ไทยช่วยไทยพลัส ๖๐/๔๐ วันแรกคนแห่ลงทะเบียนกันตรึม น่าจะหมายความว่าสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนยังฝืดเคือง มีอะไรแจกแถมคว้าไว้ก่อนแม้จะไม่ถึงร้อย มันตรงกับการอ่านตัวเลขจีดีพีล่าสุด ที่ว่าดีเกินคาดนั้นไม่ใช่
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เขียนบนหน้าเฟชบุ๊คของเขาว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้เติบโต ๒.๘% สวยแต่ตัวเลข ในความเป็นจริงชาวบ้านไม่ได้รู้สึกตามนั้นเลยสักนิด “เศรษฐกิจฝืดเคืองมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนมีปัญหาวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซด้วยซ้ำ”
เขาว่า “ด้วยวิธีการนับ GDP แบบปัจจุบัน มัน ‘พราง’ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของประเทศไทยในยุคสมัยนี้” เขาชี้ไปที่ตารางการเติบโต “เกิดจากการลงทุนภาคเอกชน ๑๐.๑% การส่งออกสินค้า/บริการ ๑๒.๖%” ครั้นไปดูภาคเอกชน ด้านอุตสาหกรรมโตเพียง ๐.๙%
การเติบโตด้านการค้า ขนส่ง ก่อสร้าง ตัวเลขดี ๖.๐-๓.๖-๖.๒ ตามลำดับ ก็จริง แต่มันไปกระจุกอยู่ที่ ‘เดต้าเซ็นเตอร์’ “ถ้าแกะดูไส้ในคำขอลงทุนจากกลุ่มธุรกิจ ‘ดิจิทัล’ (นับรวมกลุ่ม Data Center) ในช่วงเวลาเดียวกันสูงถึง ๘.๒ แสนล้านบาท เติบโตถึง ๘๒๓%
แต่ว่า “อุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ยานยนต์ ล้วนแต่ลดลง” แล้วการลงทุนเดต้าเซ็นเตอร์ตกถึงคนไทยส่วนใหญ่หรือไม่ ปรากฏว่า ‘ไม่’ ในเมื่อเงินลงทุนที่ไหลเข้าไปใช้กับการซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้างอาคาร “มีจ้างคนไทยก่อสร้างนิดหน่อยเท่านั้นอุปกรณ์ทั้งหมดใน Data Center นำเข้าจากต่างประเทศ” เปรียบเทียบตัวเลขส่งออกกับนำเข้าต่างกันเยอะ ส่งออก ๑๒.๖% ว่ามากแล้ว “น่าตื่นเต้นกว่าคือตัวเลขนำเข้ากลับสูงยิ่งกว่า เติบโตมากถึง ๒๑.๑%” สรุปได้ว่า “นำเข้าเยอะ ส่งออกเยอะ ผลิตเองน้อย”
เขาชี้อีกว่าการนำเข้ามาจากจีนมากกว่าใครๆ เฉพาะไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นถึง ๓๖.๘% สินค้าจากจีนส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ อันนี้เติบโตถึง ๙๐.๙% แพ้ก็แต่การนำเข้าวงจรพิมพ์ (printed circuit board หรือ PCB) ถึง ๑๑๙.๗%
เขายังให้ฉายาจีดีพีไทยในปี ๖๙ ด้วยว่าเป็น “ความเปราะบางที่ถูกพรางไว้
(https://www.facebook.com/isriya.paireepairit/posts/aBJ4o4Mpo)

