
เมื่อปลายปี 2020 สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ของอังกฤษถูกวิจารณ์เรื่องการใช้เทคโนโลยีตัดต่อหน้า "ดีพเฟค" (deepfake) เพื่อทำวิดีโอพระราชทานพรคริสต์มาสของสมเด็จพระราชินีนาถฯ ออกแพร่ภาพ
กรณีเทียบเคียงในต่างประเทศเป็นอย่างไร
ในสหราชอาณาจักร มีกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน Human Rights Act 1998 ที่ระบุถึงเสรีภาพการแสดงออก (Freedom of Expression) ไว้ในมาตรา 10 ว่า "ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกได้อย่างเสรี สิทธินี้รวมถึงการแสดงความคิดเห็น การรับและการให้ข้อมูลและแนวความคิดโดยไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐและโดยไม่คำนึงถึงขอบเขต..."
อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าว ระบุว่า การใช้สิทธิเหล่านี้มาพร้อมกับ "หน้าที่และความรับผิดชอบ" และอาจถูกจำกัดตามเงื่อนไขทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของชาติ หรือเพื่อความปลอดภัยของสังคม การสาธารณสุข หรือศีลธรรม หรือเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความวุ่นวาย หรืออาชญากรรม รวมทั้งเพื่อปกป้องชื่อเสียงและสิทธิของผู้อื่น เป็นต้น
ปัจจุบันสหราชอาณาจักรไม่ได้ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว โดยสกอตแลนด์ได้ยกเลิกกฎหมายอาญาที่ว่าด้วยความผิดฐานปลุกระดมและดูหมิ่นประมุขของรัฐไปเมื่อปี 2010 แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการใช้กฎหมายนี้ลงโทษประชาชนมาตั้งแต่ปี 1715 หรือกว่า 300 ปีมาแล้ว
จากรายงานการประชุมพิจารณายกเลิกกฎหมายในครั้งนั้น เฟอร์กัส อิววิง รัฐมนตรีด้านความปลอดภัยชุมชนของสกอตแลนด์ บอกว่า ถึงเวลาที่สกอตแลนด์ต้องยกเลิกความผิดอาญาฐานปลุกระดมและการดูหมิ่นตามชาติอื่น ๆ ในสหราชอาณาจักรแล้ว
นายอิววิง บอกว่า บทบัญญัติเหล่านี้เป็นแค่ของแปลกไว้ให้นักเรียนกฎหมายได้ครุ่นคิดเพื่อความสนุกสนาน และที่สำคัญกว่านั้น การที่สหราชอาณาจักรมีกฎหมายเหล่านี้อยู่เป็นการเปิดทางให้คณะผู้ปกครองในประเทศต่าง ๆ ที่กดขี่ประชาชนตัวเองใช้เป็นข้ออ้างง่าย ๆ ที่จะใช้กฎหมายในลักษณะเดียวกัน
"ในประเทศเหล่านั้น นอกจาก[กฎหมายนั้น]จะส่งผลกระทบที่น่ากังวล - ผู้คนกลัวเกินไปที่จะวิพากษ์วิจารณ์ทางการและชนชั้นนำ - แต่ประชาชนก็ถูกดำเนินคดีอยู่เป็นประจำเพราะการแสดงออกด้วย" นายอิววิง กล่าว
เขาบอกว่าการยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือที่ใช้คำว่า "leasing-making" ในกฎหมายสกอตแลนด์ จะช่วยให้สหราชอาณาจักรมี "อำนาจทางศีลธรรม" มากขึ้นเวลาต้องเจรจากับรัฐที่กดขี่ประชาชน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สื่อมวลชนสหราชอาณาจักรจึงสามารถนำเสนอข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือทำละครที่มีเนื้อหาตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวราชวงศ์ได้ เช่น ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง The Crown หรือแม้แต่ซีรีส์ตลกล้อเลียนราชวงศ์เรื่อง The Windsors รวมทั้งรายการ Spitting Image ซึ่งเป็นรายการตลกที่ใช้หุ่นเชิดเสียดสีล้อเลียนบุคคลในราชวงศ์ เป็นต้น
