
Verapat Pariyawong
Yesterday
นึกถึง ควีนฯ
วันนี้ 9 กันยายน 2565 เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ที่ร้านค้าแถวบ้านแต่เช้าตรู่
มองไปบนชั้นวางขายไม่มีข่าวหน้าแรกใดอื่นให้เห็นนอกไปจากการสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ("ควีนฯ") ตามที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ผ่านมา
ระหว่างเดินกลับบ้าน ผมลองสังเกตผู้คนบนท้องถนนก็ยังใช้ชีวิตอย่างปกติไม่ได้เห็นใครใส่ชุดดำ ทางการเองก็ยังไม่ได้ประกาศอะไรชัดเจน พ่อแม่ต่างตื่นจูงมือพาลูกไปโรงเรียน คนทำงานต่างก็ดูแต่งกายตามปกติประจำวัน
แต่เดาว่า ลึกลงไปในใจหลายคน คงไม่ได้รู้สึกปกติเหมือนทุกวันเสียทีเดียว
ถึงบ้านกองวางหนังสือพิมพ์ ตั้งไว้หน้าตนเอง แลไปเพียงหน้าปกนึกแล้วก็ใจหาย เพราะย้อนไปสองคืนที่แล้ว เพลงสุดท้ายที่ผมฟังก่อนปิดไฟหัวเตียงคือเพลง I Vow to Thee, My Country ฉบับขับร้องโดยคุณ Katherine Jenkins (ที่บังเอิญได้เปิดฟังก็เพราะคืนเดียวกันนั้นคุณ Katherine ไปแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ และมีคนใกล้ตัว ณ เมืองเกิดไปฟังและส่งภาพมาให้ เลยขอหลับตาเปิดฟังด้วยคน) แน่นอนว่าทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ยากที่จะห้ามให้นึกถึง ควีนฯ และข้อคิดที่ ควีนฯ มักทรงเป็นที่คำนึงถึง
และพอเปิดไปเจอหน้าด้านใน ก็ยิ่งใจหาย เพราะย้อนไปสามวันที่แล้ว ผมเพิ่งนึกว่าน่าทึ่งเสียจริงที่ ควีนฯ ขณะพระชนมพรรษา 96 พรรษา ยังทรงพบกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 ในรัชสมัย เพื่อทรงปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และอดบอกตัวเองไม่ได้อีกครั้งว่า การสิ้นสุดลงและเข้าสู่ตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีของขาวบริติชอันมีการพบ ควีนฯ เป็นฉากสำคัญ ช่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยรวดเร็วไม่ต้องคาดเดาตีความให้วุ่นวายดีเสียนี่กระไร
ผมเริ่มพลิกเปิดหนัาหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ซื้อมาอย่างไว ๆ ผ่านมุมและเรื่องราวหลากหลายเกี่ยวกับ ควีนฯ โดยไม่ลืมว่าสื่อกระแสหลักที่นำเสนอเนื้อหาแนวทางเดียวกันแบบนี้ไม่ได้เป็นสิ่งหักห้ามความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับ ควีนฯ หรือระบบการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่ ตรงกันข้าม หากมองในมุมที่กระแสหลักและกระแสรองอาจไม่ได้กล่าวถึงบ่อย ผมมองความเป็นไปของสังคมชาวบริติชแบบนี้เสียด้วยซ้ำที่ทำให้ความคิดเห็นที่แตกต่างอยู่ร่วมกันต่อไปได้ เราชาวไทยมักได้ยินคำวิจารณ์กระแสรองว่าการเปิดกว้างให้มีการวิพากษ์ตรวจสอบนี้ เป็นไปเพื่อทำให้สถาบันสำคัญดำรงอยู่ ซึ่งถูกต้องและชาวบริติชไม่ได้ลำบากในส่วนนี้ แต่อาจมีน้อยครั้งที่มีการกล่าวต่อไปอีกขั้นว่าการวิพากษ์เหล่านี้ดำรงอยู่ ก็เพราะด้วยมีการนำเสนอที่เป็นวัตถุหรือหัวข้อแห่งการวิพากษ์ และด้วยกลวิธีของผู้ที่จะวิพากษ์และการตอบสนองของผู้ถูกวิพากษ์นั้นด้วยเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างอาจต้องการกันและกันมากกว่าที่คิด
การเปิดกว้างในเชิงพื้นที่และข้อกฎหมายอย่างเดียวคงไม่ได้เพียงพอหากเราขาดการเปิดใจและเปิด (ไม่ใช่ปรับ) ทัศนคติ เพื่อทำให้เรื่องปกติเป็นเรื่องที่คนปกติพูดคุย หัวเราะ ซับน้ำตา ด้วยกันและให้กันได้อย่างปกติจริง ๆ
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
9 กันยายน 2565
กรุงลอนดอน