วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2569

อ.ปวิน นึกถึงวันเฉลิม คนที่เป็นไอดอลของเด็กรุ่นใหม่ และคนที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการ หายตัวไปครบ 6 ปี ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 โดยคุยกับ เจน สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของต้า




Ep.206 นึกถึงวันเฉลิม

PAVIN

May 29, 2026 

แล้วมาปิดท้ายเดือนพฤษภาคมด้วยบทสนทนากับเจน สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ - เจนเป็นพี่สาวของต้า วันเฉลิม โอกาสที่เรากำลังจะก้าวไปสู่เดือนมิถุนายน ก็จะเป็นการรำลึกการหายตัวไปของต้าครบ 6 ปี ซึ่งเจนจะมาเล่าถึงความหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับต้า และการต่อสู้หลังจากนั้น ไม่อยากอธิบายอะไรมาก แต่อยากให้ท่านผู้ชมได้ชมคลิปนี้จริงๆ ค่ะ วันนี้เรามารำลึกถึงวันเฉลิม คนที่เป็นไอดอลของเด็กรุ่นใหม่ และคนที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการ


https://www.youtube.com/watch?v=Wo-qPsFfK44



คุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว คุยกับทนาย "กฤษฎางค์ นุตจรัส” ในโอกาสปีนี้ครบ “50 ปี 6 ตุลา 2519”


Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว 
4 hours ago
·
คุยกับทนาย "กฤษฎางค์ นุตจรัส” ในโอกาสปีนี้ครบ “50 ปี 6 ตุลา 2519”
 
ทนายกฤษฎางค์ พาไปดูจุดที่หลบระเบิดและกระสุนปืน เช้า 6 ตุลา 2519 จากสนามฟุตบอล ผ่านทะลุตึกโดม ช่วยกันพังตะแกงเหล็กแล้วลงแม่น้ำ ต่อมา “สงัด ชลออยู่” ยึดอำนาจเย็นวันเดียวกัน
.
“หลายคนพยายามไปหลังเวที แล้ววิ่งผ่านตึกโดมชั้นล่างซึ่งเป็นสำนักทะเบียนทะลุไปหน้าโดมฝั่งติดแม่น้ำ
 
ระหว่างที่มารวมกันหลังเวทีเป็นกลุ่มแล้วนับจังหวะวิ่งเข้าตึกโดมพร้อมกันนั้น เห็นคนหนึ่งกำลังคลานอยู่ จู่ๆ ก็มีอาการกระตุกหงายมีคนวิ่งไปช่วยแต่พบว่าถูกยิงเสียชีวิตแล้ว
 
พอวิ่งถึงหน้าตึกโดมก็มีระเบิดลงตรงหน้าตึกโดมอีกลูก ว่ากันว่าระเบิดยิงมาจากทางเรือ จากนั้นมีคนวิ่งมาบอกว่า ประตูตรงท่าพระจันทร์เปิดไม่ได้
 
พวกเราจึงตัดสินใจพังตะแกงเหล็กริมแม่น้ำ แล้วลงน้ำไปขึ้นที่ท่าพระจันทร์ มีคนช่วยดึงเราขึ้นมาจากตรงนั้น
 
พอขึ้นมาก็วิ่งผ่านตลาดท่าพระจันทร์ บางคนวิ่งเข้าบ้านชาวบ้าน ผมออกมาตรงศูนย์พระเครื่อง มาถึงถนนหน้าวัดมหาธาตุด้านท่าพระจันทร์ ตำรวจจับให้ทุกคนนอนบนพื้นถนนเต็มไปหมด มีลูกเสือชาวบ้านยิงปืนขึ้นฟ้า ตำรวจยังตะโกนบอกพวกนั้นว่าถือระเบิดไม่ได้ เดี๋ยวระเบิดตายห่า... ผมตัดสินใจวิ่งสวนเข้าตลาดพระเครื่อง แล้วเข้าบ้านชาวบ้านหลังหนึ่ง หลบอยู่ในบ้านนั้นประมาณ 4-5 โมงเย็น ถึงได้ออกมา ชาวบ้านหาเสื้อผ้าให้เปลี่ยน”

“นายกสโมสรนักศึกษาธรรมศาสตร์” ผมได้รับเลือกตั้งเป็นนายกฯ คนแรกและคนเดียวของตำแหน่งนี้ ในปีการศึกษา 2521 เป็นตำแหน่งของฝ่ายบริหารคล้าย อมธ. แต่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการนักศึกษาคณะต่างๆ แทนการมีสภานักศึกษา เพราะตอนนั้นบรรยากาศการเมืองกลัวการมีสภานักศึกษาและ อมธ.
 
หลังจากปีนั้นจึงมี อมธ.ตามปกติ แต่ในปี 2521 ปีเดียวกันนี้เองที่นักศึกษาได้รับการปล่อยตัวในเดือน ก.ย.ปี 2521 โดยการนิรโทษกรรม

ในปี 2521 กิจกรรมข้อเรียกของนักศึกษาตอนนั้นคือ เรียกร้องให้ปล่อยตัว นักศึกษา 18 คนที่ถูกจับจาก 6 ตุลา 2519 เช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ธงชัย วินิจจะกูล, สุธรรม แสงปทุม, สุรชาติ บำรุงสุข, อภินันท์ บัวหภักดี, วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เป็นต้น และเรียกร้องให้เปิดเผยข้อเท็จจริงเหตุการณ์สังหารหมู่ในธรรมศาสตร์ นักศึกษามีการนำภาพถ่ายการสังหารหมู่มาเผยแพร่ เพื่อตอบโต้ข้ออ้างของรัฐบาลที่บอกว่า “ไม่มีคนตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่เป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เข้ารักษาความสงบเพราะนักศึกษากำลังก่อการร้ายด้วยอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสต์ต่างชาติและมีเจตนาจะล้มสถาบันเบื้องสูง” ซึ่งนี่คือข้อกล่าวหา
.
ทนายกฤษฎางค์ มาพร้อมเอกสาร 2 ชุด
 
1)คือคำสั่งเพิ่มโทษมาตรา 112 ให้โทษสูงขึ้นกว่าเดิม โดย หัวหน้าคณะรัฐประหารเย็นวันที่ 6 ตุลา 2519 “สงัด ชลออยู่”
(คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ข้อ 1 ประกาศวันที่ 21 ตุลา 2519 โดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน)

2) พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลา 2519
 
ประกาศวันที่ 16 กันยายน 2521 โดยพล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองกา

https://www.facebook.com/reel/980261281563299



เบื้องหลังของปัญหาโรคภูมิแพ้ละอองเกสรระดับชาติของญี่ปุ่นวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "ผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ" จากนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจัดการป่าไม้ของรัฐบาลญี่ปุ่นในอดีตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย ญี่ปุ่นมีแนวทางแก้ในปัจจุบันอย่างไร

รายงานชิ้นนี้ของ Al Jazeera (โดยผู้สื่อข่าว Patrick Fok) สะท้อนถึงวิกฤตสาธารณสุขที่ฝังรากลึกในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ "คาฟุนโช" (Kafunshō - 花粉症) หรือโรคภูมิแพ้ละอองเกสร ซึ่งปัจจุบันส่งผลกระทบต่อประชากรญี่ปุ่นมากถึงเกือบ 43% โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวที่มีผู้ประสบปัญหานี้เกือบครึ่งเมือง


เบื้องหลังของปัญหาสุขภาพระดับชาติตัวนี้ ไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "ผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ" (Unintended Consequences) จากนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจัดการป่าไม้ของรัฐบาลญี่ปุ่นในอดีต ดังนี้:

1. นโยบายปลูกป่าทดแทนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Post-War Reforestation)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผืนป่าของญี่ปุ่นถูกทำลายอย่างหนักจากการถูกตัดไม้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบในการสงคราม เมื่อสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเร่งผลักดันนโยบายปลูกป่าทดแทนขนานใหญ่เพื่อป้องกันดินถล่ม น้ำท่วม และเพื่อรองรับความต้องการไม้แปรรูปจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างบ้านเรือนเพื่อฟื้นฟูประเทศ

2. การเลือกพันธุ์ไม้โตเร็ว: ต้นสนสุกิ (Sugi) และฮิโนกิ (Hinoki)

รัฐบาลได้เลือกปลูกไม้ยืนต้นตระกูลสนสองสายพันธุ์หลัก คือ สนสุกิ (Japanese Cedar) และ สนฮิโนกิ (Japanese Cypress) เนื่องจากเป็นไม้พื้นเมืองที่โตเร็ว ลำต้นตรง เหมาะแก่การนำมาทำเป็นไม้โครงสร้างและวัสดุก่อสร้าง ปัจจุบันพื้นที่ป่าปลูกจากสนทั้งสองชนิดนี้มีพื้นที่รวมกันกว้างใหญ่ถึงประมาณ 10 ล้านเฮกตาร์ หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของพื้นที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด
3. จุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ: ไม้นอกราคาถูกกว่า

ในช่วงทศวรรษ 1970–1980 เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดดและการค้าเสรีขยายตัว ส่งผลให้มีการนำเข้าไม้จากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่าเข้ามาเป็นจำนวนมาก ไม้สนสุกิและฮิโนกิในประเทศจึงสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมป่าไม้ในประเทศซบเซาลงอย่างมาก ส่งผลให้ป่าปลูกเหล่านี้ "ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการตัดโค่นขนานใหญ่" ตามแผนเดิม

4. เมื่อป่าแก่ตัว ละอองเกสรจึงถล่มเมือง

ธรรมชาติของต้นสนสุกิและฮิโนกิจะเริ่มผลิตและปล่อยละอองเกสรในปริมาณมหาศาลเมื่อมีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ปัจจุบันป่าปลูกส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมีอายุเกินเกณฑ์นี้เกือบทั้งหมด ละอองเกสรที่มีน้ำหนักเบาและปลิวตามลมได้ไกลหลายสิบกิโลเมตรจึงถูกพัดเข้าถล่มเขตเมืองใหญ่ (เช่น โตเกียว) ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (กุมภาพันธ์–เมษายน) ของทุกปี กลายเป็นเมฆหมอกเกสรสีเหลืองที่สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้คนนับล้าน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางแก้ในปัจจุบัน

โรคภูมิแพ้ละอองเกสรไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพ แต่เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย โดยมีการประเมินว่าอาการป่วย การลาหยุดงาน และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงของประชากรในช่วงฤดูใบไม้ผลิ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับญี่ปุ่นสูงถึง 1.5 - 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ และมีมาตรการแก้ไขอย่างจริงจัง เช่น:

เป้าหมายระยะยาว: ตั้งเป้าลดปริมาณละอองเกสรลงครึ่งหนึ่งภายใน 30 ปี

ปรับโครงสร้างป่าไม้: มีแผนตัดโค่นป่าสนสุกิเดิมลง 20% ภายใน 10 ปีถัดไป

ปลูกทดแทนด้วยไม้ไร้เกสร: นักวิจัยญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการตัดแต่งและพัฒนาสายพันธุ์สนสุกิและฮิโนกิชนิด "ละอองเกสรต่ำหรือไม่มีละอองเกสร" (Low/Pollen-free) และกำลังทยอยปลูกทดแทนในพื้นที่ป่าเดิมเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างยั่งยืน







 https://x.com/AJEnglish/status/2060257526462263764


คณะผู้เจรจาจากสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้ข้อตกลงระยะสั้นเพื่อเปิดเส้นทางสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังมิได้ให้การรับรองข้อตกลงดังกล่าว โดยในโพสต์บน Truth Social ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่า เขาจะเข้าประชุมในเร็วๆ นี้ เพื่อ "ตัดสินใจขั้นสุดท้าย" ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป





https://x.com/AJEnglish/status/2060383203873919418


 

