วันอังคาร, มิถุนายน 02, 2569

🧑‍🎓 สำหรับลูกหลานคนอีสาน ใบปริญญาไม่ใช่วุฒิการศึกษา แต่มันคือความหวัง คือหน้าตา คือศักดิ์ศรี และคือเครื่องมือเลื่อนชนชั้นทางสังคมที่แลกมาด้วยการทุ่มเทหมดหน้าตักของพ่อแม่ . ​แต่ทำไม... ปลายทางของความทุ่มเทนั้น กลับลงเอยด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ?


ร.ต.ต.สุรินทร์ ภูงามทอง
9 hours ago
·
​เมื่อปริญญา... คือใบอนุญาตเนรเทศจากแผ่นดินเกิด
​สำหรับลูกหลานคนอีสาน ใบปริญญาไม่ใช่วุฒิการศึกษา
แต่มันคือความหวัง คือหน้าตา คือศักดิ์ศรี และคือเครื่องมือเลื่อนชนชั้นทางสังคมที่แลกมาด้วยการทุ่มเทหมดหน้าตักของพ่อแม่
.
​แต่ทำไม... ปลายทางของความทุ่มเทนั้น กลับลงเอยด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ?
.
เพราะเราถูกสอนให้เดินตามค่านิยมมักง่ายที่ว่า “เรียน ๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็สิได้ดีเอง” โดยไม่มีใครเคยตั้งคำถามถึงเป้าหมายที่แท้จริง
.
​ใบปริญญาใบนี้จึงกลายเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งมันคือความสำเร็จและความภูมิใจอันสูงสุดของครอบครัว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง... มันคือ “ใบอนุญาตเนรเทศตัวเองให้ไปตายเอาดาบหน้าในเมืองใหญ่”
​.
​ความจริงที่โหดร้ายเชิงทัศนคติคือ เมื่อคุณรับปริญญามาแล้ว คุณจะไม่มีสิทธิ์กลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิดด้วยอาชีพเดิมของพ่อแม่
​ต่อให้คุณอยากกลับไปทำนา ไปกรีดยาง หรือไปช่วยครอบครัวค้าขายในชุมชน สังคมรายล้อมจะตีตราและพิพากษาทันทีว่านั่นคือ “ความล้มเหลวอันสูงสุด”
​“เรียนจบตั้งสูง สุดท้ายก็กลับมาทำนาเดินตามก้นพ่อแม่”—ประโยคแทงใจดำเหล่านี้กลายเป็นกำแพงล่องหนที่กักขังคนจบปริญญาไว้ในโรงงานหรือออฟฟิศห้องแอร์ในเมืองกรุง ยอมทนแบกค่าครองชีพและตื่นเช้ามาเบียดเสียดในรถเมล์ ดีกว่าต้องกลับไปถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เอาไหนที่บ้านเกิด
​.
​คำถามเชิงโครงสร้างที่แผ่นดินที่ราบสูงต้องช่วยกันคิดในเย็นนี้คือ: เราจะยอมให้อำนาจของกระดาษแผ่นเดียว มาตัดสินคุณค่าและความสุขในชีวิตเราไปถึงเมื่อไหร่?
​ระบบการศึกษาแบบเดิมกำลังผลิตแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบทุนนิยมในเมืองใหญ่ โดยการพรากคนหนุ่มสาวและมันสมองที่มีศักยภาพออกไปจากชุมชน แล้วทิ้งให้ชนบทเหลือเพียงคนแก่และเด็ก
​ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องทบทวนเป้าหมายในการเรียน และเปลี่ยนทัศนคติใหม่ต่อใบปริญญา
​.
​ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่งงานในตึกสูง หรือการมีหน้ามีตาในขี้ปากคนรอบข้าง
แต่หากมันคือการกล้าถอดหัวโขนใบปริญญา แล้วนำปัญญาที่มีกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ไปสร้างโอกาสใหม่ ๆ บนผืนดินของตัวเอง โดยไม่แคร์คำตัดสินจอมปลอมของสังคม
​การกลับบ้านไปสร้างชีวิต... ไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่คือการทวงคืนสิทธิ์ความเป็นมนุษย์ เพื่อสลัดตั๋วเนรเทศใบนั้นทิ้งไป แล้วกลับมาเป็นนายตัวเองอย่างภาคภูมิใจบนแผ่นดินเกิด
​.
​━━━━━━━━━━━━━━━━━━
​─── หมวดริน | คนธรรมดาที่ไม่ยอมอยู่ที่เดิม ───
​━━━━━━━━━━━━━━━━━


https://www.facebook.com/photo/?fbid=4460713704245502&set=a.1884686891848209




พฤษภาคม 2026 Forbes จัดให้เชียงใหม่เป็นหนึ่งใน 8 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad และ Creator ข่าวนี้วนในโซเชียลไทยสองสามวัน มีคนแชร์ มีคนภูมิใจ แล้วก็จบ - จะมีใครถามมั้ยว่า แล้วประเทศไทยหรือ เชียงใหม่ จะได้อะไรจากสิ่งที่ Forbes เห็นบ้าง


