14 hours ago
·
[ รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น ปุ๋ยชั้นดี ของระบบการเมืองที่เปิดช่องให้ “ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน” และบีบให้กลไกตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบอ่อนแอลง ]
.
วันนี้ ในการแถลงข่าวหลังประชุม ครม. เงา ผมได้พยายามชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของรัฐธรรมนูญ กับ ปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
.
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ประเทศเรามีระบบการเมืองที่ “ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน” โดยเปิดช่องให้รัฐบาลกับองค์กรอิสระ ฮั้วกันได้ โดยมีวุฒิสภาเป็นเครื่องมือ
- ในเมื่อกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาเป็นกระบวนการเลือกกันเองที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จึงเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้าไปแทรกแซงและคุมเสียงในวุฒิสภาได้อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ
- และในเมื่อวุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็หมายความว่าหากฝ่ายการเมืองที่คุมเสียงวุฒิสภาเกี่ยวข้องกับรัฐบาล รัฐบาลก็อาจถูกมองว่าคุมเสียงในองค์กรอิสระได้เช่นกัน
.
พอเป็นเช่นนี้ กลไกในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบในประเทศเรา จึงถูกบีบให้อ่อนแอลง
.
ตัวอย่างที่ 1
.
หากคนในรัฐบาลไปกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน (เช่น การซุกหุ้น) องค์กรอิสระที่เราคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบคือ ป.ป.ช.
.
แต่หากเราสงสัยว่า ป.ป.ช. กำลังปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อปล่อยเกียร์ว่าง ละเว้นการตรวจสอบ หรือปกป้องคนในรัฐบาล (ดังเช่นที่เราตั้งข้อสังเกตในกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม) กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ ป.ป.ช. เสี่ยงจะขาดประสิทธิภาพ
.
เพราะหากเราเข้าชื่อเพื่อร้องเรียนให้ศาลตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. เรื่องดังกล่าวจะไปไม่ถึงศาลหากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งมาจากพรรคเดียวกัน กับรัฐบาล / และหาก เราต้องการร้องเรียนประธานรัฐสภาที่ปัดตกเรื่องร้องเรียน ป.ป.ช. โดยไม่สมเหตุสมผล เราก็ต้องร้องไปที่ ป.ป.ช.
.
ตัวอย่างที่ 2
.
หากคนในรัฐบาล ไปกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง สส. หรือไปแทรกแซงการเลือก สว. (เช่น การฮั้ว สว.) องค์กรอิสระที่เราคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบคือ กกต.
.
แต่หากในอนาคตอันใกล้ กกต. มีการเป่าคดีฮั้ว สว. ให้ไปไม่ถึงศาล ในลักษณะที่เรามองว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ส่วนหนึ่งอาจเพราะหลายคนใน กกต. ถูกรับรองให้เข้ามาทำหน้าที่โดย กลุ่ม สว. ที่ถูกกล่าวหา) กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ กกต. ก็แทบจะไม่มี
.
เพราะรัฐธรรมนูญได้ถอนสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ออกไป / หากจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อคืนสิทธิดังกล่าวให้ประชาชน ก็ต้องได้เสียเห็นชอบจากอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา
.
.
ทั้งหมดนี้เลยก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “งูกินหาง” หรือ การ “ผลัดกันเกาหลัง”
- ถ้าจะร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา / ถ้าจะร้องประธานรัฐสภาก็ต้องไปที่ ป.ป.ช.
- ถ้าจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่ง กกต. ให้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล / ถ้าจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาร่วมแก้รัฐธรรมนูญ
.
.
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงได้อภิปรายในรัฐสภาสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ปุ๋ยชั้นดี” ของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยการควบคุมสถาบันทางการเมืองอย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่รัฐบาล รัฐสภา และองค์กรอิสระ
.
ดังนั้น ผมจึงมีความกังวลใจ ว่าหลังจากนี้ ระบอบสีน้ำเงิน จะพยายามทำทุกทางให้การเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเดินหน้าไปได้ ก็จะพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ระบอบสีน้ำเงินยังคงผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างและการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
พรรคประชาชนเราจะพยายามทำเต็มที่ผ่านทุกกลไกในสภา เพื่อทำให้เรามีกติกาและระบบการเมืองที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน และหลุดพ้นจากการถูกผูกขาดและครอบงำโดยระบอบสีน้ำเงิน - แต่เราจะไม่สามารถทำสำเร็จได้ หากเราไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่มีเป้าหมายเดียวกัน
·
[ รัฐธรรมนูญ 2560 เป็น ปุ๋ยชั้นดี ของระบบการเมืองที่เปิดช่องให้ “ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน” และบีบให้กลไกตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบอ่อนแอลง ]
.
วันนี้ ในการแถลงข่าวหลังประชุม ครม. เงา ผมได้พยายามชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของรัฐธรรมนูญ กับ ปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
.
