
‘ไอโอ’ ไม่ใช่เรื่องปกติ การบิดเบือนข้อมูลโจมตีประชาชนไม่ใช่การปกป้องชาติ
วจนา วรรลยางกูร
18 May 2026
101 World
แม้ว่าประเด็น ‘ไอโอ’ จะถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในสังคมไทย โดยถูกรับรู้ว่าเป็นเครื่องมือที่กองทัพไทยใช้โจมตีผู้เห็นต่าง กระทั่งว่ามีการเผยแพร่เอกสารหลักฐานการทำไอโอของกองทัพระหว่างการอภิปรายในรัฐสภา แต่สุดท้ายก็ไม่นำไปสู่การเอาผิดผู้อยู่เบื้องหลังอย่างไม่เหนือความคาดหมาย
แม้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (information operation – IO) จะเป็นเครื่องมือทางการทหารที่มีการใช้มายาวนาน แต่การกระโดดเข้าสู่โลกออนไลน์คล้ายเป็นการติดอาวุธอันทรงพลังให้ปฏิบัติการไอโอทำได้เร็วขึ้นและแพร่กระจายไวขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาก็รุนแรงขึ้น โดยที่เป้าหมายส่วนใหญ่กลายเป็นประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจหรือเปิดเผยการคอร์รัปชัน
ปฏิบัติการไอโอของภาครัฐที่อ้างว่าทำเพื่อความมั่นคงของชาติกำลังทำลายความเข้มแข็งของการตรวจสอบจากภาคประชาชน อันส่งผลโดยตรงถึงความแข็งแรงของประชาธิปไตย เมื่อทั้งนักกิจกรรม นักการเมืองฝ่ายค้าน นักข่าว หรือนักวิจัยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีทางออนไลน์ ทั้งการตัดต่อภาพเพื่อสร้างความอับอาย การด่าทอหยาบคายและคุกคาม การปล่อยข้อมูลบิดเบือนเพื่อทำลายชื่อเสียง จนถึงการสอดแนมและละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
จากวันที่การเปิดโปงไอโอสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคม เมื่อเวลาผ่านไปแล้วยังไม่มีบุคคลใดในภาครัฐต้องรับผิดชอบ ยิ่งกว่านั้นคือยังดำเนินการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เรื่องไอโอก็เริ่มกลายเป็น ‘ความปกติ’ ของสังคมไทย
ในสภาพปัญหาที่ดูจะยังไม่มีทางออกนี้ สังคมไทยควรร่วมพูดคุยอย่างจริงจังถึงความน่าวิตกกังวลของไอโอจากหน่วยงานภาครัฐ การสร้างกลไกตรวจสอบ การหยุดยั้งการละเมิด แนวทางการดำเนินคดี จนถึงการป้องกันในรูปแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดประชาชนด้วยงบประมาณจากภาษีประชาชน
หมายเหตุ – เรียบเรียงจากงานเสวนา ‘IO ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข: เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี’ จัดโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
ไอโอไม่ใช่แค่การปล่อยข้อมูลเท็จ
ในฐานะผู้ศึกษาเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัย สถาบัน The German Institute for Global and Area Studies (GIGA) เล่าถึงข้อค้นพบจากการศึกษาเรื่องไอโอในประเทศไทยและการศึกษาเชิงเปรียบเทียบระดับภูมิภาคและโลก
จันจิราเกริ่นว่า คำว่า ‘information operation’ เป็นศัพท์ทางทหารที่อาจไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่มีตัวละครซึ่งไม่ใช่รัฐเข้าร่วมและมีความซับซ้อนมากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แวดวงที่ศึกษาเรื่องนี้จึงเริ่มใช้คำว่า ‘influence operation’ ซึ่งอาจแปลได้ว่า ‘ปฏิบัติการปั่นข้อมูลข่าวสาร’
“เวลาพูดถึงไอโอในบริบทสังคมไทย เรามักไม่ค่อยแยกว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ไอโอ หลายครั้งมันกลายเป็นคำกล่าวหาทางการเมืองว่า ‘แกใช้ไอโอ ฉันไม่ใช้ไอโอ’”
จันจิราอธิบายว่าไอโอไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่เป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน แต่ต้องมองไปที่ ‘พฤติกรรม’ ว่ามีองค์ประกอบดังนี้ มีการประสานงานกันเป็นเครือข่าย, มีการจัดตั้ง, หลายกรณีมีงบประมาณจ้างคนทำไอโออย่างชัดเจน, มีการเผยแพร่ข้อความลักษณะเดียวกันออกไปในวงกว้าง, ใช้หลายบัญชี, พยายามใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มการมองเห็นและเอนเกจเมนต์ โดยมีเป้าหมายคือ ‘amplification’ หรือการสร้างพลังให้เรื่องเล่า ทำให้คนจำนวนมากเห็นและพูดถึงเรื่องนั้นๆ
ในงานวิจัยของจันจิราศึกษาในสามมิติคือ 1. A – account ใครเป็นเจ้าของบัญชี ใครเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล 2. B – behavior พฤติกรรมการเผยแพร่ 3. C – content ตัวเนื้อหา ขณะที่บทสนทนาเรื่องไอโอในสังคมไทยมักมองเฉพาะเรื่องเนื้อหา แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยคือ account และ behavior
“พฤติกรรมของไอโอมักมีการแชร์ข้อความลักษณะเดียวกันเป็นแผง มีทั้งเนื้อหาเชิงลบ ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีให้เสียชื่อเสียง และเนื้อหาเชิงบวก ยกย่อง เชิดชู หรืออีกแบบหนึ่งคือ ‘flooding’ การทำให้ข้อมูลล้นท่วมระบบจนข้อมูลที่มีสาระ เช่น การวิพากษ์วิจารณ์รัฐหรือการเปิดโปงคอร์รัปชันถูกพัดหายไปในกระแสข้อมูลจำนวนมหาศาล
“ช่วงแรกที่ศึกษาเรื่องไอโอ เรามักเน้นจับบอต เช่น บัญชีที่โพสต์อัตโนมัติวันละหลายร้อยครั้ง แต่ช่วงหลังเริ่มพบการทำงานร่วมกันระหว่างบอตกับคนจริง โดยเฉพาะในยุคที่คนใช้เอไอ (artificial intelligence – AI) มากขึ้น ซึ่งทำให้สร้างและกระจายเนื้อหาจำนวนมากได้ในเวลาสั้น แต่คนก็เริ่มจับทางได้และโหยหาเนื้อหาที่มีความจริงหรือความออริจินัลมากขึ้น จึงมีการใช้คนจริงมาทำงานร่วมกับบอตมากขึ้น
“บางประเทศมีเครือข่ายที่มีการแชร์เนื้อหาต่อออกไปเป็นหมื่นบัญชี นี่คือ ‘troll farm’ หรือฟาร์มเพาะไอโอ มนุษย์หนึ่งคนในปฏิบัติการนี้สามารถถือหลายร้อยบัญชีได้ หากปฏิบัติการมีราว 200-300 คนก็จะสร้างบัญชีม้าได้จำนวนมหาศาลและส่งต่อข้อมูลได้มากในเวลาสั้นจนเกิดเป็นกระแสขึ้นมาได้” จันจิรากล่าว
ในช่วงหลัง การตรวจจับไอโอทำยากขึ้น เพราะแบ่งแยกยากระหว่าง ‘การแชร์แบบจัดตั้ง’ กับ ‘การแชร์แบบธรรมชาติ’ เมื่อคนทั่วไปอาจแชร์เนื้อหาต่อด้วยความสนใจจริง จึงต้องสังเกตจาก ‘insular community’ คือการแชร์ข้อมูลในกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน โดยเฉพาะช่วงต้นที่ข้อมูลเผยแพร่ออกมา โดยดูว่ากลุ่มบัญชีเหล่านี้เชื่อมโยงกับบัญชีทางการหรือผู้มีชื่อเสียงใดบ้าง
“วิวัฒนาการไอโอช่วงหลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘รัฐ-ไม่ใช่รัฐ’ หรือ ‘จัดตั้ง-ไม่จัดตั้ง’ พร่าเลือนมากขึ้นด้วยกลไกโซเชียลมีเดียที่มีอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก สำนักข่าวออนไลน์หรือแฟนเพจจำนวนมากอาจเป็นคนธรรมดาที่ทำเพจเพื่อหารายได้ หรือมีการซื้อขายบัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนไปใช้เผยแพร่เนื้อหาทางการเมือง หรือซื้อบัญชีเฉพาะช่วงเลือกตั้งหรือช่วงอภิปรายในสภา ทั้งหมดนี้ทำให้การรับมือไอโอซับซ้อนมากขึ้น” จันจิรากล่าว
ช่วงที่ผ่านมาจันจิราศึกษาเรื่อง ‘ไอโอสีดำ’ ที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรม นักข่าว และผู้ที่เห็นต่างจากรัฐในประเทศไทยที่ถูกคุกคามในโลกออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการคุกคามรูปแบบอื่นด้วย เช่น การสอดแนม การถูกส่งข้อความคุกคาม หรือการถูกเจ้าหน้าที่หรือคนที่มีอำนาจกดดัน ผู้ที่ถูกคุกคามทางออนไลน์ระบุว่าผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือผลกระทบทางจิตใจ รองมาคือผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และโอกาสในชีวิต
