ประเทศไทยไม่มีโกง | สมมุติว่า | 31 พ.ค. 69
Thai PBS
Streamed live on May 31, 2026
…คอร์รัปชันถือเป็นปัญหาใหญ่ที่แทรกซึมอยู่ในสังคมไทย แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศไทยไม่มีการโกง ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ? ร่วมสมมุติไปกับ บรรยง พงษ์พานิช กรรมการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
https://www.youtube.com/live/hvGswKsSKbw
.....

Mickey Yutthana Srisavat
Yesterday
·
รายการ “สมมุติว่า” เมื่อคืน (31 พ.ค. 2569) เชิญคุณเตา บรรยง พงษ์พานิช มาเป็นแขกรับเชิญ ผมขอยกให้เป็นหนึ่งในตอนที่ดีที่สุดครั้งนึงตั้งแต่เป็นแฟนรายการนี้เลย เพราะคุณเตาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงที่ฟังแล้วชวนอึดอัดเกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของบ้านเราได้ชัดเจนมากว่าอะไรฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยอยู่
ผมเลยขอเรียบเรียงใหม่ให้เพื่อนๆ ได้มีโอกาสเข้าใจภาพใหญ่โดยแบ่งเป็น 10 ประเด็นดังนี้
—
1. ทำไมคุณเตาสนใจเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน?
คุณเตาเป็น capitalist เพราะอยู่ในธุรกิจการเงิน (ซึ่งมีมูลค่าใหญ่กว่าธุรกิจธนาคารด้วยซ้ำ) เลยเชื่อในเรื่องระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ดี คุณเตาเลยสนใจว่าอะไรคืออุปสรรคของการมีทุนนิยมที่ดีในบ้านเรา หลักฐานคือประเทศไทยได้ชื่อว่าติดกับดักเศรษฐกิจมาแล้ว 20 ปี และได้รับตำแหน่งคนป่วยแห่งเอเชียมาแล้วเกิน 10 ปี
ที่จริงประเทศแรกที่เป็นคนป่วยแห่งเอเชียคือ จีน ช่วงปลายราชวงศ์จีน ซึ่งสาเหตุสำคัญคือเรื่องคอร์รัปชันที่ทำให้จีนล่มสลาย และทำให้ก๊กมินตั๋งล่มสลายด้วย
ฟิลิปปินส์ก็เคยได้ชื่อว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชียมาก่อน แต่ภายหลังเศรษฐกิจในประเทศเติบโตได้ถึงระดับ 6-7% ต่อปีแล้ว อัตราการคอร์รัปชันก็ลดลงเลย เลยขอลาออกจากการเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ตำแหน่งนี้เลยว่างลง
ตั้งแต่ช่วง globalization 1988 โลกมีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีที่สุดระดับเฉลี่ย 5.5% ต่อปี และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะเติบโตดีกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่า เช่น ถ้าโลกโต 3% จีน เวียดนามจะโต 10%
แต่พี่เตาบอกว่ามันจะมีอยู่ประเทศประเทศนึง เป็นประเทศกำลังพัฒนาแต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจประเทศตัวเองโตแซงเศรษฐกิจโลกได้แค่ 2 ครั้ง และที่ทำได้ทั้ง 2 ครั้งเป็นเพราะเป็นช่วงกำลังฟื้นจากวิกฤติ (new low) ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหมายถึงประเทศไหน ดูก็รู้ว่าการที่บ้านเราโตช้าเพราะเราป่วย
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเราป่วยเราเลยคอร์รัปชัน แต่เพราะเราคอร์รัปชันเนี่ยแหละ ถึงทำให้ประเทศเราป่วย และได้รับมงลงแทนฟิลิปปินส์
—
2. ประเทศไทยเคยมียุคที่จะได้เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แล้วอะไรทำให้แผ่วลงจนกลายเป็นคนป่วยแทนฟิลิปปินส์?
ที่จริงบ้านเรามีโอกาสช่วง Eastern seaboard เศรษฐกิจไทยเติบโตดีมากด้วยอานิสงส์จาก Plaza Accord เมื่อปี 1985 ที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศ หวยเลยมาออกที่ไทย เพราะวันนั้นเรามีความพร้อมด้วยปัจจัย 4 เรื่อง
1) การเมืองไทยมีเสถียรภาพมาก เพราะเป็นยุคพลเอกเปรมที่อยู่ยาวได้ถึง 8 ปี
2) ไทยเจอแหล่งก๊าซธรรมชาติ เลยได้ชื่อว่าเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล
3) มีนโยบาย eastern seaboard เพื่อรับการไหลของทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ
4) รัฐบาลยุคพลเอกเปรมค่อนข้างซื่อสัตย์ เพราะถึงแม้จะเป็นรัฐบาลผสม แต่พลเอกเปรมยังถือสิทธิ์ในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านเศรษฐกิจได้อยู่
การลงทุนจากต่างประเทศจะนำพามาซึ่งเงินทุน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่สุด เศรษฐกิจไทยเลยพุ่ง
แต่พอหมดยุคพลเอกเปรมช่วงปี 2531 ประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคการตั้งรัฐบาลแบบ buffet cabinet เลยเป็นที่มาของระบบโควต้า การให้ตำแหน่งกระทรวงเกรดเอเลยกำหนดตามสัดส่วนรัฐบาลผสมมากกว่าความรู้ความสามารถ เลยทำให้ประเทศไทยที่พุ่งๆ อยู่ก็เลยแผ่วลงๆ
วิธีตัดเกรดคือ กระทรวงไหนมีช่องหากินได้เยอะ ก็เรียกกระทรวงนั้นว่าเกรดเอ
กระทรวงแรงงานที่จริงๆ แล้วงบน้อยมาก ก็เป็นกระทรวงที่น่าสนใจมากได้เช่นกัน เพราะจะได้มีโอกาสบริหารกองทุนประกันสังคมมูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท แน่นอนว่าคุณเตาสนับสนุนให้นำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ แต่มั่นใจว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น
—
3. ทำไมการพัฒนาประเทศถึงเกิดขึ้นได้ยาก?