ส่วนในยุโรปนั้น แม้หลายประเทศมีกฎหมายที่กำหนดให้การดูหมิ่นกษัตริย์และสมาชิกราชวงศ์ยังเป็นความผิดทางอาญา แต่ในปัจจุบันแทบจะไม่มีผู้ได้รับการลงโทษที่รุนแรง
ยกตัวอย่างประเทศเดนมาร์ก ซึ่งมาตรา 268 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า บุคคลใดที่ว่าร้ายผู้อื่นโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงอาจถูกจำคุกสูงสุด 2 ปี โดยมาตรา 115 ระบุว่า หากเป็นการว่าร้ายกษัตริย์ โทษดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าซึ่งเท่ากับว่าไม่เกิน 4 ปี ส่วนหากเป็นการกระทำต่อพระราชินีและรัชทายาทให้เพิ่มโทษดังกล่าวขึ้นครึ่งหนึ่งซึ่งก็คือไม่เกิน 3 ปี
ย้อนไปเมื่อปี 2011 เว็บไซต์ข่าว Politicken ของเดนมาร์กรายงานว่า นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมสองคนจะโดนตั้งข้อหากระทำผิดตามมาตรา 115 หลังจากบุกเข้าไปประท้วงระหว่างงานเลี้ยงรับรองระหว่างการประชุม COP15 เมื่อปี 2009 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงเป็นองค์ประธาน
อย่างไรก็ดี ในเดือน ส.ค. ปี 2011 เว็บไซต์ข่าวเดอะการ์เดียนรายงานว่า นักเคลื่อนไหว 11 คนที่มีส่วนร่วมในการบุกเข้าไปในครั้งนั้น ถูกตัดสินจำคุกเพียงสองสัปดาห์โดยรอลงอาญาเท่านั้น
นอกจากนี้ การแต่งกายเลียนแบบ หรือการแสดงที่มีเนื้อหาเชิงเสียดสีล้อเลียนสถาบันกษัตริย์ก็ไม่ถือเป็นความผิดแต่อย่างใด จะเห็นได้ชัดจากกรณีของนายอูล์ฟ พิลการ์ด นักแสดงชาวเดนมาร์กที่หารายได้เลี้ยงชีพจากการแสดงบทบาทล้อเลียนสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 และเจ้าชายเฮนริก พระราชสวามี มายาวนานหลายปี และในวันสุดท้ายที่เขาขึ้นแสดงบทบาทนี้ที่โรงละครแห่งหนึ่งในกรุงโคเปนเฮเกน เมื่อ 3 ต.ค. 2021 ก็เกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้นเมื่อจู่ ๆ สมเด็จพระราชินีนาถทรงขึ้นไปบนเวทีโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สร้างความประหลาดใจให้แก่ทั้งผู้ชมในโรงละคร และนายพิลการ์ดที่แต่งกายคล้ายพระองค์ ก่อนที่สมเด็จพระราชินีนาถจะพระราชทานของขวัญเป็นที่ระลึกแก่เขา คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกสำนักพระราชวังเดนมาร์กนำไปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย และมีคนแชร์ต่อกันมากมายพร้อมชื่นชมในพระอารมณ์ขันของสมเด็จพระราชินีนาถ
.....

iLaw
16h
เปรียบเทียบความต่างกฎหมายไทยและต่างประเทศ กรณีการแต่งกายล้อเลียนพระราชินี
.
จากกรณีที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้จำคุก 'นิว' จตุพร เป็นเวลาสามปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ ความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จากกรณีการแต่งกายด้วยชุดไทยไปร่วมการชุมนุม #ม็อบ29ตุลา หรือ กิจกรรม #ภาษีกู รันเวย์ของประชาชนที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 แต่คดีนี้ศาลเห็นว่า จำเลยให้เป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงมีเหตุให้ลดโทษจำคุกลงหนึ่งในสาม คงเหลือโทษจำคุกที่สองปี
.
โดยคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ระบุว่า การกระทำของ นิว-จตุพร เป็นการแสดงออกในลักษณะล้อเลียนเสียดสีในเชิงตลก อันเป็นการกระทำที่มิบังควร ทำให้เสื่อมเสียเกียรติของพระมหากษัตริย์และพระราชินี อันถือเป็นการกระทำความผิดฐานดูหมิ่น ตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งคดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลมีคำพิพากษาจากการแต่งกายคล้ายพระราชีนี ทั้งนี้ ยังมีคดีอื่นที่ใกล้เคียงกัน คือ กรณีการแต่งกายด้วยชุดครอปท็อบ
.
ประเด็นที่อยากชวนพิจารณาประเด็นแรกคือ การแต่งกายคล้ายหรือการแต่งกายล้อเลียน เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย หรือไม่ โดยความหมายของการดูหมิ่น หมายถึงการดูถูก เหยียดหยาม หรือ สบประมาทในทางเสื่อมเสีย หรือทำให้ด้อยค่าอับอาย ส่วนการหมิ่นประมาท หมายถึงการใส่ความให้เกิดความเกลียดชัง ดูหมิ่น ส่วนแสดงความอาฆาตมาดร้าย หมายถึง ความพยาบาท อยากจะแก้แค้นโดยมุ่งจะทำร้ายให้ได้
.
แต่กรณีการแต่งชุดไทยลำพังไม่เข้าข่ายเป็นการการแสดงออกในเชิงดูถูก เหยียดหยาม สบประมาท หรือ ทำให้ด้อยค่าอับอาย และห่างไกลจากคำว่าหมิ่นประมาท หรือ อาฆาดมาดร้าย ทั้งนี้ แม้ว่าในการแสดงออกของนิว-จตุพร จะมีผู้คนเข้ามาก้มกราบ ตะโกนคำว่าทรงพระเจริญ จนทำให้เข้าใจว่าเป็นการแต่งกายล้อเลียนพระราชินี แต่นั้นก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้บุคคลอื่นถูกดูถูกเหยียดหยาม อีกทั้ง ในการสืบพยานและคำชี้แจงส่วนตัว นิว-จตุพร ยังยืนยันถึงเจตนาว่า ไม่ได้ต้องการแต่งกายล้อเลียนพระราชินี เพียงแค่ต้องการแต่งชุดไทยมาร่วมกิจกรรม
.
ประเด็นที่สองที่อยากชวนพิจารณาคือ การแต่งกายคล้ายหรือการแต่งกายล้อเลียน ต้องรับผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบการกระทำเดียวกันในประเทศอื่นที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ (Constitutional Monarchy) เช่นเดียวกับไทย ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก จะพบว่า การแต่งกายคล้ายหรือการแต่งกายล้อเลียนพระมหากษัตริย์ พระราชินี ไม่เข้าข่ายเป็นความผิด หรือ ถ้าเข้าข่ายเป็นความผิดก็จะมีข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับผิดได้อยู่ ต่างกับ “มาตรา 112” ของไทย ที่ไม่มีข้อยกเว้นในกรณีที่แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ และในทางปฏิบัติยังมีการตีความกฎหมายยังกว้างขวาง
.
ในประเทศเดนมาร์ก ไม่มีมีกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ฯ เป็นการเฉพาะ แต่มีการกำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาทไว้ในกฎหมายอาญา (Danish Criminal Code) มาตรา 267 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 เดือน ทั้งนี้ หากเป็นการกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ ให้เพิ่มโทษเป็นสองเท่า ตามประมวลกฎหมายอาญาเดนมาร์ก มาตรา 115 แต่ความผิดฐานหมิ่นประมาทของเดนมาร์ก มีข้อยกเว้นไว้ด้วยว่า ถ้าเป็นการเผยแพร่ความจริง เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตหรือเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ให้ถือว่าไม่ต้องรับผิด
.
