วันพุธ, เมษายน 30, 2568

ทำความเข้าใจตลาดหมูไทย ตั้งแต่หน้าฟาร์มถึงหน้าเขียง เพราะ 'หมูแพง' ทำให้เกิดปรากฎการณ์ 'หมูเถื่อน' ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ตั้งแต่จากอเมริกาใต้ จนถึงล่าสุดหมูจีนทะลัก และแรงกดดันที่จะต้องนำเข้า 'หมูทรัมป์'


เข้าใจปรากฎการณ์ 'หมูแพง-หมูเถื่อน-หมูทรัมป์' จับตา 'หมูนำเข้า' ทำลายตลาด | HEADLINE | TODAY

สำนักข่าวทูเดย์

Apr 29, 2025 

ทำความเข้าใจตลาดหมูไทย ตั้งแต่หน้าฟาร์มถึงหน้าเขียง ภายใต้ปรากฎการณ์ 'หมูแพง' จนทำให้ที่ผ่านมาเกิด 'หมูเถื่อน' ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ตั้งแต่จากอเมริกาใต้ มาจนถึงล่าสุดพบหมูจีนทะลัก และแรงกดดันที่ไทยจะต้องนำเข้า 'หมูทรัมป์' ตามนโยบายกำแพงภาษีสหรัฐฯ หรือไม่ พูดคุยกับ ผศ.ดร. สุวรรณา สายรวมญาติ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

https://www.youtube.com/watch?v=c6VEfFV6Qu4



บทวิเคราะห์ที่สุดยอดมาก ! ทรรศนะนักวิชาการฮาร์วาร์ด : ย้อนรอยปัญหาการค้าไทย-สหรัฐฯ ก่อนทรัมป์สั่งเก็บภาษี 36%







ทรรศนะนักวิชาการฮาร์วาร์ด:ย้อนรอยปัญหาการค้าไทย-สหรัฐฯ ก่อนทรัมป์สั่งเก็บภาษี 36%

29 เมษายน 2568
สำนักข่าวอิศรา


อย่างไรก็ตาม อีกปัญหาสำคัญในไทยก็คือ นักลงทุนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันตกบางครั้งบ่นว่าการเปิดธุรกิจในจีนง่ายกว่าในประเทศไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อีกทั้งการบังคับใช้ภาษีศุลกากรของไทยนั้นเป็นไปตามโดยอำเภอใจและมีการทุจริตเกิดขึ้น

ข่าวต่างประเทศที่มีผลกระทบกับไทย ณ เวลานี้ คงหนีไม่พ้นกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีตอบโต้กับประเทศที่เกินดุลการค้า ซึ่งสินค้านำเข้าจากประเทศไทยก็โดนเก็บภาษีไปทั้งสิ้น 36% และจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าตัวแทนจากไทยจะได้เจรจากับสหรัฐฯเมื่อใด

จากกรณีดังกล่าว ทางด้านของนายริชาร์ด ยาร์โรว์ นักวิชาการจาก วิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคเนดี้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาของมาตรการภาษีของนายทรัมป์และทางแก้ปัญหาของไทย

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงได้นำเอาบทความดังกล่าวมานำเสนอมีรายละเอียดดังนี้

ข่าวร้ายเกี่ยวกับวงการการค้าของไทยเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.เมื่อทำเนียบขาวใช้มาตรการภาษี 25 เปอร์เซ็นต์กับสินค้าประเภทอลูมิเนียม สงผลลามไปถึงภาคการผลิตของไทย ต่อมาวันที่ 31 มี.ค. สํานักงานการค้าสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ภาพรวมเกี่ยวกับอุปสรรคทางการค้าของไทย โดยเน้นย้ำถึงปัญหาเกี่ยวกับการค้าทางการเกษตร การลงทุน และค่าธรรมเนียมศุลกากร ในที่สุด ในวันที่ 2 เม.ย. ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศมาตรการ 'ภาษีซึ่งกันและกัน' หรือภาษีตอบโต้ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า อัตราการคิดภาษีนั้นขึ้นอยู่กับดุลการค้าปี 2567 เท่านั้น

ภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากไทยอยู่ที่อัตรา 36 เปอร์เซ็นต์ นั้นถือว่ามีอัตราสูงอย่างไม่คาดคิดและรุนแรง ซึ่งสูงกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ในเอเชียยกเว้นเวียดนาม สำหรับไทยแล้ว สหรัฐอเมริกาถือเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่ที่สุด และแนวโน้มการส่งออกที่มุ่งเน้นสหรัฐฯ เป็นแรงผลักดันให้การลงทุนภาคอุตสาหกรรมของไทยพุ่งสูงขึ้น หากมีการบังคับใช้มากตรการภาษีเหล่านี้จริง จะบ่อนทำลายเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประเมินการเติบโตของ GDP ลดลงครึ่งจุด ซึ่งดูเหมือนจะมองโลกในแง่บวกมากเกินไปเมื่อพิจารณาจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการลงทุนในอนาคต การซื้อของไทยจากสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบหากเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจอื่นๆ ในเอเชียอ่อนแอลง

การประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ในเดือน เม.ย. ไม่ใช่คําเตือนที่เกี่ยวข้องกับการค้าครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทย ย้อนไปปี 2560 นายแบรด เซ็ตเซอร์ นักเศรษฐศาสตร์ ได้ออกมากล่าวว่าว่าประเทศไทยเหมาะสมกับเกณฑ์การจัดการสกุลเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในปี 2563 รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกขู่ว่าจะคว่ำบาตรไทยเนื่องจากมูลค่าเงินบาทที่ต่ำ และต่อมามูลค่าของเงินบาทก็ลดลงอีก จากค่าเฉลี่ย 31 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2563 เป็นประมาณ 34 บาทภายในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิ.ย. 2567 คณะผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ยกย่องประเทศไทยว่า 'มีความสําคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ' ในรายงานต่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ในช่วงการระบาดของโควิด-19 การส่งออกของไทยก็กลับมาเติบโต นับตั้งแต่ปี 2562 มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท (5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ต่อเดือน ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และโรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทยที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ของ Dell, HP, Google และ Apple ได้ช่วยให้บริษัทสหรัฐฯ 'ลดความเสี่ยง' ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เพิ่มขึ้นบางส่วนของไทยดูน่าสงสัยเช่นเดียวกับจำนวนการนําเข้าของประเทศไทย ระหว่างปี 2562 ถึง 2567 การส่งออกสินค้าประเภทชิ้นส่วนเกี่ยวข้องกับประมวลผลข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในขณะที่การนําเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ซึ่งนำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นกว่า 180 เปอร์เซ็นต์ บ่งชี้ว่าการส่งออกที่พุ่งสูงขึ้นบางส่วนของประเทศไทยอาจเป็นสินค้าที่ผลิตในจีนเป็นส่วนใหญ่

สำหรับท่าทีของไทยเริ่มแรกเกี่ยวกับภัยคุกคามด้านภาษีตอบโต้นั้น ไทยเลือกที่จะใช้วิธีทางการทูต โดยในเดือน ก.พ.2568 ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ไปเยือนกรุงวอชิงตันเพื่อพบกับสมาชิกสภาคองเกรสและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น การสวดมนต์เช้าแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ National Prayer Breakfast ต่อมาในปลายเดือน มี.ค.รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แนะนำให้ลดเกินดุลการค้าทวิภาคีของไทยลงครึ่งหนึ่งเป็น 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (7 แสนล้านบาท) นักการทูตไทยยังยื่นข้อเสนอให้เร่งการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตามความพยายามของตัวแทนไทยนั้นดูจะขัดแย้งกันเองกับกลยุทธ์ของรัฐบาลไทยที่เรียกร้องให้จีนสนับสนุนทางเศรษฐกิจ ด้วยการขยายการค้า การลงทุน และการส่งเสริมการท่องเที่ยว จีนเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศไทยและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุด แม้ว่าความกระตือรือร้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีนจะลดลงในตะวันตก แต่เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลไทยส่วนใหญ่ยังคงมั่นใจว่าจีนจะรักษาการเติบโตของ GDP ต่อปีไว้ที่ประมาณ 5% ทําให้พวกเขากระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐบาลจีนมากขึ้น

ยกตัวอย่างความพยายามของไทยที่ต้องการจะได้รับการสนับสนุนจากจีน เช่นกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยได้ไปเยือนจีนในเดือน พ.ย.2567 ได้ไปพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และให้คำสัญญาว่าจะเร่งการก่อสร้างทางรถไฟซึ่งจะดำเนินการโดยประเทศจีนเพื่อเชื่อมโยงลาวและภูมิภาคยูนนาน

