วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 10, 2565

ม็อบชาวนา กระดูกสันหลังที่รัฐไม่เคยเหลียวแล

 


The101.world
15h ·

:: ม็อบชาวนา กระดูกสันหลังที่รัฐไม่เคยเหลียวแล ::
เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้วที่ถนนพระราม 6 หน้ากระทรวงการคลัง เนืองแน่นด้วยผู้คนหลากใบหน้า หลากที่มา หากแต่มีข้อเรียกร้องเดียวกันนั่นคือขอให้รัฐบาลช่วยแก้ไข – หรืออย่างน้อยที่สุด - ช่วยเยียวยา บรรเทาปัญหาหนี้สินของแรงงานภาคเกษตรกรรมที่เดือดร้อนอย่างหนัก จนไม่เกินเลยนักหากจะนิยามว่า ปัญหาปากท้องของพวกเขานั้นอยู่ในห้วงวิกฤตถึงที่สุด
.
"คนเรานี่นะ ถ้าไม่ถึงที่จริงๆ คงไม่ลำบากลำบนห่างบ้านมากันแบบนี้หรอก" พนม อันโอ่น ชาวนาวัย 58 ปีบอกเราเช่นนั้น เธอกับเพื่อนร่วมอาชีพอีกกลุ่มใหญ่จ่ายเงินค่าเดินทางตกคนละ 400 บาทจากพิษณุโลกเพื่อมากางเต็นต์คับแคบนอนอยู่หน้ากระทรวงการคลัง หวังให้รัฐบาลได้เห็นและได้ยินสิ่งที่พวกเธอต้องเผชิญบ้าง
.
ทั้งพนมและเกษตรกรชาวนาอีก 36 จังหวัดเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) ซึ่งส่วนหนึ่งออกเดินทางมาปักหลักประท้วงที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ข้อเรียกร้องของพวกเขานั้นมีเพียงสามประการ ได้แก่
.
1.ขอให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ ชะลอการฟ้องบังคับคดี ยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด ทรัพย์สินของสมาชิก เร่งดำเนินการโอนหนี้สิน เข้าสู่กระบวนการการจัดการหนี้สินของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) พร้อมกับขยายเพดานวงเงินการซื้อหนี้ NPA จาก 2.5 ล้านบาท ขยายเป็น 5 ล้านบาท รวมทั้งเสนอเข้าสู่มติ ครม. ผลักดันให้ออกเป็นมติ
2.ขอให้ลดหนี้ ปลดหนี้ให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กรณีที่ตาย พิการ ทุพพลภาพ ชราภาพ เจ็บป่วยเป็นโรค ให้เหลือไม่เกิน 25% ตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563
3.ขอให้ตรวจสอบปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน พร้อมกับปฏิรูปการบริหารงานของสำนักกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เนื่องจากปัจจุบัน ราคาปุ๋ย น้ำมันรวมถึงวัตถุดิบต่างๆ ในท้องตลาดมีราคาแพงขึ้น แต่ราคาพืชผลในปัจจุบันกลับตกต่ำลง
.
"รัฐไม่ปล่อยน้ำ ก็เลยทำนาไม่ได้ แล้วคิดดูสิว่าชาวนาจะอยู่จะกินกันอย่างไร เราเป็นหนี้ธนาคารแต่ที่ผ่านมาก็ยังทำนาพอให้มีเงินหมุนไปได้ ข้าวจะราคาไม่ดีอย่างไรก็ยังพอมีทางไป แต่รอบนี้รัฐไม่ยอมปล่อยน้ำ เราจะเอาน้ำที่ไหนมาทำนา พอไม่ได้ทำนาก็ไม่มีเงินไปจ่ายค่าธนาคารเขาสิ" พนมเล่าอย่างอัดอั้น
.
"เราเป็นชาวนา เราก็ต้องทำนา ที่ผ่านมาราคาข้าวก็ย่ำแย่ ขายได้เกวียนละ 4,000-6,000 บาท แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี ขณะที่ค่าปุ๋ยขึ้นไปถึง 1,500 บาทแล้ว เราจะเอาที่ไหนกิน"
