยู่นอกเหนือจากพื้นที่ทางการเมืองอย่างแท้จริง
ทว่า การบริหารโควิดของรัฐบาลในความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่นำไปสู่การตั้งคำถามกับการผูกขาดวัคซีน และปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการเพิกเฉยต่อประชาชนจำนวนมากที่ล้มตายจากการบริหารงานที่ล้มเหลว เพนกวินพยายามที่จะอภิปรายประเด็นนี้สู่สาธารณะในการชุมนุมเพื่อให้ข้อมูลในอีกด้านที่รัฐไม่มีทางนำเสนอแก่ประชาชน เป็นการเรียกร้องต่อรัฐบาลโดยสันติวิธี และขอร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมืองและใต้กฎหมายฉบับเดียวกันกับประชาชน แต่กลับถูกกล่าวหาว่าปล่อยข่าวปลอมจากกลุ่มผู้คลั่งชาติ และถูกดำเนินคดีมานับไม่ถ้วน น่าเศร้าใจที่ศาลก็รับฝากขัง ทั้งที่ยังไม่เคยเปิดการไต่สวนในห้องพิจารณาคดี
ในประเทศที่การวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์เป็นเรื่องต้องห้าม การร้องขอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับเป็นการอาฆาตมาดร้าย เพนกวินและผู้ต้องหาทางการเมืองอีกหลายคนถูกกลุ่มผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์และปกป้องสถาบันกษัตริย์ฟ้องร้องแทนพระองค์ในมาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ไทย เป็นคดีอาญาที่มีโทษต้องจำคุกถึง 15 ปีต่อหนึ่งคดี และปัจจุบันเพนกวินถูกดำเนินเฉพาะข้อหานี้มาแล้วมากกว่า 10 คดี #หากเพนกวินถูกพิพากษาว่ามีความผิดจริงเพนกวินจะถูกจำคุกจนตาย
เพนกวินพยายามเรียกร้องขอสิทธิประกันตัวเพื่อออกมาสู้คดีภายนอกเรือนจำหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา เพนกวินถูกคุมขังในเรือนจำถึง 3 ครั้ง กระทั่งในตอนนี้ก็ยังอยู่ในเรือนจำ ทุกครั้งเพนกวินพยายามที่จะขอโอกาสชี้แจ้งในศาล แต่ก็มิได้รับการตอบสนอง จนเมื่อโดนจับในครั้งที่ 2 เพนกวินก็พยายามที่จะขออธิบายกับผู้พิพากษาในศาลอีก แต่ผู้พิพากษาก็ไม่อนุญาติ จนนำไปสู่การประกาศอดอาหารประท้วงกลางห้องพิจารณาคดี ครั้งนั้นเพนกวินก็ถูกศาลสั่งลงโทษข้อหาละเมิดศาลเพิ่มเข้าไปอีก 15 วัน ระยะเวลาอดหารในครั้งนั้น ยาวนานถึง 57 วัน นานกว่าการอดอาหารของมหาตมะคานธี เป็นสันติวิธีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ในประเทศที่ระบบตุลาการละเมิดกฎหมายด้วยตัวเอง และนั่นเป็นช่วงเวลาที่ดิฉันแทบสิ้นใจ ได้ถามตัวเองว่าเป็นแม่แบบไหน ที่จะยืนดูดายอยู่ข้างนอก ปล่อยลูกค่อย ๆ ตายในเรือนจำที่พรากเสรีภาพและลมหายใจของเขาไป ดิฉันคิดอะไรไม่ออกว่าจะช่วยลูกยังไงได้ จึงขอปลงผม สละสิ่งที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะหวงแหนได้มากที่สุดในร่างกาย เพื่อแลกกับเลือดเนื้ออีกชีวิตของดิฉันที่อยู่ในนั้น
#เด็กคนนี้มันน่ากลัวอะไรขนาดนั้นหรือผู้มีอำนาจ?