Pun-Arj Chairatana
Yesterday
·
เชียงใหม่: เมื่อเมืองหลวงของ Digital Nomad ไทยไม่ผลิต Startup และทำไม Sense of Community คืออาวุธที่รัฐยังไม่รู้จะใช้มันอย่างไร
.
พฤษภาคม 2026 Forbes จัดให้เชียงใหม่เป็นหนึ่งใน 8 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad และ Creator ร่วมกับ Medellín, Cape Town, Lisbon, Bali, Mexico City, Tokyo และ Berlin ข่าวนี้วนในโซเชียลไทยสองสามวัน มีคนแชร์ มีคนภูมิใจ แล้วก็จบครับ
.
ไม่มีใครถามว่า แล้วประเทศไทยหรือ เชียงใหม่ จะได้อะไรจากสิ่งที่ Forbes เห็นบ้าง
.
นั่นคือปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การติดอันดับ
.
1) สิ่งที่ Forbes สะท้อน กับสิ่งที่รัฐไทยเห็น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
.
Forbes ระบุชัดว่าโปรไฟล์ของ Digital Nomad ในปี 2026 เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Digital Entrepreneur คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการแค่ค่าครองชีพถูก แต่ต้องการระบบนิเวศเมืองที่รองรับการเติบโตทางธุรกิจ การสร้างรายได้ และการสร้างเครือข่ายมืออาชีพ
.
รัฐไทยเห็นอะไร? เห็น Tourist คุณภาพสูงที่ต้องอำนวยความสะดวกด้านการพำนัก หรือ
ช่องว่างระหว่างสองมุมมองนี้คือแกนของทุกปัญหาที่จะพูดถึงต่อจากนี้
.
2) ก่อนอื่น ต้องเข้าใจให้ถูกว่า DN คืออะไรในเชิงเศรษฐกิจ
.
บทสนทนาเรื่อง DN ในไทยมักเริ่มจาก บางฝ่ายมองพวกเขาเป็นกลุ่มทุนที่บุกเข้ามาแย่งพื้นที่คนท้องถิ่น บางฝ่ายมองเป็นนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่พกแลปท็อปแทนกล้องถ่ายรูป ทั้งสองไม่ถูกนักหรอก
.
DN คือแรงงาน แค่เป็นแรงงานที่รับค่าจ้างเป็นดอลลาร์จากบริษัทนอกประเทศแล้วนำมาใช้ชีวิตในเมืองที่ถูกกว่า รายได้เฉลี่ยของ DN อยู่ที่ 120,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ทุนที่แท้จริงอยู่ที่บริษัทต้นสังกัด ไม่ได้อยู่ในเชียงใหม่ ไม่ได้จ่ายภาษีในไทย และไม่ได้สนใจว่าค่าเช่าในนิมมานฯ หรือ Hostel รอบเวียงเชียงใหม่จะไปถึงไหน
.
ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องเจตนาของเขาเหล่านั้นให้มันเป็น แต่เป็นผลของความไม่สมมาตรของอำนาจซื้อระหว่างแรงงานสองกลุ่มที่ใช้เมืองเดียวกัน กลุ่มหนึ่งได้รายได้จากตลาดโลก อีกกลุ่มได้จากตลาดท้องถิ่น ผลที่จับต้องได้คือราคาอสังหาริมทรัพย์ในย่านที่ DN กระจุกตัวอย่างสันติธรรม ช้างเผือก และวัดเกต ขยับขึ้น 8-15% ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา โดยไม่มีนโยบายใดรองรับผลกระทบนี้อย่างเป็นระบบ
.
3) ประเด็นที่หนึ่ง: DN กับ Startup Ecosystem ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่ได้เชื่อมกันเองโดยอัตโนมัติ
.
เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของ DN มานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่ตลอดช่วงเวลานั้น Startup Ecosystem ของเมืองกลับไม่ได้เติบโตตามสัดส่วน ในปี 2025 สิงคโปร์กวาดเงินทุน Startup ในภูมิภาคไปถึง 92% ของยอดรวม SEA ทั้งหมด เชียงใหม่แทบไม่ปรากฏในตัวเลขนั้น
.
หลายคนสรุปว่านี่คือความล้มเหลว แต่จริงๆ มันคือผลลัพธ์ที่คาดเดาได้จากโครงสร้าง เพราะแรงจูงใจที่พา DN มาเชียงใหม่ต่างจากแรงจูงใจที่พา Startup ไปสิงคโปร์โดยสิ้นเชิง
.
DN มาเพราะ Lifestyle Arbitrage ดอลลาร์หนึ่งใบซื้อได้มากกว่าในเมืองที่ถูกกว่า เป้าหมายคือคุณภาพชีวิตส่วนตัว ไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่ Scale ได้ ธุรกิจของ DN ส่วนใหญ่จึงเป็น Freelance, Remote Work หรือ Solopreneur ทำกำไรได้ดีระดับบุคคล แต่ไม่ตรงกับ Thesis ของ VC ที่ต้องการ Hyper-growth ตั้งแต่ต้น
.
Startup Ecosystem ยังต้องการสิ่งที่ DN ให้ไม่ได้โดยโครงสร้าง นั่นคือความผูกพันระยะยาว การสะสมความรู้ในพื้นที่ข้ามเวลา และ Talent Density ที่อยู่กับที่มากพอให้เกิด Serendipity และการสร้างทีมได้จริง
.
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองโลกต้องอยู่แยกกันตลอดไป
.
4) ประเด็นที่สอง: Slowmading เปลี่ยนสมการ แต่ไม่มีใครจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนั้น
.
ปี 2026 เกิดแนวโน้มที่เรียกว่า Slowmading ชัดขึ้นมาก DN จำนวนมากเลือกอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งนานขึ้น เพราะพบว่าการย้ายทุกสามเดือนไม่ได้ทำให้ชีวิตหรืองานดีขึ้น ความเหงา ความล้า และค่าใช้จ่ายที่บานปลายผลักให้คนจำนวนมากเลิกเป็น DN แบบเดิมและหาเมืองที่อยู่ได้จริงในระยะยาว กรณีของเชียงใหม่ พบว่า มี DN หลายส่วนอพยพออกจาก เชียงใหม่ ช่่วง Pm2.5 หรือ ฤดูฝุ่น ไป ดานัง ไปบาหลี หรือ เกาะพงันบ้าง แต่จะกลับมา เชียงใหม่ หลัง ฤดูนี้มากขึ้น
.
เมื่อ DN อยู่นานขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนตามคือพฤติกรรม คนที่อยู่สี่ถึงหกเดือนเริ่มสนใจเรื่องที่ Nomad ระยะสั้นไม่คิด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ การหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ หรือการทดลองตลาดท้องถิ่น โปรไฟล์นี้ใกล้เคียงกับ Early-stage Founder มากกว่า Tourist มาก ก็ดันไปติดข้อจำกัดใน DTV อีก ที่ทำธุรกิจไม่ได้ หากจะไปขอ Smart Visa ต้นทุนที่ต้องจ่ายก็ไม่ ดึงดูดเช่นกัน สรุปก็คือ ระบบนิเวศน์ไปเจออีกกำแพง
.
เชียงใหม่มีเงื่อนไขพร้อมสำหรับกลุ่มนี้ทุกอย่าง ทั้งระบบนิเวศ Co-working Space ที่หนาแน่น คาเฟ่ที่รองรับการทำงาน และ Long-stay Accommodation ที่ทำให้การสร้างกิจวัตรรู้สึกง่าย แต่ไม่มีกลไกใดที่จะเปลี่ยน Slowmad ที่กำลังคิดเรื่องธุรกิจให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจของเมืองได้จริง
.
5) ประเด็นที่สาม: โครงสร้างสถาบันวิ่งคนละ Logic ไม่มีใครได้ Mandate เชื่อมสองโลก
.
DTV ที่ออกมาปี 2024 แก้ปัญหาจริงข้อหนึ่ง คือทำให้ DN ที่อยู่มานานในพื้นที่สีเทาสามารถอยู่อย่างถูกกฎหมายได้ ปีแรกมีผู้สมัครมากกว่า 35,000 คน แต่โครงสร้างของ DTV บอกเจตนาตั้งแต่ต้นว่ารัฐมองพวกเขาเป็นอะไร เพราะผู้ถือ DTV ไม่สามารถรับใบอนุญาตทำงานสำหรับบริษัทในไทยได้ กรอบกฎหมายนี้ปิดประตูการมีรากทางเศรษฐกิจในพื้นที่ไว้ทุกทาง
.
Smart Visa ที่ออกแบบมาสำหรับ Startup Founder ก็ติดปัญหาอีกด้านหนึ่ง ขั้นตอน Endorsement คือจุดที่ใบสมัครส่วนใหญ่หยุดอยู่ เพราะต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐอย่าง NIA หรือ DEPA ซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่รับรองตัวเองได้ และตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา Smart Visa ประเภท S ใช้ได้เฉพาะกับบริษัทที่จดทะเบียนและได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น ไม่เปิดสำหรับธุรกิจที่วางแผนจะก่อตั้งในอนาคต
.
พูดให้ตรงคือ DTV เปิดทางให้อยู่ได้ แต่ห้ามสร้าง Smart Visa เปิดทางให้สร้างได้ แต่ต้องสร้างก่อนแล้วจึงจะขอได้ ช่องว่างระหว่างสองวีซ่านี้คือพื้นที่ที่ Slowmad ผู้มีไอเดียแต่ยังไม่มีบริษัทตกหล่นอยู่ และไม่มีกลไกใดออกแบบมาเพื่อรับพวกเขาโดยเฉพาะ
.
The Brick Startup Space ของ CMU STeP ในย่านนิมมานฯ คือภาพที่เห็นได้ชัดที่สุดของปัญหานี้ ตั้งอยู่กลางพื้นที่ที่ DN หนาแน่นที่สุดในเมือง แต่ขับเคลื่อนโดย Logic ของการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยที่อยู่ในระบบสถาบัน ซึ่งเป็น mandate ที่ถูกต้องในตัวเอง แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้ DN มีส่วนร่วม DN ที่นั่งทำงานอยู่รอบๆ นั้น 91% จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 34% มีปริญญาโท มีทักษะ Global Marketing, Product Design และเข้าถึงตลาดตะวันตกโดยตรง แต่ความรู้เหล่านั้นถูกส่งออกไปรับใช้ลูกค้าในอเมริกาและยุโรปทุกวัน แล้วก็หายไปพร้อมกับเจ้าของเมื่อย้ายเมืองครั้งถัดไป โดยไม่มีกลไกใดในเมืองออกแบบมาเพื่อให้ความรู้นั้นซึมลงมาสู่คนในพื้นที่
.
6) ประเด็นที่สี่: อปท. ไทยยังไม่ถึงขั้นพัฒนาเศรษฐกิจ
.
เทศบาลนครเชียงใหม่และ อบจ.เชียงใหม่ไม่ได้ไม่มีความสามารถ แต่บทบาทของ อปท. ไทยยังจำกัดอยู่ที่การบริหารพื้นที่และบริการสาธารณะพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน ไฟถนน ขยะ สวนสาธารณะ และเทศกาลประจำปี
.
ต่างจากฟุกุโอกะที่ตั้งแต่ปี 2015 รัฐบาลเมืองออกแบบและบริหาร Startup Visa ของตัวเองโดยตรงในฐานะ National Strategic Special Zone ระบบนี้อนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติได้รับ Business Manager Visa หกเดือนโดยเพียงแค่ยื่น Business Plan ต่อรัฐบาลเมืองฟุกุโอกะ โดยไม่ต้องผ่านข้อกำหนดพื้นฐานเดิมอย่างการมีสำนักงานและพนักงานประจำก่อน และยังมี Startup Café ที่ทำหน้าที่เป็น Hub ให้ผู้ประกอบการมาพบปะและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของเมืองโดยตรง
.
ฟุกุโอกะทำได้เพราะได้รับสถานะพิเศษจากรัฐบาลกลางที่เปิดให้เมืองมีอำนาจออกแบบกฎระเบียบด้านวีซ่าและภาษีได้ในระดับหนึ่ง เชียงใหม่ไม่มีกลไกแบบนั้น และไม่มีทีท่าว่าจะได้ในเร็วๆ นี้ ในสภาพปัจจุบัน เทศบาลนครเชียงใหม่จึงทำได้แค่จัดงาน ประสานเครือข่าย และพูดถึงวิสัยทัศน์ในเวทีต่างๆ ซึ่งก็มีคุณค่าในตัวเอง แต่ไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจในแบบที่ฟุกุโอกะหรือปารีสทำ
.
เชียงใหม่ กับฟุกุโอกะ ก็มีความเป็นเมืองพี่ เมือง น้องกัน เราไปเรียนรู้จากเขาได้น่ะครับ นายกเทศมนตรีเมืองฟูกูโอกะคนปัจจุบันคือ โซอิจิโร่ ทาคาชิมะ เป็นมาตั้งแต่ ปี 2010 แล้ว ผมเคยไปลงนามความร่วมมือด้วย เพราะตอนนั้น ผู้บริหาร อปท ไทย ยังไม่สนใจเลย ส่วนผู้บริหารเขาชอบเรื่องนี้มานาน และทำเรื่องนี้จริงจังในระดับท้องถิ่นเลย
.
7) เชียงใหม่ต้องการ DN แบบไหนกันแน่
.
คำถามที่ไม่ค่อยถูกถามอย่างตรงไปตรงมาคือ ถ้าเราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่าง DN กับระบบนิเวศเมืองเชียงใหม่ใหม่ เราต้องการ DN แบบไหนกันแน่ และต้องการให้พวกเขาทำอะไรในบริบทของเมือง
คำตอบที่ชัดที่สุดคือเราไม่ได้ต้องการ DN ทุกคนในแบบเดิม สิ่งที่น่าสนใจสำหรับระบบนิเวศของเชียงใหม่คือกลุ่มที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ Slowmad ที่กำลังคิดจะสร้างธุรกิจ, Remote Worker ที่มีทักษะเฉพาะทางและต้องการ Mentor คนท้องถิ่น และ Solopreneur ที่กำลังทดสอบ Product-Market Fit ในตลาดเอเชีย คนกลุ่มนี้มีทั้งแรงจูงใจที่จะสร้างรากและมีทรัพยากรที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ถ้ามีระบบที่ถูกต้องรองรับ
.
เพื่อให้ถึงจุดนั้น มีสามสิ่งที่ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน ไม่ใช่ทีละอย่าง
.
7.1) ปิดช่องว่างระหว่าง DTV กับ Smart Visa
.
ต้องมี Pathway ที่ชัดเจนสำหรับ DN ที่ถือ DTV และต้องการทดลองก่อตั้งธุรกิจในไทย โดยไม่ต้องมีบริษัทที่จดทะเบียนแล้วก่อนจึงจะขอ Smart Visa ได้ รูปแบบที่ใกล้เคียงที่สุดคือการสร้าง
.
Pre-incorporation Track ที่รับ Business Plan โดยตรง ให้ระยะเวลาทดลอง 12 เดือน แล้วค่อยประเมินว่าจะผ่านเกณฑ์ Smart Visa หรือไม่ ซึ่งคล้ายกับโมเดลฟุกุโอกะแต่ต้องปรับให้เข้ากับบริบทไทย เงื่อนไขที่ควรกำหนดควบคู่คือการมี Co-founder ที่เป็นคนไทยหรือหลักฐานว่ามีการจ้างงานคนไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ให้ชาวต่างชาติมาตั้งบริษัทคนเดียว
.
7.2) ให้ NIA ภาคเหนือและ DEPA มี KPI ชุดใหม่
.
ปัจจุบัน NIA ภาคเหนือและ DEPA เชียงใหม่วัดผลงานจากจำนวนสตาร์ทอัพไทยที่บ่มเพาะ จำนวนทุนที่ให้ และจำนวนงานวิจัยที่นำออกสู่เชิงพาณิชย์ ถ้าเพิ่ม KPI ที่วัดผลการเชื่อมระหว่าง DN กับ Tech Talent ไทยเข้าไปด้วย เช่น จำนวนโปรเจกต์ร่วม จำนวน Mentoring Session ที่ DN เป็นผู้ให้ และจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนโดย DN ร่วมกับคนไทย สองหน่วยงานนี้จะมีแรงจูงใจที่จะสร้างสะพานเชื่อมที่ไม่มีอยู่ตอนนี้ สิ่งนี้ไม่ต้องรอการกระจายอำนาจ เพราะ NIA และ DEPA อยู่ใน อว. ซึ่งสั่งการได้จากส่วนกลาง และฝ่ายปกครองไม่สนธิกำลังไปจับเขาเหมือนที่เคยเกิดที่ Co working space ในเชียงใหม่ หลายปีก่อน จะดีมาก
.
7.3) มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่ต้องเปิด Practitioner Track ที่ไม่ติดระบบราชการ
.
CMU และอีกหลายมหาวิทยาลัยในเชียงใหม่ มีนักศึกษา Tech หลายพันคนที่ต้องการทักษะตลาดโลก ขณะที่ DN ที่นั่งอยู่ในเมืองนี้มีทักษะเหล่านั้นพร้อมแชร์ แต่ไม่มีกลไกเชื่อมที่ไม่ซับซ้อน การเปิด Adjunct Practitioner Program ที่ให้ DN สามารถสอน Workshop หรือ Studio Course ระยะสั้นได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแต่งตั้งอาจารย์เต็มรูปแบบ จะเปิดช่องให้ความรู้ระดับโลกที่ตอนนี้ไหลออกไปนอกประเทศทุกวัน ได้ซึมลงมาสู่คนในพื้นที่บ้าง โมเดลนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี Harbour.Space ที่ทำสำเร็จแล้วทั้งในบาร์เซโลนาและกรุงเทพฯ โดยดึง Practitioner จากอุตสาหกรรมมาสอนแบบ Intensive และผลิต Talent ที่ตลาดต้องการได้จริง
.
ประโยคที่ได้ยินจาก Workshop เมื่อวาน
.
เมื่อวานนี้ผมจัด Workshop เรื่อง Cultural Tech ที่เชียงใหม่ ดึง Digital Nomad หลายสัญชาติมานั่งด้วยกัน ทั้งอเมริกัน ลิทัวเนีย ออสเตรเลีย โจทย์คือลองใช้ความเชี่ยวชาญของพวกเขามา Hack การสร้างนวัตกรรมจากวัฒนธรรมเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสะพานแบบที่บทความนี้พูดถึงตลอด แต่ทำในระดับห้องเล็กๆ ก่อน
.
มี DN จากอินเดียพูดประโยคหนึ่งออกมาระหว่างเซสชัน
.
"Chiang Mai has a sense of community, others have sense of commercialization."
.
ผมนั่งคิดต่อจากประโยคนั้นอยู่นาน เพราะมันพูดถึงสิ่งที่ตัวเลขและนโยบายพูดไม่ได้ Sense of Community คือเหตุผลที่ Slowmad เลือกอยู่ที่นี่นานกว่าที่อื่น คือเหตุผลที่คนจากลิทัวเนียกับออสเตรเลียนั่งคิดเรื่องนวัตกรรมวัฒนธรรมเชียงใหม่ด้วยกันได้โดยไม่รู้สึกแปลก และคือสิ่งที่เมืองอื่นในภูมิภาคนี้พยายามซื้อด้วยโครงสร้างพื้นฐานและ Incentive ทางการเงิน แต่ยังสร้างไม่ได้
.
ความย้อนแย้งคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดของเชียงใหม่กลับเป็นสิ่งที่รัฐมองไม่เห็น วัดไม่ได้ และยังไม่มีนโยบายใดออกแบบมาเพื่อรักษาหรือขยายมัน ในวันที่รัฐยังคงวัดความสำเร็จจากจำนวนผู้สมัคร DTV และเม็ดเงินในภาคบริการ Sense of Community ที่ DN อินเดียคนนั้นพูดถึงก็จะยังคงเป็นของขวัญที่เมืองมอบให้โลกโดยไม่ได้อะไรกลับคืนอย่างเป็นระบบ
.
เชียงใหม่ไม่ได้ขาดศักยภาพ และ DN ที่มาอยู่ก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือไม่มีหน่วยงานใดในโครงสร้างรัฐไทยปัจจุบันรู้สึกว่าการแปลง Sense of Community นั้นให้เป็นมูลค่าท้องถิ่นคือหน้าที่ของตัวเอง
Forbes เห็นแล้วว่าเชียงใหม่มีอะไรบางอย่างที่เมืองอื่นไม่มี คำถามคือไทยจะเห็นด้วยหรือเปล่า และถ้าเห็น จะเริ่มทำอะไรนอกจากแชร์ข่าวนั้นต่อกัน