“เวลาถามว่า ‘รู้สึกอย่างไร?’ คนที่ถูกคุกคามจำนวนมากตอบว่ารู้สึกถูกลดทอนความเป็นมนุษย์และรู้สึกโกรธ หลายคนถูกโจมตีต่อเนื่องยาวนานกว่า 2-3 ปี โดยเฉพาะคนที่ทำงานในสปอตไลต์หรือเป็นฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ มันเหมือนการกัดกร่อนทางจิตใจ จนถึงจุดที่คนเริ่มหมดแรงในการรับมือ
“หลายคนเล่าว่า ทุกครั้งที่เปิดโซเชียลมีเดียขึ้นมา เขากลัวจะเห็นรูปตัวเองถูกตัดต่อหรือโพสต์ของตัวเองถูกนำไปบิดเบือนจนเกิดความเข้าใจผิด จนกลายเป็นความกังวลในชีวิตประจำวัน หลายคนเริ่มมีอาการเบิร์นเอาต์ ตื่นตระหนก วิตกกังวล บางคนมีอาการคล้าย PTSD (post-traumatic stress disorder) เมื่อเห็นอะไรเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดิมจะเกิดอาการผวา” จันจิราเล่า
‘การละเมิด’ ที่ถูกบิดเบือนว่าเป็นเรื่องปกติ
แม้ว่าไอโอไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคออนไลน์ แต่ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ มองว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันรุนแรงขึ้นด้วยเหตุผลสี่ปัจจัย
1. การทำให้เชื่อว่า ‘ใครๆ ก็ทำไอโอ’
แม้ว่าไอโอโดยรัฐและไอโอโดยผู้ที่ไม่ใช่รัฐจะมีความแตกต่างกัน แต่ไอโอโดยรัฐประสบความสำเร็จในการทำให้สังคมเชื่อว่าปฏิบัติการทางข้อมูลทุกชนิดเหมือนกันหมด หรือมองว่าไอโอรัฐไม่ได้เลวร้ายกว่าไอโอเอกชน ซึ่งไม่เป็นความจริง
“ไอโอโดยรัฐประสบความสำเร็จในการทำให้เราเชื่อว่า ทุกวันนี้ใครๆ ก็ทำไอโอ สิ่งที่รัฐทำไม่แตกต่างจากไอโอของพรรคการเมือง บริษัท หรือบุคคลอื่นๆ ดูได้จากคอมเมนต์ตามเพจต่างๆ ถ้าเราบอกว่า ‘นี่คือไอโอ’ คนก็จะตอบว่า ‘ใครๆ ก็ทำไอโอ พรรคนี้ก็มี พรรคนั้นก็มี’ แต่จริงๆ แล้วไอโอของหน่วยงานความมั่นคงกับไอโอของเอกชนแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ” สฤณีกล่าว
จากการอภิปรายในสภาของ สส.ชยพล สท้อนดี เชื่อมโยงให้เห็นว่า การจัดการไอโอโดยรัฐมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการรวมศูนย์ มีโครงสร้างการจัดการที่มีทรัพยากรมากกว่าอดีต มีการผนวกปฏิบัติการในโซเชียลมีเดียเข้ากับการโจมตีไซเบอร์ อย่างการใช้สปายแวร์เปกาซัส
“ตัวเราเองก็อยู่ในรายชื่อ HVT หรือ high value target ซึ่งปรากฏทุกครั้งเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องไอโอในสภา ทุกวันนี้เกือบทุกเดือนจะมีอีเมลจาก Facebook หรือ X แจ้งว่ามีคนพยายามเข้ามาครอบครองบัญชี ให้รีบเปลี่ยนพาสเวิร์ด ทั้งที่เราก็ทำตามแนวทางความปลอดภัยที่นักไอทีแนะนำแล้ว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นหนึ่งในปฏิบัติการหรือไม่ ถ้าเป็นไอโอของผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐ ทั้งพรรคการเมืองหรือเอกชน เขาจะไม่ลงทุนขนาดนี้
“รัฐสามารถจัดสรรทรัพยากรในการทำเรื่องนี้ได้มากมาย แล้วเขาสามารถใช้งบลับได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน แม้แต่ฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะอ้างว่าเป็นเรื่องความมั่นคง ฉะนั้น ไอโอของรัฐจึงแตกต่างอย่างมหาศาลกับเอกชน” สฤณีอธิบาย
2. ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสร้างความชอบธรรมให้ไอโอ
ช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชารุนแรงมีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทั้งจากสองประเทศ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไอโอเป็นเครื่องมือที่มีความชอบธรรมที่จะใช้กำจัดศัตรูแห่งชาติ
“ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นทั้งสนามทดลองและจุดเริ่มต้นของไอโอระดับชาติ ตอนนั้นเนื้อหาไอโอถูกปล่อยออกมามหาศาล หลายคนก็รู้สึกว่ามันมีความชอบธรรม เพราะเรากำลังทะเลาะกับศัตรู
“สถานการณ์แบบนี้ทำให้ไอโอพุ่งทะยาน เนื้อหาจากไอโอและอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ แพร่กระจายเร็วมาก คนที่กระจายเนื้อหาเหล่านี้อาจรู้ว่าเป็นไอโอ แต่เขาอาจรู้สึกภูมิใจ เพราะคิดว่ากำลังช่วยชาติต่อสู้กับศัตรู” สฤณีกล่าว
3. เนื้อหาบิดเบือนถูกส่งเสริมโดยแพลตฟอร์มหิวเอนเกจเมนต์
การพัฒนาของเทคโนโลยีกลายมาเป็นเครื่องมือที่ทำให้ข้อมูลบิดเบือนโดยไอโอสร้างและกระจายได้เร็วกว่าเดิม
“เอไอทำให้สามารถสร้างเนื้อหาได้เร็วและแรงมากขึ้น เมื่อเนื้อหาจากเอไอไปเจอกับอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียที่หิวเอนเกจเมนต์ มันก็ยิ่งขยายตัว โซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาเพื่อทำเงิน ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบว่าอะไรถูกหรือผิด หน้าที่ของมันคือดึงเอนเกจเมนต์ให้มากที่สุดโดยไม่สนใจความถูกต้อง ยิ่งใช้เอไอกดปุ่มเดียวก็ยิ่งกระจายได้เร็ว สุดท้ายกลายเป็นว่า ‘เทคโนโลยี + อินฟลูเอนเซอร์ + สื่อ’ ยิ่งส่งเสริมกัน” สฤณีกล่าว
4. ไอโอไทยถูกปกป้องด้วยการลอยนวลพ้นผิด
แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูลว่ากองทัพไทยทำไอโอโจมตีประชาชนจริง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ กระทั่งท่าทีจากภาครัฐที่ทำราวกับว่าเรื่องนี้คือเรื่องปกติ
“ไอโอไทยไม่เคยต้องรับผิดชอบเลย นี่คือภาวะลอยนวลพ้นผิด” สฤณีเล่าถึงกรณีที่เธอตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากไอโอ จึงนำไปสู่การฟ้องร้องกองทัพบก ร่วมกับวิญญู วงศ์สุรวัฒน์และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หนึ่งในหลักฐานที่ใช้เอาผิดคือรายงาน coordinated inauthentic behavior หรือ CIB (พฤติกรรมร่วมกันในการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตน) ของ Twitter ที่ตรวจจับการปั่นข้อมูลเป็นเครือข่ายของบัญชีปลอม โดยให้ความสำคัญกับบัญชีที่สร้างโดยรัฐเป็นพิเศษ เพราะมองว่าสามารถก่ออันตรายได้มากและมีทรัพยากรจำนวนมหาศาล
“รายงานของ Twitter บ่งชี้ถึงหลายร้อยบัญชีในประเทศไทยที่แพลตฟอร์มปิดไปพร้อมเปิดฐานข้อมูลให้ตรวจสอบ เมื่อค้นฐานข้อมูลว่าบัญชีเหล่านั้นพูดถึงใครบ้างก็พบว่า พวกเราสามคนถูกพูดถึงโดยบัญชีปลอมเหล่านี้จำนวนมาก Twitter ระบุด้วยว่าจากหลักฐานทางเทคนิค บัญชีเหล่านี้เชื่อมโยงกลับไปที่ Royal Thai Army” สฤณีกล่าว
ที่สุดแล้วศาลปกครองตัดสินว่า เอกสารราชการและคำสั่งต่างๆ ที่นำมาแสดงนั้น ‘เชื่อได้ว่าเป็นของจริง’ แต่ศาลยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำในหน้าที่หรือในเวลาส่วนตัว
“ส่วนตัวรับไม่ได้อย่างยิ่ง เราไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง เราเป็นนักเขียน-นักวิจัยที่อาจเสียงดังในโซเชียลบ้างและวิจารณ์นโยบายรัฐ ทำไมจึงต้องมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมาโจมตี นี่คือเรื่องผิดกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน แล้วนี่คือภาวะลอยนวลพ้นผิด เป็นการกระทำโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย” สฤณีกล่าว
เมื่อรัฐกลบเกลื่อนความผิดพลาดด้วยการโจมตีนักข่าว
ในฐานะผู้ตกเป็นเป้าโจมตีของไอโอ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้ง The Reporter บอกว่าข้อมูลจากการวิจัยของจันจิราตรงกับเรื่องที่เธอกำลังเผชิญอยู่
ที่ผ่านมาฐปณีย์ถูกไอโอโจมตีหลายครั้งจากการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว ตั้งแต่การรายงานเรื่องโรฮิงญา, อุยกูร์, ม็อบ 2563 จนกรณีล่าสุดคือการรายงานข่าวลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