วันศุกร์, พฤษภาคม 29, 2569

ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัล ‘ลูกเทพ’ ตอบกระทู้โครงการ ๑ พัน ๖ ร้อยล้านบาท ซื้อปัญญาประดิษฐ์แจก ว่าถ้าใช้ของฟรี “ไม่ตอบโจทย์” ด้านระบบนิเวศประเทศไทย

ไชยชนก ชิดชอบ ตอบกระทู้ สส.พรรคประชาชน เรื่องโครงการ ๑ พัน ๖ ร้อยล้านบาท ซื้อปัญญาประดิษฐ์แจกประชาชน ๕ ล้านคนให้ใช้กัน ๑ ปี ว่าถ้าใช้ของฟรีที่มีอยู่เกลื่อนกราด “ไม่ตอบโจทย์” ด้านระบบนิเวศประเทศไทย

“การประสานงานบริษัท AI พบว่าไม่สามารถทำโครงการร่วมกับรัฐได้โดยตรง” หรือถ้าประสานได้ก็ “จำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มของบริษัทเอไอนั้นๆ เท่านั้น ทำให้ข้อมูลถูกเก็บไปประมวลผลที่ต่างประเทศ” เอาไว้ใช้พัฒนาทักษะในประเทศไม่ได้

อีกอย่างทำไมต้องจ่ายแพงขนาดนั้น “ผมไม่คิดว่าต้องมาอธิบายคำว่า ฟรี กับ โปร มีศักยภาพและผลิตผลที่แตกต่างกันขนาดไหน” ส่วนที่ฝ่ายค้านโวยว่ามีความไม่ชอบมาพากลเต็มไปหมด ทำไมในการซื้อครั้งนี้ต้องซื้อผ่านบริษัทตัวกลางด้วย

“ทำไมไม่ซื้อตรงไปที่บริษัทเลย เพราะจะสามารถต่อรองและได้สิทธิประโยชน์” การซื้อผ่านตัวกลางมีส่วนต่างที่ต้องเสียไปให้กับตัวกลาง “มันจำเป็นหรือ” ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ซักรัฐมนตรีดิจิทัล ลูกเทพ

“แต่ผมเป็นผู้กำหนดนโยบาย” นะ “ผมดูว่าตรงกับนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่ และคุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ โครงการที่ทำเฉลี่ย ๒๗ บาทต่อหัวต่อเดือน และมีเลินนิ่งโมเดล จึงถูกกว่าสิงคโปร์กว่า ๒๐ เท่า”

อ้าว ที่เขาถามถึงเป็นกลุ่มบริษัทที่เข้ามาประมูล เป็น ๓ บริษัทเดียวกับที่เข้ามาวางราคากลางไว้ก่อนแล้ว “มีการเสนอราคากันเอง มีการล็อกสเปกไว้ในทีโออาร์ สุดท้ายก็ชนะการประมูล แต่ที่น่าตกใจคือ ราคาที่ชนะการประมูลต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ ๑.๕%”

‘ลูกเทพ’ ตอบฉาดฉานอีก “ใครได้ ผมไม่สน...เรื่องของผม เพราะผมมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยชน์ ใครประมูลผ่าน ใครรับงานต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ผมต้องจัดการ” รักชนก ศรีนอก สส.ประชาชนอีกคนเอาข้อมูลโครงการมาเปิด

“ความผิดปกติของโครงการ TH-ai passport 1,600 ล้าน แจก AI ลดค่าครองชีพ” คือแจกเอไอแบบโปรให้ใช้กันได้ไม่อั้น “แต่ไม่มีวิธีการคำนวณ token เป็นโครงการที่มูลค่าสูงสุด ตั้งแต่กองทุน DE เคยอนุมัติมา” บริษัทที่ได้โครงการไป

“เชื่อมโยง โมโตจีพี, บิลบอร์ดกระทรวงแรงงาน, โครงการ National Digital Learning Platform ของกระทรวงศึกษา, skill portfolio กระทรวงศึกษาและ อว.” ไอ๊ซ์ แปะลิ้งค์ข้อมูลต่างๆ ที่รวบรวมมาให้ประชาชนตรวจสอบกันด้วยตัวเอง

(https://drive.google.com/.../1_eCaCh0YMRAXCuM7PiLX49h0DcA, https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/uRRKHPw3 และ https://www.facebook.com/suphanat.minchaiynunt/posts/SwVJ5qhb) 

ประเทศไทยมักถูกมองจากสายตาชาวต่างชาติว่าเป็น "สยามเมืองยิ้ม" ที่ผู้คนเป็นมิตรและมีความเท่าเทียมในวิถีชีวิตทางพุทธศาสนา แต่สำหรับคนที่ฝังตัวอยู่ลึกพอจะรู้ว่า สังคมไทยขับเคลื่อนด้วย "ระบบชนชั้นที่ซ่อนเร้น"

 
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122264124680115521&id=61553465644642

🇹🇭 ระบบชนชั้นที่ซ่อนอยู่ในประเทศไทย ซึ่งชาวต่างชาติส่วนใหญ่ไม่เคยสังเกตเห็น
ชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางมาถึงประเทศไทยโดยมีความคิดว่า ผู้คนในสังคมนี้ต่างใช้ชีวิตในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน

ผู้คนดูผ่อนคลายสบายๆ ทั้งคนรวยและคนจนมักใช้ถนนหนทาง ศูนย์อาหาร และพื้นที่สาธารณะร่วมกัน

ด้วยเหตุนี้ นักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงเข้าใจไปเองว่า ประเทศไทยนั้นแทบจะไม่มีระบบชนชั้นแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนนัก

แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์กลับแตกต่างออกไปเล็กน้อย

ประเทศไทยมีระบบโครงสร้างทางสังคมที่ชัดเจนมาก เพียงแต่เรื่องนี้มักไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผยนัก ส่งผลให้ชาวต่างชาติจำนวนมากไม่ทันสังเกตเห็นระบบนี้ จนกว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว

🎭 1. ผู้คนมักจะรู้ดีว่าตนเองยืนอยู่ ณ จุดใดในสังคม

ในบางประเทศ ผู้คนอาจนิยามสถานะของตนเองอย่างเปิดเผยว่าเป็นชนชั้นแรงงาน ชนชั้นกลาง หรือชนชั้นสูง

แต่ในประเทศไทยนั้น ระบบสังคมไม่ได้ดำเนินไปในลักษณะเช่นนั้น

ผู้คนไม่ค่อยมานั่งจับกลุ่มถกเถียงกันเรื่องชนชั้นสักเท่าไหร่ แต่คนส่วนใหญ่กลับตระหนักรู้เป็นอย่างดีถึงเรื่องสถานะทางสังคม ภูมิหลังครอบครัว ระดับการศึกษา ฐานะทางการเงิน และจุดยืนของตนในสังคม

ไม่มีใครจำเป็นต้องเอ่ยปากบอกออกมาดังๆ เพื่อให้คนอื่นรับรู้ว่าบุคคลนั้นๆ มีสถานะทางสังคมอยู่ในระดับใด

🏙️ 2. ประเทศไทยมี "ภาพลักษณ์" ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหลายรูปแบบ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวต่างชาติมองข้ามประเด็นนี้ไป ก็เพราะพวกเขาได้สัมผัสกับประเทศไทยเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น

บางคนอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูหรา เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นประจำ และมองว่าการใช้เงินหลายพันบาทไปกับมื้อค่ำเพียงมื้อเดียวเป็นเรื่องปกติธรรมดา

ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องทำงานอย่างหนักเป็นเวลานาน เพื่อแลกกับค่าแรงที่อาจไม่เพียงพอแม้แต่จะจ่ายค่าที่พักเพียงหนึ่งคืนในคอนโดมิเนียมหรูเหล่านั้นด้วยซ้ำ

แม้ทั้งสองกลุ่มจะอาศัยอยู่ในประเทศไทยเหมือนกัน แต่รูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวันของพวกเขานั้นกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

👑 3. กลุ่มผู้มั่งคั่งมักจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมคนละวงโคจรกัน

หากคุณใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยมานานพอ คุณน่าจะเคยได้ยินผู้คนกล่าวถึงสังคมที่เรียกว่า "ไฮโซ" (High-so) มาบ้าง

กลุ่มคนเหล่านี้ประกอบไปด้วยครอบครัวผู้มั่งคั่ง เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และกลุ่มสังคมที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวาง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คนธรรมดาสามัญส่วนใหญ่แทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปคลุกคลีด้วยเลย

คนกลุ่มนี้มักจะเข้าเรียนในโรงเรียนที่แตกต่างออกไป พบปะสังสรรค์ในสถานที่คนละแห่ง และใช้ชีวิตอยู่ใน "ประเทศไทย" ในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตของคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

สำหรับชาวต่างชาติจำนวนมากแล้ว โลกอีกใบหนึ่งของคนกลุ่มนี้ยังคงเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและอยู่นอกเหนือการรับรู้โดยสิ้นเชิง

🎓 4. การศึกษามีน้ำหนักและความสำคัญอย่างยิ่ง

สถาบันการศึกษาที่บุคคลหนึ่งเคยร่ำเรียนมานั้น มีความสำคัญและส่งผลต่อชีวิตมากกว่าที่ชาวต่างชาติหลายคนจะตระหนักถึง

วุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ สามารถช่วยเปิดประตูแห่งโอกาสต่างๆ ให้แก่เจ้าของวุฒิได้ยาวนานหลังจากที่เรียนจบไปแล้ว

ผู้คนมักจะใช้สถาบันการศึกษาที่บุคคลนั้นเคยเรียนมา เป็นเกณฑ์ในการคาดเดาหรือตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับภูมิหลัง โอกาสความก้าวหน้าในอนาคต และสถานะทางสังคมของบุคคลนั้นๆ

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของ "การศึกษา" ในตัวของมันเองเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของ "คุณค่าเชิงสัญลักษณ์" ที่การศึกษานั้นๆ เป็นตัวแทนสื่อถึงออกมาต่างหาก 🤝 5. การมีคนรู้จักที่ใช่ ย่อมเป็นเรื่องดี

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์เป็นหลัก

การมีเครือข่ายหรือคนรู้จักส่วนตัวสามารถช่วยให้ชีวิตราบรื่นขึ้นได้มาก

บางครั้งคำแนะนำ คำฝากฝัง หรือคนรู้จักที่ไว้ใจได้ อาจช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้มากกว่าเพียงแค่คุณสมบัติหรือวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียวเสียอีก

เรื่องนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่กลับมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่ชาวต่างชาติหลายคนคาดคิดไว้เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงที่นี่เป็นครั้งแรก

🌾 6. กรุงเทพฯ กับชนบทของไทยอาจให้ความรู้สึกราวกับเป็นคนละประเทศกัน

หากคุณใช้เวลาอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ คุณจะได้เห็นภาพของประเทศไทยในรูปแบบหนึ่ง

แต่หากคุณไปใช้เวลาอยู่ในหมู่บ้านเกษตรกรรมที่ห่างออกไปหลายชั่วโมง คุณจะได้เห็นภาพของประเทศไทยในอีกรูปแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง

โอกาสในการทำงาน รายได้ และวิถีชีวิตของผู้คนในสองพื้นที่นี้อาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ผู้คนจำนวนมากเลือกย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมืองหลวงโดยหวังว่าจะได้งานที่ดีขึ้นและมีอนาคตที่สดใสกว่า ซึ่งสิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างวิถีชีวิตในเมืองและในชนบท