https://www.facebook.com/photo?fbid=2865446830461857&set=a.102068710133030





 

หนังสือนี้พูดถึงความเจริญของยุโรปไว้น่าสนใจ - ยุโรปไม่ได้เพียงแค่ไม่พัฒนาแอฟริกาเพียงอย่างเดียว แต่ยุโรปยังได้พัฒนาตนเองขึ้นมาด้วยการทำให้แอฟริกาด้อยพัฒนาลง - มองต่อ "มหาอำนาจ" สมัยใหม่: แล้วทฤษฎีของเขาจะยังคงใช้ได้อยู่หรือไม่ในปัจจุบัน?

https://www.facebook.com/photo?fbid=122190601166797603&set=a.122110176374797603

ในหนังสือ How Europe Underdeveloped Africa (1972) วอลเตอร์ ร็อดนีย์ โต้แย้งว่าความยากจนและการด้อยพัฒนาของแอฟริกาไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือโดยบังเอิญ แต่ถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจผ่านการค้าทาส การล่าอาณานิคม และการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยมหาอำนาจยุโรปมานานหลายศตวรรษ ร็อดนีย์ตั้งคำถามต่อแนวคิดที่ว่ายุโรปพัฒนาอย่างอิสระในขณะที่แอฟริกายังคง "ล้าหลัง" เขาแสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งและการพัฒนาอุตสาหกรรมของยุโรปนั้นสร้างขึ้นส่วนหนึ่งจากการดึงเอาแรงงาน ทรัพยากร และตลาดของแอฟริกาไปใช้ หนังสือเล่มนี้กลายเป็นตำราพื้นฐานในทฤษฎีการพึ่งพา การศึกษาหลังยุคอาณานิคม และการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เท่าเทียมกันทั่วโลก

ยุโรปไม่ได้พัฒนาแอฟริกาอย่างย่ำแย่เพียงอย่างเดียว แต่ยุโรปพัฒนาโดยการทำให้แอฟริกาด้อยพัฒนา
.....

หนังสือ How Europe Underdeveloped Africa (1972) ของ Walter Rodney เป็นผลงานชิ้นเอกของเศรษฐศาสตร์การเมืองและทฤษฎีหลังอาณานิคม คำพูดสุดท้ายที่คุณยกมา—"ยุโรปไม่ได้พัฒนาแอฟริกาอย่างย่ำแย่เพียงอย่างเดียว แต่ยุโรปพัฒนาโดยการทำให้แอฟริกาด้อยพัฒนา"—สะท้อนถึงวิทยานิพนธ์หลักของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

Rodney พลิกกลับแนวคิดดั้งเดิมที่เน้นยุโรปเป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างสิ้นเชิง นี่คือรายละเอียดของทฤษฎีรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์หลักๆ ที่เกี่ยวข้องในข้อโต้แย้งของเขา:

1. การด้อยพัฒนาในฐานะกระบวนการที่เกิดขึ้นเอง

ก่อนหน้า Rodney (และนักทฤษฎีการพึ่งพาอื่นๆ) นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกกระแสหลักมักมอง "การด้อยพัฒนา" ว่าเป็นสภาวะพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์—เป็นจุดเริ่มต้นที่แอฟริกายังไม่ก้าวหน้าไป

ข้อโต้แย้งของ Rodney: การด้อยพัฒนาไม่ใช่การขาดการพัฒนา แต่เป็นสภาวะเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นเองจากการเอารัดเอาเปรียบ แอฟริกากำลังก้าวหน้าไปตามเส้นทางการพัฒนาของตนเองก่อนที่การแทรกแซงของยุโรปจะเข้ามาขัดขวางและเปลี่ยนแปลงสังคมของแอฟริกา