“เราเป็นนักข่าวคนแรกๆ ที่ถูกปฏิบัติการไอโออย่างเป็นระบบ ตอนแรกเรายังไม่รู้ว่าคือไอโอ เราทำข่าวโรฮิงญาปี 2558 แล้วโดนโจมตี เราเห็นการทำซ้ำ เช่น เรียกเราว่า ‘โรฮิงแยม’ หรือตัดต่อภาพเรือว่าให้เรารับโรฮิงญาไปอยู่ด้วย มีการใช้ข้อความแบบเดียวกัน โปสเตอร์แบบเดียวกัน จนเวลาผ่านไปเราจึงรู้ว่านี่คือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ทำโดยรัฐ
“ตอนนั้นประเทศเพิ่งเข้าสู่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพสื่อ เราเริ่มรู้ว่าถ้าเมื่อไรไปทำข่าวที่กระทบนโยบายความมั่นคง เราอาจถูกโจมตีแบบนี้ หลังจากนั้นเราก็โดนต่อเนื่อง ช่วงการชุมนุมปี 2563 เรากลายเป็นนักข่าวสามกีบ-นักข่าวล้มเจ้า, ช่วงคดีตากใบหมดอายุความ เราทำข่าวแล้วเจอถ้อยคำเดิมๆ หรือตอนทำข่าวอุยกูร์ก็โดนอีก” ฐปณีย์กล่าว
เหตุการณ์ล่าสุดที่ทำให้มีปฏิบัติการโจมตีฐปณีย์ทางออนไลน์อย่างรุนแรง เกิดจากการที่เธอรายงานข่าวเหตุการณ์ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โดยสัมภาษณ์ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่พูดถึงเรื่องนี้ว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ซึ่งเป็นทัศนคติที่น่าตกใจของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่ผลที่ตามมาจากการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวตามปกติ ฐปณีย์ถูกโจมตีทางออนไลน์อย่างรุนแรงทั้งการด่าทอหยาบคาย ตัดต่อภาพ หรือปล่อยข้อมูลบิดเบือน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในลักษณะการทำซ้ำและแชร์ข้อมูลต่อเป็นเครือข่าย
“วันที่ 13 เม.ย. เราสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 แล้วคนให้ความสนใจเนื้อหาที่ท่านให้สัมภาษณ์ แต่ทุกอย่างกลับมาโจมตีว่าเราเป็นสาเหตุ การโจมตีพัฒนาไปถึงการกล่าวหาเรื่องสันติภาพในภาคใต้เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น มีการกล่าวหาว่าเราคือ ‘นักข่าวบีอาร์เอ็น-นักข่าวโจรใต้’ คนที่เคยทำกิจกรรมร่วมกับเราหรือเคยเกี่ยวข้องกับเราถูกเชื่อมโยงว่าเป็นพวกบีอาร์เอ็น กล่าวหาว่าเราสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน เนื้อหาที่กระจายไปในเพจต่างๆ พัฒนาความรุนแรงของถ้อยคำขึ้นเรื่อยๆ และมีการแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว
“ที่ผ่านมาเรารู้ว่าเพจไหนบ้างที่เป็นไอโอเรื่องสามจังหวัด แต่ครั้งนี้มีไอโอจากประเด็นอื่นๆ เข้าร่วม จนถึงอินฟลูเอนเซอร์ที่มีตัวตน มีการใช้เอไอ สุดท้ายมีสำนักข่าวนำเสนอต่อ นี่คือการที่สื่อวิชาชีพทำให้ข้อมูลที่ไอโอใส่ร้ายบิดเบือนเรากลายเป็นเรื่องจริง” ฐปณีย์เล่า
การโจมตีครั้งนี้รุนแรงจนฐปณีย์ตัดสินใจยื่นหนังสือถึงนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. และแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ แต่ยังไม่มีความคืบหน้านัก
“ที่ผ่านมาเราโดนทั้งไอโอจากฝ่ายการเมืองและกองทัพ จึงเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เจอตอนนี้คือปฏิบัติการไอโอ แม้เราโดนโจมตีหลายครั้ง แต่รอบนี้สร้างผลกระทบทางจิตใจหนักหนามาก เรากังวลว่าข้อมูลบิดเบือนที่ถูกเผยแพร่ไปรวดเร็วจะสร้างความเกลียดชังและลดความน่าเชื่อถือของเราในฐานะนักข่าว สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือกลัวว่าจะไม่ได้ทำข่าวแบบที่เคยทำ เมื่อโดนดิสเครดิตอาจเกิดความไม่น่าเชื่อถือ แล้วคุณค่าความเป็นนักข่าวของเราจะสูญหาย”
ฐปณีย์ตัดสินใจพบนักจิตวิทยาเพื่อเยียวยาผลกระทบทางจิตใจ หลังเจอคนที่เสพข่าวบิดเบือนแล้วเดินเข้ามาทักว่าเธอเป็นผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน
“เรื่องนี้สร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงและรุนแรง เราไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องปฏิบัติการไอโอให้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ มันไม่ใช่แค่การดิสเครดิตเท่านั้น แต่เป็นการฆ่าเราทางวิชาชีพ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการกำจัดเรา” ฐปณีย์กล่าว
ภาษีจากประชาชนที่ถูกใช้ทำร้ายประชาชน
ด้าน ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฐปณีย์เป็นการคุกคามสื่อมวลชนและมีความอันตราย อาจส่งผลต่อกำลังใจในการทำงานสื่อต่อไป ซึ่งหลังจากตรวจสอบเพจต่างๆ ที่มีเนื้อหาโจมตีก็พบว่าเป็นเพจอวตารหรือเพจไอโอที่เคยกระทำในลักษณะนี้มาก่อน ทางสมาคมนักข่าวฯ จึงออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการใช้ไอโอคุกคามสื่อมวลชน เพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงขยายตัว
“เรื่องนี้เกิดจากการที่ฐปณีย์ตั้งคำถามต่อแม่ทัพภาคที่ 4 ถึงความคืบหน้าคดีสังหาร สส.กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นคำถามคาใจประชาชน ทำไม สส. ที่ถูกลอบยิง ซึ่งเป็น สส. ฝ่ายรัฐบาล แล้วรัฐบาลจึงไม่รู้ข้อมูล ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว แม้จะตามตัวผู้ก่อเหตุบางส่วนได้ แต่ยังไม่สามารถหาตัวผู้บงการได้เลย ถ้ารัฐบาลมีความกระจ่างในเรื่องนี้ก็จบ ไม่ต้องให้ไอโอไปลงที่ฐปณีย์
“เรื่องนี้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างรุนแรง ถ้าสื่อไม่เข้มแข็งพอก็อาจจะล่าถอยและอาจยุติการปฏิบัติหน้าที่” ชัยฤทธิ์กล่าว
ในมุมมองของภาครัฐ นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่าเรื่องไอโอและการใช้เอไอในโลกออนไลน์เป็นความท้าทายที่รัฐไล่ตามแทบไม่ทัน เมื่อความเร็วของเทคโนโลยีและการแพร่กระจายข้อมูลนำหน้ากฎหมายและกลไกการบังคับใช้อยู่เสมอ
แต่ถึงอย่างไรก็มีหลายหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนที่เผชิญกับการปั่นเฟกนิวส์ การหมิ่นประมาท หรือการคุกคามทางออนไลน์ เช่น กรณีข้อมูลเท็จสามารถร้องเรียนไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ แต่หากต้องการดำเนินคดีอาญาจะต้องแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์เพื่อสืบหาตัวตนของบัญชีหรือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ส่วนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะช่วยเหลือด้านกฎหมาย ตั้งแต่การรับเรื่องร้องเรียน การสนับสนุนทนายความในชั้นสอบสวน การเข้าถึงกองทุนยุติธรรม ไปจนถึงการคุ้มครองพยานในกรณีที่มีการข่มขู่หรือคุกคาม
ส่วนกลไกในรัฐสภา เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เล่าว่าที่ผ่านมามีความพยายามตรวจสอบเรื่องไอโอด้วยกลไกกรรมาธิการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็เคยยอมรับว่าเอกสารเรื่องไอโอที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นเป็นเอกสารจริง แต่บอกว่าเป้าหมายคือการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ส่วนการตรวจสอบงบประมาณที่กองทัพใช้ในปฏิบัติการ เอกสารงบประมาณที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มักไม่ระบุรายละเอียดโครงการ อีกทั้งอาจซ่อนอยู่ในงบส่วนอื่น เช่น งบเกี่ยวกับการเชิดชูหรือปกป้องสถาบันหลักของประเทศ ยังไม่รวมถึงงบลับที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
“เราเห็นผลร้ายของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารได้จากหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารให้นักศึกษาถูกมองว่าเป็นศัตรูของชาติจนนำไปสู่การใช้กำลัง หรือเหตุการณ์สลายการชุมนุม 2553 ที่เกิด ‘ผังล้มเจ้า’ ซึ่งสรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยอมรับว่าผังนั้นถูกสร้างขึ้นเอง ปัญหาคือผังนั้นทำหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้การใช้กำลังปราบผู้ชุมนุมไปแล้ว กว่าความจริงจะปรากฏก็เป็นช่วงปลายทางในกระบวนการศาล