👨‍👩‍👧 7. ครอบครัวมักมีอิทธิพลมากกว่าที่คุณคิด

บางครั้งชาวต่างชาติอาจรู้สึกประหลาดใจที่พบว่าครอบครัวมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ของชีวิตมากเพียงใด

เรื่องความสัมพันธ์หรือคู่ครองถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเรื่องหนึ่ง

แม้ว่าคนสองคนจะรักและห่วงใยกันอย่างแท้จริง แต่ครอบครัวของพวกเขาก็อาจยังมีมุมมองหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ความมั่นคง และโอกาสในระยะยาวอยู่ดี

บทสนทนาเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ เบื้องหลังฉากชีวิต แต่กลับมีน้ำหนักและความสำคัญอย่างยิ่ง

🏷️ 8. ชื่อเสียงและหน้าตาทางสังคมเป็นเรื่องสำคัญ

ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสายตาผู้อื่น

โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนมักพยายามหลีกเลี่ยงความอับอายขายหน้าในที่สาธารณะ รวมถึงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างทางสถานะทางสังคมจึงมักไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าทุกคนจะรับรู้ถึงความแตกต่างเหล่านั้นดีอยู่แล้วก็ตาม

หลายๆ เรื่องจึงมักเป็นที่เข้าใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด

🌍 9. บางครั้งชาวต่างชาติก็ถูกยกย่องเชิดชูจนเกินจริง

คนไทยจำนวนมากมักมีสมมติฐานโดยอัตโนมัติว่าชาวต่างชาติจะต้องเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ มีฐานะร่ำรวย หรือมาจากสภาพความเป็นอยู่ที่ดียิ่งกว่าในประเทศบ้านเกิดของตน

บางครั้งสมมติฐานเหล่านั้นก็เป็นเรื่องจริง

แต่บางครั้งก็ไม่ใช่

ทว่าเพียงแค่สมมติฐานดังกล่าวเพียงอย่างเดียว ก็อาจช่วยยกระดับสถานะทางสังคมให้กับชาวต่างชาติเหล่านั้นในระดับที่พวกเขาอาจไม่มีวันได้รับเลยในประเทศบ้านเกิดของตนเอง

คนธรรมดาๆ ที่แสนจะเรียบง่ายในประเทศของตนเอง อาจได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงทันทีที่เดินทางมาถึงประเทศไทย
.....

เพิ่มเติม

ประเทศไทยมักถูกมองจากสายตาชาวต่างชาติว่าเป็น "สยามเมืองยิ้ม" ที่ผู้คนเป็นมิตรและมีความเท่าเทียมในวิถีชีวิตทางพุทธศาสนา แต่สำหรับคนที่ฝังตัวอยู่ลึกพอจะรู้ว่า สังคมไทยขับเคลื่อนด้วย "ระบบชนชั้นที่ซ่อนเร้น" (Hidden Caste/Class System) ที่มีความสลับซับซ้อน สูงต่ำ และเข้มงวดอย่างยิ่ง โดยมันไม่ได้แสดงออกผ่านกฎหมายแบบระบบวรรณะของอินเดีย แต่แสดงออกผ่าน สัญญะ (Symbols) วัฒนธรรม และภาษา ที่แนบเนียนจนฝรั่งส่วนใหญ่ไม่เคยสังเกตเห็น

นี่คือโครงสร้างชนชั้นที่มองไม่เห็น แต่ทรงพลังที่สุดในสังคมไทย

1. ภาษาและสรรพนาม: เครื่องแบ่งแยกชนชั้นในทุกประโยค

ในขณะที่ภาษาอังกฤษใช้ I และ You กับคนทุกระดับ แต่ภาษาไทยคือ "เครื่องตรวจจับชนชั้น" ที่ทำงานตลอดเวลา

การเลือกสรรพนาม: คนไทยจะประเมินอายุ ตำแหน่ง และฐานะของคู่สนทนาทันทีเพื่อเลือกสรรพนาม (พี่, น้อง, ท่าน, หนู, ผม, ดิฉัน) การใช้สรรพนามผิดสามารถมองเป็นการลบหลู่หรือตีตนเสมอท่านได้

ภาษาเฉพาะกลุ่ม: ชนชั้นนำ (Elite) หรือผู้ลากมากดี มักมีสำเนียง น้ำเสียง และการใช้คำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า "ภาษาชาววัง" หรือการผสมคำภาษาอังกฤษแบบไทยๆ (Code-switching) ที่สะท้อนถึงการศึกษาราคาแพง ซึ่งต่างจากภาษาของคนหาเช้ากินค่ำอย่างสิ้นเชิง

2. ลำดับขั้นของ "นามสกุล" และเครือข่ายคอนเนกชัน

ชาวต่างชาติมักคิดว่าความรวยวัดกันที่ตัวเลขในบัญชี แต่ในประเทศไทย "นามสกุล" มีน้ำหนักมากกว่าเงินสดในบางบริบทด้วยซ้ำ

ตระกูลเก่าแก่ vs. เศรษฐีใหม่: นามสกุลที่พระราชทาน นามสกุลของขุนนางเก่า หรือตระกูลเจ้าสัวยุคแรกเริ่ม มี "อำนาจทางสังคม" (Social Capital) ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ นามสกุลเหล่านี้เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจ คดีความ และคอนเนกชันระดับสูง

ระบบโรงเรียน/มหาวิทยาลัย: การเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมชื่อดังบางแห่ง หรือคณะยอดนิยมในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ (เช่น จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์) ถือเป็นการตีตราประทับชนชั้นสปอนเซอร์ให้บุคคลนั้นไปตลอดชีวิต

3. "ศักดินาทางราชการ" และระบบอุปถัมภ์ (Patronage)

โครงสร้างข้าราชการไทยคือภาพสะท้อนของระบบศักดินาโบราณที่ยังมีชีวิต

ระบบเจ้าคนนายคน: ข้าราชการระดับสูง (เช่น นายอำเภอ, ผู้ว่าฯ, อธิบดี, พลเอก) ไม่ใช่แค่ "ผู้ให้บริการสาธารณะ" เหมือนในตะวันตก แต่มีสถานะเป็น "เจ้านาย" ที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาคอยปรนนิบัติ

ระบบอุปถัมภ์ (ฝากฝัง): ชนชั้นนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบ "ฝากเด็ก" หรือการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อข้ามขั้นตอนทางกฎหมายหรือการแข่งขันที่ยุติธรรม ฝรั่งมักมองว่าเป็นคอร์รัปชัน แต่สำหรับสังคมไทย มันคือเนื้อเยื่อที่ยึดโยงโครงสร้างอำนาจไว้ด้วยกัน

4. ชนชั้นทางภูมิศาสตร์และ "ความเป็นเมืองหลวง" (Bangkok-Centric)

ประเทศไทยมีการรวมศูนย์อำนาจและความเจริญที่กรุงเทพฯ อย่างสุดโต่ง จนเกิดชนชั้นทางภูมิศาสตร์ขึ้นมา

คนกรุงเทพฯ vs. คนต่างจังหวัด: ในอดีต (และยังคงฝังลึกในความคิดของคนบางกลุ่ม) คำว่า "คนบ้านนอก" หรือ "คนต่างจังหวัด" มักถูกใช้ในเชิงเหยียดหยามว่าเป็นผู้ขาดการศึกษาหรือความศิวิไลซ์

แรงงานย้ายถิ่น: คนจากภาคอีสานหรือภาคเหนือที่เข้ามาทำงานใช้แรงงานในกรุงเทพฯ มักถูกจัดให้อยู่ในชั้นล่างสุดของห่วงโซ่อาหารในเมืองหลวง ต้องเผชิญกับอคติทางวัฒนธรรมและการกดขี่ทางค่าแรงที่มองไม่เห็น

5. วัฒนธรรม "หมอบกราบ" และกายภาพของชนชั้น

ความสูงต่ำในสังคมไทยไม่ได้อยู่แค่ในหัว แต่แสดงออกผ่าน "ร่างกาย"

หัวต้องต่ำกว่า: คนไทยถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าห้ามยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีสถานะสูงกว่า เวลาเดินผ่านต้องค้อมตัวลง

พื้นที่ทางกายภาพ: ในงานสังคม ฝรั่งอาจเห็นคนนั่งบนเก้าอี้และคนนั่งบนพื้น ซึ่งสัญญะนี้บอกชัดเจนว่าใครคือผู้มีอำนาจและใครคือผู้รับใช้ โดยที่ไม่มีใครต้องพูดออกมาสักคำ

6. รอยแยกทางชาติพันธุ์ที่ซ่อนอยู่ (The Sino-Thai Elite)

ต่างชาติมักมองว่าคนไทยก็เหมือนๆ กัน แต่ในเชิงโครงสร้างอำนาจและเศรษฐกิจ "คนไทยเชื้อสายจีน" (Sino-Thai) โดยเฉพาะตระกูลเจ้าสัว คุมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศไว้

ในขณะที่คนไทยแท้ๆ หรือคนในชนบทมักอยู่ในภาคเกษตรกรรมหรือแรงงาน ชนชั้นนำทางธุรกิจและเทคโนแครตเกือบทั้งหมดมีเชื้อสายจีน รอยแยกนี้ไม่ค่อยมีการพูดถึงอย่างโจ่งแจ้ง แต่เป็นที่รับรู้กันดีในเชิงโครงสร้างส่วนบน

บทสรุป: > เหตุผลที่ชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวหรือ Expat ที่อยู่แต่ในย่านสุขุมวิท) มองไม่เห็นระบบนี้ เพราะคนไทยมีวัฒนธรรม "เกรงใจ" และ "ความประนีประนอมต่อหน้า" (Surface Harmony) คนไทยมักจะยิ้มและสุภาพกับฝรั่งเพราะฝรั่งถูกจัดอยู่ในสถานะ "แขกพิเศษ" นอกระบบชนชั้น แต่ถ้าลองสังเกตวิธีที่คนไทยปฏิบัติต่อพนักงานเสิร์ฟ คนขับรถ หรือคนกวาดถนนอย่างละเอียด จะเห็น "กำแพงที่มองไม่เห็น" นี้ตั้งตระหง่านอยู่เสมอ



สัญญาณน่าจับตา หรือประเทศไทยอาจจะกำลังกลายจะเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ? ถ้ามองข้ามช็อตต่อ หรือเรากำลังเข้าสู่ยุค “Dual Deficit” ?? (Dual Deficit? คืออะไร ทำไมต้องกลัว Dual Deficit ?)

https://www.facebook.com/lpipat/posts/10164364730350700

Pipat Luengnaruemitchai 
9 hours ago
·
สัญญาณน่าจับตา หรือประเทศไทยอาจจะกำลังกลายจะเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด?
ถ้าสังเกตกันดี ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ แค่ไหน แต่ "เงินบาท" ของเรามักจะแข็งค่า อึด ถึก ทน กว่าเพื่อนบ้านเสมอ?

