วันอังคาร, เมษายน 29, 2568

"เจ๊จุก คลองสาม" คือใคร และมีวิธีทำงานอย่างไร มารู้จัก "เจ๊จุก คลองสาม" ไอโอรัฐ ที่สร้างความหวาดกลัวผู้เห็นต่าง



รู้จัก "เจ๊จุก คลองสาม" บัญชีที่งานศึกษาในแคนาดาชี้ว่าเป็นไอโอรัฐ คุกคามผู้เห็นต่าง

เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย

ชาร์ลอตต์ ลินลิน หัวหน้ากลุ่มโจรสลัดบิ๊กมัม ผู้มีหน้าตาอ้วนกลม ผมยาวสีชมพู ยิ้มเห็นฟันแหลมคม เป็นกัปตันตัวร้ายจากการ์ตูนวันพีซชื่อดังของญี่ปุ่น ตัวการ์ตูนดังกล่าวถูกนำไปเป็นภาพโปรไฟล์ผู้ใช้งานบัญชีสื่อสังคมออนไลน์หลายแพลตฟอร์มที่เรียกตัวเองว่า "เจ๊จุก คลองสาม" ด้วย

งานศึกษาล่าสุดจากสถาบันศึกษาของแคนาดาชี้ว่า บัญชีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ "ปฏิบัติการชักจูงข้อมูลข่าวสารโดยอินฟลูเอ็นเซอร์ หรือ ไอโอ (Influence operation- IO)" ของรัฐ ในการคุกคามผู้เห็นต่างในไทย

งานศึกษาชิ้นนี้ดำเนินการโดย อัลเบอร์โต ฟิตทาเรลลี, เอ็ม. สกอตต์ และ เกศกนก วงษาภักดี จากเดอะ ซิตีเซ็น แล็บ (The Citizen Lab) ห้องปฏิบัติการสหวิทยาภายใต้ Munk School of Global Affairs & Public Policy ของมหาวิทยาลัยโทรอนโต โดยพวกเขาพบว่าปฏิบัติการคุกคามทางสื่อสังคมออนไลน์และการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว (doxxing) อย่างเป็นระบบภายใต้บัญชีผู้ใช้ที่ชื่อว่า "เจ๊จุก คลองสาม" นั้น ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และไร้การทักท้วงใด ๆ ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2020 โดยทีมผู้ศึกษาตั้งชื่อปฏิบัติการนี้ว่า "JUICYJAM"

ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการจากภาครัฐที่ออกมายืนยันว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของบัญชี "เจ๊จุก คลองสาม" มีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคงใด ๆ ในไทย

บีบีซีไทยอยู่ระหว่างการติดต่อกองทัพไทยรวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความเห็นในกรณีนี้ แต่ที่ผ่านมาทั้งสองหน่วยงานปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เคยใช้ปฏิบัติการข่าวสารโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐ

"เจ๊จุก คลองสาม" คือใคร และมีวิธีทำงานอย่างไร

ทีมผู้ศึกษาจาก เดอะ ซิตีเซ็น แล็บ พบว่าบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อว่า "เจ๊จุก คลองสาม" มีอยู่ในเกือบทุกแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์และถือได้ว่าประสบความสำเร็จสูงมากจากจำนวนผู้ติดตามเกือบ 110,000 คนบนเอ็กซ์ (หรือทวิตเตอร์เดิม) ซึ่งโพสต์ของ “เจ๊จุก คลองสาม” บนแพลตฟอร์มนี้โดยทั่วไปมียอดเข้าชมมากกว่า 15,000 ครั้ง/โพสต์ หรืออาจถึง 50,000 ครั้งในบางกรณี

นอกจากนี้ บัญชี้บนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กก็มีผู้ติดตามมากกว่า 133,000 คน และพบหลายโพสต์ที่มีเนื้อหาเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของนักกิจกรรมเช่นเดียวกันกับที่โพสต์ลงบนเอ็กซ์

เกศกนก หนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานดังกล่าวบอกกับบีบีซีไทยว่า พวกเขาสังเกตเห็นปฏิบัติการไอโอจากหลายบัญชีที่พบบนสื่อสังคมออนไลน์ แต่เลือกวิเคราะห์บัญชี "เจ๊จุก คลองสาม" เนื่องจาก "เห็นว่าดำเนินการมาหลายปีโดยไม่มีใครทำอะไรกับบัญชีนี้เลย" แม้แต่เจ้าของแพลตฟอร์มเอง

ทีมผู้วิจัยสามารถสืบสาวการมีตัวตนของบัญชีที่ใช้ชื่อว่า "เจ๊จุก คลองสาม" ย้อนกลับไปได้ถึงเดือน ส.ค. ปี 2020 โดยพบบล็อกที่สร้างขึ้นแยกกันในสองแพลตฟอร์ม นั่นคือ WordPress และ Blogger ตามลำดับ จากนั้นก็พบนามแฝงว่า "เจ๊จุกคลองสาม" เผยแพร่สองโพสต์ที่มีรูปถ่ายและข้อมูลส่วนตัวของคนไทยสองคน ซึ่งทางทีมวิจัยไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ แต่โพสต์ดังกล่าวอ้างว่าทั้งสองคนเป็นผู้เข้าร่วมการชุมนุมในไทย โดยข้อมูลบางส่วนได้เปิดเผยชื่อสมาชิกครอบครัวของแต่ละคน โรงเรียนที่พวกเขาศึกษา รวมถึงชื่อและที่ตั้งของธุรกิจที่ครอบครัวบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของ

เดอะ ซิตีเซ็น แล็บ พบว่าบล็อกดังกล่าวไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ อีกเลย นับจากนั้น แต่ในเดือน ก.ย. 2020 มีบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ (ปัจจุบันคือเอ็กซ์) ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ชื่อเหมือนกันว่า "เจ๊จุก คลองสาม" และใช้ภาพตัวการ์ตูนบิ๊กมัมเป็นภาพโปรไฟล์นับตั้งแต่นั้นมา

งานศึกษาระบุด้วยว่า หลายครั้งที่ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักกิจกรรมถูกคุกคามออนไลน์ และชักชวนให้ใครก็ตามเข้าถึงตัวพวกเขาได้หรือรายงานความเคลื่อนไหวของพวกเขาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทำให้เกิดความความรู้สึกไม่ปลอดภัย หลายกรณีนำไปสู่การชี้เป้า และนำไปสู่การทำร้ายร่างกายนักกิจกรรม โดยผู้ที่ตกเป็นเป้าส่วนใหญ่ คือนักกิจกรรมและผู้เข้าร่วมการชุมนุมช่วงปี 2020-2021 ซึ่งเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี, ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ยกตัวอย่าง กรณีของ อิทธิกร ทรัพย์แฉ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายครั้งของขบวนการ เยาวชนปลดแอก (Free YOUTH) ที่มีบทบาทในการประท้วงในประเทศไทย โดยในวันที่ 20 มี.ค. 2021 เขาเข้าร่วมการประท้วงภายใต้ชื่อ REDEM ซึ่งจัดโดย เยาวชนปลดแอก และ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) ในกรุงเทพมหานคร

คืนนั้นเอง อิทธิกรถูกกลุ่มคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำทำร้ายและทุบตีอย่างโหดร้าย โดยเฟซบุ๊กของเพื่อนเขาระบุว่า อิทธิกรถูกตีด้วยไม้เหล็กและได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากการถูกตีที่ศีรษะ แก้ม และปาก เย็บแผลรวมกัน 14 เข็ม โดยแพทย์ระบุว่าอาจกระทบต่อเส้นประสาทและอาจทำให้เกิดความพิการ และเขาจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่าไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ เนื่องจาก "กล้องวงจรปิดในพื้นที่ทั้งหมดเสีย"

จากนั้น วันที่ 2 พ.ค. 2021 เมื่ออิทธิกรเข้าร่วมการประท้วง REDEM อีกครั้ง บัญชี "เจ๊จุก คลองสาม" ได้โพสต์ภาพของชายคนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับเขา แม้ใบหน้าของชายในภาพจะถูกปกปิดด้วยหมวกกันน็อก แต่บัญชีดังกล่าวได้ถามผู้ติดตามว่า "ทายสิ ผู้ชายคนนี้คือใคร ?"