ไม่กี่สัปดาห์หลังการเยือนจีนช่วงต้นปี รัฐบาลไทยได้เนรเทศกลุ่มชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังซินเจียง ซึ่งการกระทำนี้ส่งผลทำให้สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาประณามการเนรเทศ โดยนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนการดูถูกเขา เพราะเขาได้รับปากกับสภาคองเกรสว่าจะปกป้องชาวอุยกูร์ที่ถูกคุมขังในกรุงเทพฯ

ส่วนรัฐสภายุโรปได้ลงมติประณามการเนรเทศของไทยและเพิ่มข้อเรียกร้องให้ไทยเปลี่ยนแปลงกฎหมายพระบรมเดชานุภาพก่อนที่จะยกระดับการค้า

ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหาทางการค้าอื่น ๆ อีก อาทิ รัฐบาลในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยเสนอเงินอุดหนุนให้กับบริษัทจีนเข้ามาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยความคาดหวังว่าบริษัทจีนจะแบ่งปันทรัพย์สินทางปัญญาและช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในการผลิตรถยนต์ในเอเชียอีกครั้ง เนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยส่วนใหญ่พึ่งพาการจัดตั้งโรงงานของญี่ปุ่นและเกาหลีสําหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน ส่งผลทำให้ไทยปรับตัวเข้าสู่การรถยนต์ไฟฟ้าได้ไม่ดีนัก

ทว่าประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ของไทยจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากการขาดดุลการค้าของไทยกับจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจไทยหลายแห่งจึงเรียกร้องให้มีการคุ้มครองภัยจากสินค้าจีน ขณะที่สงครามการค้าใกล้เข้ามา ไทยก็ประสบปัญหากับคู่ค้ารายใหญ่ทั้งหมด เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน

ประเทศไทยอาจหวังที่จะปกป้องภาคส่วนการผลิตไทยด้วยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง โดยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนำมาซึ่งความสะดวกเพียงชั่วคราวในภาคเศรษฐกิจดั้งเดิมของไทย เช่น การท่องเที่ยว การผลิตที่ใช้ทักษะต่ำ และภาคการเกษตร ซึ่งภาคส่วนที่ว่ามานี้ต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากผู้บริโภค นักลงทุน ขณะที่ภาคส่วนเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงกว่าตอนนี้เผชิญกับภาวะสมองไหล

ปัจจุบันประเทศไทยกําลังพยายามเจรจาเพื่อลดภาษีโดยสัญญาว่าจะนําเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพดมากขึ้น เจ้าหน้าที่ไทยได้เน้นย้ำถึงการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ แต่สิ่งนี้แทบจะไม่ส่งผลต่อภาษีศุลกากรตามดุลทวิภาคี

เป้าหมายการค้าของวอชิงตันซึ่งมีต่อไทยตอนนี้ยังไม่ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายนี้อาจสอดคล้องกับความต้องการด้านการพัฒนาบางอย่างของไทยก็เป็นได้

วอชิงตันเรียกร้อง 'ความเป็นธรรม' สําหรับธุรกิจในสหรัฐฯ ในขณะที่ประเทศไทยต้องการให้มีการฝึกอบรบแรงงานที่ดีขึ้น มีการลงทุนที่มีคุณภาพสูงขึ้นและการแข่งขันทางธุรกิจที่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจมาพร้อมกับข้อจํากัดที่ผ่อนคลายสําหรับบุคคล บริษัท และผลิตภัณฑ์ต่างชาติในบางราย

อย่างไรก็ตาม อีกปัญหาสำคัญในไทยก็คือ นักลงทุนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันตกบางครั้งบ่นว่าการเปิดธุรกิจในจีนง่ายกว่าในประเทศไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อีกทั้งการบังคับใช้ภาษีศุลกากรของไทยนั้นเป็นไปตามโดยอำเภอใจและมีการทุจริตเกิดขึ้น

การนําเข้าอาหารจากต่างแดนของสหรัฐฯ อาจสามารถช่วยแก้ไขผลผลิตที่ต่ำ ปัญหาด้านแรงงาน และการปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเลวร้ายในภาคการเกษตรของไทย (ปัญหาการถางที่ดินในภาคการเกษตรของไทยทำให้ในต่างจังหวัด คุณภาพอากาศบางครั้งแย่กว่าที่กรุงปักกิ่ง) ก็เป็นได้