2. ทฤษฎีการพึ่งพาและมหาอำนาจโลก

งานของร็อดนีย์เป็นตำราพื้นฐานในทฤษฎีการพึ่งพา ทฤษฎีนี้กล่าวว่าเศรษฐกิจทุนนิยมโลกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก:

แกนกลาง (หรือมหาอำนาจ): ประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้ว (เช่น ยุโรปตะวันตก)

รอบนอก (หรือดาวบริวาร): ประเทศที่กำลังพัฒนา (เช่น แอฟริกาและละตินอเมริกา)

ความสัมพันธ์นี้เป็นแบบปรสิตโดยเนื้อแท้ ความมั่งคั่ง วัตถุดิบ และแรงงานส่วนเกินถูกดึงออกมาจากรอบนอกอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้แกนกลางมั่งคั่ง ดังนั้น การพัฒนาของยุโรปและการด้อยพัฒนาของแอฟริกาจึงเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน ด้านหนึ่งไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากอีกด้านหนึ่ง

3. กลไกของการแสวงหาประโยชน์

ร็อดนีย์อธิบายอย่างละเอียดว่าการแสวงหาประโยชน์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรตลอดหลายศตวรรษ:

การค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก: สิ่งนี้ไม่ได้เพียงแค่ขโมยแรงงานมนุษย์เท่านั้น; มันทำให้แอฟริกาสูญเสียประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีและมีความสามารถมากที่สุด ส่งผลให้เกิดความซบเซาทางประชากรและสังคมอย่างมหาศาล

เศรษฐกิจในยุคอาณานิคม: มหาอำนาจยุโรปจงใจขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมของแอฟริกา พวกเขาบังคับให้เศรษฐกิจของแอฟริกาพึ่งพาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (ปลูกพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว เช่น โกโก้หรือยางพารา) และการสกัดแร่ แอฟริกาต้องส่งออกวัตถุดิบราคาถูกและถูกบังคับให้นำเข้าสินค้าสำเร็จรูปราคาแพงจากยุโรป

โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสกัด: ถนนและทางรถไฟที่สร้างโดยผู้ล่าอาณานิคมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อชุมชนในแอฟริกาหรือส่งเสริมการค้าภายใน สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อขนส่งทรัพยากรจากภายในประเทศไปยังท่าเรือเพื่อส่งต่อไปยังยุโรปโดยเฉพาะ

ข้อสรุปสำคัญ: งานของร็อดนีย์ชี้ให้เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมกันระดับโลกในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องบังเอิญทางภูมิศาสตร์หรือวัฒนธรรม แต่เป็นลักษณะโครงสร้างของระบบทุนนิยมโลกที่ถูกออกแบบมาโดยเจตนาเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับส่วนหนึ่งของโลกโดยแลกกับการเบียดเบียนอีกส่วนหนึ่ง
.....

แล้วทฤษฎีของเขาจะยังคงใช้ได้อยู่หรือไม่เมื่อพิจารณาถึงลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ในปัจจุบัน?

เพื่อดูว่าทฤษฎีของวอลเตอร์ ร็อดนีย์ยังคงใช้ได้อยู่ในปัจจุบันหรือไม่ เราต้องพิจารณาถึงลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ ซึ่งเป็นคำที่ได้รับความนิยมจากควาเม นครูมาห์ ประธานาธิบดีคนแรกของกานา นครูมาห์นิยามว่ามันคือรัฐที่มีลักษณะภายนอกของอธิปไตยระหว่างประเทศ แต่ระบบเศรษฐกิจและนโยบายทางการเมืองถูกควบคุมจากภายนอก

หากร็อดนีย์ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะโต้แย้งว่า แม้ว่าวิธีการจะทันสมัยขึ้น แต่กลไกของการด้อยพัฒนาคงคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจ ต่อไปนี้คือวิธีที่ข้อโต้แย้งหลักของเขาประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21:

1.   หนี้สินและการปรับโครงสร้าง

ร็อดนีย์แย้งว่ายุโรปควบคุมแอฟริกาผ่านการครอบงำทางการเมืองโดยตรง ปัจจุบัน การครอบงำนั้นส่วนใหญ่เป็นทางการเงิน ขับเคลื่อนโดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก

กับดักหนี้: หลายประเทศในแอฟริกาใช้รายได้ของประเทศจำนวนมากไปกับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศ ทำให้เหลือพื้นที่น้อยมากสำหรับการลงทุนด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา หรือโครงสร้างพื้นฐาน

โครงการปรับโครงสร้าง (SAPs): เพื่อให้มีคุณสมบัติในการกู้ยืม ประเทศกำลังพัฒนาถูกบังคับให้ใช้มาตรการ "รัดเข็มขัด" มาโดยตลอด เช่น การแปรรูปอุตสาหกรรมของรัฐ การลดการใช้จ่ายทางสังคม และการเปิดตลาดให้กับบริษัทต่างชาติ ร็อดนีย์มองว่านี่เป็นการต่อเนื่องของมหาอำนาจยุโรปที่บงการนโยบายเศรษฐกิจของแอฟริกาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ทุนตะวันตก

2. "การแย่งชิงครั้งใหม่" สำหรับแอฟริกา: ลัทธิการสกัดทรัพยากรแบบใหม่

ร็อดนีย์ได้อธิบายรายละเอียดว่ายุโรปขัดขวางการพัฒนาของแอฟริกาโดยการปฏิบัติต่อแอฟริกาเสมือนเป็นฟาร์มทรัพยากร ปัจจุบันเราเห็นการสกัดทรัพยากรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น ซึ่งมักเรียกว่า ลัทธิการสกัดทรัพยากรแบบใหม่ (neo-extractivism)

พลังงานสีเขียวและแร่ธาตุ: การเปลี่ยนแปลงระดับโลกไปสู่พลังงานสีเขียวได้จุดประกายการแย่งชิงแร่ธาตุสำคัญของแอฟริกา เช่น โคบอลต์จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ซึ่งจำเป็นสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า) หรือลิเธียม

ความไม่สมดุลทางมูลค่า: เช่นเดียวกับในยุคอาณานิคม แร่ธาตุดิบจะถูกสกัดออกมาในราคาถูก ส่งออก และนำไปแปรรูปในต่างประเทศ โดยกระบวนการผลิตที่สร้างมูลค่าสูงนั้นเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือหรือประเทศจีน ซึ่งหมายความว่าผลกำไรมหาศาลเหล่านั้นจะไม่ได้ตกถึงมือของชุมชนที่เป็นต้นกำเนิดของทรัพยากรเหล่านั้นเลย

3. การกระจายตัวของ "แกนหลัก" (เข้าสู่จีน)

ในขณะที่ร็อดนีย์เน้นเฉพาะยุโรปตะวันตก ทฤษฎีการพึ่งพาในปัจจุบันต้องคำนึงถึงโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของจีนในแอฟริกาผ่านโครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) เป็นตัวอย่างสำคัญ

นักวิจารณ์โต้แย้งว่าจีนกำลังใช้ "การทูตกับดักหนี้" โดยการควบคุมสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของแอฟริกา (เช่น ท่าเรือและสิทธิในการทำเหมือง) ในระยะยาวเมื่อไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้

คนอื่นๆ โต้แย้งว่านี่เป็นความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทนมากกว่าการล่าอาณานิคมของตะวันตก เพราะจีนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริง (ทางรถไฟ สนามกีฬา โรงพยาบาล) อย่างไรก็ตาม จากมุมมองแบบร็อดนีย์ หากเป้าหมายสูงสุดยังคงเป็นการสกัดวัตถุดิบเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางอุตสาหกรรมของมหาอำนาจต่างชาติ พลวัตเชิงโครงสร้างพื้นฐานก็ยังคงเป็นการพึ่งพาอยู่

4. การสูญเสียสมอง: การขโมยแรงงานในยุคปัจจุบัน

ร็อดนีย์เน้นย้ำว่าการค้าทาสได้ปล้นทุนมนุษย์ของแอฟริกาไป ในยุคปัจจุบัน สิ่งนี้เกิดขึ้นผ่าน "การสูญเสียสมอง"

ผู้เชี่ยวชาญชาวแอฟริกันที่มีการศึกษาสูง—แพทย์ วิศวกร พนักงานด้านเทคโนโลยี และนักวิชาการ—มักอพยพไปยังยุโรป อเมริกาเหนือ หรือกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากค่าตอบแทนที่ดีกว่าและความมั่นคงกว่า

ประเทศในซีกโลกเหนือได้รับประโยชน์จากแรงงานที่มีทักษะสูงโดยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ในขณะที่ประเทศในแอฟริกาต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนที่สำคัญ

บทสรุป
ทฤษฎีของร็อดนีย์ยังคงใช้ได้ดีอย่างน่าทึ่ง แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญประการหนึ่งคือ บทบาทของชนชั้นนำในท้องถิ่น ในหนังสือ How Europe Underdeveloped Africa ร็อดนีย์ตั้งข้อสังเกตว่าลัทธิล่าอาณานิคมต้องการผู้ร่วมมือในท้องถิ่น ในยุคลัทธิล่าอาณานิคมใหม่สมัยใหม่ ทฤษฎีการพึ่งพาได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อ "ชนชั้นนายทุนคอมปราดอร์"—ชนชั้นนำทางการเมืองและธุรกิจในท้องถิ่นในซีกโลกใต้ที่ร่ำรวยจากการอำนวยความสะดวกในการแสวงหาประโยชน์จากต่างชาติ โดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของส่วนรอบนอกเพื่อผลประโยชน์ของแกนกลางโลก

ท้ายที่สุดแล้ว ข้อเสนอหลักของร็อดนีย์ที่ว่าความมั่งคั่งและความยากจนทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกันในเชิงโครงสร้าง ยังคงเป็นหนึ่งในกรอบแนวคิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางเหนือและทางใต้ในปัจจุบัน



สักวันหนึ่งพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับ Holocaust ทุกแห่งจะต้องจัดแสดงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกาซาในตอนนี้ มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น Dr. Nick Maynard จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด พยานรู้เห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กล่าวไว้ในรายการของ Tucker Carlson

 
https://www.facebook.com/reel/1001476832289277

Tucker Carlson 
Yesterday
·
At some point every Holocaust museum will be forced to include an exhibit on what’s happening in Gaza right now. It’s only a matter of time. Dr. Nick Maynard of Oxford University medical school has been a witness to the genocide.






https://x.com/TuckerCarlson/status/2059790599461490805



 

เหตุใดอิสราเอลถึงขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนตอนใต้ต่อไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการยึดครองพื้นที่สูงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ปราสาทโบฟอร์ตอันเก่าแก่


Israel Deepens Lebanon Offensive, Captures Strategic Beaufort Castle

Al Jazeera English

May 31, 2026 

Israel has intensified its military offensive in Lebanon, with Prime Minister Benjamin Netanyahu ordering troops to push deeper into the country.

