คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. ....
The Isaan Record
Yesterday at 4:37 AM ·
ชำแหละร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน ชี้รัฐหวังตัดตอนนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ
.
กรุงเทพฯ - เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยและเครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน จัดงานเสวนา 'ตีแผ่ร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาสังคมต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนและผลกระทบ' ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. ....ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ว่าด้วยการดูแล ควบคุมการดําเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกําไรมาแบ่งปันกัน
.
จดหมายข่าวขององค์กรแอมเนสตี้ได้สรุปใจความคร่าวๆ ถึงเนื้อหาในการพูดคุย The Isaan Record นำมาเผยแพร่ ดังนี้
.
ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า หากมองให้ลึกจะพบว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมเท่านั้น แต่อีกด้านยังเป็นรูปแบบของการคุกคาม การจำกัดและเล็งเป้าไปยังกลุ่มหรือองค์กรใดๆ ที่เคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ปิดปากเงียบ ไม่แสดงความเห็น
.
"ร่างกฎหมายนี้จะทำให้โครงการต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องสิทธิหรือการมีส่วนร่วม ตลอดจนการรวมตัว การพัฒนาหรือกิจกรรมใดๆ ได้รับผลกระทบจนหมด ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวเพื่อกลุ่มสตรี กลุ่มผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเยาวชนหรือแม้แต่เราทุกคน"
.
"เราทราบว่านี่คือหนึ่งในเครื่องมือปิดปากของรัฐ ทำให้องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ทำงานเพื่อกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ข้างต้นดังที่ได้กล่าวไป โดนลบออกไปจากแผนที่จนหมด ทั้งนี้ อยากชี้ให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ประเทศไทยอย่างเดียว จึงอยากชวนจับตาดูถึงกลไกต่างๆ ของรัฐ โดยทั้งหมดนี้ ประชาชนเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรลุกขึ้นมาต่อสู้ คัดค้าน พ.ร.บ. ฉบับนี้" ปิยนุชกล่าว
.
ขณะที่ บาดาร์ ฟาร์รุคฮ์ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ 'ความสำคัญของสิทธิในเสรีภาพในการสมาคม และการหดตัวของพื้นที่ประชาสังคม'ว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับการหดตัวของพื้นที่ภาคประชาสังคม ผ่านการใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มสหภาพแรงงาน กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคมในประเทศต่างๆ
.
"ภาคประชาสังคมที่มีชีวิตชีวาเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประชาธิปไตย พื้นที่ที่มีเสรีภาพย่อมเปิดกว้างให้พลเมืองทุกคนสามารถใช้สิทธิในการแสดงความเห็น รวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจผ่านการเลือกตัวแทนผ่านการเลือกตั้ง แต่เมื่อประชาธิปไตยอ่อนแอลง กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเพื่อประเด็นใดก็ย่อมตกเป็นเป้าของกฎหมาย ถูกป้ายสีและกดขี่ด้วยอำนาจ ทำให้ความมีชีวืตชีวาหายไปและทำให้พื้นที่เหล่านี้หดแคบลงผ่านการใช้กฎหมายและวิธีการนอกเหนือจากกฎหมาย เพื่อควบคุมกำกับการทำงานขององค์กรเหล่านี้ ทำให้พื้นที่ภาคประชาสังคมอาจมีการพลิกโฉม เปลี่ยนหน้าไปจากเดิม"
.
เขากล่าวอีกว่า ใน 111 ประเทศทั่วโลก ภาคประชาสังคมยังถูกจำกัดอำนาจหน้าที่และการทำงาน โดยเฉพาะในปี 2020 ที่ผ่านมาซึ่งหลายประเทศออกนโยบายที่มีแนวโน้มจำกัดเสรีภาพมากขึ้นตามมาตรการการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 และเห็นได้ชัดในหลายๆ ประเทศ เช่น ฮังการี อินเดีย รัสเซีย โปแลนด์ ฮ่องกง เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในกระบวนการเสนอกฎหมายฉบับนี้ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง
.
โดยบาร์ดาร์กล่าวอีกว่า กฎหมายเหล่านี้มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือเป็นเครื่องมือของรัฐ กำหนดให้องค์กรต้องรายงานทุกอย่างโดยละเอียดเข้มงวดจนกลายเป็นภาระ หรือมีข้อจำกัดเรื่องการรับเงินทุนจากต่างประเทศ บางกรณีกำหนดบทลงโทษทางการปกครองหรืออาจจะทางอาญา ซึ่งรับเป็นบทลงโทษที่รุนแรง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีการใช้ครอบคลุมและกว้างขวาง มอบอำนาจให้หน่วยงานที่กำกับดูแลสามารถใช้ดุลยพินิจได้ ทั้งนี้ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย เช่นการที่องค์กรเหล่านี้ถูกเลือกปฏิบัติโดยรัฐ หรือถูกกดทับในทางกฎหมาย ตลอดจนเงื่อนไขเรื่องข้อจำกัดด้านเงินทุนที่อาจส่งผลให้ผู้มอบทุนหรือผู้บริจาคต้องคิดหนักในการให้เงิน และอาจส่งผลให้การทำงานถูกขัดขวาง ยอดบริจาคลดลง เป็นต้น
.
"ที่ผ่านมาจะพบได้ว่ามีการกำหนดหัวข้อ ห้ามไม่ให้องค์กรไม่แสวงผลกำไรทำงานในประเด็นที่กำหนดไว้กว้างๆ เช่น ห้ามไม่ให้ทำงานในประเด็นอ่อนไหวหรือประเด็นทางการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน, เพศสภาพ, เพศวิถี, ธรรมาภิบาลหรือสิทธิชนพื้นเมือง แม้อาจไม่ได้เป็นการห้ามโดยเด็ดขาด แต่ก็มีการสร้างบรรยากาศที่ต้องทำให้เซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัว ทำให้องค์กรไม่อยากทำงานในประเด็นเหล่านี้อีก หรืออาจไม่พูดถึงประเด็นนี้อีกต่อไปเพราะกลัวกระทบกฎหมาย ในบางประเทศ มีการเขียนกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนมององค์กรไม่แสวงผลกำไรเป็นผู้ร้าย เป็นผู้รับเงินจากต่างประเทศ เป็นตัวแทนจากรัฐต่างชาติและทำงานเพื่อต่างชาติ เป็นผู้ไม่ได้จงรักภักดีต่อชาติและเป็นบ่อนทำลายชาติ ทำให้ลดการมีส่วนร่วมของประชาชน และลดความสามารถการทำงานขององค์กรเหล่านี้"
.
"หากมีการออกกฎหมายเช่นนี้ในประเทศไทย ไม่เพียงแต่องค์กรไม่แสวงผลกำไรเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงเหล่าสื่อมวลชนที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน รวมทั้งอาจส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างประเทศขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่างๆ เช่น การถ่ายทอดความรู้ ทักษะข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ หรืออาจทำให้องค์กรเอ็นจีโอ ไม่แสวงผลกำไรหันไปทำหัวข้อที่สร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลน้อยกว่าจนทำให้ความร่วมมือระหว่างชาติลดลงก็เป็นไปได้"
.
ทั้งนี้ในตอนท้ายงานมีการแสดงพลังคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. ....โดยมีการถือป้ายรณรงค์และสวมหน้ากากสีดำปิดข้อความคัดค้าน พ.ร.บ. ดังกล่าว
ขอบคุณข้อมูลและภาพ จากองค์กรแอมเนสตี้ฯ
#กฎหมายตัดตอนภาคประชาชน #แอมเนสตี้ #TheIsaanRecord