สิ่งที่นายทรัมป์ต้องการสำหรับการค้าก็คือความมี 'สมดุล' แม้ว่าคำว่าการดำเนินการอย่างเข้มงวดในด้านการค้าทวิภาคี คำนี้จะดูไม่สอดคล้องกับความจริงและดูไม่พึงปรารถนา แต่ถ้าหากไทยมีการเจรจาจนสามารถทำให้คนไทยได้ประโยชน์จากค่าแรงสูงขึ้น พัฒนาบริการสังคม เพิ่มการแข็งค่าสกุลเงิน และเพิ่มทุนการศึกษาของการศึกษาในต่างแดน ถ้าทำได้ทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็จะช่วยลดการเกินดุลการค้าของไทยลงได้

เรียบเรียงจาก: https://eastasiaforum.org/2025/04/26/us-trade-threats-leave-thailand-in-a-bind/

https://www.isranews.org/article/isranews-scoop/137593-isranews-TTTRPTRUMP.html


‘สิงคโปร์’ กำลังเปลี่ยนไป ไม่นานมานี้ รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มขยับเก็บภาษีจากคนรวยมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ ด้วยเหตุนี้ คนรวยระส่ำคิดย้ายประเทศ ?



นโยบายเก็บ ‘ภาษีคนรวย’ ในสิงคโปร์กำลังได้ผล? คนรวยระส่ำคิดย้ายประเทศ

29 เม.ย. 2568
Ayosiri
Workpoint Today

หนึ่งในประเทศที่เหล่ามหาเศรษฐีนิยมย้ายไปใช้ชีวิตมากที่สุดคือ ‘สิงคโปร์’ เพราะมีนโยบายภาษีที่เอื้อต่อการสะสมความมั่งคั่ง ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของเศรษฐีทั่วโลก แต่ไม่นานมานี้ รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มขยับเก็บภาษีจากคนรวยมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐีบางกลุ่มเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกรับภาระมากเกินไป

พูดง่ายๆ ว่า รายได้จากภาษีของพวกเขาถูกนำไปช่วยเหลือคนในประเทศมากกว่าที่รัฐบาลให้การสนับสนุนพวกเขาเอง

[ เศรษฐีจับตานโยบายใหม่รัฐบาลสิงคโปร์ อาจเก็บภาษีสูงเกินไป ]

ช่วงนี้เหล่าเศรษฐีกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะสิงคโปร์กำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในไม่กี่วันนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องพยายามรักษาความน่าสนใจในฐานะศูนย์กลางความมั่งคั่งระดับโลก ขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองเสียงเรียกร้องในประเทศที่ต้องการลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปรับขึ้นภาษีสำหรับคนมั่งคั่ง

ความกังวลในหมู่เศรษฐีเริ่มปรากฏชัด บางคนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ เช่น ย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่ดูไบหรืออาบูดาบี ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียก็เร่งโปรโมทนโยบายดึงดูดเศรษฐี ด้วยการส่งเสริมการตั้งกองทุนครอบครัว หรือที่เรียกกันว่า “Family Office”

สำหรับมาตรการภาษีใหม่ที่คนรวยต้องเจออัตราภาษีเงินได้สูงสุดขยับเป็น 24% ขึ้นภาษีอสังหาริมทรัพย์หรู และรถยนต์หรู เพิ่มอัตราอากรแสตมป์ (stamp duty) สำหรับชาวต่างชาติที่ซื้ออสังหาฯ เป็น 60% จากข้อมูลของ Henley & Partners ที่ผ่านมามีมหาเศรษฐีทั่วโลกย้ายเข้ามาอยู่ในสิงคโปร์ กว่า 3,500 คน มี family office ก่อตั้งอยู่มากกว่า 2,000 แห่ง

กระทั่งช่วงปลายปี 2023 ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวกับนักลงทุนว่า

“หากคุณอยากมาตั้งรกรากที่นี่ ต้องเคารพกฎกติกาและวัฒนธรรมของเรา หากคิดว่าทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร คุณสามารถนำเงินของคุณไปที่อื่นได้” คำพูดนี้คือการส่งสัญญาณชัดว่าถ้า จะย้ายมาสิงคโปร์ก็ต้องรับนโยบายภาษีให้ได้