“เรื่องปฏิบัติการทางความคิดต้องรณรงค์กันต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีทางหยุดได้ กระแสสังคมมีขึ้นลง บางช่วงฝ่ายเสรีนิยมก็มีพลังมาก บางช่วงฝ่ายชาตินิยมก็มีพลังมาก แต่ส่วนที่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งคือปฏิบัติการที่รัฐมีท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุน เรื่องนี้ต้องตรวจสอบ อย่างน้อยที่สุดต้องเอากระดิ่งไปผูกคอแมวให้ได้” เทวฤทธิ์กล่าว
หลากข้อเสนอในวันที่ยังไม่มีทางออก
จากสภาพปัญหาที่ไอโอจากกองทัพไทยถูกใช้โจมตีผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้ สะท้อนสภาพอันเลวร้ายในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากอำนาจรัฐ การร่วมกันมองหาทางออกจากหลากหลายแง่มุมจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อสถานการณ์
จันจิรา – ออกแบบการรับมืออย่างเป็นระบบ
จันจิรามีข้อเสนอสี่ประเด็นต่อการรับมือสถานการณ์ไอโอไทย
1. การต่อสู้เรื่องนี้ไม่สามารถทำโดยปัจเจกบุคคลได้ แต่ต้องเคลื่อนเป็นองคาพยพ โดยต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อชี้ให้แพลตฟอร์มเห็นว่าปัญหานี้กระทบต่อความโปร่งใสและแบรนด์ดิ้งของแพลตฟอร์ม
2. การพูดคุยกับแพลตฟอร์มในฐานะผู้ออกแบบอัลกอริทึมที่ส่งเสริมเนื้อหาที่เกลียดชัง เพื่อให้ลดแรงจูงใจของ ‘พ่อค้าความเกลียดชัง’ ที่สร้างเนื้อหาเหล่านี้เพียงเพื่อหารายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง
3. การมีระบบช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยต้องมีทุนและคนทำงานต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีการอบรมเรื่องความปลอดภัยทางดิจิทัลให้สื่อมวลชน นักการเมือง และนักกิจกรรม
4. แม้ประชาชนจะคุ้นกับคำว่า ‘digital literacy’ แล้ว แต่ประชาชนควรรู้เรื่องการทำงานของอัลกอริทึมและการไม่ตกเป็นเหยื่ออัลกอริทึมด้วย
ชัยฤทธิ์ – เรียกร้องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและเอาผิดภาครัฐ
ด้านชัยฤทธิ์เห็นด้วยกับการเรียกร้องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม รวมถึงทุกหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ต่อเรื่องนี้ ซึ่งเขาสนับสนุนให้มีการดำเนินคดีหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานความมั่นคงที่ใช้ไอโอบิดเบือนข้อมูลและละเมิดสิทธิประชาชน ซึ่งเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายหลายฉบับ
“ไอโอไม่สามารถแพร่กระจายได้อย่างเป็นระบบ ถ้าโครงสร้างแพลตฟอร์มไม่เอื้ออำนวย แพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ต้องมีการปิดบัญชีอวตารหรือบัญชีที่ทำงานเป็นขบวนการอย่างจริงจังมากกว่านี้
“ไอโอกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว เพราะมันกระทบความมั่นคงและคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน” ชัยฤทธิ์กล่าว
เทวฤทธิ์ – ระวังการยกอำนาจให้รัฐ
ส่วนเทวฤทธิ์ชวนคิดถึงประเด็นที่ประเทศไทยพยายามเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ซึ่งที่ผ่านมาไทยเข้าร่วม Open Government Partnership หรือ OGP แล้ว จึงต้องพัฒนาเรื่องความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล
“คนมักคิดว่าไอโอเป็นทหารนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมีการจ้างเอเจนซีหรือเครือข่ายภายนอกด้วย ซึ่งบางครั้งมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเขาเข้าใจธรรมชาติของผู้ใช้เครือข่ายโซเชียล เราจึงต้องเรียกร้องเรื่อง OGP และความโปร่งใสให้มากขึ้น
“สิ่งที่ต้องระวังคืออย่ายกอำนาจในการจัดการเรื่องนี้ให้รัฐทั้งหมด หากจะมีกลไกจัดการไอโอก็ต้องระวังว่ามันอาจถูกใช้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือคนเห็นต่างก่อน เครือข่ายสื่อและภาคประชาสังคมก็ต้องช่วยกันตรวจสอบและตระหนักรู้เรื่องนี้ด้วย” เทวฤทธิ์กล่าว
นรีลักษณ์ – เก็บข้อมูลและพัฒนาเจ้าหน้าที่
ข้อเสนอของนรีลักษณ์คือการเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อให้เห็นหลักฐานของปัญหา เพื่อนำไปสู่การถกเถียงและพัฒนาวิธีแก้ไขอย่างเป็นระบบและจริงจัง
“ถ้าเราจะยกระดับประเด็นไอโอ ควรมีการเก็บข้อมูลเรื่องผลกระทบหรือจำนวนกรณีที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เราจำเป็นต้องพัฒนาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ให้มีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามซึ่งมีความเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ต้องมีทักษะในการเสพสื่ออย่างมีสติ รวมถึงควรให้ข้อมูลเรื่องช่องทางการร้องเรียนแก่ประชาชนมากขึ้นด้วย” นรีลักษณ์กล่าว
สฤณี – หาคนรับผิดชอบทั้งภาครัฐและเอกชน
ส่วนสฤณีมีข้อเสนอหลักสามประเด็น
1. การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง วิธีการ และรูปแบบของไอโอทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้องค์กรที่ทำงานเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ควรยกระดับไปสู่ ‘การรู้เท่าทันอัลกอริทึม’
2. ต้องหาคนรับผิดชอบต่อปฏิบัติการที่ใช้เงินภาษีประชาชนให้ได้
“การทำไอโอ มีคนจ้าง มีคนจ่าย และมีคนรับเงิน ซึ่งเรารับไม่ได้ ในฐานะที่เป็นเป้าหมายปฏิบัติการไอโอของรัฐ เรื่องคดีของตัวเองก็จะต้องทำต่อไป เชื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ให้รู้กันไปเลยว่าประเทศนี้จะไม่สามารถหาคนรับผิดชอบได้จริงๆ ทั้งที่มีการใช้เงินภาษีประชาชน” สฤณีกล่าว
3. การเรียกร้องความรับผิดชอบของธุรกิจ ในกรณีไอโอภาคเอกชน การฟ้องปิดปาก หรือเอเจนซีที่รับจ้างทำไอโอว่าขัดกับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ซึ่งหลายบริษัทรับหลักการนี้แล้วแต่ยังมีการฟ้องปิดปากอยู่ อาจเพราะไม่ได้เชื่อมโยงว่าสิ่งที่ทำนั้นขัดกับหลักการ สังคมจึงต้องพูดเรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจให้มากขึ้น รวมถึงไม่ให้บริษัทต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในการทำไอโอ
ฐปณีย์ – กระบวนการเหล่านี้ต้องถูกหยุดยั้ง
ฐปณีย์อยากเน้นย้ำให้สังคมเห็นว่าปฏิบัติการไอโอเกิดขึ้นจริงและขยายความรุนแรงจนอาจทำให้สังคมเกิดความเกลียดชังและความขัดแย้ง
“เรื่องที่เกิดขึ้นกับเรามีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนได้ ทั้งการถูกไอโอสร้างความเกลียดชัง ใส่ร้ายป้ายสี และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตอนนี้ไอโอถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยก สิ่งที่เราห่วงคือไม่อยากให้กรณีสามจังหวัดชายแดนใต้ถูกขยับไปสู่ความแตกแยกอีก
“เราไม่อยากปล่อยผ่านเรื่องการใช้ไอโอ ถ้าสุดท้ายหาคนรับผิดไม่ได้ แล้วกลายเป็นภาวะลอยนวลพ้นผิดหรือสังคมเริ่มยอมรับว่าวิธีการแบบนี้เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่ออ้างว่าเกี่ยวกับชาติ เราไม่อยากให้วิธีคิดแบบนี้ค่อยๆ ถูกซึมซับจนกลายเป็นวิธีการที่รัฐใช้กับประชาชน สิ่งที่อยากเห็นคือการหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้” ฐปณีย์กล่าวปิดท้าย
เรื่อง : วจนา วรรลยางกูร
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย
https://www.the101.world/military-io-against-citizens/
101 World
แม้ว่าประเด็น ‘ไอโอ’ จะถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในสังคมไทย โดยถูกรับรู้ว่าเป็นเครื่องมือที่กองทัพไทยใช้โจมตีผู้เห็นต่าง กระทั่งว่ามีการเผยแพร่เอกสารหลักฐานการทำไอโอของกองทัพระหว่างการอภิปรายในรัฐสภา แต่สุดท้ายก็ไม่นำไปสู่การเอาผิดผู้อยู่เบื้องหลังอย่างไม่เหนือความคาดหมาย
แม้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (information operation – IO) จะเป็นเครื่องมือทางการทหารที่มีการใช้มายาวนาน แต่การกระโดดเข้าสู่โลกออนไลน์คล้ายเป็นการติดอาวุธอันทรงพลังให้ปฏิบัติการไอโอทำได้เร็วขึ้นและแพร่กระจายไวขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาก็รุนแรงขึ้น โดยที่เป้าหมายส่วนใหญ่กลายเป็นประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจหรือเปิดเผยการคอร์รัปชัน
ปฏิบัติการไอโอของภาครัฐที่อ้างว่าทำเพื่อความมั่นคงของชาติกำลังทำลายความเข้มแข็งของการตรวจสอบจากภาคประชาชน อันส่งผลโดยตรงถึงความแข็งแรงของประชาธิปไตย เมื่อทั้งนักกิจกรรม นักการเมืองฝ่ายค้าน นักข่าว หรือนักวิจัยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีทางออนไลน์ ทั้งการตัดต่อภาพเพื่อสร้างความอับอาย การด่าทอหยาบคายและคุกคาม การปล่อยข้อมูลบิดเบือนเพื่อทำลายชื่อเสียง จนถึงการสอดแนมและละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
จากวันที่การเปิดโปงไอโอสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคม เมื่อเวลาผ่านไปแล้วยังไม่มีบุคคลใดในภาครัฐต้องรับผิดชอบ ยิ่งกว่านั้นคือยังดำเนินการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เรื่องไอโอก็เริ่มกลายเป็น ‘ความปกติ’ ของสังคมไทย
ในสภาพปัญหาที่ดูจะยังไม่มีทางออกนี้ สังคมไทยควรร่วมพูดคุยอย่างจริงจังถึงความน่าวิตกกังวลของไอโอจากหน่วยงานภาครัฐ การสร้างกลไกตรวจสอบ การหยุดยั้งการละเมิด แนวทางการดำเนินคดี จนถึงการป้องกันในรูปแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดประชาชนด้วยงบประมาณจากภาษีประชาชน
หมายเหตุ – เรียบเรียงจากงานเสวนา ‘IO ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข: เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี’ จัดโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
ไอโอไม่ใช่แค่การปล่อยข้อมูลเท็จ
ในฐานะผู้ศึกษาเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัย สถาบัน The German Institute for Global and Area Studies (GIGA) เล่าถึงข้อค้นพบจากการศึกษาเรื่องไอโอในประเทศไทยและการศึกษาเชิงเปรียบเทียบระดับภูมิภาคและโลก
จันจิราเกริ่นว่า คำว่า ‘information operation’ เป็นศัพท์ทางทหารที่อาจไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่มีตัวละครซึ่งไม่ใช่รัฐเข้าร่วมและมีความซับซ้อนมากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แวดวงที่ศึกษาเรื่องนี้จึงเริ่มใช้คำว่า ‘influence operation’ ซึ่งอาจแปลได้ว่า ‘ปฏิบัติการปั่นข้อมูลข่าวสาร’
“เวลาพูดถึงไอโอในบริบทสังคมไทย เรามักไม่ค่อยแยกว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ไอโอ หลายครั้งมันกลายเป็นคำกล่าวหาทางการเมืองว่า ‘แกใช้ไอโอ ฉันไม่ใช้ไอโอ’”
จันจิราอธิบายว่าไอโอไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่เป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน แต่ต้องมองไปที่ ‘พฤติกรรม’ ว่ามีองค์ประกอบดังนี้ มีการประสานงานกันเป็นเครือข่าย, มีการจัดตั้ง, หลายกรณีมีงบประมาณจ้างคนทำไอโออย่างชัดเจน, มีการเผยแพร่ข้อความลักษณะเดียวกันออกไปในวงกว้าง, ใช้หลายบัญชี, พยายามใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มการมองเห็นและเอนเกจเมนต์ โดยมีเป้าหมายคือ ‘amplification’ หรือการสร้างพลังให้เรื่องเล่า ทำให้คนจำนวนมากเห็นและพูดถึงเรื่องนั้นๆ
ในงานวิจัยของจันจิราศึกษาในสามมิติคือ 1. A – account ใครเป็นเจ้าของบัญชี ใครเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล 2. B – behavior พฤติกรรมการเผยแพร่ 3. C – content ตัวเนื้อหา ขณะที่บทสนทนาเรื่องไอโอในสังคมไทยมักมองเฉพาะเรื่องเนื้อหา แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยคือ account และ behavior
“พฤติกรรมของไอโอมักมีการแชร์ข้อความลักษณะเดียวกันเป็นแผง มีทั้งเนื้อหาเชิงลบ ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีให้เสียชื่อเสียง และเนื้อหาเชิงบวก ยกย่อง เชิดชู หรืออีกแบบหนึ่งคือ ‘flooding’ การทำให้ข้อมูลล้นท่วมระบบจนข้อมูลที่มีสาระ เช่น การวิพากษ์วิจารณ์รัฐหรือการเปิดโปงคอร์รัปชันถูกพัดหายไปในกระแสข้อมูลจำนวนมหาศาล
“ช่วงแรกที่ศึกษาเรื่องไอโอ เรามักเน้นจับบอต เช่น บัญชีที่โพสต์อัตโนมัติวันละหลายร้อยครั้ง แต่ช่วงหลังเริ่มพบการทำงานร่วมกันระหว่างบอตกับคนจริง โดยเฉพาะในยุคที่คนใช้เอไอ (artificial intelligence – AI) มากขึ้น ซึ่งทำให้สร้างและกระจายเนื้อหาจำนวนมากได้ในเวลาสั้น แต่คนก็เริ่มจับทางได้และโหยหาเนื้อหาที่มีความจริงหรือความออริจินัลมากขึ้น จึงมีการใช้คนจริงมาทำงานร่วมกับบอตมากขึ้น
“บางประเทศมีเครือข่ายที่มีการแชร์เนื้อหาต่อออกไปเป็นหมื่นบัญชี นี่คือ ‘troll farm’ หรือฟาร์มเพาะไอโอ มนุษย์หนึ่งคนในปฏิบัติการนี้สามารถถือหลายร้อยบัญชีได้ หากปฏิบัติการมีราว 200-300 คนก็จะสร้างบัญชีม้าได้จำนวนมหาศาลและส่งต่อข้อมูลได้มากในเวลาสั้นจนเกิดเป็นกระแสขึ้นมาได้” จันจิรากล่าว
ในช่วงหลัง การตรวจจับไอโอทำยากขึ้น เพราะแบ่งแยกยากระหว่าง ‘การแชร์แบบจัดตั้ง’ กับ ‘การแชร์แบบธรรมชาติ’ เมื่อคนทั่วไปอาจแชร์เนื้อหาต่อด้วยความสนใจจริง จึงต้องสังเกตจาก ‘insular community’ คือการแชร์ข้อมูลในกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน โดยเฉพาะช่วงต้นที่ข้อมูลเผยแพร่ออกมา โดยดูว่ากลุ่มบัญชีเหล่านี้เชื่อมโยงกับบัญชีทางการหรือผู้มีชื่อเสียงใดบ้าง
“วิวัฒนาการไอโอช่วงหลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘รัฐ-ไม่ใช่รัฐ’ หรือ ‘จัดตั้ง-ไม่จัดตั้ง’ พร่าเลือนมากขึ้นด้วยกลไกโซเชียลมีเดียที่มีอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก สำนักข่าวออนไลน์หรือแฟนเพจจำนวนมากอาจเป็นคนธรรมดาที่ทำเพจเพื่อหารายได้ หรือมีการซื้อขายบัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนไปใช้เผยแพร่เนื้อหาทางการเมือง หรือซื้อบัญชีเฉพาะช่วงเลือกตั้งหรือช่วงอภิปรายในสภา ทั้งหมดนี้ทำให้การรับมือไอโอซับซ้อนมากขึ้น” จันจิรากล่าว
ช่วงที่ผ่านมาจันจิราศึกษาเรื่อง ‘ไอโอสีดำ’ ที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรม นักข่าว และผู้ที่เห็นต่างจากรัฐในประเทศไทยที่ถูกคุกคามในโลกออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการคุกคามรูปแบบอื่นด้วย เช่น การสอดแนม การถูกส่งข้อความคุกคาม หรือการถูกเจ้าหน้าที่หรือคนที่มีอำนาจกดดัน ผู้ที่ถูกคุกคามทางออนไลน์ระบุว่าผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือผลกระทบทางจิตใจ รองมาคือผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และโอกาสในชีวิต
“เวลาถามว่า ‘รู้สึกอย่างไร?’ คนที่ถูกคุกคามจำนวนมากตอบว่ารู้สึกถูกลดทอนความเป็นมนุษย์และรู้สึกโกรธ หลายคนถูกโจมตีต่อเนื่องยาวนานกว่า 2-3 ปี โดยเฉพาะคนที่ทำงานในสปอตไลต์หรือเป็นฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ มันเหมือนการกัดกร่อนทางจิตใจ จนถึงจุดที่คนเริ่มหมดแรงในการรับมือ