ที่ผ่านมา มีกรณีที่นักแสดงตลก ชื่อว่า อูลฟ์ พิลโกด์’ (Ulf Pilgaard) ทำการแสดงด้วยการล้อเลียนพระราชินีมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งประเทศเดนมาร์ก แต่เขาก็ไม่ได้ถูกดำเนินคดี ในทางกลับกัน พระราชินีมาร์เกรเธอที่ 2 ยังเดินขึ้นมาเซอร์ไพร์สบนเวทีหลังจบการแสดงครั้งสุดท้ายของเขา และนำของขวัญมามอบให้เขา เป็นที่เขี่ยบุหรี่สลักพระปรมาพิไธยย่อของพระองค์ โดยภาพพิลโกด์ล้อเลียนควีนตอนสูบบุหรี่เป็นหนึ่งในภาพจำที่ได้รับความนิยมในการแสดงของเขา และชาวเดนิชทราบกันดีว่าควีนของพวกเขาเป็นนักสูบบุหรี่ตัวยง จนเคยถูกสื่อวิจารณ์หนัก หลังเคยมีภาพเผยแพร่ออกมาว่า เธอกำลังสูบบุหรี่ขณะจูงมือพระราชนัดดาอยู่ [1]
.
หรือในสหราชอาณาจักร การหมิ่นประมาทไม่เป็นความผิดอาญา แต่อาจถือเป็นการละเมิดซึ่งเป็นความรับผิดทางแพ่งเท่านั้น โดยหนึ่งในกฎหมายสำคัญ คือ พระราชบัญญัติการหมิ่นประมาท ค.ศ. 2013 (Defamation Act 2013) ตามมาตรา 1(1) ของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ โจทก์ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าข้อความที่ถูกเผยแพร่ก่อหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชื่อเสียงของโจทก์ อย่างไรก็ดี จำเลยอาจอ้างข้อยกเว้นเพื่อไม่ต้องรับผิดได้ ซึ่งข้อยกเว้นความรับผิดฐานหมิ่นประมาทมีหลายประการ เช่น ข้อต่อสู้ว่าข้อความที่ถูกเผยแพร่เป็นความจริง เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นการเผยแพร่ข้อความในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น
.
ทั้งนี้ ในสหราชอาณาจักรมีกฎหมายที่พอจะเทียบเคียงกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้ คือ พระราชบัญญัติความผิดอาญาฐานเป็นกบฏ ค.ศ. 1848 (Treason Felony Act 1848) โดยมาตรา 3 ของกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ การคิด การลงมือกระทำ หรือมีความตั้งใจ ที่จะโค่นล้มพระมหากษัตริย์ ก่อสงครามต่อพระมหากษัตริย์ ยุยงหรือก่อการให้ต่างชาติรุกรานสหราชอาณาจักร หรือรัฐในเครือจักรภพที่พระมหากษัตริย์ทรงปกครอง ไม่ว่าจะกระทำการโดยซ่อนเร้นโจ่งแจ้ง เป็นความผิดอาญาซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญระหว่างกฎหมายนี้กับมาตรา 112 คือ พระราชบัญญัติความผิดอาญาฐานเป็นกบฏ ค.ศ. 1848 ไม่ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1897 หรือกว่า 125 ปีแล้ว
.
ที่ผ่านมา เคยมีข่าวรายงานข่าวจากสำนักข่าว ‘เดอะ ซัน’ ว่า หนูน้อย เจเลน ซูเธอร์แลนด์ เด็กน้อยวัย 1 ขวบ จากรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับจดหมายส่งตรงจากพระราชวังวินเซอร์ หลังจากพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษรู้สึกยินดี ที่ได้เห็นภาพของเจ้าหนูแต่งชุดเลียนแบบพระองค์ในวันฮาโลวีน
.
โดยชุดที่เจเลนแต่งนั้นเป็นเสื้อคลุมสีฟ้า หมวกสีฟ้า วิกผมสีขาว และสร้อยไข่มุข ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่พระราชินีอลิซาเบธชอบใส่เวลาเสด็จไปปฏิบัติภารกิจ นอกจากแต่งชุดเหมือนพระองค์แล้ว ในรูปภาพ เจเลนยืนคู่กับสุนัขคอร์กี 2 ตัว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พระราชินีทรงโปรดอีกด้วย และแคเทอรีน ซูเธอร์แลนด์ แม่ของเจเลน เป็นคนส่งภาพดังกล่าวไปให้พระราชินีของอังกฤษ[2]
//////////////////////////
ที่มา:
[1] https://prachatai.com/journal/2022/01/96757
[2] เรื่องเดียวกัน.