คุณเตาเคยได้เป็น super board ในยุค คสช. เป็นคณะกรรมการระดับชาติเพื่อปฏิรูปแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นประธาน ครั้งนั้น คุณเตาเคยศึกษาเรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพราะประเทศไทยมีรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง หลายแห่งหมดความจำเป็นแล้ว มีขนาดรวมกันราว 20 ล้านล้านบาท เรียกว่าใหญ่เท่ากับ GDP ทั้งประเทศ และมีค่าใช้จ่ายปีละ 6 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน
ปัญหาหลักของรัฐวิสาหกิจ มี 2 เรื่อง คือ ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส
ตอนนั้นคุณเตาพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพโดยศึกษาเปรียบเทียบองค์การโทรศัพท์มีพนักงาน 28,000 คน กับ AIS ที่มีพนักงาน 10,000 คน
AIS มีรายได้มากกว่าองค์การโทรศัพท์ถึง 3 เท่า ทั้งที่องค์การโทรศัพท์มีพนักงานมากกว่า AIS เกือบ 3 เท่า แสดงว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น
ซึ่ง 1 ในปัญหาคือบางคนที่ทำงานรัฐวิสาหกิจไม่มีอะไรให้ทำ พอ 4 โมงก็ต้องเตะตะกร้อแล้ว
แน่นอนว่าแผนการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจสุดท้ายมีการเสนอเป็นกฎหมายเข้าสู่ สนช. เพื่อพิจารณา แต่ก็โดนท้วงติงและคว่ำกฏหมายปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไปในที่สุดในนาทีสุดท้าย
คุณเตาบอกเป็นเรื่องปกติที่การปฏิรูปมักจะไม่สำเร็จมากกว่าสำเร็จ และเรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนี้วิเคราะห์ว่ามีคนไม่ชอบอยู่ 5 กลุ่ม
1) นักการเมือง ไม่ชอบเพราะถ้าเอารัฐวิสาหกิจออกจากการเมือง นักการเมืองก็จะต้อง board เข้าไปดำรงตำแหน่งไม่ได้อีก
2) ข้าราชการ ไม่ชอบเพราะค่าตอบแทนจากการดำรงตำแหน่งก็จะหายไปด้วย
3) ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ไม่ชอบเพราะเสียอำนาจผูกขาดที่ช่วยให้แต่ก่อนห่วยแค่ไหนก็อยู่ได้ เพราะผู้บริโภคไม่มีทางเลือก แต่ถ้าต้องกระโดดลงไปแข่งกับเอกชนก็เหนื่อยกว่าเดิม
4) พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ชอบเพราะถ้าต้องเค้น productivity ก็แปลว่าต้องทำงานหนักขึ้น สหภาพแรงงานก็เลยต้องสร้างกระแสออกมาต่อต้าน
5) คู่ค้า ไม่ชอบเพราะถ้าระบบเปลี่ยนไป ระบบการเงินทอนแบบแต่ก่อนก็จะทำไม่ได้อีก
ถ้าสุดท้ายฝืนปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แล้วตัวเองตั้งพรรคการเมืองกลับมาเป็นรัฐบาลได้ สุดท้ายจะเสียอำนาจในการควบคุมรัฐวิสาหกิจ เลยให้ สนช. คว่ำไปก่อนดีกว่า
—
4. ระบบราชการเอื้อให้คนมีของได้แสดงฝีมือแล้วรึยัง?
คุณเตาพูดถึง ดร.วิรไท อดีตผู้ว่าแบงค์ชาติว่าตอนนั้นเห็นตรงกันว่าต้องมีคนดีมีความสามารถเป็นผู้บริหาร เลยขอให้ย้ายข้าราชการหนุ่มคนเก่งไฟแรงจากที่ที่แทบจะไม่มีอะไรทำให้มาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คนนั้น คือ ดร.เอกนิติ รองนายกคนปัจจุบัน เลยทำให้มีพื้นที่ให้คนเก่งมาแสดงฝีมือ เพราะก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ ไม่ได้อยู่ในแวดวงราชการแบบที่ราชการยอมรับกัน
ที่ผ่านมาประเทศไทยเปลี่ยนจากสถานะด้อยพัฒนามาเป็นประเทศกำลังพัฒนาได้ เพราะเทคโนแครต คือ ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถได้ทุนรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศกลับมานำวิชาความรู้มาพัฒนาบ้านเมือง มาตั้งสถาบันที่ทำให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาได้ แต่สุดท้าย buffet cabinet ก็ทำลายระบบเทคโนแครตทำให้ข้าราชการหัวกะทิไม่ได้ขึ้นมาทำหน้าที่ เพราะนักการเมืองจะเลือกเอาคนของตัวเองมาทำงานแทนข้าราชการที่เก่งและซื่อสัตย์ ประกอบกับค่าตอบแทนข้าราชการโดนเอกชนโตแซง ทำให้เก็บคนเก่งคนดีไว้ได้ยาก
คุณเตาพูดถึงรัฐวิสาหกิจใหญ่แห่งนึงที่ฝั่งการเมืองส่งคนไปนั่งเป็นบอร์ดเต็มไปหมดจนเจ๊งยับ พอโควิดมาก็ไปต่อไม่ได้ ก็เลยต้องกู้วิกฤตโดยการออกจากระบบราชการแบบเดิมแล้วใช้ระบบเอกชนมาบริหารโดยใช้คนมีความสามารถเข้ามาฟื้นฟูจนตอนนี้กลับมาได้และมีกำไรแล้ว แต่คุณเตาเชื่อว่าเดี๋ยวจะไล่คนฟื้นฟูออกแล้วเอาระบบราชการกลับไปครอบใหม่
—
5. สถานะการคอร์รัปชันของไทยจะดีขึ้นไหม?
คุณเตาได้มีส่วนร่วมก่อตั้งองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชันเมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้น ปัญหาคอร์รัปชันประเทศไทยอยู่อันดับ 76 ของโลก แต่ตอนนี้เราหล่นมาอยู่อันดับ 118 แล้ว
ถ้ามองในแง่ดี จริงๆ ประเทศไทยก็ทรงๆ คะแนนไม่ได้แย่กว่าเดิมมากขนาดนั้น แต่ประเทศรอบข้างต่างหากที่แก้ปัญหานี้จริงจัง เขาเลยพัฒนาแซงเรากันไปหมด รวมถึง เวียดนาม และ สปป.ลาว ก็แซงเราเรื่องความโปร่งใสไปแล้ว
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชัน การศึกษา และหลักนิติธรรม มีความน่ากังวลคือ ช่วง 10 ปีหลังมานี้ ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ถอยหลังลงทุกอัน
แต่ยังมีข่าวดีให้คนไทยภูมิใจคือ ถึงแม้ประเทศไทยจะแพ้เกาหลีใต้ทุกอย่าง แต่เราชนะเกาหลีเหนือทุกอย่าง
ทุกวันนี้เรายังชนะพม่าและกัมพูชาเรื่องสถานะการคอร์รัปชันอยู่ ยังไม่น่าจะโดนแซงเร็วๆ นี้
คุณเตามองว่าที่สถานการณ์บ้านเราไม่ดีขึ้น เพราะทุกวันนี้คนไม่ดีก็ยังประสบความสำเร็จและไม่ได้รับผลกระทบอะไร ตอนนี้ก็รวยอยู่แล้ว ไม่ได้ลำบากอะไร มีสายสะพายครบ ก็ไม่มีแรงจูงใจ จะแก้ไขไปทำไม เอาเข้าจริงการคอร์รัปชันก็เป็นปรากฏการณ์นึงที่มีหน้าที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นในระบบเศรษฐกิจด้วย คอร์รัปชันถึงยังอยู่ได้
ซามูเอล ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) นักรัฐศาสตร์ระดับโลกเคยบอกว่าระบบที่เลวร้ายกว่าระบบที่มีขั้นตอนยุ่บยั่บจนต้องจ่ายสินบน คือระบบที่ยุ่บยั่บแต่คุณจ่ายเงินใต้โต๊ะไม่ได้ นั่นหมายความว่าถ้ายัดเงินไม่ได้ ประเทศจะหยุดชะงักทันที เพราะขั้นตอนยุ่บยั่บเต็มไปหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมบ้านเราถึงต้องรีบ "กิโยตินกฎหมาย" เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
—
6. กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อไหร่จะโดนจัดการ?
