วันพุธ, กันยายน 30, 2569

หากเราตามหา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เราอาจไม่ได้ต้องการคำขอโทษ แต่เราต้องการถามว่า กติกาที่เขียนขึ้นด้วยความกลัว มันช่วยปกป้องประเทศนี้ได้จริงหรือ?


The Momentum

a day ago ·

ตามหา อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์
.
(1)
.
เชื่อไหมครับว่าถ้าจะตามหาใครสักคนเพื่อฟังเสียง ฟังความคิดเห็นที่มีต่อปัญหาอันยุ่งยาก สลับซับซ้อน คนที่หลายคนมองหามากที่สุด น่าจะเป็น อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560
.
วันนี้อาจารย์มีชัยอายุ 88 ปีแล้ว แต่ถ้าดูจากภาพเมื่อไม่นานนี้ เข้าใจว่ายังแข็งแรง ยังสื่อสารได้ และน่าจะมองเห็นความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด
.
เหตุที่ต้องตามหาอาจารย์มีชัย ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ของอาจารย์ ซึ่งในห้วงเวลานั้นมีชื่อเล่นว่า ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ นอกจากจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้แล้ว ยังสร้างปัญหาตามมาอีกร้อยเรื่อง
.
อย่างน้อยๆ ก็ปัญหาที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เลือกไขว้ เลือกยาก จนเกิดการจัดตั้ง และการ ‘โกง’ ครั้งใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยที่มาของกรรมการองค์กรอิสระ ที่เมื่อต้องให้วุฒิสภาเป็นผู้รับรอง ก็เกิดคำถามว่า หากวุฒิสภามีที่มาที่ชวนสงสัยแล้ว กรรมการองค์กรอิสระที่มีอำนาจล้นฟ้าจะมีสถานะเป็นอย่างไร
.
ไม่เพียงเท่านั้น ‘ช่อง’ ของการตรวจสอบการใช้อำนาจของกรรมการองค์กรอิสระยังมีข้อจำกัดอยู่มาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนักการเมืองและข้าราชการได้ แต่เมื่อ ป.ป.ช.มีข่าวรับสินบนเป็นทองคำแท่ง กลับแทบไม่มีใครตรวจสอบ
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกข้อก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รอบนี้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างในการฮั้วเลือกตั้ง สว. ทั้งการยอมให้ ‘โพย’ กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งการเลือกตัดตอน ไม่ยอมรับว่าการโกงทั้งหมดเป็นเรื่องขบวนการ หากเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่หากจะยื่นตรวจสอบ กกต. ก็ต้องไปใช้ช่องทางศาลฎีกา ซึ่งมีขั้นตอนยาวเหยียด
.
(2)
.
ปัญหาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ยังทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ ง่อนแง่น รัฐธรรมนูญปราบโกงนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่งไปแล้ว 2 คนคือ เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ด้วยเหตุเรื่อง ‘จริยธรรม’ ซึ่งใช้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มากกว่าใช้ ‘กฎหมาย’ และหลักการ
.
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจยุบพรรคก้าวไกลรอบล่าสุด แค่ใช้คำว่าอาจ ‘เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’ สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เพียงพอแล้วกับการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ซึ่งห้ามใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
.
และครั้นจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็ใส่เงื่อนตาย ผูกไว้หลายชั้น ราวกับว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประเสริฐที่สุด ใครก็แตะต้องไม่ได้
.
แต่หากย้อนเวลากลับไป จากประวัติของอาจารย์มีชัยว่าด้วยการทำรัฐธรรมนูญ การเห็นผลลัพธ์เช่นนี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
.
อาจารย์มีชัยเข้าไปเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกในการร่างรัฐธรรมนูญ 2521 ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ​ 2521 รัฐธรรมนูญที่ค้ำประชาธิปไตย ‘ครึ่งใบ’ ให้แน่นหนา รัฐธรรมนูญนี้ก็อยู่ไม่ได้หลังเกิดประชาธิปไตยเต็มใบ และจบลงด้วยการรัฐประหาร 2534
.
ถัดมาอีกเพียงไม่กี่วัน หลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 อาจารย์มีชัยก็กลับมาอยู่ตรงกลางอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาที่พิจารณาและคลอดรัฐธรรมนูญ 2534 ออกมา
.
รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเขียนไว้ไม่ต่างจากฉบับก่อนหน้ามากนัก นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง แต่มีอำนาจเกือบทัดเทียมสภาผู้แทนราษฎร ทุกอย่างถูกออกแบบให้ผู้ยึดอำนาจยัง ‘คุมเกม’ ได้ แม้จะกลับไปมีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม
.
ผลลัพธ์คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ ด้วยวลี “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ตามมาด้วยการชุมนุมใหญ่ และจบลงด้วยเลือดบนถนนราชดำเนินในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
.
ที่น่าคิดก็คือ เมื่อพลเอกสุจินดาลาออก คนที่ต้องมารักษาการนายกฯ ในช่วงสั้นๆ ก็คืออาจารย์มีชัยเอง คนที่ช่วยวางกติกา ต้องเป็นคนมาเก็บกวาดเศษซากของกติกานั้นด้วยมือตัวเอง
.
(3)
.
ถ้าเป็นคนอื่น บทเรียนแบบนี้อาจพอแล้วสำหรับทั้งชีวิต
.
แต่หลังรัฐประหาร 2549 อาจารย์มีชัยก็กลับมาเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้ง และหลังรัฐประหาร 2557 อาจารย์ก็เข้าไปอยู่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนจะรับหน้าที่ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หลังร่างของ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกคว่ำไปในปี 2558 ด้วยเหตุผลตามที่อาจารย์บวรศักดิ์บอกว่า “เขาอยากอยู่ยาว”
.
ต้องยอมรับว่า ความล้มเหลวเหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะอาจารย์มีชัยไม่เก่งกฎหมาย ตรงกันข้าม อาจารย์อาจเป็นคนที่เข้าใจกลไกของกฎหมายแบบไทยๆ ลึกที่สุดคนหนึ่งด้วยซ้ำ
.
ปัญหาอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการรัฐประหารทุกฉบับถูกเขียนขึ้นด้วย ‘ความกลัว’
.
กลัวว่าทุกอย่างจะอยู่เหนือการควบคุม กลัวว่าฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจจะกลับมาได้ กลัวว่ารัฐประหารจะกลายเป็นเรื่อง ‘เสียของ’ จึงต้องใส่กุญแจไว้ทุกประตู วุฒิสภาต้องมาจากการคัดสรร องค์กรอิสระต้องมีอำนาจล้นฟ้า ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีดุลยพินิจกว้างพอจะหยิบคำว่า ‘จริยธรรม’ ขึ้นมาใช้ และการแก้รัฐธรรมนูญต้องยากจนแทบเป็นไปไม่ได้
.
แต่สิ่งที่คนเขียนรัฐธรรมนูญด้วยความกลัวไม่เคยเรียนรู้ก็คือ กุญแจทุกดอกที่ใส่ไว้ ไม่ได้ขังไว้แค่ศัตรู กุญแจนั้นขังทุกคน รวมถึงคนใส่กุญแจเองด้วย
.
และเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็อยู่เหนือการควบคุมอยู่ดี
.
(4)
.
นี่คือปัญหาของรัฐธรรมนูญแบบ ‘ตามสั่ง’ เมื่อไม่ได้ยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีหลักอะไรให้ยึดเวลาเกิดข้อพิพาท เมื่อมี ‘ช่อง’ ให้ใช้อำนาจเกินเลย ย่อมมีคนเข้าไปใช้ช่องนั้น เกิดการบิด เกิดการฮั้ว เกิดการโกง อย่างที่เห็นในการเลือก สว.ครั้งล่าสุด
.
รัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า ‘ปราบโกง’ จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้คนโกงได้ง่ายที่สุด เพียงแต่คนที่โกงได้ต้องอยู่ถูกฝั่งเท่านั้น
.
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของอาจารย์มีชัยเพียงคนเดียว อาจารย์เป็นเนติบริกรคนหนึ่ง เช่นเดียวกับอาจารย์บวรศักดิ์ เช่นเดียวกับ อาจารย์วิษณุ เครืองาม และอีกหลายคนในประเทศนี้ ที่เชื่อจริงๆ ว่า นี่คือทางเลือกและทางรอดที่ดีที่สุดของบ้านเมืองในขณะนั้น
.
แต่ปัญหาของระบบที่ผลิตเนติบริกรขึ้นมาไม่รู้จบ ก็คือทุกครั้งที่มีรถถังออกมาบนถนน จะมีนักกฎหมายเก่งๆ พร้อมเขียนกติกาให้เสมอ และทุกครั้งกติกานั้นก็จะพังลงในแบบเดิม
.
เหตุการณ์วันนี้น่าจะทำให้ใครก็ตามที่คิดจะยึดอำนาจเห็นแล้วว่า รัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหา และใครก็ตามที่คิดจะเป็นเนติบริกร ก็ควรรู้ได้แล้วว่า กฎหมายที่เขียนขึ้นด้วยความกลัว แก้ปัญหาไม่ได้
.
ถ้าวันนี้ได้พบอาจารย์มีชัยจริงๆ คำถามที่อยากถามอาจไม่ใช่ว่าอาจารย์ทำผิดตรงไหน
.
แต่คือหลังจากเห็นรัฐธรรมนูญที่อาจารย์มีส่วนเขียนพังลงมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า อาจารย์ยังเชื่ออยู่หรือไม่ว่า ความกลัวนั้นสามารถเขียนเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้
.
และถ้าไม่เชื่อแล้ว อาจารย์พร้อมจะพูดออกมาหรือยัง
.
เรื่อง: สุภชาติ เล็บนาค
ภาพ: อภิสรา วิเศษบุญลือ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1560077636166281&set=a.654659416708112