วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 12, 2565

ภาคประชาสังคมออกโรงต้านร่าง กม.ควบคุมองค์กรไม่แสวงกำไร รัฐไทยเริ่มแล้ว ใช้สรรพากรเป็นสปายสอดแนมเอ็นจีโอ

“ภาคประชาสังคมที่มีชีวิตชีวา เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประชาธิปไตย” แต่สิ่งที่รัฐไทยกำลังพยายามทำขณะนี้ก็คือ ออกกฎหมายจำกัดสิทธิ ควบคุมกิจกรรม และแทรกแซงการดำเนินงานขององค์กรภาคประชาชน

ประโยคที่เกริ่นไว้ข้างต้นนั้นมาจากถ้อยปาฐกถาของ บาดาร์ ฟาร์รุคฮ์ ตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นประจำไทย ระหว่างการเสวนาตีแผ่ร่าง พรบ.กิจกรรมขององค์กรไม่แสวงกำไร ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว

แม้นว่าการออกกฎหมายทำนองนี้ไม่ใช่ของใหม่ในระดับนานาชาติ แต่ก็ล้วนออกมาเพื่อทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ ประชาชนไม่สามารถรวมกลุ่มเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพได้ถนัด “ถูกป้ายสีและกดขี่ด้วยอำนาจ” จนไม่สามารถขยับตัวได้

เนื้อหาในกฎหมายพวกนี้มัก “กำหนดให้องค์กรต้องรายงานทุกอย่างโดยละเอียดเข้มงวดจนกลายเป็นภาระ” บาร์ดาร์เสริมด้วยว่า “มีการกำหนดหัวข้อห้ามไม่ให้องค์กรไม่แสวงผลกำไรทำงานในประเด็นที่กำหนดไว้กว้างๆ เช่น...ประเด็นทางการเมือง”

หรือประเด็นอ่อนไหวต่างๆ เช่นเรื่องสิทธิมนุษยชน, เพศสภาพ, เพศวิถี, ธรรมาภิบาล หรือสิทธิชนพื้นเมือง แม้จะไม่ได้เขียนห้ามไว้อย่างแจ่มแจ้ง “แต่ก็มีการสร้างบรรยากาศที่ต้องทำให้เซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัว ทำให้องค์กรไม่อยากทำงานในประเด็นเหล่านั้น”

ในการเสวนาครั้งนี้เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภา องค์กรต่างๆ ที่เข้าร่วมล้วนแสดงการคัดค้านร่างกฎหมายของรัฐบาลฉบับนี้ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เปิดให้ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม แต่เมื่อเสร็จสรรพแล้วกลับให้กฤษฎีกาเข้าไปเสียบแทน (สุนี ไชยรส- WeMove)

“ร่างกฎหมายนี้เน้นย้ำถึงกิจการใดๆ ที่ไม่ใช่ของรัฐ ถูกจำกัดควบคุมอย่างกว้างขวาง คือห้ามเห็นต่าง ทำให้ประชาสังคมในไทย...เป็นปศุสัตว์ที่ถูกกวาดต้อน...แม้กระทั่งคนที่ออกมาพูดเรื่องสมรสเท่าเทียม หรือเคลื่อนไหวเรื่องชาติพันธุ์ก็ยังโดนดำเนินคดี”

สุณัย ผาสุข- Human Rights Watch ชี้ถึงผลร้ายว่า “ทำให้ภาคประชาชนที่เคยมีชีวิตชีวา มีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนความเป็นธรรมในไทยนั้นขยับตัวไม่ได้ ภายใต้ข้อจำกัดที่ว่าด้วยเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อย”

ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล แห่งแอมเนสตี้ อินเตอร์แน้ทชั่นแนล กล่าวถึงประเด็นความมั่นคงแห่งรัฐว่าควรที่จะเปิดให้กว้างมากกว่า รัฐ“เวลานี้ต้องมองเรื่องความมั่นคงมนุษย์ด้วย” ไม่ใช่ “เอารัฐบาลเป็นศูนย์กลาง” แล้วจำกัดขอบเขตการทำงานขององค์กร

ประธานแอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย เจาะจงกระทงความในร่าง พรบ. ซึ่งจำกัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย และเรียกร้องให้ได้เห็น ความโปร่งใส จากองค์กรและภาคประชาชนมากจนกลายเป็นการ สอดแนมเสียยิ่งกว่า จนทำให้ผู้บริจาค ผู้ลงทุน แหยง

สมบัติ บุญงามอนงค์ จากมูลนิธิกระจกเงา กล่าวถึงมาตรา ๒๐ ในร่าง พรบ.องค์กรไม่แสวงกำไรนี้ว่า สาระจริงๆ “คือพยายามจัดการเงินไหลเวียนจากต่างประเทศ และใช้กฎหมายกวาดต้อนเพื่อให้องค์กรมาอยู่ในกรอบที่รัฐข่มขู่ได้”

ประจวบเหมาะกับการกระทำอย่าง ลุแก่อำนาจ ของสรรพากรเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งองค์กรภาคประชาสังคม ๖ แห่งผู้ถูกกระทำ ร่วมกันออกแถลงว่า เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบรายรับรายจ่ายปี ๒๕๖๓ “โดยอ้างอำนาจการให้คำแนะนำด้านภาษี”

จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งและอำนวยการ โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมาย (iLaw) แจ้งว่า “กลายเป็นการตรวจสอบในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรไทยและแหล่งทุนแห่งหนึ่ง คือแหล่งทุน National Endowment for Democracy (NED)

แหล่งทุนนี้เป็นองค์กรอิสระในสหรัฐ “ที่รับทุนจากสภาคองเกรส เพื่อส่งเสริมพวกเราเรื่องประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของสรรพากรจะต้องตรวจสอบ แต่กระทำภายใต้ “รัฐบาลสืบทอดจาก คสช.” เพื่อควบคุมด้านสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพ

สรรพากรอ้างอำนาจตามมาตรา ๘๘/๓ ของประมวลรัษฎากร ซึ่ง “เป็นอำนาจที่ให้ตรวจสอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ เล่าถึงเมื่อตอนสรรพากร ๓ คนไปตรวจสอบไอลอว์ ซึ่งเตรียมเอกสารครบครันรออยู่

ไอลอว์จะตั้งกล้องถ่ายทำบันทึกการพูดคุยและตรวจสอบ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ถ่าย ไอลอว์ยืนยันต้องถ่ายคลิปไว้เพื่อการตรวจสอบภายหลัง “ทางสรรพากรแจ้งว่าถ้าถ่ายจะไม่ตรวจ และกลับไปเลย”

อย่างนี้ไม่เรียก ส.ด.ลิ่วล้อเผด็จการ แล้วเรียกอะไรดี

(https://www.matichon.co.th/politics/news_3179895 และ https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/posts/10162605440134848)