ตอนนี้ประเทศไทยก็มีแผนเรื่องการกำจัดข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค (กิโยตินกฎหมาย) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์แล้วแต่ก็ยังเดินหน้าช้าอยู่ ตอนนี้คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลชุดปัจจุบันยืนยันว่าจะเดินหน้าเอาจริงเรื่องนี้ให้ได้
แต่คุณเตาชี้ว่ามี 4 เหตุผลที่ทำให้การกิโยตินกฎหมายทำได้ล่าช้า
1) ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน
เพราะถ้าดูเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างจะเห็นประธานาธิบดีของเขาลงมาเป็นหัวโต๊ะผลักดันเองเลย และสื่อสารกับประชาชนอย่างเปิดเผย ให้เห็นไปเลยว่าติดที่ใคร ใครควรโดนด่า ซึ่งจริงๆ สมัยคุณเศรษฐาเป็นนายกดูมีความจริงจังมาก เพราะประชุมบ่อยแต่โดนศาลรัฐธรรมนูญสอยไปซะก่อน
2) ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบที่แท้จริง
ปล่อยให้เป็นงานฝากไปอยู่กับหน่วยงานที่มีงานหลักเรื่องอื่นอยู่แล้ว เช่น ไปฝากกับ กพร. แต่ประเทศอื่นอย่างเกาหลีใต้มีหน่วยงานเฉพาะ อย่างเวียดนามก็ตั้งชื่อว่า "Project 30" เพื่อกำหนดเลยว่าการลดภาระ 30% จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในกรอบเวลาที่กำหนด
3) ปล่อยให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายเป็นคนอนุมัติเรื่องการยกเลิกกฎหมายก่อน
ซึ่งอาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกสมัยนั้นเป็นคนกำหนดไว้ลองคิดดู ถ้าไปถามทุกหน่วยงานว่ากฎหมายฉบับไหนยังจำเป็นต้องใช้อยู่ทุกวันนี้ให้ลิสต์มา อันไหนที่ไม่ได้ใช้แล้วจะได้ยกเลิก คำตอบคือไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวลิสต์ตกหล่น
ประเด็นคือตัวเองยังจำกฎหมายที่ต้องใช้อยู่ไม่ได้เลย จะเก็บกฎหมายที่ไม่ใช้แล้วไปทำไม
4) ใช้นักกฎหมายเป็นประธาน
เพราะสัญชาตญาณของนักกฎหมายคือชอบให้มีกฎเยอะๆ หวงกฎหมาย ซึ่งการปฏิรูปเรื่องนี้ควรใช้นักเศรษฐศาสตร์หรือนักปฏิบัติที่เข้าใจเรื่องต้นทุนแฝงของการมีกฎหมายมากกว่า กฎหมายที่ไม่ดีคือกฎหมายที่นอกจากทำให้ต้นทุนของทุกคนแพงขึ้นแล้วยังกันการโกงไม่ได้ด้วย
—
7. บุคลากรในระบบราชการไทยมีเยอะไปไหม?
เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีงานวิจัยของสถาบันอนาคตไทยศึกษาที่ ดร.เศรษฐพุฒิและคุณไหม ศิริกัญญา ทำร่วมกัน ชี้ว่าแต่ก่อนประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐทั้งหมดราว 1.5 ล้านคน แล้ว 8 ปีต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านคน ทำให้บ้านเรามีสัดส่วนข้าราชการ 1 คนต่อ ประชากร 43 คน จัดว่าเป็นสัดส่วนที่สูง เพราะเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่มีประชากร 130 ล้านคนกลับมีข้าราชการเพียง 5 แสนคน (ข้าราชการ 1: ประชากร 260)
(ส่วนสิงคโปร์มีประชากร 5 ล้านคน มีข้าราชการ 120,000 คน (ข้าราชการ 1: ประชากร 42) ซึ่งสัดส่วนใกล้เคียงกับไทย แต่เปรียบเทียบไปก็เห็นชัดเรื่องประสิทธิภาพว่าระบบราชการบ้านเรากับบ้านเขาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง)
งานวิจัยนี้ชี้ว่าว่าสัดส่วนบุคลากรภาครัฐมีสัดส่วนต่อประชากรค่อนข้างสูง โดยเงินเดือนและสวัสดิการก็คิดเป็นสัดส่วนถึง 8% ของ GDP
งบประมาณของไทยมีสัดส่วน 23% ของ GDP เป็นเงินเดือนซัดไป 8% แล้ว นั่นหมายความว่างบประมาณประเทศจำนวนมากถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการทางราชการก่อน ทำให้งบเหลือไปทำอย่างอื่นได้น้อยลง
นั่นคืองานวิจัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนที่มีบุคลากรภาครัฐ 2.2 ล้านคน แต่วันนี้มีเพิ่มเป็นราว 3.1 ล้านคนไปแล้ว
ที่จริงประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีหน่วยงานเจ้าภาพชื่อว่า “สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)”
ทุกวันนี้คนคงลืมหมดแล้ว แต่หน่วยงาน ป.ย.ป. ยังอยู่ และไม่มีอะไรทำ และไม่มีใครสนใจทั้งที่กฎหมายบังคับให้ทุกรัฐบาลต้องทำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วย
เรื่องนี้ก็นับได้ว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย เพราะถ้าต้องทำทุกอย่างตามแผนทั้งหมด (ความยาวรวม 2 พันกว่าหน้า) ประเทศไทยจะต้องตั้งหน่วยงานเพิ่มอีก 56 หน่วย คราวนี้ประเทศก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว
—
8. ข้อเสนอของคุณเตา “T-E-P-P”
Transparent - เปิดเผยข้อมูลมีความเป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะฝั่งราชการและรัฐวิสาหกิจยิ่งต้องเปิดเผยมากกว่าบริษัทจดทะเบียน 2 เท่าด้วย
Expertise - ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบโครงการภาครัฐ และค่าตอบแทนโดยตั้งกองทุนเหมือน สสส. แล้วใช้งบ 0.1% ของงบลงทุนมาดำเนินการเรื่องนี้ ปีนึงเราจะมีงบ 2 พันล้านเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
Participation - ต้องให้ภาคเอกชน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สภาวิชาชีพต่างๆ มีวิศวกร สถาปนิก เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบภาครัฐ เพราะให้ภาครัฐตรวจสอบกันเองไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ
Public Accountability - ต้องมีพื้นที่ให้ประชาชนรู้เห็นความเคลื่อนไหวตลอดเวลา อาศัยสื่อต่างๆ ช่วยสอดส่อง
ซึ่งข้อเสนอ T-E-P-P นี้คุณเตาได้ส่งถึงนายกอนุทินแล้ว แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เรื่องไปถึงไหนแล้ว
—
9. ประเทศไทยก็มีหน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชันอย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ทำไมถึงยังเอาไม่อยู่?