Heavy air strikes have hit residential neighborhoods in the southern city of Tyre, while Lebanon's Health Ministry says an attack near a hospital injured medical staff. New displacement orders have also been issued across parts of southern Lebanon.

Israeli forces have captured Beaufort Castle, a strategic hilltop fortress overlooking the Litani River Valley. The UNESCO-protected site was previously occupied by Israel until its withdrawal from southern Lebanon in 2000.

Lebanese officials say hundreds of square kilometres of territory are now under Israeli control, marking the deepest Israeli advance into Lebanon in more than 25 years.

As fighting intensifies, concerns are growing over civilian casualties, mass displacement and the possibility of a prolonged Israeli presence inside Lebanon.

https://www.youtube.com/watch?v=CYiMUAJRyCY
.....

การขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนตอนใต้เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการยึดครองพื้นที่สูงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ปราสาทโบฟอร์ตอันเก่าแก่ เกิดจากความจำเป็นทางยุทธวิธีในระยะสั้น เป้าหมายในการสร้างเขตกันชนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว และท่าทีทางการทูต

นักวิเคราะห์ทางทหารระบุว่า มีหลายปัจจัยสำคัญที่อธิบายว่าทำไมกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) จึงเข้ายึดครองพื้นที่:

1. ผลักดันภัยคุกคามจากขีปนาวุธให้พ้นพรมแดน

เป้าหมายทางยุทธวิธีหลักคือการสร้างเขตกันชนทางกายภาพเพื่อผลักดันขีดความสามารถด้านจรวดระยะสั้นและขีปนาวุธต่อต้านรถถังของฮิซบอลลาห์ให้ห่างจากชุมชนทางตอนเหนือของอิสราเอล โดยการรุกคืบเข้าไปในดินแดนเลบานอน (เลยแม่น้ำลิทานีไปทางแม่น้ำซาห์รานี) อิสราเอลตั้งเป้าที่จะขยายเขตกันชนให้มีระยะทาง 25 ถึง 40 กิโลเมตร ทำให้ฮิซบอลลาห์โจมตีเมืองชายแดนของอิสราเอลด้วยขีปนาวุธที่บินต่ำและพุ่งชนเร็วได้ยากขึ้นอย่างมาก

2. การควบคุมพื้นที่สูงเชิงยุทธศาสตร์
ภูมิประเทศเช่นปราสาทโบฟอร์ตตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตร การรักษาตำแหน่งที่สูงเหล่านี้ทำให้กองทัพอิสราเอลสามารถควบคุมทัศนวิสัยและการยิงได้อย่างกว้างขวางเหนือ:


ที่ราบมาร์เจยูนและภูมิภาคนาบาติเยห์

เส้นทางขนส่งและเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อเลบานอนตอนใต้กับหุบเขาเบกา (เส้นทางลำเลียงเสบียงหลักของฮิซบอลลาห์)

แม่น้ำลิทานี ทำให้สามารถเฝ้าระวังอย่างครอบคลุมเพื่อป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มติดอาวุธ

3. อำนาจต่อรองทางการทูตก่อนการเจรจาสันติภาพ

ช่วงเวลาของการขยายดินแดนสอดคล้องกับช่วงเวลาของการเจรจาทางการทูตที่สหรัฐฯ สนับสนุนอยู่ การขยายฐานที่มั่นบนพื้นดินอย่างแข็งขันทำให้อิสราเอลสร้าง "ตำแหน่งที่ได้เปรียบ" ก่อนการเจรจาทวิภาคี การยึดครองดินแดนทำหน้าที่เป็นเครื่องต่อรองที่สำคัญเพื่อกดดันทั้งรัฐบาลเลบานอนและผู้สนับสนุนระหว่างประเทศให้ยอมรับเงื่อนไขด้านความมั่นคงที่เข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลดอาวุธและย้ายกำลังของฮิซบอลลาห์ออกจากชายแดนอย่างเป็นภาคบังคับ

4. การบังคับใช้เงื่อนไขการหยุดยิงเชิงรุก

หลังจากการหยุดยิงที่เป็นเพียงชื่อเรียกถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการแลกเปลี่ยนจรวด/โดรนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอิสราเอลได้เปลี่ยนจากนโยบายการควบคุมไปเป็นการบังคับใช้เชิงรุก จากมุมมองของผู้นำอิสราเอล การพึ่งพากองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศหรือกองทัพเลบานอนในการกวาดล้างฮิซบอลลาห์นั้นพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ นำไปสู่การตัดสินใจใช้การยึดครองทางทหารโดยตรงเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่ม




 

สื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า อิหร่านกำลังยุติการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อประท้วงการโจมตีกลุ่มฮิซบอลลาห์ในเลบานอนของอิสราเอล - กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่า การหยุดยิงในเลบานอนยังคงเป็น "เงื่อนไขที่จำเป็น" สำหรับข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา





https://x.com/FoxNews/status/2061475501512724630
.....

สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่าน ซึ่งเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน รายงานว่าเตหะรานตัดขาดการเจรจาเนื่องจาก "อาชญากรรมอย่างต่อเนื่องของระบอบไซออนิสต์ในเลบานอน"

รายงานนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่าเลบานอนต้องรวมอยู่ในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านด้วย

"สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง" อาราคชีเขียน

@TreyYingst
รายงานข่าวล่าสุด
.....

พัฒนาการนี้ถือเป็นรอยร้าวครั้งสำคัญที่มีความเสี่ยงสูงในความสัมพันธ์ทางการทูตระดับภูมิภาคที่เปราะบางซึ่งดำเนินมาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

การถอนตัวจากการเจรจาทางอ้อมกับวอชิงตันนั้น เตหะรานกำลังพยายามสร้างความเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ระหว่างเส้นทางการเจรจาทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และปฏิบัติการแนวหน้าของอิสราเอลต่อกลุ่มฮิซบอลลาห์ คำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อาราคชี เน้นย้ำจุดยืนอย่างเป็นทางการของอิหร่าน: การหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน ไม่สามารถถือเป็นการสงบศึกเฉพาะพื้นที่ได้ ในขณะที่ตัวแทนหลักในภูมิภาคของอิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในเลบานอน

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในทันทีจากการหยุดชะงักนี้:

1. อำนาจต่อรองจุดยุทธศาสตร์: ช่องแคบฮอร์มุซและบาบ อัล-มันเดบ

รายละเอียดที่น่าตกใจที่สุดที่ปรากฏในรายงานของทัสนิมไม่ใช่แค่การหยุดชะงักทางการทูต แต่เป็นการคุกคามทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนที่แนบมาด้วย เตหะรานระบุว่าอิหร่านและ "แกนต่อต้าน" ได้นำการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์และการเปิดใช้งานจุดกดดันในช่องแคบบับอัลมันเดบกลับมาอยู่ในวาระสำคัญอีกครั้ง

ตลาดพลังงาน: ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันทีหลังจากการประกาศ แสดงให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อสถานะของเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย

ความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทาน: การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์เป็นเวลานานควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีในทะเลแดงอีกครั้ง คุกคามที่จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกรุนแรงขึ้นและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทางทะเลอย่างรุนแรง

2. ผลกระทบต่อกลยุทธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ

การหยุดชะงักนี้ทำให้ความพยายามทางการทูตของรัฐบาลทรัมป์ซับซ้อนขึ้น ซึ่งได้ผลักดันกลยุทธ์คู่ขนานของการควบคุมและการเจรจา ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ "นั่งลงและผ่อนคลาย" โดยยืนยันว่าเตหะรานต้องการข้อตกลงในท้ายที่สุด ความเป็นจริงทางการเมืองภายในประเทศในอิหร่านดูเหมือนจะเปลี่ยนไปสู่การยกระดับความขัดแย้ง

หลักการ "ทุกแนวรบ": การยืนกรานของอาราคชีที่ว่าการละเมิดในแนวรบหนึ่งคือการละเมิดในทุกแนวรบนั้น ขัดขวางความพยายามของรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ในการเจรจากรอบการลดความตึงเครียดแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยเฉพาะสำหรับเลบานอน

การป้องปรามที่อ่อนแอลง: ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้โจมตีศูนย์บัญชาการเรดาร์และโดรนของอิหร่าน หลังจากที่อิหร่านทำการซ้อมรบที่ก้าวร้าวในน่านน้ำสากล ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพอากาศที่สหรัฐฯ ใช้ การปะทะโดยตรงนี้ทำให้การกลับมาส่งข้อความผ่านตัวกลางอย่างโอมานหรือกาตาร์เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