.
ช่วงเวลารุ่งโรจน์ของพนมคือช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เธอว่าช่วงนั้นขายข้าวได้เกวียนละ 15,000 บาท ชีวิตชาวนาจึงมั่งมี แม้ไม่ถึงกับร่ำรวยแต่ก็ห่างไกลจากคำว่าขัดสน และไม่เพียงแต่เอาเงินมาหมุนจ่ายหนี้ธนาคารได้เท่านั้น แต่ยังเป็นรายได้ที่มากพอให้เธอเอาไปต่อยอด ทำมาหากินหรือใช้สอยในมิติอื่นๆ ของชีวิตได้อีกมาก
.
"พอเป็นหนี้ธนาคาร แล้วทำนาไม่ได้ก็ไม่มีเงินไปหมุน ถามหน่อยว่าเราจะอยู่กันอย่างไร เป็นคุณ คุณอยู่ได้หรือ นี่พูดถึงแค่เงินใช้หนี้ธนาคารอย่างเดียวเท่านั้นเลยนะ ไม่ได้พูดถึงค่ากิน ค่าอยู่ ค่าส่งลูกเลย"
.
"เราถึงต้องมาเรียกร้องให้รัฐบาลพักชำระหนี้ ช่วยเยียวยาชาวนาบ้าง ถ้าไม่ลำบากจริง ชาวนาก็ไม่ออกมาอย่างนี้หรอก"
.
:: ภาคประมงทรุดหนัก ::
.
ติดกันกับกลุ่มม็อบของชาวนา หน้ากระทรวงการคลังยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมภาคการประมงมาด้วย เมตตา บัวชู เจ้าของกิจการประมงจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์วัย 63 ปี เป็นหนึ่งในคนที่เข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2565 เช่นเดียวกับภาคเกษตรกร ชาวประมงหลายชีวิตเรียกร้องให้รัฐช่วยปลดหนี้หรือชะลอ บรรเทาหนี้จากธนาคารให้พวกเขาในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเช่นนี้ รวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับการทำประมง ที่รัฐระบุให้ชาวประมงออกเรือได้ปีละ 220 วันซึ่งถือว่าน้อยจนรายได้ไม่พอจุนเจือครอบครัว
.
"รัฐเขาออกแต่กฎกติกาโดยไม่รู้เลยว่าคนทำมาหากินต้องเจออะไรบ้าง เมื่อก่อนเราอยากออกเรือเมื่อไหร่เราก็ออกได้ แต่ตอนนี้ออกได้แค่ 220 วัน แล้วบางวันที่เขากำหนดให้เราออกเรือ ก็เป็นวันที่ไม่มีปลาหรือเป็นวันที่พายุเข้า ไหนจะยังมีวันที่เราต้องหลบลมอีก มันเสียเวลาและค่าใช้จ่าย" เธอว่า
.
"แล้วตอนนี้เศรษฐกิจก็แย่เหลือเกิน เราได้ค่าแรงวันละ 300 บาท ค่าเนื้อหมูก็ไปแล้ว 220 บาท เอาเงินที่เหลือไปซื้อน้ำมันทำอาหารก็หมดแล้ว ไม่ต้องทำอย่างอื่น ถามว่าแบบนี้มันพออยู่พอกินได้ไหม"
.
"นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรามาประท้วง ทั้งชีวิตในฐานะชาวประมงนี่ก็มาประท้วงนับร้อยนับพันครั้งแล้ว แต่รัฐบาลประยุทธ์นี่ไม่เคยเชื่อถือหรือวางใจได้เลย ที่ผ่านมาเขาก็สัญญาเป็นมั่นเป็นหมายกับเราว่าจะช่วยแก้ไข ช่วยเยียวยาให้ พูดให้เรากลับบ้านไปได้อย่างสบายใจ แต่ถึงเวลาก็ไม่เคยทำได้จริงสักที เราถึงต้องกลับมาประท้วงอยู่บ่อยๆ"
.
"รัฐบาลนั้นเชื่อไม่ได้หรอก แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังต้องมาหาเขา เพราะมันไม่มีทางอื่นให้ทำแล้ว"
เรื่อง: พิมพ์ชนก พุกสุข
ภาพ: เมธิชัย เตียวนะ