ส่วนหนึ่งก็เพราะเราได้รับการซัพพอร์ตอย่างดีจาก "Current Account Surplus" หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ทำหน้าที่เหมือนเกราะทองคำคอยปกป้องประเทศอยู่ครับ พูดง่าย ๆ คือ มีเงินไหลเข้าบ้านเราจากการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าไหลออก
 
เวลาโลกมีปัญหาเงินไหลกลับ คนอื่นเขาแย่ แต่เงินบาทเรายังหล่อ ๆ แข็งปั๋งเพราะมีลมใต้ปีกคอยหนุนอยู่ตลอด
(ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเรามีเงินออมในประเทศเยอะกว่าการลงทุนอยู่เกือบตลอด ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศ)

แต่หลังโควิดมา เราก็ไม่ได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแบบเดิมแล้ว

และใครได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด บอกเลยว่าต้องมีเสียวสันหลังกันบ้าง... เพราะเกราะทองคำที่เคยค้ำจุนเงินบาทมาหลายปี กำลังบางลงเรื่อย ๆ และไทยเราอาจจะกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" ก็ได้
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ลองมาดู 4 สัญญาณเตือนภัย (3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว + 1 ปัจจัยลบระยะสั้น) ที่กำลังจะเปลี่ยนภาพจำของประเทศเราหลังจากนี้กัน:

1. ของที่เราเคยขายได้... วันนี้เริ่มสู้เขาไม่ได้แล้ว

อดีตเราเคยภูมิใจกับฉายา "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" เป็นอู่ข้าวอู่น้ำส่งออกรถยนต์ ปิโตรเคมี และสินค้าอุตสาหกรรม
แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ตัวเลขดุลการค้าเดือนล่าสุดของไทย แม้ตัวเลขส่งออกจะโต double digit แต่เราขาดดุลทะลุกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ! สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ “ต่อให้หักค่าน้ำมันและพลังงานออกไป” ดุลการค้าส่วนที่เหลือก็ขาดดุล สะท้อนว่าสินค้าที่ไทยผลิตเริ่มแข่งด้านเทคโนโลยีและราคาของคู่แข่ง (โดยเฉพาะจีน) ไม่ได้แล้ว

2. มหันตภัยเงียบ... ดุลบริการที่เปลี่ยนไป

หลายคนคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอก ดุลการค้าติดลบช่างมัน เดี๋ยวเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติถมเข้ามา ดุลบริการก็กลับมาบวกเอง"

แต่ความจริงฟ้องว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเท่าก่อนโควิดแล้ว แต่ดุลบริการของเราก็แทบไม่เกินดุลเหมือนยุคก่อนโควิดแล้ว! เหตุผลเพราะ:

• มูลค่าการค้าทั้งส่งออกและนำเข้าของเราเพิ่มขึ้นเยอะ และเราเสียค่าขนส่งให้ต่างชาติเพิ่มมากขึ้นตาม
• "Digital Deficit" หรือการขาดดุลดิจิทัล ลองนึกภาพดูครับ ทุกวันนี้เราจ่ายค่า Netflix, Spotify, iCloud, AI, ยิงแอดโฆษณา Facebook/Google หรือกดสั่งของแพลตฟอร์มต่างชาติกันเดือนละเท่าไหร่? เงินพวกนี้คือเงินไทยที่ “ไหลออก” แบบเงียบ ๆ ทุกวินาที และมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต และทำให้เราขาดดุลบริการมากขึ้น

3. การลงทุนมาแรง... แต่นำเข้าก็เพิ่มขึ้นเยอะ?

ช่วงนี้เราเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มขึ้นเยอะ และเห็นข่าวบิ๊กเทคระดับโลกแห่มาลงทุนตั้ง Data Center หรือ Cloud Service ในไทยระดับแสนล้าน ฟังดูมีความหวังใช่ไหมครับ

แต่ในมุมบัญชีเดินสะพัด อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์ (Import Content) สูงถึง 80-90%! ในช่วงแรกของการก่อสร้าง ไทยจึงต้องสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ ชิปคอมพิวเตอร์ และระบบระบายความร้อนราคาแพงมหาศาลเข้ามา ยิ่งมีการลงทุนเยอะ ดุลการค้าเราก็ยิ่งติดลบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แต่อาจจะปลอบใจได้ว่าการลงทุนเหล่านี้ financed โดยเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เลยไม่น่าจะน่ากลัวขนาดนั้น ถ้า FDI หยุด การขาดดุลตรงนี้ก็อาจจะหายไป

4. หมัดฮุคระยะสั้น: พลังงานโลกยังแพง

ซ้ำร้ายด้วยปัจจัยระยะสั้นอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเยอะมาก (และก๊าซในอ่าวไทยก็ลดลงเรื่อย ๆ) พอราคาโลกขยับ มูลค่าการนำเข้าเราก็โป่งพอง กลายเป็นตัวซ้ำเติมดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้ดิ่งลงไปอีก

มองข้ามช็อต: ยอมรับความจริงใหม่ หรือเรากำลังเข้าสู่ยุค “Dual Deficit”?

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า “อ้าว! ก็ไหนบอกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดที่พัง ส่วนหนึ่งมาจากเครื่องจักร Data Center ที่บิ๊กเทคเขาเอาเงินเข้ามาลงทุน (FDI) ไง? เขาก็ไฟแนนซ์กันเองในตัวอยู่แล้ว ไม่เห็นน่ากลัวเลย”
มองแบบนั้นก็ถูกส่วนหนึ่งในเชิงบัญชีครับ... แต่นั่นไม่ได้ช่วยลดความกังวลในสายตาของนักลงทุนต่างชาติเลย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขพาดหัวข่าว (Headline Number) ประกาศออกมาว่า ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ไปพร้อม ๆ กับที่เรา ขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit) จากการทำงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน

เมื่อ 2 ตัวนี้มารวมกัน ไทยจะถูกทรานส์ฟอร์มในสายตานักลงทุนทันทีว่าเป็นประเทศที่เกิด "Dual Deficit" หรือภาวะขาดดุลแฝด

ทำไมต้องกลัว Dual Deficit?

ในโลกของการลงทุน ประเทศที่มี Dual Deficit คือประเทศที่ "ข้างในก็ถังแตก (รัฐบาลเงินไม่พอ) ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้ (ต้องพึ่งพาเงินคนอื่น)" ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)
จากเดิมที่ Global Investors เคยภูมิใจและมองไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ที่เงินบาทแข็งแกร่งเพราะมีเกราะเกินดุลค้ำอยู่ หลังจากนี้มุมมองอาจจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ:

1. เงินทุนเคลื่อนย้ายง่ายขึ้น (Capital Outflow): เม็ดเงินต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยอาจจะไหลออกง่ายขึ้น เพราะความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น

2. เงินบาทอ่อนค่าเชิงโครงสร้าง: จากที่เคยแข็งค่ามาหลายปี เงินบาทอาจจะกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าง่ายและผันผวนสูงขึ้นกว่าเดิม

บทสรุป

ถ้าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขติดลบชั่วคราว มันอาจจะเป็น "จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ" (Structural Shift) ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

การทำนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังอาจจะต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
จริงอยู่ว่าค่าเงินที่อาจจะอ่อนค่าอาจจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

แต่ถ้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยยังหน้าตาเหมือนเดิม ไม่เร่งปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน และปรับสู่เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง...เสถียรภาพของเศรษฐกิจอาจจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ได้
.....

Dual Deficit? คืออะไร ทำไมต้องกลัว Dual Deficit?

Gemini ช่วยอธิบาย

Dual Deficit (การขาดดุลคู่) คือภาวะทางเศรษฐกิจที่ประเทศหนึ่งเผชิญกับ "การขาดดุล 2 ประเภทพร้อมกัน" ซึ่งดุลทั้งสองนี้มีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

การขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit): รัฐบาลใช้จ่ายเงินมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้จากภาษี (ติดตัวแดงในงบประมาณแผ่นดิน)

การขาดดุลบัญชีเดินสะพาน (Current Account Deficit): ประเทศนั้นมีการนำเข้าสินค้า บริการ และโอนเงินออกนอกประเทศ มากกว่าการส่งออกและการมีรายได้เข้าประเทศ (พูดง่ายๆ คือคนในชาติ "ซื้อ" ของนอกมากกว่า "ขาย" ของตัวเอง)

💡 ทำไมสองดุลนี้ถึงมาคู่กัน? (The Twin Deficit Identity)

ในทางเศรษฐศาสตร์มหภาค สองสิ่งนี้มักจะเชื่อมโยงกันผ่านสมการออมและการลงทุน เมื่อรัฐบาลขาดดุลการคลังอย่างหนัก (ใช้เงินเกินตัว) รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยเงิน

หากเงินออมภายในประเทศมีไม่พอ รัฐบาลก็ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ หรือการที่รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป ก็จะทำให้ประชาชนมีเงินไปซื้อสินค้าตัดเข้ามาจากต่างประเทศ (Import) มากขึ้น

ผลลัพธ์สุดท้ายจึงมักจะลามไปทำให้ ขาดดุลบัญชีเดินสะพาน ตามไปด้วยนั่นเองครับ

⚠️ ทำไมต้อง "กลัว" Dual Deficit?

การเกิด Dual Deficit เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นกำลัง "ใช้เงินเกินตัว" ทั้งในระดับรัฐบาลและระดับประเทศ ซึ่งความน่ากลัวของมันจะแสดงออกผ่านความเสี่ยงเหล่านี้ครับ:

1. ค่าเงินเสี่ยงอ่อนค่าอย่างรุนแรง (Currency Depreciation)

เมื่อขาดดุลบัญชีเดินสะพาน หมายความว่ามีความต้องการขายเงินตราท้องถิ่นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ (เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) ไปจ่ายค่านำเข้าสินค้า ตลาดจะเริ่มขาดความเชื่อมั่นในค่าเงิน ยิ่งถ้าทุนสำรองระหว่างประเทศมีน้อย ค่าเงินของประเทศนั้นก็อาจจะดิ่งเหวได้ง่ายๆ

2. วิกฤตหนี้สินและดอกเบี้ยพุ่งสูง (Debt & Interest Rate Spike)

รัฐบาลที่ขาดดุลการคลังต่อเนื่องต้องออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินเรื่อยๆ เมื่อความเสี่ยงของประเทศสูงขึ้น นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มกลัวและเรียกร้อง ผลตอบแทน (Yield) หรือดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยง ทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมของทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนในประเทศพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

3. เสี่ยงต่อการเกิด "เงินเฟ้อ" (Inflation)

หากค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างมาก สินค้านำเข้า (โดยเฉพาะพลังงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบ) จะมีราคาแพงขึ้นทันที ซึ่งจะส่งผ่านกลายมาเป็นอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่สูงขึ้น ซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชน

4. ตกเป็นเป้าสายตาของ "วิกฤตเศรษฐกิจ"

ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก ประเทศที่เจอภาวะ Dual Deficit มักจะเป็นประเทศแรกๆ ที่ล้มเวลามีวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Shock) เพราะพึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ (Foreign Capital Inflow) มาจุนเจือการขาดดุลตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่นักลงทุนต่างชาติ "ดึงเงินกลับ" (Capital Flight) เศรษฐกิจของประเทศนั้นก็อาจจะล่มสลายได้ทันที ตัวอย่างคลาสสิกเช่น วิกฤตการณ์ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาเองในบางยุคก็เคยเผชิญแรงกดดันนี้ แต่สหรัฐฯ ได้เปรียบตรงที่พิมพ์เงินดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้

📌 สรุป

Dual Deficit ไม่ได้แปลว่าจะเกิดวิกฤตในวันพรุ่งนี้ทันที แต่มันคือ "จุดเปราะบางทางโครงสร้าง" ที่ทำให้ประเทศนั้นไม่มีเกราะกำบัง หากวันใดวันหนึ่งเศรษฐกิจโลกผันผวน ดอกเบี้ยโลกขยับขึ้น หรือนักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่น ประเทศที่มี Dual Deficit ก็มักจะเป็นประเทศแรกๆ ที่เจ็บหนักที่สุดครับ




เปิดผลสอบลับ สตง.เปิดโปงดีลซื้อวัคซีนโควิดโมเดอร์นา ปี 2564 หน่วยงานวิจัยด้านสาธารณสุขไทย พบข้อบกพร่องหลายประการ จ่ายเงินล่วงหน้าเกินกว่าที่ระเบียบกำหนด แถมยังได้ของไม่ครบ รัฐส่อเสียหายกว่า 88 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.9 พันล้าน จี้เอาผิด รวมทั้งเร่งรัดเจรจาขอคืนเงินล่วงหน้าที่คงเหลือจากผู้ขายโดยเร็ว


Next News TH

12 hours ago
·
เปิดผลสอบลับ สตง.เปิดโปงดีลซื้อวัคซีนโควิดโมเดอร์นา ปี 2564 หน่วยงานวิจัยด้านสาธารณสุขไทย พบข้อบกพร่องหลายประการ จ่ายเงินล่วงหน้าเกินกว่าที่ระเบียบกำหนด แถมยังได้ของไม่ครบ รัฐส่อเสียหายกว่า 88 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.9 พันล้าน จี้เอาผิดทางละเมิด ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งคณะกรรมการ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ รวมทั้งเร่งรัดเจรจาขอคืนเงินล่วงหน้าที่คงเหลือจากผู้ขายโดยเร็ว
.
อ่านต่อที่
https://nextnewsth.com/th/investigative/public-procurement-project/6a1817415d36ded613f06f49
.....