3. แรงกดดันที่อิสราเอลวางแผนไว้

คำสั่งของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ให้รุกเข้าไปในเลบานอนและโจมตีเป้าหมายของฮิซบอลลาห์ในเมืองดะฮิเยห์ บ่งชี้ว่าอิสราเอลไม่ได้ผูกมัดตัวเองกับกรอบเวลาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อิสราเอลดูเหมือนจะมุ่งมั่นที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานของฮิซบอลลาห์โดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะราน โดยคำนวณว่าความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ในการกำจัดภัยคุกคามจากทางเหนือมีน้ำหนักมากกว่าการรักษาการเจรจาทางอ้อมที่เปราะบางระหว่างพันธมิตรมหาอำนาจกับศัตรูหลัก

เนื่องจากอิหร่านเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากดินแดนเลบานอนที่ถูกยึดครองทั้งหมด และยุติปฏิบัติการในฉนวนกาซาโดยสิ้นเชิงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อความในอนาคต ช่องทางการทูตจึงหยุดชะงักลงอย่างมีประสิทธิภาพ จุดสนใจในขณะนี้จึงเปลี่ยนไปอยู่ที่ว่าการแลกเปลี่ยนขีปนาวุธและโดรนในพื้นที่ในช่วงสุดสัปดาห์จะขยายวงกว้างไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในระดับภูมิภาคหรือไม่






วันจันทร์, มิถุนายน 01, 2569

จีดีพีไทยไตรมาสแรกปีนี้ดีเกินคาด สวยแต่ตัวเลข นักวิจัยชี้ มัน ‘พราง’ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของประเทศ ส่งออก ๑๒.๖% ว่ามากแล้ว ตัวเลขนำเข้ากลับสูงยิ่งกว่า ถึง ๒๑.๑%

ไทยช่วยไทยพลัส ๖๐/๔๐ วันแรกคนแห่ลงทะเบียนกันตรึม น่าจะหมายความว่าสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนยังฝืดเคือง มีอะไรแจกแถมคว้าไว้ก่อนแม้จะไม่ถึงร้อย มันตรงกับการอ่านตัวเลขจีดีพีล่าสุด ที่ว่าดีเกินคาดนั้นไม่ใช่

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เขียนบนหน้าเฟชบุ๊คของเขาว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้เติบโต ๒.๘% สวยแต่ตัวเลข ในความเป็นจริงชาวบ้านไม่ได้รู้สึกตามนั้นเลยสักนิด “เศรษฐกิจฝืดเคืองมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนมีปัญหาวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซด้วยซ้ำ”

เขาว่า “ด้วยวิธีการนับ GDP แบบปัจจุบัน มัน ‘พราง’ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของประเทศไทยในยุคสมัยนี้” เขาชี้ไปที่ตารางการเติบโต “เกิดจากการลงทุนภาคเอกชน ๑๐.๑% การส่งออกสินค้า/บริการ ๑๒.๖%” ครั้นไปดูภาคเอกชน ด้านอุตสาหกรรมโตเพียง ๐.๙%

การเติบโตด้านการค้า ขนส่ง ก่อสร้าง ตัวเลขดี ๖.๐-๓.๖-๖.๒ ตามลำดับ ก็จริง แต่มันไปกระจุกอยู่ที่ เดต้าเซ็นเตอร์“ถ้าแกะดูไส้ในคำขอลงทุนจากกลุ่มธุรกิจ ‘ดิจิทัล’ (นับรวมกลุ่ม Data Center) ในช่วงเวลาเดียวกันสูงถึง ๘.๒ แสนล้านบาท เติบโตถึง ๘๒๓%

แต่ว่า “อุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ยานยนต์ ล้วนแต่ลดลง” แล้วการลงทุนเดต้าเซ็นเตอร์ตกถึงคนไทยส่วนใหญ่หรือไม่ ปรากฏว่า ไม่ในเมื่อเงินลงทุนที่ไหลเข้าไปใช้กับการซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้างอาคาร “มีจ้างคนไทยก่อสร้างนิดหน่อยเท่านั้น

อุปกรณ์ทั้งหมดใน Data Center นำเข้าจากต่างประเทศ” เปรียบเทียบตัวเลขส่งออกกับนำเข้าต่างกันเยอะ ส่งออก ๑๒.๖% ว่ามากแล้ว “น่าตื่นเต้นกว่าคือตัวเลขนำเข้ากลับสูงยิ่งกว่า เติบโตมากถึง ๒๑.๑%” สรุปได้ว่า “นำเข้าเยอะ ส่งออกเยอะ ผลิตเองน้อย”

เขาชี้อีกว่าการนำเข้ามาจากจีนมากกว่าใครๆ เฉพาะไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นถึง ๓๖.๘% สินค้าจากจีนส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ อันนี้เติบโตถึง ๙๐.๙% แพ้ก็แต่การนำเข้าวงจรพิมพ์ (printed circuit board หรือ PCB) ถึง ๑๑๙.๗%

เขายังให้ฉายาจีดีพีไทยในปี ๖๙ ด้วยว่าเป็น “ความเปราะบางที่ถูกพรางไว้

(https://www.facebook.com/isriya.paireepairit/posts/aBJ4o4Mpo) 

ด้วยงบ 1,600 ล้านบาท มีคนเสนอ แผนพัฒนา AI เพื่อให้ประเทศมีอนาคต แข่งขันกับคนอื่นได้


Pattara Kiatisevi
12 hours ago
·
ถ้าต้องควักเงิน 1600 ล้านมาพัฒนา AI ให้คนไทย?

ผมจะแบ่งเงินออกเป็น 4 ก้อนดังต่อไปนี้

1. ปลายน้ำ 400 ล้าน++

ยกระดับความรู้ด้าน AI (AI Literacy) ของประชาชนทั่วๆ ไป ให้รู้จักเทคโนโลยี AI เข้าใจว่าอะไรคือ AI ด้วยการสัมผัสจริง ลองใช้จริง และรู้จักการนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของตน พูดง่ายๆ มีอะไรก็รู้จักเปิด ChatGPT, Gemini ปรึกษา AI ให้ช่วย ก็เหมือนกับที่รู้จักเปิด Google เพื่อ search

งบในส่วนนี้ คือการถ่ายทอดความรู้ จัดคำสื่อ จัดอบรมและขยายผลในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับคนหมู่มาก

**** ไม่จำเป็นจะต้องไปจ่ายเงินซื้อบริการ AI จากต่างประเทศแม้แต้บาทเดียว

เพราะบริการ AI ยี่ห้อดังๆ ทั้งหลาย ChatGPT, Gemini, Claude ล้วนมีรุ่นฟรีให้ใช้งาน ซึ่งเพียงพอสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้อย่างแน่นอน ไม่ได้ความจำเป็นต้องใช้รุ่น Pro

แต่สำหรับคนที่เริ่มจากกลุ่มนี้แต่มีศักยภาพสูงที่จะใช้ AI ให้มากกว่านี้ ก็จะถือว่าขยับตนเองไปสู่กลุ่มถัดไปครับ ไม่ใช่ว่าไปซื้อ Pro หว่านให้คนกลุ่มนี้

นอกจากไม่ต้องควักเงินซื้อบริการ AI แล้วที่ผมใส่ว่า 400 ล้าน++ หมายถึง บริษัทเหล่านั้นจะมาช่วยลงขันสนับสนุนกิจกรรมในกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ เพราะเราช่วยโปรโมตให้คนใช้บริการของเค้า (เค้าจะมีโอกาสสร้างรายได้จากคนที่ใช้เยอะๆ และหันไปสมัครรุ่น Pro อยู่แล้ว) ดังนั้น เผลอๆ สื่อการสอน, คน และงบที่ต้องใช้บางส่วนสำหรับกลุ่มนี จะมาจากบริษัทเหล่านี้ที่เขามาช่วย

คงไม่มีบริษัทไหนที่อยากตกขบวน

การตั้งเป้าให้ 10-20 ล้านคน มี AI Literacy ไม่เกินเลย เพราะมันไม่ได้ใช้ยาก ถามว่ามันยากกว่าการใช้ Google search หรือ เล่น Tiktok ตรงไหน และคนไทยมี Tiktok literacy เท่าไหร่ ทำไมเล่นกันเป็นทุกหัวระแหง ภาครัฐได้ไปสอนใช้หรือไม่? แล้วนี่มีงบมาให้ตั้ง 400 ล้าน++ เลยเชียวนะ

2. นักพัฒนา 400 ล้าน++

ส่วนนี้คือผู้ที่ใช้ AI เป็นอยู่แล้ว มีศักยภาพที่จะนำไปต่อยอดในงานของตนซึ่งคนพวกนี้ ในปัจจุบัน ก็ควักเงินซื้อ Pro package เดือนละ 600 บาท+ กันอยู่แล้ว เหตุที่ซื้อก็เพราะมันช่วยงานได้มากกว่า 600 บาท เค้าถึงยอมซื้อครับ

ถามว่าภาครัฐจำเป็นต้องไปควักตังค์จ่าย 600 บาท แทนพวกนี้หรือไม่ ก็ไม่จำเป็น เพราะเป็นการลงทุนในอาชีพของเขาอยู่แล้ว

แต่สำหรับพวกนี้เอาจริงๆ แพ็คเกจ Pro ก็ไม่พอ เพราะเค้าใช้เอาประยุกต์ใช้ในปริมาณมากๆ จนเกินโควต้าที่ Pro มีให้ซะอีก ถ้าใช้เยอะจริงๆ พวกนี้จะต้องจ่ายเงินในแบบ pay per use หรือที่เรียกกันว่าจ่ายค่า tokens ซึ่งมันจะมหาศาลมาก ถ้าใช้เยอะๆ อันนี้ผมว่ารัฐฯ อาจควรช่วยเหลือ

เพื่อช่วยตรงนี้ ผมจะเอาเงิน 400 ล้าน++ มาซื้อทรัพยากรเครื่องคอมพิวเตอร์ + GPU และปล่อยเป็นบริการ AI ฟรี สำหรับคนไทย โดยใช้ Open Source model และให้คนในกลุ่ม 3 และกลุ่ม 4 ด้านล่าง มาบริหารจัดการ ให้เป็นบริการที่รันโดยคนไทย เพื่อคนไทย