แม่คนหนึ่งไม่อาจนิ่งเฉยกับการถูกกล่าวหาว่าลูกเป็นอาชญากร เพียงเพราะเขาต้องการการเปลี่ยนแปลง ดิฉันกล้าพูดได้ว่า ดิฉันไม่ใช่แม่ที่ให้ท้ายลูก ดิฉันเลี้ยงดูลูกคนนี้มา รักมากขนาดไหน หากผิดย่อมว่าตามผิด แต่ดิฉันรับฟังสิ่งที่เขาจะสื่อสาร เพราะดิฉันไม่เชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ย่อมถูกต้องเสมอไป เขาไม่ใช่อาชญากรที่เป็นภัยต่อสังคม เขาเป็นเพียงเด็กวัย 20 ปีที่ควรได้ใช้ชีวิตอย่างที่ใฝ่ฝัน ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ถนัดในทางที่เขาชอบ และเมื่อเขาตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ สิ่งที่เขาได้รับไม่ใช่คำตอบที่อยู่บนเหตุผล แต่กลับเป็นคดีความที่สั่งให้เขาปิดปากอย่าถามไปเสียได้
ณ ขณะที่ท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้ เพนกวิน ลูกชายของดิฉันก็ยังคงถูกจองจำจนติดโควิดในเรือนจำ และก็ไม่ได้รับการอนุญาติให้ส่งตัวออกมารักษาในโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานข้างนอกเรือนจำ เพนกวินไม่มีสิทธิที่จะได้เลือกการรักษาเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ต่อ ขณะที่ฝ่ายรัฐนอกจากจะกักขังเพนกวินไว้ในเรือนจำแล้ว ยังพยายามทุกวิถีทางที่จะกลั่นแกล้งให้เพนกวินไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
วันแรกที่ดิฉันได้คุยกับลูก เมื่อรู้ว่าลูกได้ยาผิด ก็วิตกว่าลูกจะมีจุดจบเหมือนหมอหยอง เพราะบางวันโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ลืมที่จะให้ยารักษาโควิดกับเพนกวิน นี่ยังไม่นับรวมถึงความพยายามกีดกันไม่ให้ทนายและครอบครัวเข้าเยี่ยมเพื่อรับรู้ความเป็นไปของเพนกวินได้
นอกจากเพนกวินแล้ว ตอนนี้ฝ่ายรัฐได้เริ่มเข้ามาคุกคามคนในครอบครัว ตำรวจส่งหมายดำเนินคดีมาให้ดิฉัน ที่เพียงแต่ไปนั่งฟังการปราศรัยในการชุมนุม และอยากขอยุติธรรมให้ลูกโดนสันติ ดิฉันไม่ได้ขึ้นปราศรัยอะไรทั้งสิ้น แต่กลับถูกภาครัฐดำเนินคดีเช่นเดียวกับที่ลูกดิฉันโดนกระทำ
ในฐานะแม่คนหนึ่งที่พยายามจะช่วยลูกชายที่โดนรังแกจากผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองประเทศ ผู้บริหารประเทศ หรือระบบตุลาการ เพียงเพราะแค่เขามีความตั้งใจมั่นในการ เปลี่ยนแปลง แก้ไข ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนที่เขารัก ให้มีประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและการเข้าถึงทรัพยากรสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมของประชาชนทุกคน ดิฉันไม่มีอำนาจใดจะไปต่อกรกับผู้ที่มีทั้งอาวุธ และกฎหมายในมือได้ หวังเพียงแต่ว่า ท่านทั้งหลายผู้อยู่ในประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์อย่างแท้จริงจะช่วยเป็นกระบอกเสียงหรือยื่นมือมาเพื่อช่วยเรียกร้องความยุติธรรมให้กับข้าพเจ้าและลูกชาย รวมทั้งประชาชนคนไทยคนอื่นที่ลุกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย ที่กำลังถูกรัฐเผด็จการในประเทศศักดินาคุกคาม
ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
จากแม่ผู้ที่ลุกมาปกป้องลูกชายที่ถูกรังแก
นางสุรีย์รัตน#ราษฎรมัม แม่เพนกวิ้น #สุรีย์รัตน์ชิวารักษ์