Atukkit Sawangsuk
อ้าว ใครเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข
.....
AI ช่วยตอบ

ในช่วงเวลาที่มีการทำดีลจัดซื้อและส่งมอบวัคซีนโมเดอร์นาตามปีงบประมาณ 2564 ถึงสิ้นปี 2565 ผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (และควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ครับ (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2562 – 2566 ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา)




ICE หน่วยงานตม. สหรัฐฯ กำลังทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ไปกับเครื่องสแกนม่านตา เพื่อระบุตัวตนของผู้ข้ามแดนหรือผู้ถูกกักตัวได้ทันที แม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่มีเอกสารประจำตัวใดๆ ติดตัวเลยก็ตาม เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการส่งตัวกลับ







https://x.com/steveberkowitz/status/2059652070555213982
.....

ICE กำลังทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ไปกับเครื่องสแกนม่านตา ซึ่งเป็นการขยายคลังเครื่องมือทางเทคโนโลยีของหน่วยงาน รวมถึงขอบเขตผลกระทบที่ตามมา

สิ่งที่คุณกล่าวถึงเป็นประเด็นที่เพิ่งมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2026 นี้ โดยหน่วยงานตม. สหรัฐฯ หรือ ICE (Immigration and Customs Enforcement) ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเทคโนโลยีมูลค่าสูงถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายระบบสแกนม่านตา (Iris Scanning) อย่างเป็นทางการ

นี่คือรายละเอียดและขอบเขตผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทุ่มงบประมาณในครั้งนี้

1. รายละเอียดเทคโนโลยีและการจัดซื้อ

ผู้รับสัญญา: ICE ได้มอบสัญญาแบบผูกขาด (No-bid / Sole-source contract) ให้กับบริษัท BI2 Technologies ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบระบุตัวตนด้วยอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics)

มูลค่าและขนาด: สัญญานี้มีมูลค่ากว่า 25 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 5 เท่า ของงบประมาณที่เคยจ้างบริษัทนี้เมื่อปีที่แล้ว โดย ICE จะได้รับเครื่องสแกนม่านตาแบบพกพาเพิ่มขึ้นกว่า 1,570 เครื่อง พร้อมสิทธิ์เข้าถึงแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลของบริษัทแบบไม่จำกัด

ความสามารถของอุปกรณ์: เป็นเครื่องมือไร้สายความเร็วสูงที่ผสานระบบ Biometrics หลายรูปแบบ (Multimodal) ทั้งการสแกนม่านตา ลายนิ้วมือ และการจดจำใบหน้า สามารถสแกนระยะห่างได้ถึง 1 เมตร และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลประวัติการถูกจับกุม (Booking Records) กว่า 5 ล้านรายการจาก 47 รัฐได้ทันทีในภาคสนาม

2. วัตถุประสงค์ของ ICE

ทางรัฐบาลและ DHS ระบุว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ในภาคสนามสามารถ:

ตรวจสอบอัตลักษณ์ได้อย่างรวดเร็ว (Real-time Verification): ระบุตัวตนของผู้ข้ามแดนหรือผู้ถูกกักตัวได้ทันที แม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่มีเอกสารประจำตัวใดๆ ติดตัวเลยก็ตาม

เพิ่มประสิทธิภาพในปฏิบัติการส่งกลับ (Mass Deportation): ช่วยคัดกรองบุคคลในกลุ่มคนขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วว่าใครมีประวัติอาชญากรรม หรือเป็นบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องถูกเนรเทศ

3. ขอบเขตผลกระทบและข้อกังวลที่ตามมา

การขยายคลังแสงเทคโนโลยีในครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy Experts) ในหลายแง่มุม:

การรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาล (Mass Biometric Surveillance): นักสิทธิมนุษยชนกังวลว่า ICE กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นหน่วยงานสอดแนมระดับประเทศ การบังคับสแกนม่านตาผู้ถูกกักตัวทุกคนจะทำให้รัฐมีฐานข้อมูลทางชีวภาพที่ละเอียดอ่อนและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

ความโปร่งใสของฐานข้อมูลเอกชน: เนื่องจากเป็นการใช้ระบบและแอปพลิเคชันของบริษัทเอกชน (เช่น ระบบ IRIS และ MORIS ของ BI2) ทำให้เกิดคำถามว่าข้อมูลม่านตาของผู้ย้ายถิ่นฐานจะถูกเก็บรักษาอย่างไร มีความปลอดภัยแค่ไหน และจะถูกนำไปแบ่งปันหรือใช้ในเชิงพาณิชย์อื่นด้วยหรือไม่

การขาดการตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรม: มีความกังวลว่าเจ้าหน้าที่อาจนำเครื่องมือนี้ไปใช้สแกนประชาชนทั่วไปในการเรียกตรวจตามท้องถนน (Traffic stops) หรือการตรวจค้นในชุมชน โดยไม่มีหมายศาลหรือการตรวจสอบทางกฎหมายที่รัดกุมพอ

การพึ่งพาเทคโนโลยี AI และ Algorithm: แม้ระบบสแกนม่านตาจะมีความแม่นยำสูง (ใกล้เคียงหรือมากกว่าลายนิ้วมือ) แต่การผสานรวมกับระบบจดจำใบหน้าและข้อมูลจากโซเชียลมีเดียในอดีต อาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการระบุตัวตน (False positives) และส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ได้

การทุ่มงบประมาณครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องมือไอทีทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯ กำลังยกระดับการควบคุมพรมแดนและการบังคับใช้กฎหมายเข้าเมืองไปสู่ยุค "ระบบสอดแนมชีวภาพอัจฉริยะ" อย่างเต็มรูปแบบ



คุณอิสริยะ ไชยมนตรี ทำอารยะขัดขืน ขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม ถูกออกหมายเรียกเพื่อไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เขาเรียกร้องรัฐบาล ให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้

 
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122130399537227857&id=61586835734262

Petro Shaw 
8 hours ago
·
ข้าพเจ้า นายอิสริยะ ไชยมนตรี ผู้ขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยมโนธรรม
เรียนทุกท่านที่เคารพ
จากกรณีที่ข้าพเจ้าได้อารยะขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมที่ผ่านมา ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ได้มีการออกหมายเรียกข้าพเจ้าเพื่อไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ข้าพเจ้าจะไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียก

ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ด้วยความสมัครใจ และยึดมั่นใจเจตจำนงที่ว่า จักต้องไม่มีผู้ใดถูกละเมิดสิทธิของปัจเจกจากรัฐโดยที่รัฐอ้างว่าการเกณฑ์ทหารเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่จำเป็นต้องรับใช้ชาติโดยการเป็นทหารเกณฑ์
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าการรับใช้ชาตินั้นทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ หรือแม้แต่การเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาติดั่งที่ข้าพเจ้าได้ทำโดยเสมอมา
การนำคนวัยทำงานที่จะเป็นแรงงานเข้าสู่ตลาดออกจากตลาดนั้นย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเป็นแน่แท้ เนื่องจากขาดแรงงานที่จะทำงานเป็นฟันเฟืองเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาคซึ่งจะส่งผลต่อผู้คนมากมายในระบบเศรษฐกิจเดียวกันนี้ ดั่งปรากฎการณ์ที่ผ่านมา การเกณฑ์ทหารนั้นได้ส่งผลเสียถึงระบบเศรษฐกิจโดยการเกณฑ์ทหารหนึ่งครั้งอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 5.7 หมื่นล้านบาท โดยเฉลี่ยเป็นรายคนแล้ว พวกเขาเหล่านั้นอาจสูญเสียรายได้ราว 3.4 แสนบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวของคนบางคนได้

ด้วยเหตุผลทั้งปวงแล้ว ข้าพเจ้าจึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้
1. ยกเลิกระบบบังคับเกณฑ์ทหาร และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสมัครใจโดยสมบูรณ์
2. ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณกองทัพ โดยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มสวัสดิการรวมถึงค่าตอบแทนให้แก่กำลังพลที่สมัครใจเข้ารับราชการ

ด้วยความเคารพ
.....


Petro Shaw
April 12
·
รีโพสต์เนื่องจากโพสต์เก่าหาย

เรียน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี

ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569 ข้าพเจ้าได้กระทำการอารยะขัดขืนการบังคับเกณฑ์ทหาร โดย การเขียนข้อความที่เสื้อข้อความดังนี้ " ยกเลิกเกณฑ์ทหาร " และ "หยุดละเมิดสิทธิประชาชน " รวมถึงการไม่เข้าร่วมกระบวนการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องด้วยขัดต่อมโนธรรมสำนึกของข้าพเจ้า และเห็นว่าการบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

ข้าพเจ้ามีความคิดไม่ร่วมเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย เพราะไม่สามารถออกรบเพื่อเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อใด มนุษย์ทุกคนสมควรใช้ชีวิตด้วยความสันติสุขโดยไร้การเข่นฆ่า

การเป็นทหารเกณฑ์อาจทำให้ข้าพเจ้าต้องกระทำสิ่งที่ขัดมโนธรรมสำนึก อีกทั้งระบบนี้ยังขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเพียงอ้างว่าเป็น “หน้าที่” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50(5)

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า การอารยะขัดขืนครั้งนี้มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่เพื่อสะท้อนว่ามีผู้คนอีกมากมายไม่เห็นด้วยกับระบบนี้ การกระทำของข้าพเจ้าจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า การอารยะขัดขืนด้วยมโนธรรมสำนึกมิใช่เรื่องผิดแผก แต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำเมื่อพบความไม่เป็นธรรม

การกระทำครั้งนี้สอดคล้องกับกรณีแรกในประวัติศาสตร์ไทยของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้ซึ่งอารยะขัดขืนด้วยเหตุผลมโนธรรมตั้งแต่ปี 2567 และคดียังค้างศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และ 31 หรือไม่

ข้าพเจ้าจึงมีข้อเรียกร้องดังนี้

1. ยกเลิกระบบบังคับเกณฑ์ทหารโดยเปลี่ยนเป็น “ระบบสมัครใจ 100%”
2. ปฏิรูปงบประมาณกองทัพ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วนำมาพัฒนาสวัสดิการและเพิ่มเงินเดือนให้ทหารอาชีพที่สมัครใจ

ทั้งนี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอเรียนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลจะพัฒนาระบบ ทหารอาสา จำนวน 1 แสนอัตรา ในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี พร้อมค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานสำคัญในการปฏิรูปเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้รัฐบาลเร่งทำให้ คำสัญญาและนโยบายที่ประกาศไว้ เป็นจริงโดยเร็วที่สุด มิใช่เพียงคำพูดในการหาเสียงหรือแถลงนโยบายเท่านั้น เพราะเยาวชนไทยจำนวนมากยังคงถูกบังคับให้อยู่ในระบบที่ละเมิดมโนธรรมและสิทธิมนุษยชน

ข้าพเจ้ายอมรับผลทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น ด้วยความรับผิดชอบเต็มที่ เพราะเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงระบบนี้จะนำสังคมไทยสู่ความเป็นธรรมและเสรีภาพมากขึ้น

ด้วยความเคารพ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122122801827227857&set=a.122122677297227857




ดูประชุมสภา แล้วคุณภาวุธตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลถึงไม่ติดต่อธุรกิจโดยตรงกับบริษัท AI แต่ต้องทำผ่านบริษัทตัวกลาง สิงคโปร์ยังทำได้เลย แล้วไชยชนกตอบว่า ที่คุณภาวุธพูดนั้นไม่จริง ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกที่ดีลโดยตรงได้ นี่ฟังแล้วเอ๊ะ ก็เลยถาม Grok ดู






 

https://x.com/webdevxp/status/2059863732302627130
.....