คุณเตาพูดถึงเรื่องสินบนโรลส์-รอยซ์ว่า บริษัท Rolls-Royce โดนดำเนินคดีและให้การรับสารภาพที่อังกฤษและอเมริกาว่าเคยยัดเงินให้รัฐวิสาหกิจไทย 3 แห่งเพื่อจะได้ขายสินค้าให้ เช่น ยัดเงินการบินไทย เพราะอยากขายเครื่องยนต์ให้ รวมถึงยัดเงิน ปตท.สผ. เพราะอยากขายกังหันก๊าซ (Gas Turbine) สำหรับใช้ในแท่นขุดเจาะ
น่าสงสัยมั้ยว่า ทั้งที่บริษัท Rolls-Royce สารภาพไปหมดแล้ว เสียค่าปรับเป็นหลักพันล้านปอนด์แล้ว กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนไปแล้ว แต่หน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชันบ้านเรากลับเงียบกริบ
คุณเตาเลยถาม ป.ป.ช. ว่าทำไมไม่ดำเนินการ คำตอบที่ได้คือ เอกสารในคดีนั้นทั้งหมดมีเป็นแสนหน้า ถ้า ป.ป.ช. จะขอหลักฐานมาดำเนินการจะต้องทำหนังสือถึงอัยการผ่านอัยการสูงสุดเพื่อให้ไปติดต่อกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอเอกสารกลับมาแล้วต้องแปลเอกสารทุกหน้าเป็นภาษาไทยก่อนจึงจะดำเนินการได้
เรื่องนี้เลยมีมติสรุปจบไปเลยว่า “ไม่มีใครผิด” ทั้งที่คนยัดเงินรับสารภาพแล้วว่าตัวเองยัดเงินจริง
อีกกรณีคือ Toyota ที่ไปรับสารภาพที่อเมริกายอมรับว่ายัดเงินผู้พิพากษาศาลไทย 270 ล้านบาทในคดีภาษีรถ Prius ที่ Toyota ถูกกรมศุลกากรประเมินภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์รุ่น Prius ไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องจ่ายภาษีและค่าปรับย้อนหลังประมาณหมื่นกว่าล้านบาท
โดยผู้พิพากษาที่โดนระบุชื่ออยู่ระดับศาลฎีกา 2 คนและศาลอุทธรณ์อีก 1 คน สุดท้ายเรื่องเงียบ
เหตุผลที่ Toyota ยอมรับสารภาพในอเมริกา เพราะอเมริกามีกฎหมายต่อต้านการทุจริตในต่างประเทศ FCPA (Foreign Corrupt Practices Act) เพื่อห้ามธุรกิจยัดเงินทุกที่บนโลกนี้ ถ้าโดนจับได้เอง จะโดนห้ามทำธุรกิจในอเมริกา
คุณเตามองว่าเอาเข้าจริง Toyota ก็ประกอบธุรกิจในไทย ถ้าตอนนั้นแจ้งให้นำเอกสารที่สารภาพที่อเมริกามาให้ที่ไทยด้วย กระบวนการน่าจะสั้นกว่ามาก และถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็ประกาศบอกประชาชนได้เลยว่ายี่ห้อนี้ไม่ให้ความร่วมมือเพื่อให้สังคมกดดันธุรกิจได้
—
10. คนไทยทำอะไรได้มากกว่านี้บ้างมั้ย เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศ?
คุณเตามีส่วนสนับสนุนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันให้เกิด “ข้อตกลงคุณธรรม” และ “โครงการเพื่อความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ” เพื่อให้เอกชนเข้าไปร่วมตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างได้ ซึ่งความพยายามเหล่านี้ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปได้แล้วเป็นหมื่นล้านบาท
นอกจากนี้คุณเตาพูดถึงงานของ อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ ที่ศึกษาว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสู้กับคอร์รัปชัน ไม่ได้ใช้วิธีฝึกเรื่องให้เป็นคนดีมีคุณธรรม แต่ใช้วิธีจูงใจด้วยผลประโยชน์แทน คือต้องทำให้ประชาชนทุกคนรับรู้ว่าเวลามีการโกง คนที่โดนโกงก็คือ "ตัวคุณ" คุณคือคนที่ต้องรู้สึกเดือดร้อน ถ้าคุณรู้สึกโดนโกง คุณจะเริ่มรู้สึกกระทบกับผลประโยชน์ของคุณ มาตรการต่อสู้กับการโกงจึงจะได้ผล
โครงการโตไปไม่โกง คุณเตาเลยเสนอให้เรียกเพิ่มว่า “โตไปไม่ยอมให้ใครโกง” และมองว่าถ้าบ้านเราปราบโกงได้ทันที มหาเศรษฐีไทยอาจจะตกอันดับ Forbes หลายคน
Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลล่าร์บนโลกนี้ พบว่าประเทศไทยขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าประเทศฝรั่งเศสถึง 8 เท่า แต่มีจำนวนมหาเศรษฐีจำนวน 30 คนเท่ากับฝรั่งเศสเลย
นั่นหมายความว่าประเทศไทยมีมหาเศรษฐีเยอะมากเมื่อเทียบกับขนาด GDP ของประเทศที่เล็กกว่าฝรั่งเศสขนาดนี้ และถ้าตัด Bernard Arnault (CEO ของ LVMH) ออกไป จะพบว่ามหาเศรษฐีของไทยรวยกว่ามหาเศรษฐีของฝรั่งเศสราว 20% ด้วยซ้ำ
คุณเตาวิเคราะห์ว่านักธุรกิจมักร่ำรวยได้ 3 วิธี คือ
1) ค้ากับโลก - ขายของให้ตลาดโลก
2) ค้ากับเรา - ขายของให้ตลาดในประเทศ และ
3) ค้ากับรัฐ - ขายของให้ราชการ
คุณเตาพบว่ามหาเศรษฐีฝรั่งเศส 80% เขารวยเพราะค้ากับโลก แต่ของไทยรวยได้เพราะเน้น “ค้ากับรัฐ” รองลงมาคือ “ค้ากับเรา” ไม่ค่อยได้เห็นการค้ากับโลก น่าตั้งคำถามว่าพอเป็นแบบนี้ศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกของเราจะร่วงลงไปเรื่อยๆ รึเปล่า
—
คุณเตาทิ้งท้ายว่า มีคนพูดเสมอว่า "ให้แยกประโยชน์ส่วนรวมออกจากประโยชน์ส่วนตัว แล้วให้เอาประโยชน์ส่วนรวมมาก่อน ฟังดูดี แต่แม่งไม่เคยเห็นใครทำได้ซักคน"

Mickey Yutthana Srisavat
Yesterday
·
รายการ “สมมุติว่า” เมื่อคืน (31 พ.ค. 2569) เชิญคุณเตา บรรยง พงษ์พานิช มาเป็นแขกรับเชิญ ผมขอยกให้เป็นหนึ่งในตอนที่ดีที่สุดครั้งนึงตั้งแต่เป็นแฟนรายการนี้เลย เพราะคุณเตาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงที่ฟังแล้วชวนอึดอัดเกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของบ้านเราได้ชัดเจนมากว่าอะไรฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยอยู่
ผมเลยขอเรียบเรียงใหม่ให้เพื่อนๆ ได้มีโอกาสเข้าใจภาพใหญ่โดยแบ่งเป็น 10 ประเด็นดังนี้
—
1. ทำไมคุณเตาสนใจเรื่องปัญหาคอร์รัปชัน?
