GendersMatter
February 9 at 5:00 AM ·
ไม่มีใครอยากเป็นผู้หญิงบ้าหรอกนะ
แต่สังคมนั่นแหละสร้างหล่อนขึ้นมา
.
แม้เราจะอยู่กันมาถึงปี 2022 แล้ว แต่ความเชื่อเรื่องอารมณ์-เหตุผลที่ผูกติดอยู่กับการเหมารวมทางเพศก็ยังไม่หายไปจากสังคม คำพูดทำนองว่า ‘ผู้ชายใช้เหตุผล ผู้หญิงใช้อารมณ์’ หรือ ‘ผู้หญิงขี้ดราม่า เซนสิทีฟไปเสียทุกเรื่อง’ ก็ยังคงมีให้ได้ยินกันอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ เห็นได้ชัดจากการพยายามแบ่งกลุ่ม ‘เฟมินิสต์-เฟมทวิต’ ที่ใช้ความ ‘คิดเล็กคิดน้อย’ ‘คำพูดรุนแรง’ มาเป็นเกณฑ์แบ่ง เพื่อเลือกว่าจะรับฟังแค่ผู้หญิงบางกลุ่มที่พูดจาเข้าหู และ ‘ปั่น’ พวกขี้โวยวาย เพราะถือว่าคนพวกนี้ ‘ปสด’ ‘เป็นบ้า’ ‘ไร้สาระ’
.
อย่างไรก็ตาม การแปะป้ายผู้หญิงที่ดูขัดหูขัดตาสังคมให้เป็นอื่น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคนี้เป็นครั้งแรกหรอก หากแต่เป็นมรดกตกทอดที่สังคมคอยหวงแหนและสืบทอดกันมาราวกับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ วันนี้ GendersMatter จะพาทุกคนย้อนไปดูภาวะ ‘ผู้หญิงบ้า’ ที่เกิดขึ้นมานานแสนนานเท่าที่สังคมเรากอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างแนบแน่นกับแนวคิดชายเป็นใหญ่เลยล่ะ
.
(1) “ผู้หญิงป่วยด้วยโรคประหลาดเพราะขาดเซ็กซ์”
.
ในยุควิคตอเรียน ผู้หญิงชนชั้นกลางผิวขาวจำนวนมากถูกวินิจฉัยว่าป่วยไข้ด้วยโรคฮิสทีเรีย (hysteria) ซึ่งเป็นโรคประหลาดที่เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น (และไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครโมโซม XX แต่อย่างใด) อีกทั้งเกณฑ์การวินิจฉัยไม่ได้ชัดเจนเหมือนโรคในปัจจุบัน เพราะฮิสทีเรียนี้อาจเป็นชื่อเรียกของทั้งอาการทางจิตเวท เช่น ซึมเศร้า โรคจิตเภท (schizophrenia) หรืออาการทั่วไป เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ ผิวขาวซีด หรือแม้แต่ ผู้หญิงที่ “มีแนวโน้มจะก่อปัญหา” ก็เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้ที่หมอใช้วินิจฉัยให้เป็นโรคฮิสทีเรียเช่นเดียวกัน
.
โดยโรคนี้พบมากในหญิงพรหมจรรย์ แม่ชี และหญิงหม้าย เพราะเชื่อว่าสาเหตุการเกิดโรคมาจากความปรารถนาของพวกเธอที่ไม่ถูกเติมเต็ม แต่แล้วโรคฮิสทีเรียก็ดูจะกินวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนครอบคลุมไปถึงผู้หญิงที่มีอาการใดก็ตามที่หมอหาสาเหตุไม่ได้ หากผู้หญิงคนไหนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นฮิสทีเรีย เธอคนนั้นก็จะต้องเข้ารับการรักษาด้วยการทำให้ถึงจุดสุดยอด (hysterical paroxysm)
.
นอกจากอาการผิดปกติทางกายและทางจิตแล้ว โรคฮิสทีเรียยังเป็นสิ่งที่ถูกโยงกับอาการ ‘ผิดปกติทางสังคม’ เนื่องจากสังคมวิคตอเรียนเป็นสังคมที่มีขนบอันเคร่งครัด และกำหนดบรรทัดฐานเรื่องของเพศไว้อย่างแน่นหนา โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ต้องเจอกับกฎร้อยแปดพันเก้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่บนฐานของสิ่งที่ผู้ชายเห็นว่างดงามเหมาะสมสำหรับคนเป็นผู้หญิง ดังนั้น เมื่อหญิงคนใดก็ตามไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานนั้นก็จะถูกเรียกว่า “ผู้หญิงบ้า” (hysterical woman) ราวกับว่าการผิดแปลกจากบรรทัดฐานเป็นอาการป่วยทางกาย/จิตก็ไม่ปาน
.