จริงหรือไม่ ที่มีคนบอกว่า บริษัทเอไออย่าง Open AI, Anthropics, Google ไม่สามารถดำเนินการทำข้อตกลงทางธุรกิจโดยตรงกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ได้ หากรัฐบาลประเทศใดอยากจะซื้อสินค้ากับบริษัทเหล่านั้น จำเป็นต้องผ่านบริษัทตัวกลาง

Thoughts

ไม่จริง โดยรวมแล้ว ข่าวลือหรือคำกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็พูดเกินจริงและไม่ครอบคลุมบริบทจริงของการทำธุรกิจกับรัฐบาล

บริษัท AI เหล่านี้ทำข้อตกลงโดยตรงกับรัฐบาลได้

จากข้อมูลล่าสุด (ปี 2025-2026):

OpenAI: มีข้อตกลงโดยตรงกับรัฐบาลสหรัฐฯ หลายรายการ เช่น 

ข้อตกลงกับ GSA (General Services Administration) สำหรับ ChatGPT Enterprise ให้หน่วยงานรัฐบาลกลางในราคา $1 ต่อหน่วยงาน

สัญญากับ Department of Defense (Pentagon/Department of War) มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ (รวมถึง classified work)

ผ่าน AWS และ Microsoft Azure แต่ก็มีสัญญาโดยตรงกับหน่วยงานรัฐบาล

OpenAI for Government และการเป็น vendor บน GSA Multiple Award Schedule

Anthropic: 

เคยได้รับสัญญา $200 ล้านกับ DOD โดยตรง

มีข้อตกลงกับ GSA สำหรับ Claude Enterprise/Gov ในราคาพิเศษ

ต่อมามีปัญหากับ DOD เรื่อง guardrails (mass surveillance, autonomous weapons) จนถูกระบุเป็น “supply chain risk” ในบางกรณี แต่ก่อนหน้านั้นก็ทำสัญญาโดยตรงได้

Google (Gemini / DeepMind): 

มีสัญญากับ Pentagon และรัฐบาลหลายประเทศโดยตรง
ขาย Gemini for Government ผ่าน GSA ในราคาต่ำ

มี Project Nimbus กับรัฐบาลอิสราเอล (cloud + AI) และสัญญากับรัฐบาลสหรัฐฯ อื่น ๆ

บริษัทเหล่านี้มีทีม Government Sales / Public Sector โดยตรง และประกาศข้อตกลงกับรัฐบาลบ่อยครั้ง

ทำไมบางคนถึงคิดว่าต้องผ่าน “ตัวกลาง”?

กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล (โดยเฉพาะสหรัฐฯ): รัฐบาลมักใช้ GSA Schedule, FedRAMP, หรือ reseller อย่าง Carahsoft, Amazon Web Services, Microsoft เป็นช่องทางหลัก เพราะสะดวก ถูกกฎหมาย และมีราคาตกลงล่วงหน้า (Blanket Purchase Agreements) นี่เป็น มาตรฐานทั่วไปของการจัดซื้อ IT/Software ไม่ใช่กฎห้ามขายตรง

สำหรับงาน classified (ลับ) มักต้องผ่าน cloud provider ที่ได้รับการรับรอง (AWS, Azure, Google Cloud) เพื่อความปลอดภัย

ในบางประเทศ (รวมถึงไทย) อาจมีกฎระเบียบการจัดซื้อของรัฐที่บังคับใช้ตัวแทนในประเทศ (local partner) หรือผ่าน e-Government Procurement แต่ไม่ใช่เพราะบริษัท AI ห้ามขายตรง

สรุป

บริษัท OpenAI, Anthropic, Google สามารถและกำลัง ทำข้อตกลงทางธุรกิจโดยตรงกับรัฐบาลหลายประเทศ (โดยเฉพาะสหรัฐฯ) อยู่เป็นประจำ การใช้ตัวกลาง (reseller, cloud partner, GSA) เป็นวิธีการจัดซื้อมาตรฐานของรัฐบาล ไม่ใช่ข้อห้ามของบริษัท AI

ถ้ามีข่าวลือแบบนี้ มักมาจากการเข้าใจผิดระหว่าง “ขายตรง vs ผ่าน procurement vehicle” หรือกรณีพิเศษอย่าง Anthropic ที่มีปัญหาการเมืองกับ DOD ชั่วคราว

หากคุณหมายถึงประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นพิเศษ (เช่น ไทย) บอกเพิ่มเติมได้ ผมจะช่วยหาข้อมูลเจาะลึกกว่านี้








Pawoot.com
@pawoot

วันนี้ผมได้มีโอกาสตั้งกระทู้ถามสดในสภา กับทาง รมว.กระทรวง DE คุณไชยชนก ชิดชอบ ถึงเรื่องโครงการ TH-AI Passport ที่รัฐบาลจะแจก AI ให้คนไทย 5 ล้านคน มูลค่า 1,621 ล้านบาท
.
ฟังคำตอบแล้วยิ่งงงกว่าเดิมครับ.! (แนะนำถ้ามีโอกาสได้ดูคลิปการตั้งกระทู้ถาม จะเข้าใจมากขึ้น)
.
---
#เริ่มจากคำถามแรก ทำไมต้องแจก AI ให้ 5 ล้านคน?
.
เพราะได้ยินจากเจ้าหน้าที่ สดช. (สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) หน่วยงานภายใต้การกำกับของท่านรัฐมนตรีเองนั่นแหละ ชี้แจงในกรรมาธิการว่า วิธีคิดง่ายมากเลย กองทุนมีเงินเหลือ 1,500-1,600 ล้าน เอาหารด้วยราคา AI หัวละ 300 บาท ก็ได้ 5 ล้านคนพอดี ฟังแล้วตกใจ ว่าตัวเลข 5 ล้านคน ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนเลย
.
รัฐมนตรีตอบว่ามาจากการศึกษา AI Adoption Rate ของโลก ต้องการดันไทยขึ้นไปแข่งกับเวียดนาม แต่ที่น่าสังเกตคือรัฐมนตรีพูดตรงๆ เลยว่า "ผมไม่ทราบว่าหน่วยงานไปชี้แจงยังไง"
.
แปลว่ารัฐมนตรีกับ สดช. ให้เหตุผลคนละชุดกัน คนหนึ่งบอกคิดจากเงินที่เหลือ อีกคนบอกคิดจากตัวเลขโลก แล้วใครพูดความจริงครับ?
.
.
---
#คำถามที่สอง ทำไมโครงการนี้ประกาศและเปิดให้ยื่น ภายในแค่ 34 วัน? ซึ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุน DE
.
โครงการ 1,600 ล้านบาท ประกาศวันคริสต์มาส ให้เวลายื่นซองแค่ 34 วัน ทั้งที่โครงการระดับนี้ปกติใช้เวลา 3-6 เดือน แล้วยังมีสิ่งที่รู้สึกว่าบังเอิญเกินไปหลายอย่างมากในโครงการนี้
.
#บังเอิญแรก กลุ่มบริษัทที่มาทำราคากลาง กลายมาเป็นผู้ชนะประมูลเอง และชนะด้วยราคาต่ำกว่าราคากลางที่ตัวเองกำหนดแค่ 1.5% พอดิบพอดี
.
#บังเอิญที่สอง TOR บังคับให้โฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ทำไมโครงการ AI ต้องบังคับโฆษณาผ่านร้านสะดวกซื้อ? และมีกลุ่มทุนสื่อรายเดียวที่ถือครองสิทธิ์จอเหล่านั้นในประเทศไทย และกลุ่มทุนนั้นบังเอิญอยู่ในกิจการร่วมค้าที่ชนะประมูลด้วย
.
#บังเอิญที่สาม บริษัท 3 รายที่มาทำราคากลางโครงการนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับที่ทำราคากลางโครงการ Big Data และคลังหน่วยกิตของกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาฯ รวมกันเป็นหมื่นล้านบาท
.
#บังเอิญที่สี่ กลุ่มบริษัทเดียวกันนี้ยังได้งานโครงการแข่งรถ Moto GP ที่บุรีรัมย์อีกด้วย (กลุ่มบริษัทนี้เก่งจัง ทำงานได้หลากหลายจริงๆ)
.
มันจะบังเอิญขนาดนี้ได้ยังไงครับ?
.
รัฐมนตรีตอบว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 5 เดือน มีประชาพิจารณ์ตามกฎหมาย และ TOR มี 33 หน้า ส่วนที่เกี่ยวกับสื่อมีแค่ 2 หน้า
.
มีจุดที่น่าสังเกตุ 2 จุด คือ
- หนึ่ง 5 เดือนเป็นการนับกระบวนการภายใน แต่เอกชนรายอื่นรู้จากวันประกาศ ซึ่งให้เวลาแค่ 34 วันจริงๆ ในทางปฏิบัติไม่มีทางเตรียมตัวการยื่นเสนอโครงการขนาดนี้ได้ทัน "ยกเว้นมีวงใจรู้ข้อมูลล่วงหน้า" หรือ "เป็นคนเขียนสเป็กเอง"
- สอง ความผิดกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า แค่บรรทัดเดียวที่ล็อกสเปกให้รายเดียวได้ประโยชน์ก็ผิดกฎหมายแล้ว ซึ่งใน 2 หน้าที่ท่านบอกมาว่าเป็นรายละเอียดของสื่อโฆษณาของโครงการ ก็เต็มไปด้วยการ ล๊อกสเป็กแล้ว
.
.
#คำถามที่สาม คุ้มค่าจริงหรือ?
.
ถ้าจะให้คนไทย 5 ล้านคนใช้ AI จริงๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อแยก Account ให้แต่ละคน แค่ซื้อ Token เหมามาแบ่งกันใช้น่าจะใช้เงินหลักร้อยล้าน ไม่ใช่ 1,500 ล้าน
และทำไมต้องซื้อผ่านบริษัทตัวกลาง ทั้งที่สิงคโปร์ดีลตรงกับ OpenAI แล้วยังได้ OpenAI มาตั้งแล็บในประเทศอีก 300 ล้านดอลลาร์
.
รัฐมนตรีตอบว่าดีลตรงทำไม่ได้เพราะผิด Company Policy และกฎหมายไทย และถ้าซื้อตรงข้อมูลจะไหลออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่าคุ้มค่าเพราะตกหัวละแค่ 27 บาทต่อเดือน ถูกกว่าสิงคโปร์ 20 เท่า
.
แต่ที่สังเกตได้คือโครงการรัฐไทยอื่นๆ เคยดีลตรงกับ Microsoft Azure และ AWS ได้มาแล้ว แล้วทำไมโครงการนี้ทำไม่ได้? อ้าวว....
.
และที่รัฐมนตรีบอกว่าซื้อตรงไม่ได้เพราะข้อมูลจะไหลออกนอกประเทศ แต่โครงการนี้ใช้ AI ต่างชาติ 8 แบรนด์เป็นหลักอยู่แล้ว ข้อมูลก็ยังต้องไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ต่างชาติอยู่ดี แล้วต่างกันตรงไหนครับ?
.
.
แล้วก็มีคำถามสุดท้ายที่ผมถามว่าเครือข่ายบริษัทเชื่อมโยงกับพรรคอย่างไร "ซึ่งรัฐมนตรีไม่ตอบเรื่องนี้เลย" แต่ปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ผมตกใจที่สุดในวันนี้.! อ่านดีๆ นะครับ...
.
"ใครจะได้รับงาน ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้เป็นประเด็น และเป็นเรื่องของผม"
.
เงิน 1,621 ล้านบาทนี้ไม่ใช่เงินส่วนตัวของท่านนะครับ มันคือเงินภาษีของประชาชนทุกคน การบอกว่าใครได้งานไม่ใช่ประเด็น ผมคิดว่ามันคือการปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน
.
ผมขอเรียกร้องให้ "ระงับการเปิดลงทะเบียนโครงการนี้" ที่กำลังจะเปิดเดือนหน้าไว้ก่อน แล้วส่งให้ สตง. และ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบกระบวนการประมูลและผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมดให้ชัดเจนก่อน ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าเงินภาษีของตัวเองถูกใช้อย่างโปร่งใสหรือเปล่าครับ