ขณะที่ปัจจุบันเสียงสะท้อนจากมหาเศรษฐีในประเทศบางกลุ่มเริ่มรู้สึกว่าถูกเหมารวมกับนักลงทุนต่างชาติ โดยพวกเขามองว่าตัวเองมีส่วนช่วยเหลือสังคมสิงคโปร์มากกว่ากลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

มีรายงานข่าวออกมาว่า สมาชิกในแวดวงครอบครัวมหาเศรษฐีหลายราย เล่าว่า พวกเขากำลังพิจารณาทางเลือกใหม่ เช่น ย้ายไปอยู่ดูไบหรืออาบูดาบี หากถูกเก็บภาษีมากเกินไป และบางคนก็กำลังพยายามพูดคุยกับคนใกล้ชิดรัฐบาลเพื่อหาความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางบริหารมหาเศรษฐีของสิงคโปร์

แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีการย้ายฐานการเงินครั้งใหญ่ แต่ผู้จัดการกองทุนครอบครัว (family office) หลายรายยอมรับว่าลูกค้ารู้สึกไม่พอใจที่ภาษีถูกปรับเพิ่มขึ้น

[ เพิ่มภาษี = ลดความเหลื่อมล้ำในประเทศได้ดี ]

แต่ก็ต้องยอมรับว่านโยบายเพิ่มภาษีของสิงคโปร์จะได้ผลจริงๆ เพราะรัฐบาลยืนยันว่า ระบบภาษีที่ “ก้าวหน้า” ของประเทศ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้เป็นรูปธรรม ทั้งการเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์หรู การควบคุมราคาบ้านใหม่ให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ รวมถึงการแจกคูปองและเงินช่วยเหลือให้ครอบครัวรายได้กลางถึงต่ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำในเรื่อง “ทรัพย์สิน” ยังคงขยายกว้าง โดยข้อมูลจากธนาคาร UBS ชี้ว่า ในช่วง 15 ปี (จนถึงปี 2023) 
  • ทรัพย์สินเฉลี่ยของชาวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึง 116%
  • ขณะที่ทรัพย์สินกึ่งกลาง (median) กลับลดลง 2%
แปลว่า คนรวย รวยขึ้นมาก แต่คนทั่วไปไม่ได้มั่งคั่งขึ้นตามกันเท่าไร

ถึงอย่างนั้นก็มีสัญญาณบวกให้เห็นบ้าง เช่น รายได้เฉลี่ยของคนสิงคโปร์เพิ่มขึ้น และความเหลื่อมล้ำในแง่ “รายได้” (เฉพาะเงินเดือน) ก็อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี แต่ทว่าในชีวิตจริง คนสิงคโปร์จำนวนมากยังรู้สึกถึงแรงกดดันอยู่ดี เพราะเมื่อขับรถไปแถวย่าน Orchard ก็มีแต่รถสปอร์ตวิ่งเต็มไปหมด ยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกว่าตัวเอง “ควรมีมากกว่านี้”

ด้าน ‘David Black’ ซีอีโอ Blackbox Research ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า “แม้คนสิงคโปร์วันนี้จะรวยกว่ารุ่นพ่อแม่ แต่ความคาดหวังก็สูงขึ้นมากเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ค่าครองชีพในสิงคโปร์ก็ยังคงสูงลิ่ว แม้อัตราเงินเฟ้อจะลดลงจนอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี แต่สิงคโปร์ก็ยังติดอันดับเมืองที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกอยู่ดี เช่น รถ Toyota Corolla มีราคาทะลุ 200,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ราคาบ้านเอกชนพุ่งขึ้นเกือบ 30% ภายในระยะเวลาแค่ 4 ปี และแฟลต HDB (ที่อยู่อาศัยการเคหะสิงคโปร์) บางแห่งก็ขายต่อได้ในราคากว่า 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (25 ล้านบาท)

ในแง่นโยบาย นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ เลือกที่จะเลี่ยงขึ้นภาษีเพิ่มเติมในช่วงการบริหารประเทศช่วงต้นๆ ของตัวเอง แต่หันไปเน้นช่วยเหลือครัวเรือนรายได้กลางถึงต่ำแทน เช่น การแจกคูปองซูเปอร์มาร์เก็ต การคืนเงินค่าไฟ และการลดภาษีเงินได้สำหรับครอบครัวใหญ่ๆ เพื่อพยุงกำลังซื้อในช่วงค่าครองชีพสูง ขณะเดียวกันผู้นำประเทศก็พยายามสร้างภาพลักษณ์ติดดินให้คนสิงคโปร์เห็น