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าชายในภาพมีลักษณะและเสื้อผ้าที่คล้ายคลึงกับที่อิทธิกรใส่ในวันที่เขาถูกทำร้ายเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2021

สุดท้ายในวันที่ 14 พ.ค. 2021 อิทธิกรถูกตั้งข้อหาหลายข้อหา ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมโดยฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ชุมนุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป ไปจนถึงละเมิดกฎหมายการจราจรและความสะอาด ฯลฯ



คณะผู้ศึกษาระบุในงานวิจัยว่า สัญญาณหลายอย่างชี้ให้เห็นว่า "เจ๊จุก คลองสาม" ซึ่งบอกว่าตัวเองเป็น "คอการเมืองตัวจริง" คือส่วนหนึ่งของปฏิบัติการไอโอและไม่น่ามีตัวตนจริง

"เจ้าของบัญชีพยายามบอกว่าเขาคือคุณป้าวัยกลางคนที่เคยเป็นเสื้อแดงมาก่อน ก่อนที่จะกลับใจ แต่เรากลับไม่พบข้อมูลที่ระบุถึงตัวตนเจ้าของบัญชีได้ แม้แต่ข้อมูลต่าง ๆ ที่เขาอ้างว่าเป็นเจ้าของโรงงานแห่งหนึ่งก็ตาม" เกศกนกบอกกับบีบีซีไทย

คณะผู้ศึกษายังพบว่าข้อมูล รูปภาพ รวมถึงคลิปวิดีโอต่าง ๆ ที่บัญชี "เจ๊จุก คลองสาม" นำมาใช้ จำนวนหนึ่งเป็นภาพและวิดีโอที่บันทึกจากฝั่งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมถึงข้อมูลบางอย่างไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม บีบีซีไทยพบว่าเจ้าของบัญชี “เจ๊จุก คลองสาม” อ้างด้วยว่าตนเป็นผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมด้วยตัวเองหลายครั้ง หรือไม่ก็ไหว้วานให้คนอื่นหรือมีผู้ติดตามส่งข้อมูลการชุมนุมมาให้

ทีมศึกษายังพบด้วยว่า "เจ๊จุก คลองสาม" ไม่ได้ทำงานโดยลำพัง แต่เนื้อหาที่ถูกเผยแพร่โดยบัญชีดังกล่าวยังถูกนำไปเผยแพร่ต่อ ขยายความ รวมถึงนำไปเป็นสารตั้งต้นให้กับปฏิบัติการด้านข่าวสารอื่น ๆ ซึ่งหลายครั้งพบว่ามีสื่อมวลชนบางเจ้านำไปเผยแพร่ต่ออย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ทีมงานศึกษาเรื่องนี้สามารถปะติดปะต่อภาพใหญ่ของปฏิบัติการชักจูงข้อมูลที่ดำเนินการโดย "เจ๊จุก คลองสาม" ได้มากขึ้น เมื่อ นายชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคประชาชน เปิดเผยเอกสารลับที่กล่าวหาว่ากองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการปฏิบัติไอโอต่อฝ่ายตรงข้าม รวมถึงโจมตีนายกรัฐมนตรีเอง

การอภิปรายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา ในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ในเอกสารลับที่ถูกเปิดเผยออกมาพบว่า มีการแสดงโพสต์บนเอ็กซ์ของ "เจ๊จุก คลองสาม" ปรากฏในรายงานภายในที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ของทีมไซเบอร์ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของกองทัพกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้คณะผู้ศึกษาเห็นว่า "ไม่มีคำอธิบายสมเหตุสมผลอื่น ๆ นอกจากเป็นการยอมรับว่าบัญชีนี้ รวมถึงการรณรงค์ทั้งหมด ถูกดำเนินการโดยทีมไซเบอร์ของภาครัฐ"

อย่างไรก็ตาม คณะผู้ศึกษาไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการดำเนินการของ "เจ๊จุก คลองสาม" นั้น มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ แต่หลักฐานที่มีอยู่นั้นชี้ให้เห็นว่า "อาจเป็นหน่วยงานตำรวจของไทย"

เกศกนก บอกกับบีบีซีไทยว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ปฏิบัติการลักษณะนี้ยังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าไม่มีอะไรจะหยุดยั้งการทำงานประสานอย่างเป็นระบบเช่นนี้ได้ "ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อประชาธิปไตย" ในไทย

ปฏิบัติการสร้างความหวาดกลัว

ด้าน ผศ.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า การคุกคามโดยการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเช่นนี้นำมาซึ่งความหวาดกลัว ความรู้สึกถูกคุกคาม และทำให้นักกิจกรรมต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ไม่เห็นด้วยเข้าไปก่อกวน รังควาน หรือแม้กระทั่งกลั่นแกล้งออนไลน์ ซึ่งผลกระทบไม่ได้จำกัดเพียงในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงการสมัครงาน การศึกษาต่อ และการใช้ชีวิตในสังคมโดยรวมของนักกิจกรรม รวมถึงบุคคลใกล้ชิดซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว

เธอยังเห็นว่าการสร้างความหวาดกลัวเช่นนี้ ยังก่อให้เกิด "Chilling Effect" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้คนเลือกจะเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่ใช่แค่ไม่กล้าออกมาแสดงความเห็นทางการเมือง แต่อาจถึงขั้นไม่กล้าคิดเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองด้วยซ้ำ

"มันก็จะไปถึงขั้นว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่คิดเรื่องนี้ เลิกคิดเรื่องการเมืองไปเลย ชีวิตก็จะง่าย ไม่มีความเสี่ยงอะไร เป็นเทคนิคที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลเยอะอยู่เหมือนกัน" อาจารย์ผู้นี้กล่าว

ผศ.ฐิติรัตน์ บอกด้วยว่า หากพบว่าโพสต์ใดของ "เจ๊จุก คลองสาม" เข้าข่ายละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงอาจเข้าข่ายลักษณะก่อกวนที่นำไปสู่การทำร้ายผู้อื่น เบื้องต้นสามารถแจ้งไปยังเจ้าของแพลตฟอร์ม เพื่อให้นำออกจากระบบได้ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักมีเงื่อนไขคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน รวมถึงกฎมาตรฐานชุมชนที่ช่วยปกป้องผู้ใช้