กินรวบทุกโครงการ ? ‘พรรคประชาชน’ จี้ ชะลอโครงการ TH-AI Passport หลังพบความบังเอิญ ‘บริษัทชนะประมูล’ วางราคากลางเอง ชนะเอง แถมยังชนะโครงการโมโตจีพี ที่บุรีรัมย์ด้วย ลั่น อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น


https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/1621017256051874

สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว 
15 hours ago
·
‘พรรคประชาชน’ จี้ ชะลอโครงการ TH-AI Passport หลังพบความบังเอิญ ‘บริษัทชนะประมูล’ วางราคากลางเอง ชนะเอง แถมยังชนะโครงการโมโตจีพี ที่บุรีรัมย์ด้วย ลั่น อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น กินรวบทุกโครงการหลายพันล้านของกระทรวงภูมิใจไทย ถาม ‘ไชยชนก’ รู้มาก่อนหรือไม่ ด้าน ‘รมต.ดีอี’ แจงยิบกระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช้าไปด้วยซ้ำ พร้อมรับการตรวจสอบ ลั่น ใครได้งานไม่สน แต่ต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ เจอต้องจัดการ
วันที่ 28 พ.ย.69 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดเรื่องโครงการ TH-AI Passport มูลค่าโครงการ 1.6 พันล้านบาท ถามนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)
นายภาวุธ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการอยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุนดีอี ซึ่งเป็นกองทุนที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยกองทุนดังกล่าวได้รับเงินจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปีละประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งในปี 2568 มีการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นมา เพื่อแจก AI แบบโปรพิเศษให้คนไทยใช้ฟรี 5 ล้านคน ถามว่าทำไมต้อง 5 ล้านคน ก็เพราะนำตัวเลขประชาชน 3 ล้านคน หารกับ 1.5 พันล้านบาท จึงได้มา 5 ล้านคน จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าว ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทยเลย
นายภาวุธ กล่าวว่า การของบประมาณโครงการนี้ ถูกขอโดย กสทช.เอง ทั้งที่กสทช.เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการกองทุนนี้ เหมือนตั้งเอง ชงเอง และตบเอง ตรงนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบใช่หรือไม่
จึงอยากถามว่า ในฐานะที่นายไชยชนกเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนนี้ รวมถึงรับผิดชอบกองทุนนี้โดยตรงเอง คิดว่าการทำลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ ทำไมจึงปล่อยผ่าน และตัวเลข 5 ล้านคนนั้น ไม่สะท้อนกับความเป็นจริงเลย
นายภาวุธ กล่าวต่อว่า ตนไม่ปฏิเสธว่า AI สำคัญ แต่จำเป็นต้องเร่งขนาดนี้ด้วยหรือ ถึงขนาดต้องเอาเงินของกองทุนที่ยังจะมีอีกหลายโครงการดีๆ เพราะโครงการนี้ใช้งบประมาณเกือบ 1.6 พันล้านบาท หรือประมาณ 60-70% ของเงินกองทุนที่มีอยู่ หากรออีกนิด เพื่อที่จะใช้งบประมาณของเงินประมาณในปีถัดไป ก็น่าจะได้
โครงการนี้มีความประหลาดมากมาย เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนแล้ว ยังเป็นโครงการที่อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วย อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังใช้เวลาตั้งแต่ประกวดราคา แล้วให้คนอื่นเสนอเอกสารเข้ามา ซึ่งตั้งแต่ที่เปิดประกวดราคา จนถึงวันที่ยื่นเข้ามาใช้เวลาเพียงแค่ 34 วันเท่านั้น ทั้งที่ปกติใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ทำให้น่าตั้งข้อสงสัยว่า บริษัทที่ส่งข้อมูลเข้ามานั้น มีส่วนรู้เห็น วางแผนไว้ก่อน หรือรู้มาก่อนว่าจะมีโครงการนี้หรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีความบังเอิญหลายอย่างในโครงการดังกล่าวด้วย เช่น กลุ่มบริษัทที่เข้ามาประมูล เป็นกลุ่มบริษัทที่เข้ามาวางราคากลางไว้ จากนั้นก็เริ่มมีการเสนอราคากันเอง มีการล็อกสเปกไว้ในทีโออาร์ สุดท้ายก็ชนะการประมูล แต่ที่น่าตกใจคือ ราคาที่ชนะการประมูลต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ 1.5%
นายภาวุธ กล่าวด้วยว่า ความบังเอิญที่สอง เราอาจะเรียกว่าล็อกสเปกไว้เลยก็ได้ เพราะมีการลงโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่มีช่องทางอื่นมากมาย ที่สำคัญคือ หนึ่งในกิจการร่วมค้าที่ประมูลงานนี้ได้ไปคือ กลุ่มทุนของเจ้าของสิทธิ์หน้าจอในร้านสะดวกซื้อรายนั้น
บังเอิญที่สาม ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึงการประมูล Big Data แพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงยังมีระบบดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ ราคาเป็นหมื่นล้าน แต่ที่น่าตกใจคือ บริษัทที่มาทำราคากลางของโปรเจกต์ทั้งหมด เป็น 3 บริษัทเดียวกันที่ทำโครงการ TH-AI Passport
“คือเป็นความบังเอิญที่ 3 บริษัทนี้ สามารถไปวางราคากลางให้กับโครงการระดับหลายพันล้านที่กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารอยู่ ถือเป็นความเป๊ะ ราวกับเป็นแก๊งเดียวกัน
บังเอิญที่สี่คือ กลุ่มบริษัทที่ชนะโครงการนี้ ยังได้ชนะโครงการโมโตจีพีที่ จ.บุรีรัมย์ด้วย อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น ว่ากลุ่มบริษัทเหล่านี้สามารถรับงานทุกอย่าง รวมถึงรับงานโมโตจีพีได้อีกด้วย
ฉะนั้น ความบังเอิญมันช่างเป๊ะพอดี ฉะนัั้น สิ่งที่เราน่าตั้งคำถามคือกลุ่มบริษัทเหล่านี้ จะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนขาประจำที่ได้รับงานในกระทรวงที่ท่านบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้น โครงการ TH-AI Passport เป็นโครงการที่มีความผิดปกติ และมีความบังเอิญเต็มไปหมด ซึ่งคนที่ชนะโครงการเป็นโครงข่ายกินรวบหน้าเดิมๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคท่านมาโดยตลอด คำถามคือ ท่านรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงของท่านได้อย่างไร”
นายภาวุธ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าคนไทยใช้ AI ไม่ถึง 5 ล้านคน ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินถึง 1.5 พันล้านบาทซื้อมาเก็บไว้ หากเราใช้ไป 2 ล้านคนแล้วค่อยไปซื้อเพิ่มก็ได้ แล้วทำไมในการซื้อครั้งนี้ ต้องซื้อผ่านบริษัทตัวกลางด้วย ทำไมไม่ซื้อตรงไปที่บริษัทเลย เพราะจะสามารถต่อรองและได้สิทธิประโยชน์ ดังนั้น เมื่อเราซื้อผ่านตัวกลางคำถามคือแล้วสิทธิประโยชน์ที่เราควรจะได้รับ ส่วนต่างที่ต้องเสียให้ตัวกลาง มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเสียให้กับตัวกลางตรงนั้น
อีกทั้งวันนี้ของฟรีก็มีเต็มไปหมด เพราะการแข่งขัน AI มันสูง ทั้งหมดนี้คือความเสียหายมากกว่า 1.6 พันล้านบาทของกองทุนดีอี
อีกทั้ง เมื่อพบช่องโหว่ และประชาชนสงสัย ควรชะลอการเปิดลงทะเบียนในเดือนมิถุนายนเพื่อให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการประมูล เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ด้านนายไชยชนก รมว.ดีอี ชี้แจงว่า ตนคิดว่าเรื่องการพัฒนา AI เป็นเรื่องที่เราเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็น และเร่งด่วน ซึ่งที่ถามว่าทำไมจึงต้องใช้เงินกองทุน เพราะตอนรัฐบาลอนุทิน 1 เราเข้ามาปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ไม่ทันงบประมาณประจำปีแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องหาแนวทางอื่นในการทำโครงการดีๆ และเป็นเรื่องจำเป็น หากเราอยากตามเทรนด์โลกทัน และอยากให้ประเทศไทยไม่ตกกลุ่มของการมีเวิร์คฟอร์ส (Workforce) ที่เล็กลงในอนาคตข้างหน้า หากเราต้องการเพิ่มผลผลิตของประเทศไทย ตนเห็นสิ่งที่กองทุนทำ และการใช้เงินของกองทุนก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนแน่นอนตามมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ดีอี และการใช้จ่ายเงินของ กสทช. ก็เป็นไปตามมาตรา 26 (3) เช่นเดียวกัน
นายไชยชนก กล่าวว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่การแจก AI โปร และฟรีเท่านั้น แต่นโยบายที่ตนให้หน่วยงานไปคือการพัฒนา AI รวมถึงระบบ Ecosystem AI และตัว AI Passport ไม่ได้มีแค่โมเดลระดับโปรหลากหลายโมเดลที่ให้คน 5 ล้านคนใช้ฟรีเพียงอย่างเดียว แต่จะมีคอร์สเรียนให้ประชาชนที่เข้ามาใช้สิทธิได้ศึกษาและพัฒนาสกิล ซึ่งมีหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมา ร่วมกับกลุ่มบริษัทชั้นนำของโลก
นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง 5 ล้านคนอย่างน้อยต้องได้ใช้ AI โปรหรือเทียบเท่าหรือสูงกว่า ฟรีเป็นเวลา 1 ปี พร้อม Learn to Earn Model ตามที่ตนให้นโยบายไป
สำหรับประเด็นคำถามเรื่องทีโออาร์ ที่นายภาวุธบอกว่ามีข้อสังเกตและความบังเอิญหลายอย่างนั้น ตนได้ให้หน่วยงานมาชี้แจง และเมื่อมีประเด็นถกเถียงกันในสังคม ก็ได้ให้ทีมงานติดตามสถานการณ์เพื่อรวบรวมประเด็น
ประเด็นที่นายภาวุธบอกว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใช้เวลาเพียงแค่ 34 วัน ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการประกาศจริงๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมีการทำประชาพิจารณ์ทีโออาร์ ระหว่างวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยทีโออาร์มีทั้งหมด 33 หน้า
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาสัมพันธ์มี 2 หน้าเต็ม แต่ที่นายภาวุธพูดมานั้นเป็นเพียงแค่ 2 หมวด หลังจากนั้น จึงเข้ามาสู่กระบวนการที่นายภาวุธพูดถึงว่าใช้เวลา 34 วัน นั่นคือส่วนของการยื่นข้อเสนอโครงการ ฉะนั้น กระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราใช้เวลา 5 เดือน
นายไชยชนก กล่าวด้วยว่า สำหรับคำถามที่นายภาวุธถามว่า จำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้นเลยหรือ ตนเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และสมัยเป็นรัฐบาลอนุทิน 1 นั้น ย้ำว่า ตนพยายามหาทุกทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง AI แบบโปรได้ เพื่อลดความจำเป็น และเพิ่ม AI Literacy เพิ่มศักยภาพในการใช้งานของบุคลากรชาวไทย ซึ่งถือว่ายังเร็วไม่พอด้วยซ้ำ เป้าหมายของฝ่ายบริหารคือ การยกระดับให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับโปรได้
ทั้งนี้ การประสานงานบริษัท AI พบว่า ไม่สามารถทำโครงการร่วมกับรัฐได้โดยตรง และหากเกิดสมมติว่าประสานงานได้โดยตรง จำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มของบริษัทเอไอ นั้นเท่านั้น ทำให้ข้อมูลถูกเก็บไปประมวลผลที่ต่างประเทศ แต่ไม่สามารถนำมาพัฒนาการเรียนรู้พัฒนาบุคลากรของประเทศไทยได้ จึงไม่ตอบโจทย์ นอกจากนั้นแล้ว จะไม่สามารถกำหนดทิศทาง ปกป้องข้อมูลและอธิปไตยของประเทศไทยได้ เพราะเข้ามาสู่ระบบของไทย ซึ่งไม่ใช่การทำโครงการร่วมกัน
“ที่บอกว่ามี AI ฟรีอยู่แล้ว ทำไมต้องจ่ายเงิน หากอยากเป็นรัฐมนตรีดีอี ผมไม่คิดว่าต้องมาอธิบายคำว่า ฟรี กับ โปร มีศักยภาพและผลิตผลที่แตกต่างกันขนาดไหน ที่บอกว่ามีความไม่ชอบเต็มไปหมด แต่ผมเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผมดูว่าตรงกับนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่ และคุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ โครงการที่ทำเฉลี่ย 27 บาทต่อหัวต่อเดือน และมี เลินนิ่ง โมเดล จึงถูกกว่าสิงคโปร์กว่า 20 เท่า หากที่มองว่ายังมีช่องโหว่ ขอให้ดำเนินการ หากผมคิดจะโกง ผมจะทำให้ถูกและทั่วถึงกับประชาชนได้หรือไม่ ใครได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็น และเรื่องของผม เพราะผมมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยชน์ ใครประมูลผ่าน ใครรับงานต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ ผมต้องจัดการ ดังนั้น ใครได้ ผมไม่สน”