คุณเตาเป็น capitalist เพราะอยู่ในธุรกิจการเงิน (ซึ่งมีมูลค่าใหญ่กว่าธุรกิจธนาคารด้วยซ้ำ) เลยเชื่อในเรื่องระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ดี คุณเตาเลยสนใจว่าอะไรคืออุปสรรคของการมีทุนนิยมที่ดีในบ้านเรา หลักฐานคือประเทศไทยได้ชื่อว่าติดกับดักเศรษฐกิจมาแล้ว 20 ปี และได้รับตำแหน่งคนป่วยแห่งเอเชียมาแล้วเกิน 10 ปี
ที่จริงประเทศแรกที่เป็นคนป่วยแห่งเอเชียคือ จีน ช่วงปลายราชวงศ์จีน ซึ่งสาเหตุสำคัญคือเรื่องคอร์รัปชันที่ทำให้จีนล่มสลาย และทำให้ก๊กมินตั๋งล่มสลายด้วย
ฟิลิปปินส์ก็เคยได้ชื่อว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชียมาก่อน แต่ภายหลังเศรษฐกิจในประเทศเติบโตได้ถึงระดับ 6-7% ต่อปีแล้ว อัตราการคอร์รัปชันก็ลดลงเลย เลยขอลาออกจากการเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ตำแหน่งนี้เลยว่างลง
ตั้งแต่ช่วง globalization 1988 โลกมีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีที่สุดระดับเฉลี่ย 5.5% ต่อปี และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะเติบโตดีกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่า เช่น ถ้าโลกโต 3% จีน เวียดนามจะโต 10%
แต่พี่เตาบอกว่ามันจะมีอยู่ประเทศประเทศนึง เป็นประเทศกำลังพัฒนาแต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจประเทศตัวเองโตแซงเศรษฐกิจโลกได้แค่ 2 ครั้ง และที่ทำได้ทั้ง 2 ครั้งเป็นเพราะเป็นช่วงกำลังฟื้นจากวิกฤติ (new low) ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหมายถึงประเทศไหน ดูก็รู้ว่าการที่บ้านเราโตช้าเพราะเราป่วย
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเราป่วยเราเลยคอร์รัปชัน แต่เพราะเราคอร์รัปชันเนี่ยแหละ ถึงทำให้ประเทศเราป่วย และได้รับมงลงแทนฟิลิปปินส์
—
2. ประเทศไทยเคยมียุคที่จะได้เป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แล้วอะไรทำให้แผ่วลงจนกลายเป็นคนป่วยแทนฟิลิปปินส์?
ที่จริงบ้านเรามีโอกาสช่วง Eastern seaboard เศรษฐกิจไทยเติบโตดีมากด้วยอานิสงส์จาก Plaza Accord เมื่อปี 1985 ที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศ หวยเลยมาออกที่ไทย เพราะวันนั้นเรามีความพร้อมด้วยปัจจัย 4 เรื่อง
1) การเมืองไทยมีเสถียรภาพมาก เพราะเป็นยุคพลเอกเปรมที่อยู่ยาวได้ถึง 8 ปี
2) ไทยเจอแหล่งก๊าซธรรมชาติ เลยได้ชื่อว่าเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล
3) มีนโยบาย eastern seaboard เพื่อรับการไหลของทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ
4) รัฐบาลยุคพลเอกเปรมค่อนข้างซื่อสัตย์ เพราะถึงแม้จะเป็นรัฐบาลผสม แต่พลเอกเปรมยังถือสิทธิ์ในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านเศรษฐกิจได้อยู่
การลงทุนจากต่างประเทศจะนำพามาซึ่งเงินทุน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการที่สุด เศรษฐกิจไทยเลยพุ่ง
แต่พอหมดยุคพลเอกเปรมช่วงปี 2531 ประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคการตั้งรัฐบาลแบบ buffet cabinet เลยเป็นที่มาของระบบโควต้า การให้ตำแหน่งกระทรวงเกรดเอเลยกำหนดตามสัดส่วนรัฐบาลผสมมากกว่าความรู้ความสามารถ เลยทำให้ประเทศไทยที่พุ่งๆ อยู่ก็เลยแผ่วลงๆ
วิธีตัดเกรดคือ กระทรวงไหนมีช่องหากินได้เยอะ ก็เรียกกระทรวงนั้นว่าเกรดเอ
กระทรวงแรงงานที่จริงๆ แล้วงบน้อยมาก ก็เป็นกระทรวงที่น่าสนใจมากได้เช่นกัน เพราะจะได้มีโอกาสบริหารกองทุนประกันสังคมมูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท แน่นอนว่าคุณเตาสนับสนุนให้นำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ แต่มั่นใจว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น
—
3. ทำไมการพัฒนาประเทศถึงเกิดขึ้นได้ยาก?