"แต่ประสิทธิภาพการตอบสนองของแพลตฟอร์มจะเป็นเช่นไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" เธอกล่าว


งานศึกษาของ เดอะ ซิตีเซ็น แล็บ พบว่า ผู้ที่ตกเป็นเป้าส่วนใหญ่ คือนักกิจกรรมและผู้เข้าร่วมการชุมนุมช่วงปี 2020-2021

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา ทางคณะผู้ศึกษาได้ติดต่อไปยังเอ็กซ์ และ เมตา (META) เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจนถึงตอนนี้

ทั้งนี้ คณะผู้ศึกษาเสนอแนะทั้งสองแพลตฟอร์มว่า ควรมีช่องทางที่เข้าถึงง่ายและตอบสนองรวดเร็ว เมื่อผู้เสียหายรายงานว่าตนเองกำลังโดนปฏิบัติการคุกคามทางสื่อสังคมออนไลน์และการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว (doxxing) อย่างเป็นระบบ และเนื้อหาเหล่านั้นควรถูกลบออกอย่างรวดเร็ว เมื่อได้รับการตรวจสอบโดยแพลตฟอร์มแล้ว

นอกจากนี้ ลำพังการลบเนื้อหายังไม่เพียงพอ แต่ควรดำเนินการลบเครือข่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด และห้ามการเข้าถึงของพวกเขาอย่างถาวร รวมถึงการเฝ้าระวังเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อด้วย และทางแพลตฟอร์มควรเข้มงวดตรวจสอบเรื่องการ doxxing ในประเทศที่มีลักษณะการปกครองแบบเผด็จการหรือเป็นอำนาจนิยม รวมทั้งเปิดเผยกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในการปล่อยข้อมูลส่วนตัวบุคคลในเวลาต่อมา

นักกฎหมายชี้ควรเพิ่มกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ด้าน ผศ.ฐิติรัตน์ กล่าวกับบีบีซีไทยต่อว่า ไม่มีกฎหมายข้อใดอนุญาตให้รัฐใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อคุกคามประชาชน แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดในปัจจุบันคือการพิสูจน์ว่าการกระทำดังกล่าวมีรัฐอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากในประเทศไทยนั้น ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับผู้ร้องเรียน ขณะที่ข้อมูลสำคัญส่วนใหญ่อยู่ในมือของหน่วยงานรัฐเอง

"ที่ผ่านมาภาคประชาสังคมก็พยายามร้องเรียนและตั้งคำถามถึงสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นในระดับกรรมาธิการของสภา หรือพยายามฟ้องร้องตัวองค์กรที่พอจะมีเบาะแสว่าเป็นผู้ใช้งานปฏิบัติการเหล่านี้ แต่สิ่งที่รัฐจะตอบและเป็นการปัดตัวได้ง่ายที่สุดคือการบอกว่า 'ไม่มีหลักฐานว่ารัฐเป็นคนทำ' ทำให้เรื่องไปต่อไม่ได้ เช่น กรณีสปายแวร์เพกาซัส"

อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์เห็นว่า หากศาลใช้อำนาจในการเรียกพยานหลักฐานจากภาครัฐมากขึ้น อาจช่วยลดภาระการพิสูจน์ของผู้ร้องเรียนลงได้ และทำให้หน่วยงานรัฐเองมีความระมัดระวังในการใช้อำนาจมากขึ้น เนื่องจากเป็นอีกกลไกหนึ่งที่คอยถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐได้อีกทางหนึ่ง

"มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ผู้ร้องและผู้ถูกร้องมีอำนาจเท่า ๆ กัน" ผศ.ฐิติรัตน์ กล่าว

เธอยังเสนอว่างบประมาณด้านปฏิบัติการข่าวสารหรือปฏิบัติการชักจูงข่าวสารซึ่งกระทำโดยภาครัฐนั้น ควรถูกกำกับตั้งแต่ต้น โดยตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และสื่อให้เห็นว่ารัฐใช้ข้อมูลส่วนบุคคลด้วยความระมัดระวัง

ทั้งหมดนี้ยังไม่พอ อีกหนึ่งหัวใจของกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ยังต้องอาศัยการปรับปรุงมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลของภาครัฐด้วย

"เราไม่ได้บอกว่าเอกสารทางการ พวกชั้นความลับทั้งหลาย จะต้องถูกเปิดเผยต่อประชาชนทั้งหมด เราเข้าใจความลับของราชการหลายเรื่อง มันเป็นเรื่องที่ต้องเก็บเป็นความลับจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม แต่วิธีการที่ทั่วโลกเขาทำกันคือ ไม่ได้เก็บเป็นความลับตลอดไป เขามีการกำหนดเวลาว่าอีกกี่ปีถึงจะเปิดเผย ทำให้เรารู้ว่าเอกสารของรัฐบางอย่างจะถูกเปิดเผยในอีก 20-30 ปีข้างหน้า มันจะถูกตรวจสอบย้อนหลังได้"

เธอเสนอแนะว่า ในอีกทางหนึ่ง หากรัฐไม่ต้องการเปิดเผยเอกสารความลับทั้งหมด ก็สามารถเปิดเผยบางส่วนได้ โดยระบุหมวดหมู่ของเอกสาร เพื่อให้สาธารณะเข้าถึงและเอื้อให้ศาลใช้อำนาจเรียกมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมได้ ซึ่งจำกัดให้เห็นได้เฉพาะแค่ศาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง

https://www.bbc.com/thai/articles/c2deyegpdz3o


ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำคุก “พิมชนก” 2 ปี เห็นว่าเจตนากล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งรวมถึงบุคคลตามองค์ประกอบ ม.112 ต้องเข้าเรือนจำรอผลประกัน



ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำคุก “พิมชนก” 2 ปี เห็นว่าเจตนากล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ ซึ่งรวมถึงบุคคลตามองค์ประกอบ ม.112 ต้องเข้าเรือนจำรอผลประกัน

28/04/2568
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

28 เม.ย. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีของพิมชนก จิระไทยานนท์ นักกิจกรรมทางการเมืองวัย 27 ปี ผู้ถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า ‘รัฐบาลส้นตีน สถาบันก็ส้นตีน🔥🙂’ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2565 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ปี

คดีนี้มี พ.ต.อ.นพฤทธิ์ กันทา ผู้กำกับการสืบสวนภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้กล่าวหา หลังได้รับมอบหมายจากคณะทํางานคดีความมั่นคงภูธรจังหวัดเชียงใหม่และตำรวจภูธรภาค 5 โดยกล่าวหาว่าคำว่า ‘สถาบัน’ นั้น จำเลยตั้งใจหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดี โดยให้การรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความจริง แต่ข้อความไม่เป็นความผิดเนื่องจากไม่ได้หมายถึงสถาบันกษัตริย์ ต้องการสื่อความหมายถึงสถาบันการศึกษา อีกทั้งองค์ประกอบของมาตรา 112 นั้น บัญญัติคุ้มครองเฉพาะตัวบุคคล คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ได้คุ้มครอง ‘สถาบัน’ ซึ่งมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่มากกว่าตัวบุคคล การตีความให้มาตรานี้ให้หมายถึงสถาบันฯ ทั้งหมด เป็นการตีความขยายความเกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี โดยอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