“หลายคนเล่าว่า ทุกครั้งที่เปิดโซเชียลมีเดียขึ้นมา เขากลัวจะเห็นรูปตัวเองถูกตัดต่อหรือโพสต์ของตัวเองถูกนำไปบิดเบือนจนเกิดความเข้าใจผิด จนกลายเป็นความกังวลในชีวิตประจำวัน หลายคนเริ่มมีอาการเบิร์นเอาต์ ตื่นตระหนก วิตกกังวล บางคนมีอาการคล้าย PTSD (post-traumatic stress disorder) เมื่อเห็นอะไรเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดิมจะเกิดอาการผวา” จันจิราเล่า
‘การละเมิด’ ที่ถูกบิดเบือนว่าเป็นเรื่องปกติ
แม้ว่าไอโอไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคออนไลน์ แต่ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ มองว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันรุนแรงขึ้นด้วยเหตุผลสี่ปัจจัย
1. การทำให้เชื่อว่า ‘ใครๆ ก็ทำไอโอ’
แม้ว่าไอโอโดยรัฐและไอโอโดยผู้ที่ไม่ใช่รัฐจะมีความแตกต่างกัน แต่ไอโอโดยรัฐประสบความสำเร็จในการทำให้สังคมเชื่อว่าปฏิบัติการทางข้อมูลทุกชนิดเหมือนกันหมด หรือมองว่าไอโอรัฐไม่ได้เลวร้ายกว่าไอโอเอกชน ซึ่งไม่เป็นความจริง
“ไอโอโดยรัฐประสบความสำเร็จในการทำให้เราเชื่อว่า ทุกวันนี้ใครๆ ก็ทำไอโอ สิ่งที่รัฐทำไม่แตกต่างจากไอโอของพรรคการเมือง บริษัท หรือบุคคลอื่นๆ ดูได้จากคอมเมนต์ตามเพจต่างๆ ถ้าเราบอกว่า ‘นี่คือไอโอ’ คนก็จะตอบว่า ‘ใครๆ ก็ทำไอโอ พรรคนี้ก็มี พรรคนั้นก็มี’ แต่จริงๆ แล้วไอโอของหน่วยงานความมั่นคงกับไอโอของเอกชนแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ” สฤณีกล่าว
จากการอภิปรายในสภาของ สส.ชยพล สท้อนดี เชื่อมโยงให้เห็นว่า การจัดการไอโอโดยรัฐมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการรวมศูนย์ มีโครงสร้างการจัดการที่มีทรัพยากรมากกว่าอดีต มีการผนวกปฏิบัติการในโซเชียลมีเดียเข้ากับการโจมตีไซเบอร์ อย่างการใช้สปายแวร์เปกาซัส
“ตัวเราเองก็อยู่ในรายชื่อ HVT หรือ high value target ซึ่งปรากฏทุกครั้งเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องไอโอในสภา ทุกวันนี้เกือบทุกเดือนจะมีอีเมลจาก Facebook หรือ X แจ้งว่ามีคนพยายามเข้ามาครอบครองบัญชี ให้รีบเปลี่ยนพาสเวิร์ด ทั้งที่เราก็ทำตามแนวทางความปลอดภัยที่นักไอทีแนะนำแล้ว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นหนึ่งในปฏิบัติการหรือไม่ ถ้าเป็นไอโอของผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐ ทั้งพรรคการเมืองหรือเอกชน เขาจะไม่ลงทุนขนาดนี้
“รัฐสามารถจัดสรรทรัพยากรในการทำเรื่องนี้ได้มากมาย แล้วเขาสามารถใช้งบลับได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน แม้แต่ฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะอ้างว่าเป็นเรื่องความมั่นคง ฉะนั้น ไอโอของรัฐจึงแตกต่างอย่างมหาศาลกับเอกชน” สฤณีอธิบาย
2. ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสร้างความชอบธรรมให้ไอโอ
ช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชารุนแรงมีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทั้งจากสองประเทศ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไอโอเป็นเครื่องมือที่มีความชอบธรรมที่จะใช้กำจัดศัตรูแห่งชาติ
“ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นทั้งสนามทดลองและจุดเริ่มต้นของไอโอระดับชาติ ตอนนั้นเนื้อหาไอโอถูกปล่อยออกมามหาศาล หลายคนก็รู้สึกว่ามันมีความชอบธรรม เพราะเรากำลังทะเลาะกับศัตรู
“สถานการณ์แบบนี้ทำให้ไอโอพุ่งทะยาน เนื้อหาจากไอโอและอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ แพร่กระจายเร็วมาก คนที่กระจายเนื้อหาเหล่านี้อาจรู้ว่าเป็นไอโอ แต่เขาอาจรู้สึกภูมิใจ เพราะคิดว่ากำลังช่วยชาติต่อสู้กับศัตรู” สฤณีกล่าว
3. เนื้อหาบิดเบือนถูกส่งเสริมโดยแพลตฟอร์มหิวเอนเกจเมนต์
การพัฒนาของเทคโนโลยีกลายมาเป็นเครื่องมือที่ทำให้ข้อมูลบิดเบือนโดยไอโอสร้างและกระจายได้เร็วกว่าเดิม
“เอไอทำให้สามารถสร้างเนื้อหาได้เร็วและแรงมากขึ้น เมื่อเนื้อหาจากเอไอไปเจอกับอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียที่หิวเอนเกจเมนต์ มันก็ยิ่งขยายตัว โซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาเพื่อทำเงิน ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบว่าอะไรถูกหรือผิด หน้าที่ของมันคือดึงเอนเกจเมนต์ให้มากที่สุดโดยไม่สนใจความถูกต้อง ยิ่งใช้เอไอกดปุ่มเดียวก็ยิ่งกระจายได้เร็ว สุดท้ายกลายเป็นว่า ‘เทคโนโลยี + อินฟลูเอนเซอร์ + สื่อ’ ยิ่งส่งเสริมกัน” สฤณีกล่าว
4. ไอโอไทยถูกปกป้องด้วยการลอยนวลพ้นผิด
แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูลว่ากองทัพไทยทำไอโอโจมตีประชาชนจริง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ กระทั่งท่าทีจากภาครัฐที่ทำราวกับว่าเรื่องนี้คือเรื่องปกติ
“ไอโอไทยไม่เคยต้องรับผิดชอบเลย นี่คือภาวะลอยนวลพ้นผิด” สฤณีเล่าถึงกรณีที่เธอตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากไอโอ จึงนำไปสู่การฟ้องร้องกองทัพบก ร่วมกับวิญญู วงศ์สุรวัฒน์และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หนึ่งในหลักฐานที่ใช้เอาผิดคือรายงาน coordinated inauthentic behavior หรือ CIB (พฤติกรรมร่วมกันในการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตน) ของ Twitter ที่ตรวจจับการปั่นข้อมูลเป็นเครือข่ายของบัญชีปลอม โดยให้ความสำคัญกับบัญชีที่สร้างโดยรัฐเป็นพิเศษ เพราะมองว่าสามารถก่ออันตรายได้มากและมีทรัพยากรจำนวนมหาศาล
“รายงานของ Twitter บ่งชี้ถึงหลายร้อยบัญชีในประเทศไทยที่แพลตฟอร์มปิดไปพร้อมเปิดฐานข้อมูลให้ตรวจสอบ เมื่อค้นฐานข้อมูลว่าบัญชีเหล่านั้นพูดถึงใครบ้างก็พบว่า พวกเราสามคนถูกพูดถึงโดยบัญชีปลอมเหล่านี้จำนวนมาก Twitter ระบุด้วยว่าจากหลักฐานทางเทคนิค บัญชีเหล่านี้เชื่อมโยงกลับไปที่ Royal Thai Army” สฤณีกล่าว
ที่สุดแล้วศาลปกครองตัดสินว่า เอกสารราชการและคำสั่งต่างๆ ที่นำมาแสดงนั้น ‘เชื่อได้ว่าเป็นของจริง’ แต่ศาลยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำในหน้าที่หรือในเวลาส่วนตัว
“ส่วนตัวรับไม่ได้อย่างยิ่ง เราไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง เราเป็นนักเขียน-นักวิจัยที่อาจเสียงดังในโซเชียลบ้างและวิจารณ์นโยบายรัฐ ทำไมจึงต้องมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมาโจมตี นี่คือเรื่องผิดกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน แล้วนี่คือภาวะลอยนวลพ้นผิด เป็นการกระทำโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย” สฤณีกล่าว
เมื่อรัฐกลบเกลื่อนความผิดพลาดด้วยการโจมตีนักข่าว
ในฐานะผู้ตกเป็นเป้าโจมตีของไอโอ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้ง The Reporter บอกว่าข้อมูลจากการวิจัยของจันจิราตรงกับเรื่องที่เธอกำลังเผชิญอยู่
ที่ผ่านมาฐปณีย์ถูกไอโอโจมตีหลายครั้งจากการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว ตั้งแต่การรายงานเรื่องโรฮิงญา, อุยกูร์, ม็อบ 2563 จนกรณีล่าสุดคือการรายงานข่าวลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