ทว่าการเปลี่ยนแนวคิดของคนในประเทศที่ยังยึดติดว่าความมั่งคั่งต้องมาพร้อมกับมาตรฐานความสำเร็จแบบ “5C” ที่ว่าต้องมี รถ คอนโด บัตรเครดิตวงเงินสูง สมาชิกคันทรีคลับ และเงินสด (Car, Condominium, Credit Card, Country Club, Cash) ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

สรุปว่า วันนี้ ความเหลื่อมล้ำในสิงคโปร์ไม่ใช่แค่เรื่องของรายได้หรือทรัพย์สินอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ความรู้สึกกลัวตกขบวน” (fear of missing out) มากกว่าความลำบากจริงๆ

ส่วนมหาเศรษฐีที่อยู่ในประเทศก็ยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ให้รอบคอบ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะประเทศไหนก็มีแต่ ‘วิกฤตเศรษฐี’ อยากจะย้ายออกจากประเทศกันเสียทั้งนั้น

ที่มา
https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-04-24/singapore-billionaires-unsettled-by-tax-rises-to-narrow-wealth-gap?srnd=homepage-asia&sref=LQZclhPm

https://workpointtoday.com/sin760595-2/



วันอังคาร, เมษายน 29, 2568

รัฐบาลชินวัตรเดินหน้าแจกเงินหมื่นเฟส ๓ ไม่แยแสศัตรูเก่าฟ้อง ปปช.ส่งศาล รธน.สั่งพ้นตำแหน่ง แม้ ปชน.ไม่เอาด้วย กลับโดนทักษิณหยามหมิ่น ‘สึ่งตึง’

รัฐบาลชินวัตรเดินหน้าแจกเงินหมื่นเฟส ๓ ซึ่งไม่แน่ว่าจะเป็น ดิจิทัลได้หรือยัง แต่ รมช.คลังก็ยืนยันว่าถึงอย่างไรแจกแน่ กลุ่มอายุ ๑๖-๒๐ ปี ๒.๗ ล้านคน ช่วงเดือนพฤษภา-มิถุนานี้เลย อาทิตย์หน้าจะเริ่มชงเข้า ครม.ไม่แยแสเสียงนกเสียงกา

ดังนั้นเมื่อถูกตั้งคำถามเรื่องกลุ่ม ชาญชัย อิสระฯ สมชาย แสวงฯ เจษฎ์ โทณะฯ และนิติธร ล้ำฯยื่นฟ้องต่อ ปปช.ไว้ในความผิด ม.๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญ กรณีปรับลดงบชำระหนี้ธนาคารรัฐ ๕ แห่ง ๓.๕ หมื่นล้านบาท ไปไว้ที่ งบกลาง เพื่อใช้แจกเงินหมื่น

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ตอบหน้าตายว่า “มั่นใจกระบวนการดึงงบฯ ๖๘ ถูกต้อง” นักข่าวยิงคำถามเดียวกันใส่ ภูมิธรรม เวชยชัย ว่าคนฟ้องเขาต้องการเอาผิด ให้ ปปช.ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นตำแหน่งกันทั้งยวง ตั้งแต่ ครม.ไปถึง ส.ส.-สว.ที่โหวตให้งบประมาณ ๖๘ ผ่าน

ทั่นรองฯ อ้วนบอก “ก็ให้ ปปช.เขาว่าไป” แคร์ซะที่ไหน ไม่ว่าฝ่ายคนฟ้องจะแจงยิบอย่างไร อ้างว่า “นี่ไม่ใช่เพียงตรวจสอบโครงการแจกเงิน แต่ให้เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยยังมีหลักการ ในการปกป้องอนาคตทางเศรษฐกิจอยู่หรือไม่”

เขาอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๔ ว่า “ถูกวางขึ้นอย่างละเอียดรัดกุม เพื่อห้าม ส.ส., กมธ., หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แก้ไข เปลี่ยนแปลงงบประมาณ โดยมิใช่ในทาง ลดหรือตัดทอน รายจ่ายที่เป็นหนี้” เงินกู้ ทั้งต้นและดอกเบี้ย

