
Pavin Chachavalpongpun
16 hours ago
·
นี่คือหน้าที่ขององคมนตรีหรอ องคมนตรีมีหน้าที่ให้คำปรึกษาพระมหากษัตริย์ ไม่ได้มีหน้าที่แย่งงานรัฐบาล นี่คือการแทรกแซงการเมือง นี่ไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบที่ติดอยู่บนฉลาก แต่เป็นการแสดงตัวว่ามีอำนาจเหนือรัฐบาลปัจจุบัน นอกเหนือจากความเสือกแล้ว พวกอีแก่ที่นั่งอยู่บนนั้นไม่มีใครมีความรู้เรื่องภัยแล้งเลย สาระแนที่สุด
https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/26167930159548733
Pavin Chachavalpongpun
Pavin Chachavalpongpun
5 hours ago
·
อำนาจขององคมนตรีและหลักการ “ต้องไม่แทรกแซงการเมือง” เป็นประเด็นสำคัญในระบอบประชาธิปไตยมีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะองคมนตรีถูกออกแบบให้เป็นสถาบันที่ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ มิใช่ผู้ใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง ในทางหลักการ องคมนตรีจึงควรวางตนเป็นกลางทางการเมือง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นสถาบันเหนือความขัดแย้งทางการเมือง หากองคมนตรีเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายการเมือง ไม่ว่าชมหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือมีส่วนในการจัดสมดุลอำนาจทางการเมือง ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมและขอบเขตของอำนาจที่แท้จริง
รัฐธรรมนูญไทยในหลายฉบับกำหนดชัดว่า องคมนตรีต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หลักการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีต้องรักษาระยะห่างจากการแข่งขันทางการเมือง เพื่อไม่ให้สถาบันที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ถูกดึงเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มักมีข้อถกเถียงอยู่เสมอว่า บทบาทขององคมนตรีบางช่วงเวลาอาจก้าวล้ำจาก “ที่ปรึกษา” ไปสู่ “ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง” ไม่ว่าจะผ่านเครือข่ายอำนาจ ความสัมพันธ์กับกองทัพ หรือการส่งสัญญาณทางการเมืองในช่วงวิกฤต ดังที่เราเห็นจากบทบาทความสาระแนวันนี้เรื่องน้ำแล้ง
ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าองคมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายมากน้อยเพียงใด แต่คืออำนาจเชิงสัญลักษณ์และอำนาจทางวัฒนธรรมทางการเมืองที่สามารถส่งผลต่อทิศทางประเทศได้ แม้ไม่ได้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร การตีความบทบาทขององคมนตรีจึงสัมพันธ์โดยตรงกับพัฒนาการประชาธิปไตยไทย เพราะในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง สถาบันที่อยู่เหนือการเมืองจำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และในขณะเดียวกัน บุคคลในสถาบันนั้นเองก็ต้องสำรวมบทบาท เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือระหว่างการให้คำปรึกษา กับการกำหนดทิศทางทางการเมือง
ท้ายที่สุด หลัก “ไม่แทรกแซงการเมือง” มิได้มีไว้เพื่อลดทอนเกียรติหรือบทบาทขององคมนตรี แต่กลับเป็นหลักการที่ช่วยคุ้มครองทั้งสถาบันและระบบประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะยิ่งสถาบันใดถูกมองว่าอยู่เหนือความขัดแย้งและไม่เลือกข้างมากเท่าใด สถาบันนั้นก็ยิ่งดำรงความชอบธรรมและความไว้วางใจจากสังคมได้มากขึ้นเท่านั้น
เอิ่ม นี่ไม่นับว่า องคมนตรีหลายคนแม่งเคยทำรัฐประหารล้มรัฐบาลประชาธิปไตยมาก่อน
https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/26173863848955364
·
อำนาจขององคมนตรีและหลักการ “ต้องไม่แทรกแซงการเมือง” เป็นประเด็นสำคัญในระบอบประชาธิปไตยมีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะองคมนตรีถูกออกแบบให้เป็นสถาบันที่ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ มิใช่ผู้ใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง ในทางหลักการ องคมนตรีจึงควรวางตนเป็นกลางทางการเมือง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นสถาบันเหนือความขัดแย้งทางการเมือง หากองคมนตรีเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายการเมือง ไม่ว่าชมหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือมีส่วนในการจัดสมดุลอำนาจทางการเมือง ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมและขอบเขตของอำนาจที่แท้จริง
รัฐธรรมนูญไทยในหลายฉบับกำหนดชัดว่า องคมนตรีต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หลักการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีต้องรักษาระยะห่างจากการแข่งขันทางการเมือง เพื่อไม่ให้สถาบันที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ถูกดึงเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มักมีข้อถกเถียงอยู่เสมอว่า บทบาทขององคมนตรีบางช่วงเวลาอาจก้าวล้ำจาก “ที่ปรึกษา” ไปสู่ “ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง” ไม่ว่าจะผ่านเครือข่ายอำนาจ ความสัมพันธ์กับกองทัพ หรือการส่งสัญญาณทางการเมืองในช่วงวิกฤต ดังที่เราเห็นจากบทบาทความสาระแนวันนี้เรื่องน้ำแล้ง
ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าองคมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายมากน้อยเพียงใด แต่คืออำนาจเชิงสัญลักษณ์และอำนาจทางวัฒนธรรมทางการเมืองที่สามารถส่งผลต่อทิศทางประเทศได้ แม้ไม่ได้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร การตีความบทบาทขององคมนตรีจึงสัมพันธ์โดยตรงกับพัฒนาการประชาธิปไตยไทย เพราะในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง สถาบันที่อยู่เหนือการเมืองจำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และในขณะเดียวกัน บุคคลในสถาบันนั้นเองก็ต้องสำรวมบทบาท เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือระหว่างการให้คำปรึกษา กับการกำหนดทิศทางทางการเมือง
ท้ายที่สุด หลัก “ไม่แทรกแซงการเมือง” มิได้มีไว้เพื่อลดทอนเกียรติหรือบทบาทขององคมนตรี แต่กลับเป็นหลักการที่ช่วยคุ้มครองทั้งสถาบันและระบบประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะยิ่งสถาบันใดถูกมองว่าอยู่เหนือความขัดแย้งและไม่เลือกข้างมากเท่าใด สถาบันนั้นก็ยิ่งดำรงความชอบธรรมและความไว้วางใจจากสังคมได้มากขึ้นเท่านั้น
เอิ่ม นี่ไม่นับว่า องคมนตรีหลายคนแม่งเคยทำรัฐประหารล้มรัฐบาลประชาธิปไตยมาก่อน
https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/26173863848955364