เวลา 09.20 น. เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ให้ผู้มาร่วมการพิจารณาคดีอื่น ๆ ออกจากห้องพิจารณาก่อน ให้เหลือเฉพาะผู้เกี่ยวข้องในคดีของพิมชนก

จากนั้นศาลเจ้าของสำนวนเริ่มอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยสรุปศาลอุทธรณ์ได้สรุปข้อต่อสู้ชั้นอุทธรณ์ของจำเลยใน 3 ประเด็นหลัก

ต่อมาวินิจฉัยโดยเห็นว่า คำว่า “ส้นตีน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ส้นเท้า มักใช้เป็นคำด่า โดยเห็นว่าสังคมไทยมีวัฒนธรรมที่เห็นว่าเท้าเป็นอวัยวะเบื้องต่ำ จึงต้องระมัดระวังในการใช้ การยกเท้าให้ตีความได้ว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพ คำว่า “ส้นตีน” เป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม ลดทอนคุณค่าบุคคล

คำว่า “สถาบัน” ตามพจนานุกรม หมายถึง สิ่งซึ่งคนในสังคมจัดตั้งให้มีขึ้นเพราะเห็นประโยชน์ว่ามีความจำเป็นแก่วิถีชีวิตของตน เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันการศึกษา

สถาบันยังรวมถึงตัวบุคคลในสถาบันดังกล่าว สถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมหมายรวมถึง พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

การกล่าวคำว่า “สถาบัน” จึงต้องพิจารณาบริบทของผู้กล่าวเป็นสำคัญ โดยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย เป็นบ่อเกิดความสามัคคีของคนในชาติ เป็นรากฐานสำคัญของความเป็นชาติ การกระทำใดที่กระทบต่อสถาบันฯ ยังถือว่ากระทบต่อความมั่นคงของชาติด้วย มาตรา 112 จึงหาใช่เพียงมุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศชื่อเสียงเท่านั้น

จากนั้นศาลได้วินิจฉัยประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองของจำเลยตามเอกสารของฝ่ายโจทก์ ที่มีการจัดกิจกรรมเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 เรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง และเคลื่อนไหวโจมตีเสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์

ศาลเห็นว่าก่อนเกิดการโพสต์ข้อความในคดีนี้ จำเลยยังไปยืนบริเวณทางเท้าบนเส้นทางเสด็จของเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ทั้งยังมีการไลฟ์สดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดความวุ่นวาย

จากบริบทดังกล่าว ผู้ที่อ่านข้อความของจำเลย ย่อมได้ทราบได้ทันทีว่าคำว่า “สถาบัน” หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่จำเลยบอกว่าหมายถึงสถาบันการศึกษานั้น จำเลยก็เคยโพสต์ถึงสถาบันการศึกษามาก่อนวันเกิดเหตุเพียง 2 ครั้ง ต่างจากที่โพสต์ข้อความเสียดสีโจมตีสถาบันกษัตริย์หลายครั้ง แม้ข้อความมิได้ระบุว่าสถาบันใด บุคคลใดอย่างชัดเจน แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าว แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์

การที่จำเลยโพสต์ข้อความเปรียบเทียบสถาบันกับอวัยวะต่ำสุดของร่างกาย จึงเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม จาบจ้วง ล่วงเกินต่อพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ครบองค์ประกอบมาตรา 112 อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

หลังฟังคำพิพากษา พิมชนกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลควบคุมตัวลงไปห้องขังใต้ถุนศาล ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวจำเลยระหว่างฎีกา

จากนั้น เวลาประมาณ 15.50 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ซึ่งใช้ระยะเวลารอคำสั่งอีก 2-3 วัน ทำให้พิมชนกจะถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่

พิมชนกกล่าวหลังทราบถึงการต้องเข้าเรือนจำรอฟังคำสั่งว่า ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้อยู่บ้าง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะอยู่ให้ไดั ฝากขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ และขอบคุณเพื่อน ๆ และครอบครัวที่เข้มแข็งกับเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนการต้องเข้าเรือนจำคาดหวังอยู่ 2 เรื่อง คือขอให้มีน้ำสะอาด และมีสกินแคร์ให้ใช้อยู่

https://tlhr2014.com/archives/75061


พท.-ภท. เขย่ากันหลายริกเตอร์ แต่ยังไม่มีใครพร้อมปะทะจริงๆ


พท.-ภท.  เขย่ากันกี่ริกเตอร์ 

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 25 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2568
เผยแพร่ วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ.2568

ชัดเจนว่าวันนี้ 2 พ่อลูกชินวัตร “ทักษิณ-แพทองธาร” เจอเกมอำนาจรุมเขย่าเก้าอี้จากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในระบบและการเมืองนอกระบบ

การเมือง “ในระบบ” นอกจากพรรคฝ่ายค้านที่ยังคงหนักแน่นต่อสู้ทางความคิด ปัจจุบันก็เปิดพรมแดนการเมืองใหม่ๆ ลงมาเล่นการเมืองสนามท้องถิ่น แถมเริ่มชิงเก้าอี้เดิมจากขั้วสีแดงได้บ้างแล้ว

เพื่อไทยยังต้องเจอการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล ที่มี ส.ว.สีน้ำเงินเป็นเครื่องมือ ยังไม่นับการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ และสภาวะนิติสงครามที่อาจเข้ามาเล่นงานเพื่อไทยเมื่อไหร่ก็ได้ (เช่นที่นายเศรษฐา ทวีสิน โดน)

ส่วนการเมืองนอกระบบ วันนี้เพื่อไทยเริ่มเจอม็อบทั้งภาคประชาสังคมต่างๆ ม็อบชาวบ้าน ม็อบการเมือง ล่าสุดคือม็อบคนเสื้อขาวต้านกาสิโน เป็นปัจจัยสำคัญให้ต้องใส่เกียร์ถอย กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ

ต้องยอมรับว่าปัญหาประเทศวันนี้สาหัสและซับซ้อน ปะดังเข้ากับอุปสรรคสารพัด หนักจนเกินกว่ารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยที่เข้ามามีอำนาจใน “เงื่อนไขเฉพาะ” จะแบกรับไหว (ต่อให้มีความตั้งใจดี)

แม้ใช้ทั้งกองแช่งหรือกองเชียร์ ก็เกิดคำถามที่เป็นเสียงอันดังขึ้นว่า รัฐบาลเพื่อไทยจะไปได้ตลอดรอดฝั่งไหม กระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีนักวิชาการเสนอให้ยุบสภา

ตามมาด้วยข่าวหนาหูเรื่อง “การปรับเปลี่ยน” ในพรรครัฐบาล 2 ระดับ คือ “ระดับเล็ก” ปรับตัวรัฐมนตรี เปลี่ยนโควต้ากระทรวง และ “ระดับใหญ่” เอาพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคออก

แน่นอนเป้าหมายหลักเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใคร พรรคภูมิใจไทย-ขั้วสีน้ำเงิน ที่กำลังแหลมคมในทางการเมืองมากขึ้นทุกขณะ

บาดแผลล่าสุดคือการตั้งกำแพงค้าน กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ (ที่มีไข่แดงคือกาสิโน) โดยนายไชยชนก ชิดชอบ ซึ่งเป็นระดับเลขาธิการพรรค ประกาศกร้าวพ่วงด้วยชื่อพ่อ-แม่กลางสภา ว่าไม่เอา