สิ่งที่ได้ก็คือ นักพัฒนาไทยจะมีที่ให้ใช้งาน AI tokens ในปริมาณมากๆ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเดี๋ยวนี้ Open Source model เก่งขึ้นมาก ใช้ในงานได้จริงๆ และคนกลุ่ม 2 นี้ก็อาจจะผลิตผลงานเจ๋งๆ ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

และคนในกลุ่ม 3+4 จะมีโจทย์ที่ท้าทาย ที่จะต้องทำให้มันเก่งขึ้นไปอีก ตอบโจทย์การใช้งานให้มากที่สุด เรียกว่า win-win ทุกฝ่าย

ส่วนบริการต่างประเทศ ไม่ต้องไปห่วงเค้า จากฐานผู้ใช้ที่เราปั้นให้เค้าใน 1) ก็แน่นอนต้องมีบางส่วนควักเงินซื้อของเค้าอยู่แล้ว รวมถึงนักพัฒนาในกลุ่มที่ 2 นี้ บางส่วนถ้า advanced จริงๆ เค้าก็จำเป็นต้องใช้บริการต่างประเทศอยู่แล้ว

3. ผู้ประกอบการ 400 ล้าน+

โจทย์คือ ทำให้คนไทยรู้จักและใช้ AI (กลุ่มที่ 1 ข้างบน) มันเป็นโจทย์ที่แคบเกินไป

สุดท้าย ถ้าเรามีแต่ผู้ใช้ ถามว่าประเทศไทยได้อะไร? ได้เสียเงินออกนอกประเทศตลอดปีและตลอดไป

เราต้องสร้างผู้ประกอบการด้วย สิ้นสุดโครงการ เราต้องมีผู้ประกอบการด้าน AI ที่เก่งๆ เกิดขึ้น ที่ผ่านโจทย์ยากๆ ระดับประเทศมาแล้ว และพร้อมที่จะแข่งขันในระดับโลก

ผู้ประกอบการต้องการอะไร? ผมมองว่าต้องการโจทย์ที่ท้าทาย และทรัพยากรสนับสนุน เงินส่วนนี้เอามาให้ผู้ประกอบการไทยนี่แหละ ขับเคลื่อนระบบในข้อ 2 ทำให้ประชาชนใช้งานให้ได้ และผมว่าเงินยังเหลือ ก็จัดหาทรัพยากรให้ผู้ประกอบการใช้ ซึ่งโดยปกติจะต้องการใช้ AI tokens ในระดับที่หนักขึ้นไปกว่านักพัฒนารายคนๆ ไปเสียอีก รวมถึงเอางบมาบริหารจัดการผลักดันให้เกิด ecosystem ที่ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ ในส่วนนี้สมาคมฯ วิชาชีพที่เกี่ยวข้องต่างๆ อาจมาช่วยร่วมขับเคลื่อนด้วย

4. ต้นน้ำ 400 ล้าน+

ต้นน้ำ คือ แก่นแท้ของเทคโนโลยี AI ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้าง/fine-tune model, การจัดเตรียม data, การทำ AI harness ให้ประกอบร่างกันเป็นบริการที่ใช้งานได้จริง, งานวิจัยในเชิงลึกต่างๆ,​ รวมถึงเรื่องฮาร์ดแวร์

ซึ่งจะว่าไปเมืองไทยเรายังไม่ได้มีบทบาทมากนักในส่วนนี้ เทียบกับมหาอำนาจทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้แข่งขันได้ในอนาคต เราก็ต้องมีนักวิจัยและพัฒนาของไทย นำโดยศูนย์แห่งชาติและมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่มีความรู้ที่ลึกซึ้งในด้าน AI ในระดับโลก, สามารถผลิตผลงานวิจัยในระดับลึกซึ้ง รวมถึงผลิตสิ่งที่ "จำเป็น" สำหรับเมืองไทย เช่น model ของไทย (ซึ่งหลายที่ก็ทำอยู่แล้ว ก็ต่อยอดให้ดีขึ้นไป) และสำคัญที่สุด คือ รวมกลุ่มกัน อาจจะรวมตัวเป็นสภาฯ​ หรือ สมาคมผู้เชี่ยวชาญในมุมวิชาการด้าน AI ที่จะให้คำตอบ ในเชิงวิชาการ ให้คำปรึกษาแก่กลุ่ม 1-3 ได้ว่า ประเทศไทยควรจะเดินอย่างไรในเรื่อง AI และนำพาคนทุกกลุ่มให้ไปในทางที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรจะแค่เป็นการซื้อบริการต่างประเทศมาใช้อย่างเดียว แต่ก็คงจะไม่ใช้การไปทุ่มทรัพยากรในเรื่องต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งประเทศไทยอาจจะแข่งไม่ทันแล้ว ซึ่งก็จะเปล่าประโยชน์ คนไทยที่เก่งจริงๆ มีเยอะ แค่ต้องมีกลไกให้เค้ามาช่วยทำงานให้ได้

ถ้าทำได้นี้ ก็จะได้ผลดีต่อประเทศชาติในทั้ง 4 ระดับ เดินหน้าไปพร้อมๆ กัน และหลังจากจากนั้น หวังได้ว่า ประเทศไทยในจุดที่ "มีอนาคต" ที่จะแข่งขันในโลกได้หลังจบโครงการ ไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น!
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163501752093924&set=a.400405303923




OpenAI ทุ่มเงิน 300 ล้านดอลลาร์ร่วมกับรัฐบาลสิงคโปร์ ยกระดับทักษะด้าน AI หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการเปิดห้องปฏิบัติการ OpenAI Singapore Applied AI Lab มุ่งเน้นการพัฒนาภารกิจ AI ในภาคบริการสาธารณะ การเงิน และการดูแลสุขภาพ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในสิงคโปร์



OpenAI ทุ่มเงิน 300 ล้านดอลลาร์เพื่อยกระดับทักษะด้าน AI และนำเสนอเครื่องมือและโซลูชันสำหรับธุรกิจในสิงคโปร์

สิงคโปร์ – OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ได้ทุ่มเงินกว่า 300 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างภาคส่วนปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์ (AI) ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสาขาที่กำลังเติบโตโดยมุ่งเน้นการบูรณาการโมเดล AI เข้ากับขั้นตอนการทำงานประจำวันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการเปิดห้องปฏิบัติการ OpenAI Singapore Applied AI Lab ซึ่งเป็นแห่งแรกนอกสหรัฐอเมริกา ห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาภารกิจ AI ในภาคบริการสาธารณะ การเงิน และการดูแลสุขภาพ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในสิงคโปร์

ยังไม่มีการระบุระยะเวลาสำหรับการลงทุน 300 ล้านดอลลาร์นี้

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม OpenAI ได้ลงนามในข้อตกลงกับกระทรวงการพัฒนาและสารสนเทศดิจิทัล (MDDI) ในชื่อ OpenAI for Singapore ซึ่งประกอบด้วยเสาหลักความร่วมมือสามประการ การลงนามความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นที่งาน ATxSummit ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม Asia Tech x Singapore ที่จัดขึ้นที่ Capella Singapore

“ด้วยโครงการ OpenAI for Singapore เราต้องการช่วยให้องค์กรต่างๆ ได้รับประโยชน์จาก AI ระดับแนวหน้ามากขึ้น สนับสนุนบุคลากรด้าน AI รุ่นใหม่ในท้องถิ่น และขยายการเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ไปทั่วประเทศ” เดนิส เดรสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ OpenAI กล่าว

“เนื่องจาก AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ ธุรกิจ และกำลังแรงงาน การตอบสนองของสิงคโปร์จึงเป็นไปอย่างรอบคอบ: การเติบโตของภาคส่วนใหม่ๆ การยึดครองบริษัทระดับโลกที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าในประเทศ และการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนของเรามีทักษะในการเติบโตในสภาพแวดล้อมใหม่นี้” นายชง ไค ฟง ปลัดกระทรวงการพัฒนาและสารสนเทศดิจิทัล (MDDI) กล่าว

“ความร่วมมือกับ OpenAI ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ของสิงคโปร์ เสริมสร้างการนำ AI ไปใช้ในองค์กร และรักษาตำแหน่งงานที่ดีสำหรับชาวสิงคโปร์”

เสาหลักสำคัญคือห้องปฏิบัติการ AI ประยุกต์ของ OpenAI สิงคโปร์ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยคาดว่าจำนวนตำแหน่งงานดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 200 ตำแหน่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

วิศวกรที่ปฏิบัติงานภาคสนาม (Forward-deployed engineer) คือบทบาทลูกผสมระหว่างธุรกิจและเทคนิคสำหรับวิศวกรซอฟต์แวร์ วิศวกรเหล่านี้ทำงานร่วมกับบริษัทโดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหาทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง และปลดล็อกแหล่งคุณค่าใหม่ๆ

มีรายงานว่า ประกาศรับสมัครงานสำหรับวิศวกรที่ปฏิบัติงานภาคสนามเพิ่มขึ้นมากกว่า 700 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ณ เดือนเมษายน

OpenAI จะเปิดตัวโครงการวิศวกรที่ปฏิบัติงานภาคสนามที่นี่ เพื่อฝึกอบรมวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับกลางให้สร้างระบบ AI ในโลกแห่งความเป็นจริง

ห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับพันธกิจด้าน AI และลำดับความสำคัญระดับชาติของสิงคโปร์—ซึ่งนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ได้ประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์—โดยครอบคลุมในหลากหลายสาขา อาทิ บริการสาธารณะ การดูแลสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