คุณเตาเคยได้เป็น super board ในยุค คสช. เป็นคณะกรรมการระดับชาติเพื่อปฏิรูปแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ ที่มีพลเอกประยุทธ์เป็นประธาน ครั้งนั้น คุณเตาเคยศึกษาเรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพราะประเทศไทยมีรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง หลายแห่งหมดความจำเป็นแล้ว มีขนาดรวมกันราว 20 ล้านล้านบาท เรียกว่าใหญ่เท่ากับ GDP ทั้งประเทศ และมีค่าใช้จ่ายปีละ 6 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 เท่าของงบประมาณแผ่นดิน
ปัญหาหลักของรัฐวิสาหกิจ มี 2 เรื่อง คือ ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส
ตอนนั้นคุณเตาพูดถึงเรื่องประสิทธิภาพโดยศึกษาเปรียบเทียบองค์การโทรศัพท์มีพนักงาน 28,000 คน กับ AIS ที่มีพนักงาน 10,000 คน
AIS มีรายได้มากกว่าองค์การโทรศัพท์ถึง 3 เท่า ทั้งที่องค์การโทรศัพท์มีพนักงานมากกว่า AIS เกือบ 3 เท่า แสดงว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น
ซึ่ง 1 ในปัญหาคือบางคนที่ทำงานรัฐวิสาหกิจไม่มีอะไรให้ทำ พอ 4 โมงก็ต้องเตะตะกร้อแล้ว
แน่นอนว่าแผนการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจสุดท้ายมีการเสนอเป็นกฎหมายเข้าสู่ สนช. เพื่อพิจารณา แต่ก็โดนท้วงติงและคว่ำกฏหมายปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไปในที่สุดในนาทีสุดท้าย
คุณเตาบอกเป็นเรื่องปกติที่การปฏิรูปมักจะไม่สำเร็จมากกว่าสำเร็จ และเรื่องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนี้วิเคราะห์ว่ามีคนไม่ชอบอยู่ 5 กลุ่ม
1) นักการเมือง ไม่ชอบเพราะถ้าเอารัฐวิสาหกิจออกจากการเมือง นักการเมืองก็จะต้อง board เข้าไปดำรงตำแหน่งไม่ได้อีก
2) ข้าราชการ ไม่ชอบเพราะค่าตอบแทนจากการดำรงตำแหน่งก็จะหายไปด้วย
3) ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ไม่ชอบเพราะเสียอำนาจผูกขาดที่ช่วยให้แต่ก่อนห่วยแค่ไหนก็อยู่ได้ เพราะผู้บริโภคไม่มีทางเลือก แต่ถ้าต้องกระโดดลงไปแข่งกับเอกชนก็เหนื่อยกว่าเดิม
4) พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ชอบเพราะถ้าต้องเค้น productivity ก็แปลว่าต้องทำงานหนักขึ้น สหภาพแรงงานก็เลยต้องสร้างกระแสออกมาต่อต้าน
5) คู่ค้า ไม่ชอบเพราะถ้าระบบเปลี่ยนไป ระบบการเงินทอนแบบแต่ก่อนก็จะทำไม่ได้อีก
ถ้าสุดท้ายฝืนปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ แล้วตัวเองตั้งพรรคการเมืองกลับมาเป็นรัฐบาลได้ สุดท้ายจะเสียอำนาจในการควบคุมรัฐวิสาหกิจ เลยให้ สนช. คว่ำไปก่อนดีกว่า
—
4. ระบบราชการเอื้อให้คนมีของได้แสดงฝีมือแล้วรึยัง?
คุณเตาพูดถึง ดร.วิรไท อดีตผู้ว่าแบงค์ชาติว่าตอนนั้นเห็นตรงกันว่าต้องมีคนดีมีความสามารถเป็นผู้บริหาร เลยขอให้ย้ายข้าราชการหนุ่มคนเก่งไฟแรงจากที่ที่แทบจะไม่มีอะไรทำให้มาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คนนั้น คือ ดร.เอกนิติ รองนายกคนปัจจุบัน เลยทำให้มีพื้นที่ให้คนเก่งมาแสดงฝีมือ เพราะก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ ไม่ได้อยู่ในแวดวงราชการแบบที่ราชการยอมรับกัน
ที่ผ่านมาประเทศไทยเปลี่ยนจากสถานะด้อยพัฒนามาเป็นประเทศกำลังพัฒนาได้ เพราะเทคโนแครต คือ ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถได้ทุนรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศกลับมานำวิชาความรู้มาพัฒนาบ้านเมือง มาตั้งสถาบันที่ทำให้เศรษฐกิจไทยพัฒนาได้ แต่สุดท้าย buffet cabinet ก็ทำลายระบบเทคโนแครตทำให้ข้าราชการหัวกะทิไม่ได้ขึ้นมาทำหน้าที่ เพราะนักการเมืองจะเลือกเอาคนของตัวเองมาทำงานแทนข้าราชการที่เก่งและซื่อสัตย์ ประกอบกับค่าตอบแทนข้าราชการโดนเอกชนโตแซง ทำให้เก็บคนเก่งคนดีไว้ได้ยาก
คุณเตาพูดถึงรัฐวิสาหกิจใหญ่แห่งนึงที่ฝั่งการเมืองส่งคนไปนั่งเป็นบอร์ดเต็มไปหมดจนเจ๊งยับ พอโควิดมาก็ไปต่อไม่ได้ ก็เลยต้องกู้วิกฤตโดยการออกจากระบบราชการแบบเดิมแล้วใช้ระบบเอกชนมาบริหารโดยใช้คนมีความสามารถเข้ามาฟื้นฟูจนตอนนี้กลับมาได้และมีกำไรแล้ว แต่คุณเตาเชื่อว่าเดี๋ยวจะไล่คนฟื้นฟูออกแล้วเอาระบบราชการกลับไปครอบใหม่
—
5. สถานะการคอร์รัปชันของไทยจะดีขึ้นไหม?
คุณเตาได้มีส่วนร่วมก่อตั้งองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชันเมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้น ปัญหาคอร์รัปชันประเทศไทยอยู่อันดับ 76 ของโลก แต่ตอนนี้เราหล่นมาอยู่อันดับ 118 แล้ว
ถ้ามองในแง่ดี จริงๆ ประเทศไทยก็ทรงๆ คะแนนไม่ได้แย่กว่าเดิมมากขนาดนั้น แต่ประเทศรอบข้างต่างหากที่แก้ปัญหานี้จริงจัง เขาเลยพัฒนาแซงเรากันไปหมด รวมถึง เวียดนาม และ สปป.ลาว ก็แซงเราเรื่องความโปร่งใสไปแล้ว
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ได้แก่ ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชัน การศึกษา และหลักนิติธรรม มีความน่ากังวลคือ ช่วง 10 ปีหลังมานี้ ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ถอยหลังลงทุกอัน
แต่ยังมีข่าวดีให้คนไทยภูมิใจคือ ถึงแม้ประเทศไทยจะแพ้เกาหลีใต้ทุกอย่าง แต่เราชนะเกาหลีเหนือทุกอย่าง
ทุกวันนี้เรายังชนะพม่าและกัมพูชาเรื่องสถานะการคอร์รัปชันอยู่ ยังไม่น่าจะโดนแซงเร็วๆ นี้
คุณเตามองว่าที่สถานการณ์บ้านเราไม่ดีขึ้น เพราะทุกวันนี้คนไม่ดีก็ยังประสบความสำเร็จและไม่ได้รับผลกระทบอะไร ตอนนี้ก็รวยอยู่แล้ว ไม่ได้ลำบากอะไร มีสายสะพายครบ ก็ไม่มีแรงจูงใจ จะแก้ไขไปทำไม เอาเข้าจริงการคอร์รัปชันก็เป็นปรากฏการณ์นึงที่มีหน้าที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นในระบบเศรษฐกิจด้วย คอร์รัปชันถึงยังอยู่ได้
ซามูเอล ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) นักรัฐศาสตร์ระดับโลกเคยบอกว่าระบบที่เลวร้ายกว่าระบบที่มีขั้นตอนยุ่บยั่บจนต้องจ่ายสินบน คือระบบที่ยุ่บยั่บแต่คุณจ่ายเงินใต้โต๊ะไม่ได้ นั่นหมายความว่าถ้ายัดเงินไม่ได้ ประเทศจะหยุดชะงักทันที เพราะขั้นตอนยุ่บยั่บเต็มไปหมด นี่คือเหตุผลว่าทำไมบ้านเราถึงต้องรีบ "กิโยตินกฎหมาย" เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
—
6. กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เมื่อไหร่จะโดนจัดการ?