The Publisher สิ่งพิมพ์ออนไลน์ เขียนถึงเรื่องนี้ว่า ม.๑๔๔ “เขียนขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลใดเอาเงินที่ต้องใช้หนี้ ไปแจกเพื่อหวังคะแนนเสียงระยะสั้น หากยอมให้ทำได้นอกจากทำลายวินัยการคลัง ยังเปิดช่องให้อนาคตไทยต้องกู้ซ้ำ หนี้พอก ดอกเบี้ยบาน”

ซ้ำย้ำด้วยว่า นี่ “ไม่ใช่เรื่องของนิติสงคราม แต่คือกรรมที่เกิดจากการเลือกใช้อำนาจผิดทางของตัวเอง...ไม่ใช่ไล่ล่า แต่ทำผิด คาตาก็ต้องชดใช้ เขาว่างบชำระหนี้ที่โยกไป ๓๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นจุดตายของทั้งรัฐบาลเศรษฐาและแพทองธาร

“ต้องพ้นตำแหน่ง” กันระนาว ส.ส. ๓๐๙ คน สว.๑๗๕ คน กรรมาธิการงบประมาณอีก ๗๒ คน ที่โหวตผ่านงบประมาณ ๒๕๖๘ วาระสองและสาม แต่เรื่องอย่างนี้ทักษิณยิ่งไม่ยี่หระกว่าใคร ไปหาเสียงเชียงใหม่ ไม่เอ่ยถึงสักคำ

กลับกระทบกระแทกแดกดันหัวหน้าพรรคประชาชนว่า จะเอาแต่เรื่อง ๑๑๒ ไม่มีเพื่อน จึงตั้งรัฐบาลไม่ได้ ซ้ำร้ายหยามหมิ่นหัวหน้าพรรคของเขาว่า สึ่งตึงเสียอีก น่าเห็นใจพวกพรรคประชาชนตรงที่ ทั้งๆ ไม่ยอมร่วมหอลงโรงกับพวกร้อง ปปช.

ก็ยังไม่พ้นโดน เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส “ข้องใจ” เสียอีกว่า ไปฮั้วกับพรรคเพื่อไทย

(https://www.thai-tai.tv/news/18358/, https://thepublisherth.com/16162-2/ และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/1109407117894449/) 

คลิปจาก Bhutan Broadcasting Service การเยือนราช​อาณาจักร​ภูฏาน​ ของ ร.10 และราชินีสุทิดา ก่อนเดินทางกลับไทย


𝗧𝗵𝗲𝗶𝗿 𝗠𝗮𝗷𝗲𝘀𝘁𝗶𝗲𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗞𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗤𝘂𝗲𝗲𝗻 𝗼𝗳 𝗧𝗵𝗮𝗶𝗹𝗮𝗻𝗱 𝗰𝗼𝗻𝗰𝗹𝘂𝗱𝗲𝗱 𝗮 𝗵𝗶𝘀𝘁𝗼𝗿𝗶𝗰 𝗳𝗼𝘂𝗿-𝗱𝗮𝘆 𝗦𝘁𝗮𝘁𝗲 𝗩𝗶𝘀𝗶𝘁 𝘁𝗼 𝗕𝗵𝘂𝘁𝗮𝗻.