(2) “ผู้หญิงบ้าในห้องใต้หลังคา”
.
“ฉันเห็นหล่อนบนถนนเส้นยาวใต้ต้นไม้, คลานอยู่, และเมื่อรถม้ามาหล่อนก็หลบใต้เถาแบล็กเบอรี่ แต่ฉันไม่โทษหล่อนหรอกนะ คงอายน่าดูที่ถูกจับได้ว่าคลานทั้งกลางวันแสก ๆ! ฉันล็อกประตูเสมอตอนฉันคลานยามกลางวัน ฉันทำแบบนั้นตอนกลางคืนไม่ได้เพราะจอห์นจะต้องสงสัยแน่ ๆ”
.
นี่คือส่วนหนึ่งจาก เรื่องสั้น “The Yellow Wallpaper” โดย ‘ชาร์ล็อต เพอร์กินส์ กิลแมน - Charlotte Perkins Gilman’ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1892 ผู้เล่าเรื่องหลักเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มารักษาตัวในบ้านหลังใหญ่ ห่างไกลผู้คนในชนบท เธอมีอาการคล้ายคลึงกับโรคฮิสทีเรีย และสามีผู้เป็นหมอให้เธออยู่ในห้องชั้นบนสุดของบ้าน หน้าต่างมีแผงเหล็กกั้น วอลเปเปอร์เหลืองซีดขาดวิ่น คำแนะนำของเขาในฐานะหมอคือให้เธอพักผ่อน ตากอากาศ และ “หยุดทำงานเขียน” เพราะจะทำให้อาการแย่ลง
.
เธออาศัยอยู่ในห้องนั้นจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เช่นในบทที่ยกมาก่อนหน้า แสดงให้เราเห็นว่าตัวเอกในเรื่องนั้นไม่ใช่ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ถูกขังในห้องใต้หลังคาโดยสามีเพื่อรักษาอาการป่วยไข้
.
ถึงแม้ฉากหลังของเรื่องนี้จะเป็นยุคโมเดิร์นช่วงต้นแล้ว และการแพทย์เองก็พัฒนาขึ้นมาจากสมัยวิคตอเรียน แต่ผู้หญิงในยุคนี้ก็ยังถูกมองว่าป่วยไข้จากฮิสทีเรีย เพราะเหตุผลเรื่องบรรทัดฐานทางเพศเป็นหลัก ยังมีความเชื่อที่แพร่หลายอยู่ว่าผู้หญิงผิดแปลกจากขนบ ‘ความเป็นหญิง’ ของสังคมนั้น “มีปัญหาทางร่างกายและจิตใจ” การแพทย์ในยุคนั้นก็อำนวยผลให้เกิดการเติบโตของโรงพยาบาลบ้า (asylum) เพื่อรักษาผู้หญิงเหล่านี้
.
โดยผู้หญิงที่ถูกส่งไปขังในโรงพยาบาลดังกล่าว ก็มักเป็นผู้ที่ต่อต้านบทบาทเพศหญิงในฐานะแม่และเมีย ต้องการแสวงหาอิสรภาพและการพึ่งตนเอง และคนที่พรากอิสรภาพไปจากพวกเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ‘สามี’ หรือ ‘พ่อ’ ของเธอเองนั่นแหละ ซึ่งห้องใต้หลังคาในบ้าน เหมือนที่เรายกมาจากเรื่อง The Yellow Wallpaper ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้ชายบางกลุ่มใช้เพื่อเป็น ‘โรงพยาบาลบ้า’ จำเป็น ไว้จองจำผู้หญิงผู้เป็นเมีย
.
ทั้งที่ความจริงก็คือพวกเธอเหล่านั้นไม่ได้บ้าแต่แรกหรอก แต่การกักขังนำไปสู่ความบ้าคลั่ง หมกมุ่นในตัวเอง และความพิกลพิการในจิตใจ ในท้ายสุดจึงเป็นบ้ากลาย ๆ จากการรักษาผิดเพี้ยนของสังคมชายเป็นใหญ่และผู้ชายในครอบครัว
.