ตอนนี้ประเทศไทยก็มีแผนเรื่องการกำจัดข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค (กิโยตินกฎหมาย) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์แล้วแต่ก็ยังเดินหน้าช้าอยู่ ตอนนี้คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลชุดปัจจุบันยืนยันว่าจะเดินหน้าเอาจริงเรื่องนี้ให้ได้
แต่คุณเตาชี้ว่ามี 4 เหตุผลที่ทำให้การกิโยตินกฎหมายทำได้ล่าช้า
1) ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน
เพราะถ้าดูเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างจะเห็นประธานาธิบดีของเขาลงมาเป็นหัวโต๊ะผลักดันเองเลย และสื่อสารกับประชาชนอย่างเปิดเผย ให้เห็นไปเลยว่าติดที่ใคร ใครควรโดนด่า ซึ่งจริงๆ สมัยคุณเศรษฐาเป็นนายกดูมีความจริงจังมาก เพราะประชุมบ่อยแต่โดนศาลรัฐธรรมนูญสอยไปซะก่อน
2) ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบที่แท้จริง
ปล่อยให้เป็นงานฝากไปอยู่กับหน่วยงานที่มีงานหลักเรื่องอื่นอยู่แล้ว เช่น ไปฝากกับ กพร. แต่ประเทศอื่นอย่างเกาหลีใต้มีหน่วยงานเฉพาะ อย่างเวียดนามก็ตั้งชื่อว่า "Project 30" เพื่อกำหนดเลยว่าการลดภาระ 30% จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในกรอบเวลาที่กำหนด
3) ปล่อยให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายเป็นคนอนุมัติเรื่องการยกเลิกกฎหมายก่อน
ซึ่งอาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกสมัยนั้นเป็นคนกำหนดไว้ลองคิดดู ถ้าไปถามทุกหน่วยงานว่ากฎหมายฉบับไหนยังจำเป็นต้องใช้อยู่ทุกวันนี้ให้ลิสต์มา อันไหนที่ไม่ได้ใช้แล้วจะได้ยกเลิก คำตอบคือไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวลิสต์ตกหล่น
ประเด็นคือตัวเองยังจำกฎหมายที่ต้องใช้อยู่ไม่ได้เลย จะเก็บกฎหมายที่ไม่ใช้แล้วไปทำไม
4) ใช้นักกฎหมายเป็นประธาน
เพราะสัญชาตญาณของนักกฎหมายคือชอบให้มีกฎเยอะๆ หวงกฎหมาย ซึ่งการปฏิรูปเรื่องนี้ควรใช้นักเศรษฐศาสตร์หรือนักปฏิบัติที่เข้าใจเรื่องต้นทุนแฝงของการมีกฎหมายมากกว่า กฎหมายที่ไม่ดีคือกฎหมายที่นอกจากทำให้ต้นทุนของทุกคนแพงขึ้นแล้วยังกันการโกงไม่ได้ด้วย
—
7. บุคลากรในระบบราชการไทยมีเยอะไปไหม?
เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีงานวิจัยของสถาบันอนาคตไทยศึกษาที่ ดร.เศรษฐพุฒิและคุณไหม ศิริกัญญา ทำร่วมกัน ชี้ว่าแต่ก่อนประเทศไทยมีบุคลากรภาครัฐทั้งหมดราว 1.5 ล้านคน แล้ว 8 ปีต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านคน ทำให้บ้านเรามีสัดส่วนข้าราชการ 1 คนต่อ ประชากร 43 คน จัดว่าเป็นสัดส่วนที่สูง เพราะเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่มีประชากร 130 ล้านคนกลับมีข้าราชการเพียง 5 แสนคน (ข้าราชการ 1: ประชากร 260)
(ส่วนสิงคโปร์มีประชากร 5 ล้านคน มีข้าราชการ 120,000 คน (ข้าราชการ 1: ประชากร 42) ซึ่งสัดส่วนใกล้เคียงกับไทย แต่เปรียบเทียบไปก็เห็นชัดเรื่องประสิทธิภาพว่าระบบราชการบ้านเรากับบ้านเขาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง)
งานวิจัยนี้ชี้ว่าว่าสัดส่วนบุคลากรภาครัฐมีสัดส่วนต่อประชากรค่อนข้างสูง โดยเงินเดือนและสวัสดิการก็คิดเป็นสัดส่วนถึง 8% ของ GDP
งบประมาณของไทยมีสัดส่วน 23% ของ GDP เป็นเงินเดือนซัดไป 8% แล้ว นั่นหมายความว่างบประมาณประเทศจำนวนมากถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการทางราชการก่อน ทำให้งบเหลือไปทำอย่างอื่นได้น้อยลง
นั่นคืองานวิจัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนที่มีบุคลากรภาครัฐ 2.2 ล้านคน แต่วันนี้มีเพิ่มเป็นราว 3.1 ล้านคนไปแล้ว
ที่จริงประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีหน่วยงานเจ้าภาพชื่อว่า “สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)”
ทุกวันนี้คนคงลืมหมดแล้ว แต่หน่วยงาน ป.ย.ป. ยังอยู่ และไม่มีอะไรทำ และไม่มีใครสนใจทั้งที่กฎหมายบังคับให้ทุกรัฐบาลต้องทำตามแผนยุทธศาสตร์ชาติด้วย
เรื่องนี้ก็นับได้ว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย เพราะถ้าต้องทำทุกอย่างตามแผนทั้งหมด (ความยาวรวม 2 พันกว่าหน้า) ประเทศไทยจะต้องตั้งหน่วยงานเพิ่มอีก 56 หน่วย คราวนี้ประเทศก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว
—
8. ข้อเสนอของคุณเตา “T-E-P-P”
Transparent - เปิดเผยข้อมูลมีความเป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะฝั่งราชการและรัฐวิสาหกิจยิ่งต้องเปิดเผยมากกว่าบริษัทจดทะเบียน 2 เท่าด้วย
Expertise - ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบโครงการภาครัฐ และค่าตอบแทนโดยตั้งกองทุนเหมือน สสส. แล้วใช้งบ 0.1% ของงบลงทุนมาดำเนินการเรื่องนี้ ปีนึงเราจะมีงบ 2 พันล้านเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม
Participation - ต้องให้ภาคเอกชน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน สภาวิชาชีพต่างๆ มีวิศวกร สถาปนิก เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบภาครัฐ เพราะให้ภาครัฐตรวจสอบกันเองไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ
Public Accountability - ต้องมีพื้นที่ให้ประชาชนรู้เห็นความเคลื่อนไหวตลอดเวลา อาศัยสื่อต่างๆ ช่วยสอดส่อง
ซึ่งข้อเสนอ T-E-P-P นี้คุณเตาได้ส่งถึงนายกอนุทินแล้ว แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เรื่องไปถึงไหนแล้ว
—
9. ประเทศไทยก็มีหน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชันอย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ทำไมถึงยังเอาไม่อยู่?