สอดคล้องไปกับบิ๊กสีน้ำเงินวงนอก อย่าง เนวิน ชิดชอบ, ชาดา ไทยเศรษฐ์, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ออกมาขย่ม “มูฟเมนต์นี้” ของรัฐบาลเพื่อไทย ต่อเนื่อง

ในที่สุดแม้ร่างกฎหมายจะถูกเลื่อนไปพูดคุยกันในสมัยประชุมหน้า แต่ท่าทีของคนค่ายสีน้ำเงิน ก็ทิ้งความเสียหาย “ทางการเมือง” ให้กับพรรคเพื่อไทยไม่น้อย

เพราะที่ผ่านมาเพื่อไทยก็ถอย จนไม่รู้จะถอยอย่างไรแล้ว เรื่องล่าสุดก็ทำให้ต้องถอยอีก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับการ “งัดข้อ” จากฟากสีน้ำเงิน

ย้อนกลับไปดูร่างกฎหมายเพื่อไทยหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองอย่างการแก้รัฐธรรมนูญ การผลักดันประชามติ ร่าง กม.ปฏิรูปอำนาจในกองทัพจัดระเบียบสภากลาโหม ประเด็นจริยธรรมนักการเมือง การนิรโทษกรรม นโยบายกัญชา ล้วนถูกตั้งโต๊ะแถลงขัดขวางอย่างตรงไปตรงมาจากฟากสีน้ำเงิน

การสกัดขัดขวาง กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ นัยยะหนึ่งจึงสะท้อนว่า “การขัดขวาง” นั้น ลามจากการเมืองมานโยบายด้านเศรษฐกิจแล้ว

ระดับ “ผู้เล่นในเกม” ประกอบด้วยหัวหน้าพรรค-ผู้บริหารพรรค เล่นบทประนีประนอมยอมความ เออออห่อหมก มีสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับค่ายสีแดง

แต่ระดับ “ผู้เล่นนอกเกม” (ส่วนใหญ่เป็นพ่อของผู้เล่นในเกม) เล่นบทอีกแบบ ออกแนวเกรี้ยวกราด ขย่มสีแดงอย่างชัดเจน

นี่คือตัวอย่างความ “เขี้ยวลากดิน” ฉบับสีน้ำเงิน

ต้องยอมรับว่า “ผู้เล่นในเกม” ของค่ายสีน้ำเงิน ก็เก๋าพอตัว แม้จะถูกลูกพรรคเพื่อไทยออกมาค่อนแคะแซะด่าไม่เว้นแต่ละวัน ก็เลือกเล่นบทนิ่ง มุ่งกระชับความสัมพันธ์ไปที่ผู้มีอำนาจตัวจริงของค่ายสีแดงเป็นหลัก

ตัวอย่างเห็นได้ชัดก็คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับบทสุดพลิ้ว นายไชยชนกแค่ผิดคิว เคลียร์ใจนายกฯ-นายทักษิณเรียบร้อยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช่นเดียวกับท่าทีพรรคเพื่อไทย

สรุปคือ ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีใครพร้อมปะทะจริงๆ

มีคำถามน่าสนใจว่านายทักษิณคิดอย่างไรกับ “การเมืองขั้วสีน้ำเงิน”

คำตอบหนีไม่พ้น “อยากปรับออกใจจะขาด” แต่ทำไม่ได้

ต้องไม่ลืม “อีแอบ” ที่นายทักษิณเคยด่าพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมส่งเสียงขู่ขับพ้นรัฐบาลมาแล้ว (แม้ครั้งนั้นจะจบด้วยการตบหัวแล้วลูบหลังก็ตาม)

คำถามต่อมาว่า ในวันนี้ หากเพื่อไทยปรับพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาล จะเป็นไปได้ไหม

ในทางการเมืองต้องบอกว่า “เป็นไปได้” คำนวณตามคณิตศาสตร์การเมือง หากเพื่อไทยดึงพลังประชารัฐกลับ ปล่อยขั้วสีน้ำเงินเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน รัฐบาลก็ยังมีคะแนนเสียงเกินมาเล็กน้อย

สมมุติค่ายสีแดงเขี่ยค่ายสีน้ำเงินพ้นเก้าอี้จริง นโยบายการเมือง-เศรษฐกิจของเพื่อไทย ก็จะผ่านสภาล่างแบบฉลุยในระยะเวลา 2 ปีนี้ ได้เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสำคัญคืน เดินหน้านโยบายทวงศักดิ์ศรีที่หายไปจากการเปลี่ยนขั้วตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

แต่ “ในความจริงทางการเมือง” ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะต้องคำนวณพลังทางการเมือง เครื่องไม้เครื่องมือที่ค่ายสีน้ำเงินมี ต้องไม่ลืมดาบของ “สภาบนและองค์กรอิสระ” ด้วย

ปลดพ้นรัฐบาลได้จริง แต่ขั้วสีแดงก็ไปไม่รอด

น.ส.แพทองธารก็ดูจะเข้าใจเรื่องนี้จึงพูดเรื่องตำแหน่งนายกฯ เป็นอนิจจัง อำนาจพร้อมหลุดได้เสมอ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ขั้วสีแดงกังวลที่สุด

เมื่อแตะต้องภูมิใจไทยไม่ได้ สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ก็ต้องกัดฟันอยู่กันไปแบบนี้

ภูมิใจไทยก็ยังเล่นเกมต่อรองต่อไป

แต่จะทำให้ความกดดันทางการเมือง-เศรษฐกิจขณะนี้เบาบางลงได้อย่างไร ความเป็นไปได้จึงเหลือเพียงการปรับ ครม.

จะมีแค่การ “ปรับเล็ก” ย้ายกระทรวงเปลี่ยนคน แต่ไม่มี “ปรับใหญ่” อย่าง เอาพรรคร่วมรัฐบาลออก เปลี่ยนพรรคร่วมรัฐบาลใหม่

เพื่อไทยแตะกระทรวงในโควต้าภูมิใจไทยไม่ได้ อย่างมากที่สุดก็อาจเป็นเจรจา “สลับกระทรวง” ที่มีฐานะใกล้เคียงกัน

เพื่อไทยปรับได้จริงๆ แค่กระทรวงของตนเอง ซึ่งก็ไม่ง่ายที่จะทำให้อะไรดีขึ้น ปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจก็ยังแก้ยากเหมือนเดิม (ไม่ต้องพูดเรื่องการสร้างผลงานเตรียมพร้อมสู้เลือกตั้งใหญ่)

ยกเว้นจะมีจุดเปลี่ยนการเมืองสำคัญอย่างกรณี 44 ส.ส.ของพรรคส้มถูกตัดสิทธิ์การเมือง อันนี้ก็อาจเป็นปัจจัยให้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ได้

จากวันนี้ เส้นทางการเมืองของขั้วแดง-น้ำเงิน จึงเป็นการต่อรองทางการเมืองกันไปมา เขย่ากันต่อไป ชิงความเป็นใหญ่ภายใต้เกมอนุรักษนิยมเช่นเดิม

จากคดีเขากระโดง คดีโรงแรมที่เขาใหญ่ คดีที่ดินอัลไพน์ คดีโพยฮั้ว ส.ว.ล้างกระดานสีน้ำเงิน จึงสะท้อนการเขย่ากันไปมาไม่หยุดหย่อน

โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุด ล้ม กม.กาสิโน ถือว่าแรงมาก

ต้องยอมรับว่าภูมิใจไทยเก๋าเกม มี ส.ส.ไม่ถึงร้อยคน แต่ถือไพ่เหนือกว่าในหลายๆ เรื่อง จากนี้ไปสู่วันเลือกตั้งใหญ่ ก็ไม่มีเรื่องให้ต้องเครียดมาก แค่รักษาดุลทางการเมืองเดิมไว้ เขย่ากันไปเรื่อยๆ อีกด้านก็สะสมกระสุน รักษาบ้านใหญ่ รอวันลงสนามอีกรอบ

ผิดกับเพื่อไทย ที่ต้องแบกรับปัญหาเศรษฐกิจการเมืองไว้หมด จะบริหารประเทศก็ทำได้แบบมีอำนาจไม่เต็มที่

แก้ปัญหาสังคมก็ไม่คืบหน้า แก้เศรษฐกิจก็ติดขัด เรือธงทั้งหลายจอดนิ่งแทบไม่ขยับ ทำได้เพียงปะผุปัญหา

เรื่องการเมือง ก็เป็น “ตำบลกระสุนตกอยู่ฝ่ายเดียว” ต้นทุนที่ต้องแลก จากการพลิกขั้วตั้งรัฐบาล

คิดดูว่า สัปดาห์นี้ นายกฯ แพทองธารยังถูกถามเรื่องตระบัดสัตย์อยู่เลยแม้ผ่านไปแล้วเกือบ 2 ปี

รอบนี้ เจ้าตัวคงทนไม่ไหวตอบกลับแบบฉบับนายกฯ เจนวาย เหตุผลที่ต้องจับมือคนที่เคยประกาศจะไม่จับมือรัฐบาล เพราะเผอิญได้คะแนนไม่ถึง ตอกกลับแบบแซบๆ “คำถามดีเลย์ไปนะ”…

สะใจกองเชียร์ แต่ไม่รู้คนกลางๆ สะใจด้วยไหม ส่วนฝ่ายตรงข้ามยิ่งฮึกเหิมเขย่าเพื่อไทยไม่หยุดเลยทีนี้

https://www.matichonweekly.com/column/article_839141


วันจันทร์, เมษายน 28, 2568

นักแบกและ ‘scavenger’ เหมือนกันอย่างหนึ่งที่คว้าเฟคนิวส์มาใช้โดยไม่ต้องคิด เช่นเห็น ‘ไซโก้’ เป็น ‘โรเร็กซ์’ ก็ขอให้เป็นช่องเปิดให้โจมตีพรรคส้มได้เท่านั้น

เอากับพวกเขาสิ นักแบกและ ‘scavenger’ ที่ชอบเก็บกินเศษเนื้อกับของเน่า อย่างเพจ วันนี้พรรคส้มโกหกอะไร และสื่อค่าย ผู้จัดการ โจมตีด้วยข้อมูลยกเมฆ โดนสวนด้วยความจริง ก็ไม่ยักหน้าแตก รับประกันคุณภาพหนาและเหนียว

เกิดเหตุโป๊ะเชะแล้วยังทำหน้าตาย นิ่งเฉย ไม่รู้ไม่ชี้ พร้อมที่จะก้าวสู่การโกหกพกลมเรื่องต่อไป ดังที่ Te Neti ให้เบื้องลึก “เพจวันนี้พรรคส้มโกหกอะไร ใช้วิธีการเหมือน สนธิ ลิ้มทองกุล ตอนปลุกม็อบพันธมิตรล้มรัฐบาลทักษิณ

คือกล้าหน้าด้านโกหกคำโตๆเข้าไว้ เพื่อปลุกปั่นสาวก ไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงอยู่แล้ว เพราะจุดมุ่งหมายก็คือ สร้างความเชื่อในหมู่คนที่อยากจะเชื่ออยู่แล้ว ถ้าโดนจับได้เรื่องนี้ก็ไปโกหกเรื่องใหม่” ความแตกต่างของสองเห้ต่างสปีชี่ส์อยู่ที่

สนธิใช้วิธีการดุดัน แต่เพจวันนี้พรรคส้มโกหกอะไร ใช้วิธีเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆสร้างเกราะป้องกัน เวลาจะโดนฟ้องมันก็จะดูว่าโดนรังแก” เขายกตัวอย่างที่พวกนี้ทำตรงข้าม “พายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์

...ที่พวกกีกี้เชียร์นี่ กลับไล่ฟ้องคนโน้นคนนี้พัลวัน” ทั้งนี้ทั้งนั้น ย้อนรอยทีละก้าวไปหาต้นเรื่องที่เอ่ยถึง จากโพสต์ของ รังสิมันต์ โรม (April 27 at 5:04 PM) บอกว่า “ตอนแรกเห็นเพจบางเพจเอาเรื่องนี้มาปั่น ก็ไม่อยากพูดอะไร

เพราะไม่มีมูลความจริงใดๆ และผมทราบดีว่า สำหรับคนบางกลุ่มพวกเขาไม่ได้สนใจความจริงอยู่แล้ว เพราะเขาต้องการปล่อยเรื่องเท็จให้ไกลที่สุด แต่ถ้าสื่ออย่างผู้จัดการออนไลน์เล่นเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่โทรมาสอบถามผมได้ไม่ยาก”

แต่กลับรีบใส่เป็นเรื่องใหญ่โต “ไม่เคยทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันตังแต่เรียนจบ” เพจวันนี้พรรคส้มโกหกอะไรเขียนถึง รังสิมันต์ โรม “เมื่อดูในบัญชีทรัพย์สินก็ไม่พบข้อมูล นาฬิกาโรเร็กซ์มูลค่า ๕ แสนบาท ที่ใส่ไล้ฟ์สด” ก็จะไปพบได้อย่างไร

อย่างที่รังสิมันต์บอก “ให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาสักหน่อยตรวจสอบเรื่องนี้ ก็จะรู้ได้เลยว่านาฬิกาที่ผมใส่ไม่ใช่ Rolex แต่มันคือ Seiko ที่เมียผมซื้อให้” และว่า “ผมรับได้กับคนที่เกลียดชังผม ซึ่งผม ถือว่าต้องทำงานทางความคิดต่อไป

แต่ถ้าจะเอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายมาโจมตี เพื่อปลุกปั่นให้คนเกลียดชังผม เรื่องนี้ผมไม่ยอม” หวังว่าจะได้เห็น ‘consequence’ ที่เป็นรูปธรรมของการปั้นและปั่นเฟคนิวส์ครั้งนี้ มิใช่เพราะเพื่อความสะใจอันใด แต่เพื่อการชำระล้างสังคมออนไลน์ให้หมดจดกว่านี้

รวมไปถึงบรรดา ไอแบ๊กไม่ว่าจะเป็น หามแถก ประสพโชค หรือ ไต อริยาสะกัน รวมทั้ง “ทูตคุณภาพ” ที่ Atukkit Sawangsuk แค้ปมาประจาน

(https://www.facebook.com/baitongpost/posts/q6LnTDJcRVm, https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/YGzAdBmRA และ https://www.facebook.com/rangsimanrome/posts/Pz8k8qfjYXT) 