นอกจาก The Yellow Wallpaper แล้วยังมีวรรณกรรมโดยนักเขียนหญิงอีกหลายเรื่องที่ใช้ตัวละครเช่น “ผู้หญิงบ้าในห้องใต้หลังคา (Mad Woman in the Attic)” เพื่อวิพากษ์แรงกดดันของสังคมชายเป็นใหญ่ และการพยายาม “ซ่อม” ให้ผู้หญิงบ้ากลับไปอยู่กับร่องกับรอยด้วยการกักขังหรือสั่งสอน (corrective rape) เช่น เจน แอร์ - Jane Eyre, บ้านตุ๊กตา - A Doll’s House, หรือ ห้องส่วนตัว - A Room of One’s Own
.
(3) “เฟมทวิต”
.
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ยุคสมัยแห่งอินเทอร์เน็ตที่—ไม่แปลกใจแต่ผิดหวังเล็ก ๆ —ยังคงมีการ ‘ซ่อม’ ผู้หญิงที่ออกมาร้องเย้ว ๆ เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ แฉวัฒนธรรมลูกผู้ชาย (toxic masculinity) หรือประกาศกร้าวว่าสังคมที่ตัวเองอยู่นั้นเป็นปิตาธิปไตย (patriarchy) ผ่านการแปะป้าย ‘เฟมทวิต’ ลวนลามผ่านคำพูดและมีมที่พูดโต้ง ๆ สนับสนุนการทำร้ายและฆ่าผู้หญิง (Femicide)
.
ซึ่งหากลองสังเกตดู สิ่งที่เหล่า “เฟมทวิต” ที่ว่า มีร่วมกับผู้หญิงที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นฮิสทีเรีย หรือภรรยาที่ถูกซุกใต้อยู่หลังคา คือการเบี่ยงออกจากความคาดหวังความเป็นหญิง และกรอบอันดีงามที่ถูกตีไว้ให้พวกเธอแล้วอย่างเสร็จสรรพโดยสังคมปิตาธิปไตย
.
หลายยุคสมัยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ล้วนเสนอภาพว่าตัวผู้หญิงเองนั่นแหละที่มีปัญหา ไม่ใช่ใครอื่น แม่มดก็พวกผู้หญิงที่ชอบซาตานเพราะเร้าใจ ที่ป่วยด้วยฮิสทีเรียก็เพราะอ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจ ที่ต้องถูกขังบนห้องใต้หลังคาก็เพราะพวกหล่อน ‘เกินจะควบคุมและเยียวยา’ อ้อ! เฟมทวิตก็แค่ ‘นักฉอดหิวแสง’ ไม่นับว่าเป็นเฟมินิสต์หรอก
.
แต่หากลองจ้องมองภายใต้ภาพจำเหล่านั้นก็จะเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล จุดกระดำกระด่าง สีเพี้ยน ๆ เล็ก ๆ เหล่านั้นแหละคือวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) ที่ประกอบสร้างภาพ “ผู้หญิงบ้า - Mad woman” ขึ้นมาโดยลืมไปเสียสนิทว่าคนที่กดทับผู้หญิงผ่านความเป็นกุลสตรี สุภาพสตรี แม่ที่ดี เมียที่เพรียบพร้อม พี่สาวคนโตผู้เสียสละ ลูกสาวคนเดียวผู้เป็นความหวังของตระกูล แฟนสาวสวยน่ารักเข้าใจไม่งี่เง่า เด็กหญิงเรียบร้อยสมวัย ก็คือผู้ชาย และโครงสร้างชายเป็นใหญ่ที่ผลิตผู้ชายเหล่านี้ขึ้นมาอีกที
.
ไม่มีใครอยากเป็นผู้หญิงบ้า แค่อยากจะเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อตัวเอง
ไม่มีใครอยากเป็นผู้หญิงบ้า แค่ไม่อยากถูกทำร้ายจิตใจ (และร่างกาย) จากแฟนตัวเอง
ไม่มีใครอยากเป็นผู้หญิงบ้า ถ้าไม่ถูกสังคมชายเป็นใหญ่กระทำชำเราก่อน
ตราบใดที่อคติทางเพศยังบังตา
ผู้หญิงบ้าจะปรากฏให้เห็นอยู่ร่ำไป

.
Content by Gam Kavis
GendersMatter Media Agency
.
อ้างอิง
The Yellow Wallpaper (short story): https://bit.ly/3otXiFg
Mad Woman (song): https://spoti.fi/3GqVdjm
Victorian Era: https://bit.ly/3AZW6OQ
Madwomen Escaped from the Attic: https://bit.ly/34GuEtq
#gendermatter