.jpeg)
Thai PBS News
6 hours ago ·
"อย่าหาทำ!" อ.สิตางศุ์ สับเละนักการเมืองสั่งปิดประตูระบายน้ำโชว์ซีน ชี้ไร้ความรู้เสี่ยงทำเขื่อนแตก
.
รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาฟาดพฤติกรรมนักการเมือง กรณีไปยืนถ่ายภาพสั่งปิดประตูระบายน้ำหน้าเขื่อน
.
โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความรู้เชิงวิศวกรรมอย่างร้ายแรง เพราะเมื่อน้ำเต็มเขื่อนเกิน 90-100% การสั่งปิดเพื่ออั้นน้ำไว้ จะสร้างแรงดันมหาศาลกระทบต่อเสถียรภาพตัวเขื่อน เสี่ยงทำให้เกิดอุบัติภัยเขื่อนแตก ซึ่ง 10 ชีวิตของนักการเมืองก็รับผิดชอบความสูญเสียไม่ไหว
.
อ.สิตางศุ์ เรียกร้องให้นักการเมืองหยุดก้าวก่ายและอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในเชิงเทคนิคเด็ดขาด พร้อมระบุไม่ต้องไปยืนชี้นิ้วสั่งการหรือทำเป็นรู้ดี
.
ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานหลักอย่าง สทนช. กรมชลประทาน กฟผ. และกรมอุตุฯ ที่ทำงานบูรณาการร่วมกันเป็นประจำทุกวัน
.
พร้อมทิ้งท้ายส่งตรงถึงนักการเมืองว่า "ขอความกรุณานักการเมือง โปรดอยู่ที่บ้าน อย่าออกมาให้เป็นภาระสังคม อยู่ที่บ้านเป็นภาระครอบครัวก็พอ"
.
อ่านข่าวต่อในhttps://www.thaipbs.or.th/news/content/558777
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1628148282674957&set=a.365200502303081
.....
ฉะแหลกนักการเมืองสั่งปิดเขื่อน ชี้ไร้ความรู้เสี่ยงทำ "เขื่อนแตก"
รศ.สิตางศุ์ วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของนักการเมือง และรัฐมนตรีช่วยบางท่านอย่างรุนแรง กรณีเดินทางไปถ่ายภาพ และแสดงบทบาทหน้าประตูระบายน้ำของเขื่อน เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล และ เขื่อนเจ้าพระยา แล้วออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประตูระบายน้ำ เพื่อสร้างภาพทางโซเชียล
โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการไร้ความรู้ความเข้าใจ เชิงวิศวกรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากเมื่อเขื่อนมีปริมาณน้ำเต็มเกินร้อยละ 90-100 การอั้นน้ำไว้ โดยไม่ระบายออกตามหลักเทคนิค จะสร้างแรงดันมหาศาลกระทบต่อตัวเขื่อน เสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติภัยทางโครงสร้างหรือ "เขื่อนแตก" ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง 10 ชีวิตของนักการเมืองคนดังกล่าว มิอาจรับผิดชอบความสูญเสียได้
รศ.สิตางศุ์ เรียกร้องว่า "ขอร้องให้นักการเมือง อย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคการบริหารจัดการน้ำ" และขอให้ตัดบทบาททางการเมือง ออกจากสมการการบริหารจัดการภัยพิบัติ
โดยเสนอให้ฟังข้อมูลและให้ความไว้วางใจแก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวโต๊ะประชุมบูรณาการร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กฟผ. และกระทรวงมหาดไทย ทุกวัน เพื่อให้ข้อมูลเชิงเทคนิคที่แม่นยำ ส่งตรงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ในการสั่งการเตือนภัยและเทคแอ็กชันในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

จี้ปฏิรูปใหญ่ "ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ" ทำงานล่าช้า-ไร้ผู้เชี่ยวชาญน้ำ
ในประเด็นระบบเตือนภัยพิบัติ รศ.สิตางศุ์ เสนอแนะให้รัฐบาลปฏิรูปการทำงานของ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างเร่งด่วน โดยวิจารณ์ว่า
ที่ผ่านมาศูนย์ฯ ทำงานล่าช้าในรูปแบบระบบราชการ ที่มีการประชุมประเมินสถานการณ์เพียงวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) ทำให้กระบวนการวิเคราะห์และส่งต่อข้อมูลเตือนภัยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทำได้ไม่ทันต่อเหตุการณ์น้ำหลากจริง
นอกจากนี้ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเดิมเคยสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์สึนามิ แต่ต่อมาถูกย้ายมาอยู่ใต้ ปภ. กลับไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำโดยตรง ทำหน้าที่เพียงรับข้อมูลมาประมวลผลแบบราชการ ส่งผลให้ระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศกลายเป็นระบบที่ "ง่อย" และไม่สามารถช่วยชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนได้ทันเวลา
รศ.สิตางศุ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนวิกฤตอุทกภัยให้เป็นโอกาส ต้องเร่งปฏิรูปศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำเข้ามาทำงาน และนำเทคโนโลยีเตือนภัยล่วงหน้ามาใช้กระจายข่าวสารอย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องนอนแช่น้ำก่อน แล้วค่อยมีสัญญาณเตือนภัยตามหลัง หรือหากไม่สามารถปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพได้ ก็ควรพิจารณายุบทิ้งไป
6 hours ago ·
"อย่าหาทำ!" อ.สิตางศุ์ สับเละนักการเมืองสั่งปิดประตูระบายน้ำโชว์ซีน ชี้ไร้ความรู้เสี่ยงทำเขื่อนแตก
.
รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกมาฟาดพฤติกรรมนักการเมือง กรณีไปยืนถ่ายภาพสั่งปิดประตูระบายน้ำหน้าเขื่อน
.
โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่ไร้ความรู้เชิงวิศวกรรมอย่างร้ายแรง เพราะเมื่อน้ำเต็มเขื่อนเกิน 90-100% การสั่งปิดเพื่ออั้นน้ำไว้ จะสร้างแรงดันมหาศาลกระทบต่อเสถียรภาพตัวเขื่อน เสี่ยงทำให้เกิดอุบัติภัยเขื่อนแตก ซึ่ง 10 ชีวิตของนักการเมืองก็รับผิดชอบความสูญเสียไม่ไหว
.
อ.สิตางศุ์ เรียกร้องให้นักการเมืองหยุดก้าวก่ายและอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในเชิงเทคนิคเด็ดขาด พร้อมระบุไม่ต้องไปยืนชี้นิ้วสั่งการหรือทำเป็นรู้ดี
.
ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานหลักอย่าง สทนช. กรมชลประทาน กฟผ. และกรมอุตุฯ ที่ทำงานบูรณาการร่วมกันเป็นประจำทุกวัน
.
พร้อมทิ้งท้ายส่งตรงถึงนักการเมืองว่า "ขอความกรุณานักการเมือง โปรดอยู่ที่บ้าน อย่าออกมาให้เป็นภาระสังคม อยู่ที่บ้านเป็นภาระครอบครัวก็พอ"
.
อ่านข่าวต่อในhttps://www.thaipbs.or.th/news/content/558777
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1628148282674957&set=a.365200502303081
.....
ฉะแหลกนักการเมืองสั่งปิดเขื่อน ชี้ไร้ความรู้เสี่ยงทำ "เขื่อนแตก"
รศ.สิตางศุ์ วิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมของนักการเมือง และรัฐมนตรีช่วยบางท่านอย่างรุนแรง กรณีเดินทางไปถ่ายภาพ และแสดงบทบาทหน้าประตูระบายน้ำของเขื่อน เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล และ เขื่อนเจ้าพระยา แล้วออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประตูระบายน้ำ เพื่อสร้างภาพทางโซเชียล
โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการไร้ความรู้ความเข้าใจ เชิงวิศวกรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากเมื่อเขื่อนมีปริมาณน้ำเต็มเกินร้อยละ 90-100 การอั้นน้ำไว้ โดยไม่ระบายออกตามหลักเทคนิค จะสร้างแรงดันมหาศาลกระทบต่อตัวเขื่อน เสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติภัยทางโครงสร้างหรือ "เขื่อนแตก" ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง 10 ชีวิตของนักการเมืองคนดังกล่าว มิอาจรับผิดชอบความสูญเสียได้
รศ.สิตางศุ์ เรียกร้องว่า "ขอร้องให้นักการเมือง อย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเทคนิคการบริหารจัดการน้ำ" และขอให้ตัดบทบาททางการเมือง ออกจากสมการการบริหารจัดการภัยพิบัติ
โดยเสนอให้ฟังข้อมูลและให้ความไว้วางใจแก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวโต๊ะประชุมบูรณาการร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กฟผ. และกระทรวงมหาดไทย ทุกวัน เพื่อให้ข้อมูลเชิงเทคนิคที่แม่นยำ ส่งตรงไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ในการสั่งการเตือนภัยและเทคแอ็กชันในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

จี้ปฏิรูปใหญ่ "ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ" ทำงานล่าช้า-ไร้ผู้เชี่ยวชาญน้ำ
ในประเด็นระบบเตือนภัยพิบัติ รศ.สิตางศุ์ เสนอแนะให้รัฐบาลปฏิรูปการทำงานของ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สังกัดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างเร่งด่วน โดยวิจารณ์ว่า
ที่ผ่านมาศูนย์ฯ ทำงานล่าช้าในรูปแบบระบบราชการ ที่มีการประชุมประเมินสถานการณ์เพียงวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) ทำให้กระบวนการวิเคราะห์และส่งต่อข้อมูลเตือนภัยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทำได้ไม่ทันต่อเหตุการณ์น้ำหลากจริง
นอกจากนี้ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเดิมเคยสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์สึนามิ แต่ต่อมาถูกย้ายมาอยู่ใต้ ปภ. กลับไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำโดยตรง ทำหน้าที่เพียงรับข้อมูลมาประมวลผลแบบราชการ ส่งผลให้ระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศกลายเป็นระบบที่ "ง่อย" และไม่สามารถช่วยชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนได้ทันเวลา
รศ.สิตางศุ์ กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนวิกฤตอุทกภัยให้เป็นโอกาส ต้องเร่งปฏิรูปศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำเข้ามาทำงาน และนำเทคโนโลยีเตือนภัยล่วงหน้ามาใช้กระจายข่าวสารอย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องนอนแช่น้ำก่อน แล้วค่อยมีสัญญาณเตือนภัยตามหลัง หรือหากไม่สามารถปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพได้ ก็ควรพิจารณายุบทิ้งไป