ศิริกัญญาขอบคุณทักษิณยอมรับคดี ‘พอล แชมเบอร์ส’ และอุยกูร์ อาจทำให้เจรจาภาษีสหรัฐฯ ติดขัด ศิริกัญญาแนะถอนฟ้อง 'พอล แชมเบอร์'


THE STANDARD
15 hours ago
·
UPDATE: ศิริกัญญาขอบคุณทักษิณยอมรับคดี ‘พอล แชมเบอร์ส’ และอุยกูร์ อาจทำให้เจรจาภาษีสหรัฐฯ ติดขัด
.
วันนี้ (27 เมษายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการเจรจาปรับกำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือการเจรจาครั้งแรกต้องเกิดอย่างเร็วที่สุด และชัดเจนมากที่สุด เพราะตอนนี้เหมือนเรารู้เราอย่างเดียว วางแนวทางไว้ 5 ข้อ แต่ขณะเดียวกัน เราไม่รู้ว่าสหรัฐอเมริกาต้องการอะไรจากเราบ้าง
.
ณัฐพงษ์เทียบกับกรณีของประเทศญี่ปุ่นที่เข้าไปเจรจาครั้งแรกก็ได้รับคำตอบกลับมาว่าสหรัฐฯ ต้องการส่งออกข้าวไปประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม ดังนั้นจึงเป็นการปรับทีมเจรจาไปในตัวด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองฝ่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่เห็นตามหน้าข่าวตอนนี้มีแค่การนัดหมาย แต่รัฐบาลไม่สามารถให้ความชัดเจนกับประชาชนได้ ไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าการนัดหมายเกิดขึ้นหรือยัง และจะเกิดขึ้นเมื่อไร อาจจะให้กรอบเวลากว้างๆ ไว้ก็ได้ และควรจะต้องเร่งรีบเจรจาครั้งแรกให้เร็วที่สุดเพื่อให้เห็นว่าสหรัฐฯ ต้องการอะไรจริงๆจากประเทศไทย
.
ณัฐพงษ์ยังกล่าวว่า สัปดาห์หน้าจะมีเวทีของฝ่ายค้านเรื่องกำแพงภาษี ซึ่งแน่นอนที่สุดที่จะมีข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ซึ่งได้จัดเวทีไว้ให้ผู้เข้าร่วมหลายภาคส่วนได้สะท้อนเข้ามาด้วย ซึ่งส่วนตัวก็พร้อมส่งต่อให้รัฐบาล
.
ด้าน ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า เมื่อวานนี้ (24 เมษายน) ที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดถึงกรณีดังกล่าว คือสิ่งที่ตนเองเคยเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงแนวทางแก้ไขว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทักษิณเปิดเผยถึงเรื่องบนโต๊ะเจรจาว่าได้เอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเรื่องที่มีการจับกุม พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยอาจจะเป็นสิ่งที่ติดขัดแล้วทำให้เราไม่สามารถเดินหน้าเจรจาได้ตามปกติเหมือนกับประเทศอื่นๆ
.
“ดิฉันก็ขอขอบคุณคุณทักษิณที่ออกมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา เสียดายนิดเดียวที่มันควรจะต้องเป็นคนของรัฐบาล คุณทักษิณไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยในรัฐบาลนี้ ไม่ได้เป็นที่ปรึกษา หรืออยู่ในคณะเจรจาด้วย ดังนั้นคำพูดของคุณทักษิณไม่แน่ใจว่าจะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และจะนำไปสู่การแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร อยากให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีที่อาจจะให้ข่าวนี้กับคุณทักษิณไป ได้ออกมายืนยันกับประชาชนอีกครั้งว่าเป็นเรื่องจริงและเป็นเรื่องใหญ่” ศิริกัญญาระบุ
.
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้เรื่องความมั่นคง ยังมีเรื่องการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขค่อนข้างยาก เพราะน่าจะกระทบกับความสัมพันธ์ของประเทศจีน ถ้าเราทำอะไรกับชาวอุยกูร์ที่ยังอยู่ในสถานกักกันของทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในตอนนี้ ส่วนกรณีการจับกุม พอล แชมเบอร์ส ก็ยังมีแนวทางแก้ไขอยู่คือการถอนฟ้อง ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลออกมาสื่อสารว่าจะแก้ไขอย่างไรเพราะถือเป็นเรื่องยากทั้งคู่
.
ส่วนที่กรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่มีข้อมูลว่ามีความผิดพลาดในขั้นตอนการแปลภาษาอังกฤษ การถอนฟ้องถ้าเกิดขึ้นจริงจะช่วยให้การเจรจาง่ายขึ้นหรือไม่นั้น ศิริกัญญากล่าวว่า เงื่อนไขก็จะหลุดไปอีกเปลาะหนึ่ง แต่จะมีคดีอื่นๆ อีกหรือไม่ที่มีพลเมืองชาวอเมริกันถูกจับกุมอยู่ จึงต้องให้รัฐบาลเปิดเผยเรื่องราวออกมาทั้งหมด ซึ่งอาจจะผ่อนหนักเป็นเบาได้ง่ายที่สุดสำหรับกรณีนี้
.
“เราพูดเรื่องนี้มาหลายรอบตั้งแต่ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ และย้ำอีกครั้งในการเสนอญัตติกำแพงภาษีแล้วว่า รัฐบาลกำลังทิ้งไพ่ผิดใบ แต่รัฐบาลไม่ได้มีการตอบคำถามสักเท่าไร จึงอยากฝากสื่อมวลชนช่วยไปถามรัฐบาลด้วยว่าสิ่งที่คุณทักษิณพูดจริงหรือไม่” ศิริกัญญากล่าว
.
ส่วนที่ทักษิณระบุว่า สนิทสนมกับคนใกล้ชิดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะสามารถช่วยได้หรือไม่ ศิริกัญญากล่าวว่า ต้องทำไปทุกช่องทางที่ทำได้ แต่ช่องทางหลักที่เป็นทางการ สำคัญและมีประโยชน์มากที่สุด การที่มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีของสหรัฐฯ อยู่แล้ว ก็น่าจะมีประโยชน์มากที่สุด ถ้าติดขัดกับเรื่องนี้จริงๆ การไปพูดคุยกับคนสนิทรอบตัวที่ไม่ได้มีบทบาทในการเจรจาการค้าอาจจะไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงการเจรจาการค้าเท่าไร
.
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1026808726245137&set=a.586524703606877






https://x.com/MatichonOnline/status/1916024031675093256
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1026808726245137&set=a.586524703606877


ครบรอบ 2 เดือนแล้ว ครอบครัวที่ตุรกี ยังติดต่อชาว #อุยกูร์ ที่ถูกส่งกลับไปไม่ได้ และมีคนหนึ่งที่หนีไปตุรกีได้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเขารู้จักทุกคนที่ถูกส่งกลับไปรอบล่าสุด บอกว่าไม่สามารถติดต่อใครได้เลย - ฟูอาดี้ -- อ่าว ไหนว่าเค้ารับรอง !






https://x.com/moccacof/status/1895345402125393963
https://x.com/b_B1B2B3/status/1916350720686936209



น่าขยะแขยงมาก ปลาหมอคางดำ ทำไมภาครัฐไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ ไม่จัดการ ไม่หาต้นตอที่ทำให้เกิดปัญหา

https://www.facebook.com/1725432152/videos/693021649861684/







สลดหดหู่ใจที่สุด ทุกชีวิตมีค่า พวกเขาคือคนบริสุทธิ์ พวกเขาตายจริง ตายแทนอีกหลายๆคน จะต้องรอพิสูจน์อะไรกับเงินเยียวยา? จะให้พวกเขารอถึงเมื่อไหร่ ?