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ประเทศเรามีระบบการเมืองที่ “ฮั้วกันได้ทั้งกระดาน” โดยเปิดช่องให้รัฐบาลกับองค์กรอิสระ ฮั้วกันได้ โดยมีวุฒิสภาเป็นเครื่องมือ
- ในเมื่อกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาเป็นกระบวนการเลือกกันเองที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จึงเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมืองสามารถเข้าไปแทรกแซงและคุมเสียงในวุฒิสภาได้อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ
- และในเมื่อวุฒิสภามีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็หมายความว่าหากฝ่ายการเมืองที่คุมเสียงวุฒิสภาเกี่ยวข้องกับรัฐบาล รัฐบาลก็อาจถูกมองว่าคุมเสียงในองค์กรอิสระได้เช่นกัน
.
พอเป็นเช่นนี้ กลไกในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบในประเทศเรา จึงถูกบีบให้อ่อนแอลง
.
ตัวอย่างที่ 1
.
หากคนในรัฐบาลไปกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน (เช่น การซุกหุ้น) องค์กรอิสระที่เราคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบคือ ป.ป.ช.
.
แต่หากเราสงสัยว่า ป.ป.ช. กำลังปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อปล่อยเกียร์ว่าง ละเว้นการตรวจสอบ หรือปกป้องคนในรัฐบาล (ดังเช่นที่เราตั้งข้อสังเกตในกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของคุณศักดิ์สยาม) กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ ป.ป.ช. เสี่ยงจะขาดประสิทธิภาพ
.
เพราะหากเราเข้าชื่อเพื่อร้องเรียนให้ศาลตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. เรื่องดังกล่าวจะไปไม่ถึงศาลหากไม่ได้รับการอนุมัติจากประธานรัฐสภา ซึ่งมาจากพรรคเดียวกัน กับรัฐบาล / และหาก เราต้องการร้องเรียนประธานรัฐสภาที่ปัดตกเรื่องร้องเรียน ป.ป.ช. โดยไม่สมเหตุสมผล เราก็ต้องร้องไปที่ ป.ป.ช.
.
ตัวอย่างที่ 2
.
หากคนในรัฐบาล ไปกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง สส. หรือไปแทรกแซงการเลือก สว. (เช่น การฮั้ว สว.) องค์กรอิสระที่เราคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบคือ กกต.
.
แต่หากในอนาคตอันใกล้ กกต. มีการเป่าคดีฮั้ว สว. ให้ไปไม่ถึงศาล ในลักษณะที่เรามองว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ส่วนหนึ่งอาจเพราะหลายคนใน กกต. ถูกรับรองให้เข้ามาทำหน้าที่โดย กลุ่ม สว. ที่ถูกกล่าวหา) กลไกที่เรามีในการตรวจสอบ กกต. ก็แทบจะไม่มี
.
เพราะรัฐธรรมนูญได้ถอนสิทธิที่ประชาชนเคยมีในการเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ออกไป / หากจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อคืนสิทธิดังกล่าวให้ประชาชน ก็ต้องได้เสียเห็นชอบจากอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา
.
.
ทั้งหมดนี้เลยก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “งูกินหาง” หรือ การ “ผลัดกันเกาหลัง”
- ถ้าจะร้อง ป.ป.ช. ก็ต้องไปที่ประธานรัฐสภา / ถ้าจะร้องประธานรัฐสภาก็ต้องไปที่ ป.ป.ช.
- ถ้าจะเอาผิด สว. ก็ต้องหวังพึ่ง กกต. ให้มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล / ถ้าจะเอาผิด กกต. ก็ต้องหวังพึ่ง สว. ให้มาร่วมแก้รัฐธรรมนูญ
.
.
ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงได้อภิปรายในรัฐสภาสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็น “ปุ๋ยชั้นดี” ของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน ที่พยายามรุกคืบและกินรวบประเทศ โดยการควบคุมสถาบันทางการเมืองอย่างแทบจะเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่รัฐบาล รัฐสภา และองค์กรอิสระ
.
ดังนั้น ผมจึงมีความกังวลใจ ว่าหลังจากนี้ ระบอบสีน้ำเงิน จะพยายามทำทุกทางให้การเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ หรือหากเดินหน้าไปได้ ก็จะพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ระบอบสีน้ำเงินยังคงผูกขาดการคัดเลือกผู้ร่างและการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
พรรคประชาชนเราจะพยายามทำเต็มที่ผ่านทุกกลไกในสภา เพื่อทำให้เรามีกติกาและระบบการเมืองที่เป็นธรรม ยึดโยงกับประชาชน และหลุดพ้นจากการถูกผูกขาดและครอบงำโดยระบอบสีน้ำเงิน - แต่เราจะไม่สามารถทำสำเร็จได้ หากเราไม่ร่วมมือและรวมพลังกับภาคประชาชนและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่มีเป้าหมายเดียวกัน