“เราเป็นนักข่าวคนแรกๆ ที่ถูกปฏิบัติการไอโออย่างเป็นระบบ ตอนแรกเรายังไม่รู้ว่าคือไอโอ เราทำข่าวโรฮิงญาปี 2558 แล้วโดนโจมตี เราเห็นการทำซ้ำ เช่น เรียกเราว่า ‘โรฮิงแยม’ หรือตัดต่อภาพเรือว่าให้เรารับโรฮิงญาไปอยู่ด้วย มีการใช้ข้อความแบบเดียวกัน โปสเตอร์แบบเดียวกัน จนเวลาผ่านไปเราจึงรู้ว่านี่คือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ทำโดยรัฐ
“ตอนนั้นประเทศเพิ่งเข้าสู่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพสื่อ เราเริ่มรู้ว่าถ้าเมื่อไรไปทำข่าวที่กระทบนโยบายความมั่นคง เราอาจถูกโจมตีแบบนี้ หลังจากนั้นเราก็โดนต่อเนื่อง ช่วงการชุมนุมปี 2563 เรากลายเป็นนักข่าวสามกีบ-นักข่าวล้มเจ้า, ช่วงคดีตากใบหมดอายุความ เราทำข่าวแล้วเจอถ้อยคำเดิมๆ หรือตอนทำข่าวอุยกูร์ก็โดนอีก” ฐปณีย์กล่าว
เหตุการณ์ล่าสุดที่ทำให้มีปฏิบัติการโจมตีฐปณีย์ทางออนไลน์อย่างรุนแรง เกิดจากการที่เธอรายงานข่าวเหตุการณ์ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โดยสัมภาษณ์ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่พูดถึงเรื่องนี้ว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ซึ่งเป็นทัศนคติที่น่าตกใจของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่ผลที่ตามมาจากการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวตามปกติ ฐปณีย์ถูกโจมตีทางออนไลน์อย่างรุนแรงทั้งการด่าทอหยาบคาย ตัดต่อภาพ หรือปล่อยข้อมูลบิดเบือน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในลักษณะการทำซ้ำและแชร์ข้อมูลต่อเป็นเครือข่าย
“วันที่ 13 เม.ย. เราสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 แล้วคนให้ความสนใจเนื้อหาที่ท่านให้สัมภาษณ์ แต่ทุกอย่างกลับมาโจมตีว่าเราเป็นสาเหตุ การโจมตีพัฒนาไปถึงการกล่าวหาเรื่องสันติภาพในภาคใต้เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น มีการกล่าวหาว่าเราคือ ‘นักข่าวบีอาร์เอ็น-นักข่าวโจรใต้’ คนที่เคยทำกิจกรรมร่วมกับเราหรือเคยเกี่ยวข้องกับเราถูกเชื่อมโยงว่าเป็นพวกบีอาร์เอ็น กล่าวหาว่าเราสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน เนื้อหาที่กระจายไปในเพจต่างๆ พัฒนาความรุนแรงของถ้อยคำขึ้นเรื่อยๆ และมีการแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว
“ที่ผ่านมาเรารู้ว่าเพจไหนบ้างที่เป็นไอโอเรื่องสามจังหวัด แต่ครั้งนี้มีไอโอจากประเด็นอื่นๆ เข้าร่วม จนถึงอินฟลูเอนเซอร์ที่มีตัวตน มีการใช้เอไอ สุดท้ายมีสำนักข่าวนำเสนอต่อ นี่คือการที่สื่อวิชาชีพทำให้ข้อมูลที่ไอโอใส่ร้ายบิดเบือนเรากลายเป็นเรื่องจริง” ฐปณีย์เล่า
การโจมตีครั้งนี้รุนแรงจนฐปณีย์ตัดสินใจยื่นหนังสือถึงนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. และแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ แต่ยังไม่มีความคืบหน้านัก
“ที่ผ่านมาเราโดนทั้งไอโอจากฝ่ายการเมืองและกองทัพ จึงเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เจอตอนนี้คือปฏิบัติการไอโอ แม้เราโดนโจมตีหลายครั้ง แต่รอบนี้สร้างผลกระทบทางจิตใจหนักหนามาก เรากังวลว่าข้อมูลบิดเบือนที่ถูกเผยแพร่ไปรวดเร็วจะสร้างความเกลียดชังและลดความน่าเชื่อถือของเราในฐานะนักข่าว สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือกลัวว่าจะไม่ได้ทำข่าวแบบที่เคยทำ เมื่อโดนดิสเครดิตอาจเกิดความไม่น่าเชื่อถือ แล้วคุณค่าความเป็นนักข่าวของเราจะสูญหาย”
ฐปณีย์ตัดสินใจพบนักจิตวิทยาเพื่อเยียวยาผลกระทบทางจิตใจ หลังเจอคนที่เสพข่าวบิดเบือนแล้วเดินเข้ามาทักว่าเธอเป็นผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน
“เรื่องนี้สร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงและรุนแรง เราไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องปฏิบัติการไอโอให้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ มันไม่ใช่แค่การดิสเครดิตเท่านั้น แต่เป็นการฆ่าเราทางวิชาชีพ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการกำจัดเรา” ฐปณีย์กล่าว
ภาษีจากประชาชนที่ถูกใช้ทำร้ายประชาชน
ด้าน ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฐปณีย์เป็นการคุกคามสื่อมวลชนและมีความอันตราย อาจส่งผลต่อกำลังใจในการทำงานสื่อต่อไป ซึ่งหลังจากตรวจสอบเพจต่างๆ ที่มีเนื้อหาโจมตีก็พบว่าเป็นเพจอวตารหรือเพจไอโอที่เคยกระทำในลักษณะนี้มาก่อน ทางสมาคมนักข่าวฯ จึงออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการใช้ไอโอคุกคามสื่อมวลชน เพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงขยายตัว
“เรื่องนี้เกิดจากการที่ฐปณีย์ตั้งคำถามต่อแม่ทัพภาคที่ 4 ถึงความคืบหน้าคดีสังหาร สส.กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นคำถามคาใจประชาชน ทำไม สส. ที่ถูกลอบยิง ซึ่งเป็น สส. ฝ่ายรัฐบาล แล้วรัฐบาลจึงไม่รู้ข้อมูล ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว แม้จะตามตัวผู้ก่อเหตุบางส่วนได้ แต่ยังไม่สามารถหาตัวผู้บงการได้เลย ถ้ารัฐบาลมีความกระจ่างในเรื่องนี้ก็จบ ไม่ต้องให้ไอโอไปลงที่ฐปณีย์
“เรื่องนี้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างรุนแรง ถ้าสื่อไม่เข้มแข็งพอก็อาจจะล่าถอยและอาจยุติการปฏิบัติหน้าที่” ชัยฤทธิ์กล่าว
ในมุมมองของภาครัฐ นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่าเรื่องไอโอและการใช้เอไอในโลกออนไลน์เป็นความท้าทายที่รัฐไล่ตามแทบไม่ทัน เมื่อความเร็วของเทคโนโลยีและการแพร่กระจายข้อมูลนำหน้ากฎหมายและกลไกการบังคับใช้อยู่เสมอ
แต่ถึงอย่างไรก็มีหลายหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนที่เผชิญกับการปั่นเฟกนิวส์ การหมิ่นประมาท หรือการคุกคามทางออนไลน์ เช่น กรณีข้อมูลเท็จสามารถร้องเรียนไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ แต่หากต้องการดำเนินคดีอาญาจะต้องแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์เพื่อสืบหาตัวตนของบัญชีหรือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ส่วนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะช่วยเหลือด้านกฎหมาย ตั้งแต่การรับเรื่องร้องเรียน การสนับสนุนทนายความในชั้นสอบสวน การเข้าถึงกองทุนยุติธรรม ไปจนถึงการคุ้มครองพยานในกรณีที่มีการข่มขู่หรือคุกคาม
ส่วนกลไกในรัฐสภา เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เล่าว่าที่ผ่านมามีความพยายามตรวจสอบเรื่องไอโอด้วยกลไกกรรมาธิการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็เคยยอมรับว่าเอกสารเรื่องไอโอที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นเป็นเอกสารจริง แต่บอกว่าเป้าหมายคือการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ส่วนการตรวจสอบงบประมาณที่กองทัพใช้ในปฏิบัติการ เอกสารงบประมาณที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มักไม่ระบุรายละเอียดโครงการ อีกทั้งอาจซ่อนอยู่ในงบส่วนอื่น เช่น งบเกี่ยวกับการเชิดชูหรือปกป้องสถาบันหลักของประเทศ ยังไม่รวมถึงงบลับที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
“เราเห็นผลร้ายของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารได้จากหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารให้นักศึกษาถูกมองว่าเป็นศัตรูของชาติจนนำไปสู่การใช้กำลัง หรือเหตุการณ์สลายการชุมนุม 2553 ที่เกิด ‘ผังล้มเจ้า’ ซึ่งสรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยอมรับว่าผังนั้นถูกสร้างขึ้นเอง ปัญหาคือผังนั้นทำหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้การใช้กำลังปราบผู้ชุมนุมไปแล้ว กว่าความจริงจะปรากฏก็เป็นช่วงปลายทางในกระบวนการศาล