คุณเตาพูดถึงเรื่องสินบนโรลส์-รอยซ์ว่า บริษัท Rolls-Royce โดนดำเนินคดีและให้การรับสารภาพที่อังกฤษและอเมริกาว่าเคยยัดเงินให้รัฐวิสาหกิจไทย 3 แห่งเพื่อจะได้ขายสินค้าให้ เช่น ยัดเงินการบินไทย เพราะอยากขายเครื่องยนต์ให้ รวมถึงยัดเงิน ปตท.สผ. เพราะอยากขายกังหันก๊าซ (Gas Turbine) สำหรับใช้ในแท่นขุดเจาะ
น่าสงสัยมั้ยว่า ทั้งที่บริษัท Rolls-Royce สารภาพไปหมดแล้ว เสียค่าปรับเป็นหลักพันล้านปอนด์แล้ว กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนไปแล้ว แต่หน่วยงานปราบปรามคอร์รัปชันบ้านเรากลับเงียบกริบ
คุณเตาเลยถาม ป.ป.ช. ว่าทำไมไม่ดำเนินการ คำตอบที่ได้คือ เอกสารในคดีนั้นทั้งหมดมีเป็นแสนหน้า ถ้า ป.ป.ช. จะขอหลักฐานมาดำเนินการจะต้องทำหนังสือถึงอัยการผ่านอัยการสูงสุดเพื่อให้ไปติดต่อกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอเอกสารกลับมาแล้วต้องแปลเอกสารทุกหน้าเป็นภาษาไทยก่อนจึงจะดำเนินการได้
เรื่องนี้เลยมีมติสรุปจบไปเลยว่า “ไม่มีใครผิด” ทั้งที่คนยัดเงินรับสารภาพแล้วว่าตัวเองยัดเงินจริง
อีกกรณีคือ Toyota ที่ไปรับสารภาพที่อเมริกายอมรับว่ายัดเงินผู้พิพากษาศาลไทย 270 ล้านบาทในคดีภาษีรถ Prius ที่ Toyota ถูกกรมศุลกากรประเมินภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์รุ่น Prius ไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องจ่ายภาษีและค่าปรับย้อนหลังประมาณหมื่นกว่าล้านบาท
โดยผู้พิพากษาที่โดนระบุชื่ออยู่ระดับศาลฎีกา 2 คนและศาลอุทธรณ์อีก 1 คน สุดท้ายเรื่องเงียบ
เหตุผลที่ Toyota ยอมรับสารภาพในอเมริกา เพราะอเมริกามีกฎหมายต่อต้านการทุจริตในต่างประเทศ FCPA (Foreign Corrupt Practices Act) เพื่อห้ามธุรกิจยัดเงินทุกที่บนโลกนี้ ถ้าโดนจับได้เอง จะโดนห้ามทำธุรกิจในอเมริกา
คุณเตามองว่าเอาเข้าจริง Toyota ก็ประกอบธุรกิจในไทย ถ้าตอนนั้นแจ้งให้นำเอกสารที่สารภาพที่อเมริกามาให้ที่ไทยด้วย กระบวนการน่าจะสั้นกว่ามาก และถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็ประกาศบอกประชาชนได้เลยว่ายี่ห้อนี้ไม่ให้ความร่วมมือเพื่อให้สังคมกดดันธุรกิจได้
—
10. คนไทยทำอะไรได้มากกว่านี้บ้างมั้ย เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศ?
คุณเตามีส่วนสนับสนุนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันให้เกิด “ข้อตกลงคุณธรรม” และ “โครงการเพื่อความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ” เพื่อให้เอกชนเข้าไปร่วมตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างได้ ซึ่งความพยายามเหล่านี้ช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปได้แล้วเป็นหมื่นล้านบาท
นอกจากนี้คุณเตาพูดถึงงานของ อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ ที่ศึกษาว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสู้กับคอร์รัปชัน ไม่ได้ใช้วิธีฝึกเรื่องให้เป็นคนดีมีคุณธรรม แต่ใช้วิธีจูงใจด้วยผลประโยชน์แทน คือต้องทำให้ประชาชนทุกคนรับรู้ว่าเวลามีการโกง คนที่โดนโกงก็คือ "ตัวคุณ" คุณคือคนที่ต้องรู้สึกเดือดร้อน ถ้าคุณรู้สึกโดนโกง คุณจะเริ่มรู้สึกกระทบกับผลประโยชน์ของคุณ มาตรการต่อสู้กับการโกงจึงจะได้ผล
โครงการโตไปไม่โกง คุณเตาเลยเสนอให้เรียกเพิ่มว่า “โตไปไม่ยอมให้ใครโกง” และมองว่าถ้าบ้านเราปราบโกงได้ทันที มหาเศรษฐีไทยอาจจะตกอันดับ Forbes หลายคน
Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลล่าร์บนโลกนี้ พบว่าประเทศไทยขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าประเทศฝรั่งเศสถึง 8 เท่า แต่มีจำนวนมหาเศรษฐีจำนวน 30 คนเท่ากับฝรั่งเศสเลย
นั่นหมายความว่าประเทศไทยมีมหาเศรษฐีเยอะมากเมื่อเทียบกับขนาด GDP ของประเทศที่เล็กกว่าฝรั่งเศสขนาดนี้ และถ้าตัด Bernard Arnault (CEO ของ LVMH) ออกไป จะพบว่ามหาเศรษฐีของไทยรวยกว่ามหาเศรษฐีของฝรั่งเศสราว 20% ด้วยซ้ำ
คุณเตาวิเคราะห์ว่านักธุรกิจมักร่ำรวยได้ 3 วิธี คือ
1) ค้ากับโลก - ขายของให้ตลาดโลก
2) ค้ากับเรา - ขายของให้ตลาดในประเทศ และ
3) ค้ากับรัฐ - ขายของให้ราชการ
คุณเตาพบว่ามหาเศรษฐีฝรั่งเศส 80% เขารวยเพราะค้ากับโลก แต่ของไทยรวยได้เพราะเน้น “ค้ากับรัฐ” รองลงมาคือ “ค้ากับเรา” ไม่ค่อยได้เห็นการค้ากับโลก น่าตั้งคำถามว่าพอเป็นแบบนี้ศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลกของเราจะร่วงลงไปเรื่อยๆ รึเปล่า
—
คุณเตาทิ้งท้ายว่า มีคนพูดเสมอว่า "ให้แยกประโยชน์ส่วนรวมออกจากประโยชน์ส่วนตัว แล้วให้เอาประโยชน์ส่วนรวมมาก่อน ฟังดูดี แต่แม่งไม่เคยเห็นใครทำได้ซักคน"
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10242767422424669&set=a.1667671134646