เสาหลักที่สองมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI โดย OpenAI จะร่วมมือกับภาคการศึกษาของสิงคโปร์ในการจัดทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพและการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย ซึ่งรวมถึงการจัดเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติภายใต้สาขาท้องถิ่นของ OpenAI Academy ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการฝึกอบรมออนไลน์ของบริษัท

OpenAI ระบุด้วยว่าจะยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานพัฒนาสื่อและสารสนเทศ (IMDA) และ AI Singapore ภายใต้โครงการ AIxTech เพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญด้าน AI ในกลุ่มบุคลากรสายเทคโนโลยี โดยรวมถึงการเปิดโอกาสให้เข้าถึง Codex ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด (Coding Agent) ของ OpenAI

สำหรับเสาหลักที่สามในหัวข้อ "AI for All" นั้น จะช่วยให้บุคคลทั่วไป ภาคธุรกิจ และสตาร์ทอัพ สามารถเข้าถึงเครื่องมือและความเชี่ยวชาญด้าน AI ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดย OpenAI

โครงการเหล่านี้ประกอบด้วยแอปพลิเคชัน AI ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยยกระดับรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับบริการสาธารณะ, โครงการ AI Accelerator ซึ่งให้บริการคำปรึกษาทางเทคนิคและการสนับสนุนแก่สตาร์ทอัพทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาเนื้อหาที่ปรับให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นสำหรับโครงการ SkillsFuture เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ในวงกว้าง

ที่มา Straits Times
OpenAI commits $300m to boost AI skills, offer tools and solutions for businesses in Singapore

https://www.straitstimes.com/tech/openai-commits-300m-to-boost-ai-skills-solve-business-problems-in-singapore




บีบีซีไทยสนทนากับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยามผู้นิยามตนเองว่าเป็น ‘อนุรักษนิยม’ เกี่ยวกับบทบาทขององคมนตรี หลังเกิดข้อถกเถียงจากกรณีร่วมประชุมหน่วยราชการ

https://www.facebook.com/reel/1326449969505632



โฮปเวลล์ 2 ? บริษัทรับเหมาจีน หยุดก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3-5 ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา อ้างว่าบริษัทคู่สัญญา ไม่ชำระค่างวดงานให้ทางบริษัทจีน ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยัน ไม่มีคนงานมาทำงานแล้วกว่า 2 เดือนแล้ว

https://www.facebook.com/reel/26630124393325798



#ยืนหยุดทรราชw165 30 พฤษภาคม 2569 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักโทษการเมืองพ้นโทษไป 2 คน ตอนนี้จึงมีนักโทษการเมือง 61 คน

https://www.facebook.com/watch/?v=967724562526594


https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1008819918166675
.....


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
รายชื่อผู้ต้องขังการเมืองประจำเดือนพฤษภาคม 2569
.
.
ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 มีผู้ต้องขังในคดีที่มีเหตุจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองลดลงเล็กน้อย เป็นอย่างน้อย 61 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 34 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
.
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 25 คน และเป็นผู้ต้องขังสิ้นสุดแล้ว 35 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ในคดีที่สิ้นสุดแล้ว
.
ในเดือนที่ผ่านมา นับสถิติจำนวนผู้ต้องขังลดลง 2 ราย ได้แก่ กรณีของ “อนุชา” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรี หลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษ และกรณีของ “ศุภกิจ” ที่ถูกคุมขังในคดีส่วนตัว แต่ศาลให้บวกโทษคดีชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา64 เพิ่ม ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขโทษ และศาลไต่สวนแล้ว จึงมีคำสั่งให้แก้ไขโทษใหม่ ไม่บวกโทษเพิ่มอีก ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัว
.
.
ดูรายชื่อผู้ต้องขังการเมืองปี 2569 : https://tlhr2014.com/archives/80978

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1402100915093708&set=a.656922386278235




รำลึกถึง คุณครูครอง จันดาวงศ์ ท่านตายอย่างวีรชน


The Momentum
19 hours ago
·
31 พฤษภาคม 2504
ประหารชีวิต ครอง จันดาวงศ์
.
เช้ามืดวันนี้ เมื่อ 65 ปีก่อน ครอง จันดาวงศ์ อดีตสส. สกลนคร และทองพันธ์ สุทธิมาศ ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตามคำสั่งของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
.
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่การเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมเต็มรูปแบบ หลังจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2501 ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ยุบพรรคการเมือง และใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจล้นฟ้า สามารถสั่งการได้อย่างกว้างขวาง ในนามของความสงบเรียบร้อย และการป้องกันภัยคอมมิวนิสต์
.
ย้อนกลับไปยังประวัติของครอง จันดาวงศ์ เขาเคยเป็นครู เป็นนักเคลื่อนไหว เป็นอดีตเสรีไทยสายอีสาน เป็นนักเคลื่อนไหวหนึ่งในกลุ่มกบฏสันติภาพ และเป็นนักการเมือง ในฐานะสส. อำเภอสว่างแดนดิน สกลนคร แต่เส้นทางการเมืองของเขาอยู่ในห้วงเวลาที่ประชาธิปไตยลุ่มๆ ดอนๆ เขาเป็นสส. ครั้งแรกในปี 2493 ยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สอบตกสส. ในปี 2495 และการเลือกตั้ง ‘กึ่งพุทธกาล’ ต้นปี 2500 และได้รับเลือกอีกครั้งในการเลือกตั้งเดือนกันยายน 2500
.
กระนั้นเอง ชีวิตสส. ของครองก็ไม่ได้ดำรงอยู่นาน จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 ทันทีที่ยึดอำนาจ จอมพลสฤษดิ์จับกุมผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ รวมกว่า 40 คน ทั้งนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักศึกษา ผู้นำกรรมกร ทำให้ครองต้องหลบซ่อนอยู่นานหลายเดือนจนถึงต้นปี 2502 เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยจึงได้กลับบ้าน
.
เมื่อ ‘เว้นวรรค’ ทางการเมือง ครองได้เคลื่อนไหว รวบรวมมวลชน เพื่อทำกิจกรรมด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันดำนา เกี่ยวข้าว ปลูกบ้าน ทำคลองส่งน้ำ ในนามองค์กรสามัคคีธรรม จนสามารถรวบรวมมวลชนได้มากขึ้น และทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในบัญชาของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์เริ่มไม่พอใจ
.
ขณะเดียวกัน เริ่มมีความเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์เข้มแข็งมากขึ้น และมีความพยายามผลักดันให้ลาวเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ แน่นอนว่า คนไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่างครอง ย่อมกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทางการ
.
วันที่ 6 พฤษภาคม 2504 รัฐบาลส่งตำรวจสันติบาล ตำรวจภูธร และตำรวจภูธรชายแดนกว่า 250 นาย เข้าจับกุมครอง และทองพันธ์ สุทธิมาศ นักเคลื่อนไหวอีกคนรวมถึงผู้สนับสนุนทั้งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย รวมทั้งสิ้นกว่า 148 คน ครองถูกนำตัวไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ ทั้งยังถูกนำไปตัวไปพบกับจอมพลสฤษดิ์ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2504
.
ไม่กี่ชั่วโมงหลังเข้าพบจอมพลสฤษดิ์ เขาและทองพันธ์ถูกนำตัวกลับมายังจังหวัดสกลนคร ในเวลานั้น จอมพลสฤษดิ์มีอำนาจพิเศษคือมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ที่ให้อำนาจท่านผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถยิงเป้าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏ และภัยคอมมิวนิสต์ได้ หากเห็นว่าเป็นไปเพื่อป้องกันหรือระงับภัยอันกระทบต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจ หรือราชการแผ่นดิน คำสั่งตามมาตรานี้ให้ถือว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
.
กล่าวอีกแบบคือ อำนาจฝ่ายบริหารในยุคนั้นสามารถข้ามผ่านกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุล และกระบวนการยุติธรรมตามปกติได้อย่างแทบเบ็ดเสร็จ ชีวิตของผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการต่อสู้คดีในศาลเท่านั้น แต่อยู่ภายใต้ดุลพินิจของผู้นำรัฐบาลทหาร
.
ครองและทองพันธ์ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าโดยใช้กระสุนมากกว่า 90 นัด
.
ก่อนเสียชีวิต ครองถูกจดจำจากวลีที่ว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ซึ่งถูกนำมาอ้างอิงซ้ำหลายครั้งในการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยว่าเป็นถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่ครองจะถูกประหารชีวิต แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าครองได้กล่าวคำนั้นจริง เพราะในเวลานั้น หนังสือพิมพ์ถูกเซนเซอร์อย่างเข้มงวดโดยรัฐไทย ถ้อยคำดังกล่าวปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเด่นชัดในราว 34 ปีให้หลัง ในหนังสืองานฌาปนกิจศพ ครอง และ ทองพันธ์ ในปี 2538
.
วลีดังกล่าวจึงกลายเป็นหนึ่งในถ้อยคำทางการเมืองที่ทรงพลัง และถูกอ้างถึงซ้ำอย่างแพร่หลายในการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยไทย
.
ส่วนชื่อของครอง จันดาวงศ์ ยังคงถูกจดจำในฐานะสัญลักษณ์ของประชาชนที่ถูกบดขยี้ภายใต้อำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ ด้วยกฎหมายพิเศษที่เปิดทางให้ผู้นำสามารถตัดสินชะตาชีวิตผู้คนได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปกติ และเป็นคำเตือนว่า เมื่อรัฐอ้างความมั่นคงเพื่อยกเว้นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิ่งที่ถูกทำลายไปพร้อมกับชีวิตของผู้ถูกกล่าวหา คือหลักประกันความเป็นธรรมของสังคมทั้งสังคม
.
ภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์
.
อ้างอิง
- https://theisaanrecord.co/.../20/killing-krong-jandawong-1/
- https://pridi.or.th/th/content/2022/05/1119
- https://www.the101.world/documentary-krong-chandawong/
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1452806136893432&set=a.654659416708112