“เรื่องปฏิบัติการทางความคิดต้องรณรงค์กันต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีทางหยุดได้ กระแสสังคมมีขึ้นลง บางช่วงฝ่ายเสรีนิยมก็มีพลังมาก บางช่วงฝ่ายชาตินิยมก็มีพลังมาก แต่ส่วนที่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งคือปฏิบัติการที่รัฐมีท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุน เรื่องนี้ต้องตรวจสอบ อย่างน้อยที่สุดต้องเอากระดิ่งไปผูกคอแมวให้ได้” เทวฤทธิ์กล่าว
หลากข้อเสนอในวันที่ยังไม่มีทางออก
จากสภาพปัญหาที่ไอโอจากกองทัพไทยถูกใช้โจมตีผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้ สะท้อนสภาพอันเลวร้ายในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากอำนาจรัฐ การร่วมกันมองหาทางออกจากหลากหลายแง่มุมจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อสถานการณ์
จันจิรา – ออกแบบการรับมืออย่างเป็นระบบ
จันจิรามีข้อเสนอสี่ประเด็นต่อการรับมือสถานการณ์ไอโอไทย
1. การต่อสู้เรื่องนี้ไม่สามารถทำโดยปัจเจกบุคคลได้ แต่ต้องเคลื่อนเป็นองคาพยพ โดยต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อชี้ให้แพลตฟอร์มเห็นว่าปัญหานี้กระทบต่อความโปร่งใสและแบรนด์ดิ้งของแพลตฟอร์ม
2. การพูดคุยกับแพลตฟอร์มในฐานะผู้ออกแบบอัลกอริทึมที่ส่งเสริมเนื้อหาที่เกลียดชัง เพื่อให้ลดแรงจูงใจของ ‘พ่อค้าความเกลียดชัง’ ที่สร้างเนื้อหาเหล่านี้เพียงเพื่อหารายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง
3. การมีระบบช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยต้องมีทุนและคนทำงานต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีการอบรมเรื่องความปลอดภัยทางดิจิทัลให้สื่อมวลชน นักการเมือง และนักกิจกรรม
4. แม้ประชาชนจะคุ้นกับคำว่า ‘digital literacy’ แล้ว แต่ประชาชนควรรู้เรื่องการทำงานของอัลกอริทึมและการไม่ตกเป็นเหยื่ออัลกอริทึมด้วย
ชัยฤทธิ์ – เรียกร้องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและเอาผิดภาครัฐ
ด้านชัยฤทธิ์เห็นด้วยกับการเรียกร้องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม รวมถึงทุกหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ต่อเรื่องนี้ ซึ่งเขาสนับสนุนให้มีการดำเนินคดีหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานความมั่นคงที่ใช้ไอโอบิดเบือนข้อมูลและละเมิดสิทธิประชาชน ซึ่งเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายหลายฉบับ
“ไอโอไม่สามารถแพร่กระจายได้อย่างเป็นระบบ ถ้าโครงสร้างแพลตฟอร์มไม่เอื้ออำนวย แพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ต้องมีการปิดบัญชีอวตารหรือบัญชีที่ทำงานเป็นขบวนการอย่างจริงจังมากกว่านี้
“ไอโอกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว เพราะมันกระทบความมั่นคงและคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน” ชัยฤทธิ์กล่าว
เทวฤทธิ์ – ระวังการยกอำนาจให้รัฐ
ส่วนเทวฤทธิ์ชวนคิดถึงประเด็นที่ประเทศไทยพยายามเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ซึ่งที่ผ่านมาไทยเข้าร่วม Open Government Partnership หรือ OGP แล้ว จึงต้องพัฒนาเรื่องความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล
“คนมักคิดว่าไอโอเป็นทหารนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมีการจ้างเอเจนซีหรือเครือข่ายภายนอกด้วย ซึ่งบางครั้งมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเขาเข้าใจธรรมชาติของผู้ใช้เครือข่ายโซเชียล เราจึงต้องเรียกร้องเรื่อง OGP และความโปร่งใสให้มากขึ้น
“สิ่งที่ต้องระวังคืออย่ายกอำนาจในการจัดการเรื่องนี้ให้รัฐทั้งหมด หากจะมีกลไกจัดการไอโอก็ต้องระวังว่ามันอาจถูกใช้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือคนเห็นต่างก่อน เครือข่ายสื่อและภาคประชาสังคมก็ต้องช่วยกันตรวจสอบและตระหนักรู้เรื่องนี้ด้วย” เทวฤทธิ์กล่าว
นรีลักษณ์ – เก็บข้อมูลและพัฒนาเจ้าหน้าที่
ข้อเสนอของนรีลักษณ์คือการเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อให้เห็นหลักฐานของปัญหา เพื่อนำไปสู่การถกเถียงและพัฒนาวิธีแก้ไขอย่างเป็นระบบและจริงจัง
“ถ้าเราจะยกระดับประเด็นไอโอ ควรมีการเก็บข้อมูลเรื่องผลกระทบหรือจำนวนกรณีที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เราจำเป็นต้องพัฒนาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ให้มีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามซึ่งมีความเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ต้องมีทักษะในการเสพสื่ออย่างมีสติ รวมถึงควรให้ข้อมูลเรื่องช่องทางการร้องเรียนแก่ประชาชนมากขึ้นด้วย” นรีลักษณ์กล่าว
สฤณี – หาคนรับผิดชอบทั้งภาครัฐและเอกชน
ส่วนสฤณีมีข้อเสนอหลักสามประเด็น
1. การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง วิธีการ และรูปแบบของไอโอทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้องค์กรที่ทำงานเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ควรยกระดับไปสู่ ‘การรู้เท่าทันอัลกอริทึม’
2. ต้องหาคนรับผิดชอบต่อปฏิบัติการที่ใช้เงินภาษีประชาชนให้ได้
“การทำไอโอ มีคนจ้าง มีคนจ่าย และมีคนรับเงิน ซึ่งเรารับไม่ได้ ในฐานะที่เป็นเป้าหมายปฏิบัติการไอโอของรัฐ เรื่องคดีของตัวเองก็จะต้องทำต่อไป เชื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ให้รู้กันไปเลยว่าประเทศนี้จะไม่สามารถหาคนรับผิดชอบได้จริงๆ ทั้งที่มีการใช้เงินภาษีประชาชน” สฤณีกล่าว
3. การเรียกร้องความรับผิดชอบของธุรกิจ ในกรณีไอโอภาคเอกชน การฟ้องปิดปาก หรือเอเจนซีที่รับจ้างทำไอโอว่าขัดกับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ซึ่งหลายบริษัทรับหลักการนี้แล้วแต่ยังมีการฟ้องปิดปากอยู่ อาจเพราะไม่ได้เชื่อมโยงว่าสิ่งที่ทำนั้นขัดกับหลักการ สังคมจึงต้องพูดเรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจให้มากขึ้น รวมถึงไม่ให้บริษัทต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในการทำไอโอ
ฐปณีย์ – กระบวนการเหล่านี้ต้องถูกหยุดยั้ง
ฐปณีย์อยากเน้นย้ำให้สังคมเห็นว่าปฏิบัติการไอโอเกิดขึ้นจริงและขยายความรุนแรงจนอาจทำให้สังคมเกิดความเกลียดชังและความขัดแย้ง
“เรื่องที่เกิดขึ้นกับเรามีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนได้ ทั้งการถูกไอโอสร้างความเกลียดชัง ใส่ร้ายป้ายสี และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตอนนี้ไอโอถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยก สิ่งที่เราห่วงคือไม่อยากให้กรณีสามจังหวัดชายแดนใต้ถูกขยับไปสู่ความแตกแยกอีก
“เราไม่อยากปล่อยผ่านเรื่องการใช้ไอโอ ถ้าสุดท้ายหาคนรับผิดไม่ได้ แล้วกลายเป็นภาวะลอยนวลพ้นผิดหรือสังคมเริ่มยอมรับว่าวิธีการแบบนี้เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่ออ้างว่าเกี่ยวกับชาติ เราไม่อยากให้วิธีคิดแบบนี้ค่อยๆ ถูกซึมซับจนกลายเป็นวิธีการที่รัฐใช้กับประชาชน สิ่งที่อยากเห็นคือการหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้” ฐปณีย์กล่าวปิดท้าย
เรื่อง : วจนา วรรลยางกูร
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย
https://www.the101.world/military-io-against-citizens/