ที่ วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ พูดไว้ในรายการพิเศษ ‘TODAYLive’ ว่าฝ่ายประชาธิปไตยสามารถฝ่ากับดักการเมือง บนสถานะได้เปรียบในรัฐธรรมนูญของฝั่งสืบทอดอำนาจรัฐประหาร น่าจะเอามาใช้
ในเมื่อมีบทบัญญัติและมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเอื้อแก่การสืบทอดอำนาจอยู่แล้วหลายขุม ยังมีปมเงื่อนที่พวกเขาเพิ่งสร้าง ด้วยการงดออกเสียงเลือกนายกฯ ของ สว.เกือบ ๒๐๐ คน ทำให้คะแนนสนับสนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ มีไม่พอ
แล้วเกิด ‘ทางตัน’ สำหรับฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล เป็นทางตันที่พวกต้าน ม.๑๑๒ ทุกรูปแบบ ‘สร้างขึ้นเอง’ ด้วยเหตุว่าเป็น “ฝ่ายที่แพ้แต่ไม่ยอมรับ-แพ้แต่จะยืดอำนาจต่อ” กระนั้นวีรพัฒน์ว่า ยังมีทางออกให้ไปต่อในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นี่เอง
นั่นคือมาตรา ๕ วรรค ๒ ที่ให้กลับไปสู่สามัญเมื่อเกิดทางตันการเมือง วีรพัฒน์ ชี้ “ระบอบการเมืองประชาธิปไตยไทยมีประเพณีการปกครองอยู่แล้ว” เอามาใช้แก้ปมเงื่อนที่คณะรัฐประหารเขียนไว้เพื่อให้พวกตนอยู่ในอำนาจนานเท่านาน
แม้นว่าการเสนอแก้ กม.รัฐธรรมนูญ ม.๒๗๒ ในปัจจุบันจะดันไปได้ยาก เป็นทางตันการเมือง ก็ต้องกลับไปหยิบเอาจารีตการปกครองไทยมาใช้ เพื่อเปิดประตูให้การตั้งรัฐบาลไปต่อ วีรพัฒน์ชี้ว่าพวก สว.ที่ปิดประตูตนเอง นั่นละพาไปสู่เงื่อนไข ม.๕
ไม่ว่าจะตะแบงไปเป็นอื่นอย่างใด การไม่ออกเสียงเมื่อ ๑๓ กรกฎา ย่อมแสดงว่าพวกนั้นพากันสละสิทธิ จึงไม่ควรตีความให้พวกสละสิทธินี้ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประชุมต่อไปอีก คะแนนกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา จึงมีเพียง
๕๐๐+๕๐ หาร ๒ = ๒๗๕ เป็นเกณฑ์ที่คะแนนเสียงของ ๘ พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เอาชนะได้สบายๆ