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0Q2RmB6X13GMnQWzMJkuD5mvAuQcLa4h74ysXUhpR3HJu5kLiEyanGFQ6YdcwQX4Ml&id=100066760812874

Nitchanan Wangkahat น้ำ นิชนันท์
18 hours ago
·
สลดหดหู่ใจที่สุด ทุกชีวิตมีค่า พวกเขาคือคนบริสุทธิ์ พวกเขาตายจริง ตายแทนอีกหลายๆคน จะ ต้องรอพิสูจน์อะไรกับเงินเยียวยา? ครอบครัวผู้เสียชีวิตต้องกินต้องใช้ ทำไมไม่กำหนดจำนวนเงินเบื้องต้นมาก่อนอย่างน้อยจ่ายก่อนกี่ล้านบาท หลังจากนั้น ก็จ่ายอีกก้อนหนึ่ง กี่ล้านบาท? จนถึงวันนี้ เงียบมาก ไม่มีคำพูดออกมาจาก สตง. บริษัทไชน่า, อิตาเลี่ยนไทย และ รัฐบาล เลย ว่าจะเยียวยาญาติผู้เสียชีวิตเท่าไหร่? จะให้พวกเขารอถึงเมื่อไหร่? อย่างน้อยญาติควรได้เงินเยียวยาขั้นต่ำศพละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป
ช่วยกันทวงถามค่ะ อีกหน่อยเรื่องก็จะเงียบๆหายไป





















นิทานเรื่อง นกยูง ช้าง แมว และหมา นี้สอนให้รู้ว่า

https://www.facebook.com/watch/?v=689809927318106



ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ Live คุยกับ ผู้หนีออกมาได้ในวันแรก ตึกสตง.ถล่ม

https://www.facebook.com/watch/?v=1470900594281026


เกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ ปล่อยให้ผู้รับเหมาทิ้งงาน

ภาพจากเพจ คิด ทำ ทิ้ง


ที่มา https://www.facebook.com/KidTamThing



เห็นภาพนี้ ใครจะกล้าเขี่ยภูมิใจไทย ออกจากรัฐบาล 555


Wassana Nanuam
Yesterday
·
“รัฐมนตรีเกียรติยศ“

”อนุทิน“ ปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีเกียรติยศ
ที่ นายกรัฐมนตรี มอบหมาย
ให้ ติดตามเสด็จฯถวายงาน
”ในหลวง-พระราชินี“
เสด็จเยือนราชอาณาจักรภูฏาน

ในการเสด็จเยือนราชอาณาจักรภูฏาน อย่างเป็นทางการ State Visit ครั้งแรก หลังทรงขึ้นครองราชย์ฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 25-28 เมย.2568 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญ ของ สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน ครั้งนี้

นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ทำหน้าที่เป็น รมต.เกียรติยศ ตัวแทนรัฐบาล ในการติดตามเสด็จฯ ครั้งนี้
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=9816560831735620&set=a.440635312661599



ประเทศไทยนี้มีอะไรตลกๆ แบบขำขื่นมากๆ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีการใช้กันอย่าง มั่วไปหมด เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง อังกฤษงดใช้กฎหมายหมิ่นฯ มา 300 กว่าปีแล้ว





Thanapol Eawsakul

petSsodroncf8 lgfY55108 9c3hr05td2yMa0i01:h39ece2s9th0alA ui ·

ประเทศไทยนี้มีอะไรตลกๆ แบบขำขื่นมากๆ
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีการใช้กันอย่าง มั่วไปหมด เพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง
พอมีนักการเมืองเสนอ ต่อสภาให้แก้ไขมาตรา 112 ยังไม่ทันพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ตัดสินยุบพรรค ก้าวไกลตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10 ปี
เท่านั้นยังไม่พอกระบวนการนิติสงคราม ยังไปจองล้างจองผลาญจ้องจะตัดสิทธิ์ ทางการเมืองตลอดชีวิต กับ 44 ส.สที่ลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 อีกต่างหาก
......
ตัดมาในภาพปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 3 และกอ.รมน แจ้งความ ให้ดำเนินคดีพร้อมให้ศาลออกหมายจับ พอล แชมเบอร์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวรและพลเมืองอเมริกัน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ซึ่งหลักฐานที่เปิดมาตอนนี้ก็เห็นแล้วว่าเป็นการใช้มาตรา 12 อย่าง มั่ว ผิดหลักนิติรัฐ
ซึ่ง ปัญหาเหล่านี้ ก็สอดคล้องกับ การเสนอแก้ไขมาตรา 112 เพื่อ ไม่ให้มีการกลั่นแกล้งทางการเมือง ของ พรรคก้าวไกลนั่นแหละ
และที่เลวร้าย มากไปกว่านั้น คือส่งผลกระทบต่อการเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล
ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายแล้ว
ลองคิดกลับกันนะครับว่าถ้าร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกลได้รับการพิจารณาและมีผลบังคับใช้
เราจะไม่มีการแจ้งความ 112 แบบมั่วซั่วในปัจจุบันและไม่ต้องส่งผลต่อ การเป็น เงื่อนไข หนึ่งใน การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐอเมริกา
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/9930983223635094
.....


สุรพศ ทวีศักดิ์
17 hours ago
·
เห็นด้วยกับ อ.ปิยบุตร ที่เสนอว่า "ถ้าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ต้องการให้ใครแก้ 112 อย่างน้อยที่สุดต้องงดใช้" (ดู https://www.facebook.com/the101.world/videos/1889983841757289)

อังกฤษงดใช้กฎหมายหมิ่นกษัตริย์มากว่า 100 ปีแล้ว (แก้ไข “อังกฤษงดใช้กฎหมายหมิ่นฯ มา 300 กว่าปี” ตามคอมเมนท์คุณพิภพด้านล่าง-ขอบคุณมากครับ) ญี่ปุ่นไม่มีกฎหมายหมิ่นกษัตริย์โดยตรง สถาบันกษัตริย์ก็มั่นคงได้ เพราะปรับตัวเคารพเสรีภาพประชาชน

การใช้กฎหมายหมิ่นฯ ละเมิดเสรีภาพประชาชน ปิดปากประชาชน ขังคุกประชาชน หรือสร้าง "นักโทษทางความคิด" (prisoner of concience) เป็นเรื่องที่ "ประชาชนและสถาบันกษัตริย์" ในสังคมสมัยใหม่เรียนรู้กันแล้วว่ามีแต่สร้างความเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์เสียเอง และสร้างความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย, ความยุติธรรมบนหลักความเสมอภาค และการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนบนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและเท่าเทียมมากขึ้น

#นิรโทษกรรม112

ที่มาภาพ https://www.ilaw.or.th/articles/52144
https://www.facebook.com/photo/?fbid=9600366696723250&set=a.330331613726851
.....