ใบอนุญาตที่ 2 - รัฐพันลึก ยังมีอิทธิพล? สุรนันทน์ ชี้โจทย์ใหญ่รัฐบาลอนุทิน จากนี้ต้องทำอะไร









https://x.com/matichonweekly/status/2060008693471822078
.....

Gemini คิดยังไงกับประเด็น
ใบอนุญาตที่ 2 - รัฐพันลึก ยังมีอิทธิพล? สุรนันทน์ ชี้โจทย์ใหญ่รัฐบาลอนุทิน จากนี้ต้องทำอะไร

คำถามของคุณสะท้อนถึงการวิเคราะห์ภูมิทัศน์การเมืองไทยในปัจจุบันอย่างแหลมคม โดยเฉพาะเมื่อมองผ่านมุมมองของ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ ที่มักจะชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนและไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการในระบบรัฐสภาเพียงอย่างเดียว

เมื่อพูดถึง "ใบอนุญาตที่ 2" และบทบาทของ "รัฐพันลึก" (Deep State) ในบริบทของ "รัฐบาลอนุทิน" สามารถแยกแยะวิเคราะห์โจทย์ใหญ่และสารพัดปัญหาที่รัฐบาลนี้ต้องเผชิญออกมาได้ดังนี้ครับ

1. "ใบอนุญาตที่ 2" และ "รัฐพันลึก" ยังมีอิทธิพลอยู่ไหม?

คำตอบคือ: ยังคงมีอิทธิพลอย่างสูง แต่อยู่ในรูปแบบที่เปลี่ยนไป

ในทางการเมืองไทย คำว่า "ใบอนุญาต" มักถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทน "ฉันทามติหรือการไฟเขียวจากกลุ่มอีลีท/เครือข่ายอำนาจจารีต" (Establishment) เพื่อให้รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งสามารถบริหารประเทศได้

เปลี่ยนผ่านจากดีลเดิม: หาก "ใบอนุญาตใบแรก" (ในอดีต) อาจเคยถูกมองว่าเป็นของฝั่งเพื่อไทยผ่านดีลข้ามขั้ว แต่เมื่อเกิดการปรับเปลี่ยนดุลอำนาจจนมาถึงยุคของรัฐบาลสาย "น้ำเงิน+เขียว" (ภูมิใจไทยและเครือข่ายความมั่นคง) "ใบอนุญาตที่ 2" จึงเปรียบเสมือนการส่งมอบหลักประกันความมั่นคงให้ฝั่งอนุรักษนิยมใหม่

รัฐพันลึกในบทบาท "ผู้คุมกฎ": รัฐพันลึก (กลุ่มทุนใหญ่, กองทัพ, องค์กรอิสระ, และข้าราชการระดับสูง) ไม่ได้หายไปไหน แต่อิทธิพลของพวกเขาถูกฉาบหน้าด้วยกระบวนการทางกฎหมาย (Legal Warfare) และกลไกของรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลก้าวล่วง "เส้นแดง" ที่ขีดไว้ รัฐพันลึกพร้อมที่จะขยับเพื่อปรับดุลอำนาจทันที


สรุปมุมมอง: อิทธิพลของรัฐพันลึกไม่ได้ลดลง แต่รัฐบาลอนุทินถูกมองว่าเป็น "ตัวแทน" ที่รัฐพันลึกไว้วางใจให้ทำหน้าที่บริหารจัดการความขัดแย้งมากกว่าขั้วการเมืองอื่นในเวลานี้

2. โจทย์ใหญ่ที่สุรนันทน์ชี้: รัฐบาลอนุทินต้องทำอะไรเพื่อฝ่าสารพัดปัญหา?

ในการวิเคราะห์สถานการณ์จัดตั้งและบริหารรัฐบาล สุรนันทน์มักเน้นย้ำว่า การมีเสียงสนับสนุนในสภา (พรรคร่วมรัฐบาล เช่น ภูมิใจไทย กล้าธรรม หรือขั้วอนุรักษนิยมอื่นๆ) รวมกันใกล้เคียง 300 ที่นั่ง อาจสร้าง "ความปลอดภัยในสภา" ได้ในระดับหนึ่ง แต่นอกสภาคือสมรภูมิที่แท้จริง โจทย์ใหญ่ 3 ข้อที่รัฐบาลอนุทินต้องทำจากนี้ ประกอบด้วย:

🗳️ โจทย์ที่ 1: การบริหารจัดการ "พรรคร่วม" และดุลอำนาจภายใน

ความเสี่ยงจากการผลักมิตรเป็นศัตรู: การจัดสรรเค้กและตำแหน่งรัฐมนตรี (เช่น กรณีโควตาของกลุ่มผู้กองธรรมนัส หรือพรรคกล้าธรรม) ต้องนิ่งและไม่เสี่ยงเกินไป หากประเมินสถานการณ์พลาดแล้วผลักกลุ่มอำนาจเดิมไปเป็นฝ่ายค้าน เสถียรภาพของรัฐบาลจะสั่นคลอนทันที

สมการ "ส้ม VS น้ำเงิน": รัฐบาลอนุทินต้องยอมรับความจริงว่าศัตรูหมายเลขหนึ่งในสนามเลือกตั้งและอุดมการณ์คือ "พรรคสีส้ม" (พรรคประชาชน) ดังนั้น การดึงฐานเสียงและการทำผลงานในระดับเขตเพื่อเอาชนะพรรคกระแสหลักจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
📈 โจทย์ที่ 2: ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจที่โตต่ำ (The Real Crisis)

ก้าวข้ามการเมืองเชิงสัญลักษณ์: ประชาชนไม่ได้สนใจเพียงแค่ใครเป็นนายกฯ หรือใครถือใบอนุญาต แต่เขาสนใจเรื่องค่าครองชีพ หนี้สินครัวเรือน และปัญหากำลังซื้อที่หดตัว

การปราบทุจริตและการเอื้อประโยชน์ทุนใหญ่: สุรนันทน์และนักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า ปัญหาคอร์รัปชันในหน่วยงานรัฐและการผูกขาดของกลุ่มทุนเป็น "ระเบิดเวลา" หากรัฐบาลอนุทินไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส หรือมัวแต่เกรงใจทุนใหญ่ที่เป็นพันธมิตร ศรัทธาของประชาชนจะหมดลงอย่างรวดเร็ว
⚖️ โจทย์ที่ 3: การอยู่ร่วมกับ "รัฐพันลึก" โดยไม่ถูกกลืนหรือถูกทำลาย

การรักษาระยะห่างที่พอดี: รัฐบาลอนุทินต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง "กลุ่มอำนาจจารีต" กับ "ความต้องการของโลกยุคใหม่" หากโอนอ่อนตามรัฐพันลึกมากเกินไป รัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลไดโนเสาร์ในสายตาคนรุ่นใหม่ แต่ถ้าแข็งกร้าวเกินไป ก็จะถูกกลไกของรัฐพันลึกสอยร่วงด้วยข้อกฎหมาย


ปฏิรูประบบราชการที่เกียร์ว่าง: โจทย์หินคือจะทำอย่างไรให้ข้าราชการประจำยอมขับเคลื่อนนโยบายขับเคลื่อนประเทศ แทนที่จะทำงานแบบเพลย์เซฟไปวันๆ

🎯 บทสรุป

รัฐบาลอนุทินในปัจจุบันกำลังเดินอยู่บนเส้นลวดสูง ด้านหนึ่งมี "ใบอนุญาต" และโครงสร้างของรัฐพันลึกคอยค้ำยันและควบคุมอยู่เบื้องหลัง แต่อีกด้านหนึ่งต้องเผชิญกับแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจและความคาดหวังของประชาชน การจะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ สุรนันทน์มองว่ารัฐบาลไม่อาจใช้เพียง "วิชามารทางการเมือง" หรือการรวบรวมเสียงสภาให้อุ่นใจได้อีกต่อไป แต่ต้องแก้โจทย์ที่โครงสร้างเศรษฐกิจจริง และสร้างผลงานที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า "ชีวิตดีขึ้นจริง" ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจของกลุ่มอีลีทขั้วเดิมครับ