Bhutan Broadcasting Service

Apr 28, 2025

𝗧𝗵𝗲𝗶𝗿 𝗠𝗮𝗷𝗲𝘀𝘁𝗶𝗲𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗞𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗤𝘂𝗲𝗲𝗻 𝗼𝗳 𝗧𝗵𝗮𝗶𝗹𝗮𝗻𝗱 𝗰𝗼𝗻𝗰𝗹𝘂𝗱𝗲𝗱 𝗮 𝗵𝗶𝘀𝘁𝗼𝗿𝗶𝗰 𝗳𝗼𝘂𝗿-𝗱𝗮𝘆 𝗦𝘁𝗮𝘁𝗲 𝗩𝗶𝘀𝗶𝘁 𝘁𝗼 𝗕𝗵𝘂𝘁𝗮𝗻, 𝗮𝗻𝗱 𝗱𝗲𝗽𝗮𝗿𝘁𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗰𝗼𝘂𝗻𝘁𝗿𝘆 𝗮𝗯𝗼𝗮𝗿𝗱 𝗮 𝘀𝗽𝗲𝗰𝗶𝗮𝗹 𝗥𝗼𝘆𝗮𝗹 𝗧𝗵𝗮𝗶 𝗔𝗶𝗿 𝗙𝗼𝗿𝗰𝗲 𝗳𝗹𝗶𝗴𝗵𝘁 𝘁𝗼 𝗕𝗮𝗻𝗴𝗸𝗼𝗸 𝘁𝗵𝗶𝘀 𝗮𝗳𝘁𝗲𝗿𝗻𝗼𝗼𝗻. 𝗧𝗵𝗲 𝗥𝗼𝘆𝗮𝗹 𝗩𝗶𝘀𝗶𝘁, 𝘄𝗵𝗶𝗰𝗵 𝘄𝗮𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝘃𝗲𝗿𝘆 𝗳𝗶𝗿𝘀𝘁 𝗦𝘁𝗮𝘁𝗲 𝗩𝗶𝘀𝗶𝘁 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗞𝗶𝗻𝗴 𝗼𝗳 𝗧𝗵𝗮𝗶𝗹𝗮𝗻𝗱, 𝗵𝗼𝗹𝗱𝘀 𝘀𝗽𝗲𝗰𝗶𝗮𝗹 𝘀𝗶𝗴𝗻𝗶𝗳𝗶𝗰𝗮𝗻𝗰𝗲 𝗳𝗼𝗿 𝗯𝗼𝘁𝗵 𝗞𝗶𝗻𝗴𝗱𝗼𝗺𝘀. 𝗧𝗵𝗲𝗶𝗿 𝗠𝗮𝗷𝗲𝘀𝘁𝗶𝗲𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗗𝗿𝘂𝗸 𝗚𝘆𝗮𝗹𝗽𝗼 𝗮𝗻𝗱 𝗚𝘆𝗮𝗹𝘁𝘀𝘂𝗲𝗻 𝘃𝗶𝘀𝗶𝘁𝗲𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗔𝗶𝗿𝗽𝗼𝗿𝘁 𝘁𝗼 𝗽𝗲𝗿𝘀𝗼𝗻𝗮𝗹𝗹𝘆 𝘀𝗲𝗲 𝗼𝗳𝗳 𝗧𝗵𝗲𝗶𝗿 𝗠𝗮𝗷𝗲𝘀𝘁𝗶𝗲𝘀 𝘁𝗵𝗲 𝗞𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗤𝘂𝗲𝗲𝗻 𝗼𝗳 𝗧𝗵𝗮𝗶𝗹𝗮𝗻𝗱.

https://www.youtube.com/watch?v=P7iznMECOn8
.....

ภาพอนุทิน นาทีที่ 2.11




แชร์อีกภาพ รองนายกฯอนุทิน ทำหน้ารัฐมนตรีเกียรติยศ (ถือกระเป๋า) ติดตาม ร.10 และ ราชินีสุทิดา ขณะเยือนราช​อาณาจักร​ภูฏาน​


ภาพจาก Nithiwat Wannasiri
https://www.facebook.com/photo?fbid=9576232979128986&set=a.152292684856443


ข้างหลังภาพ ‘ภูฏาน’ ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่กวาดล้างชาติพันธุ์ ขังลืมนักโทษการเมือง


ข้างหลังภาพ ‘ภูฏาน’ ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก แต่กวาดล้างชาติพันธุ์ ขังลืมนักโทษการเมือง

May 9, 2023
อัยย์ลดา แซ่โค้ว
The Momentum

‘ภูฏาน’ ดินแดนที่หลายคนมักขนานนามว่า ‘ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก’ เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก (Jigme Singye Wangchuck) พระราชบิดากษัตริย์องค์ปัจจุบัน จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก (Jigme Khesar Namgyel Wangchuck) มีนโยบายสร้างความสุขให้กับคนในชาติ โดยใช้ค่า ‘GNH’ (Gross National Happiness) หรือดัชนีมวลรวมแห่งความสุข เป็นตัวชี้วัดด้านการพัฒนาประเทศ แทนการใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอย่าง ‘GDP’ (Gross Domestic Product) ซึ่งกลายเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในรัฐธรรมนูญภูฏานนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

แต่ใครจะรู้ว่า ข้างหลังภาพประเทศแห่งความสุขนี้ ยังมีเรื่องราวที่ถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในและนักโทษทางการเมือง ในอดีต ดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้เคยสร้างจำนวนผู้ลี้ภัยมากที่สุดในเอเชียใต้ในช่วงทศวรรษ 1990

ฮิวแมนไรต์วอตช์ (Human Rights Watch) เปิดเผยสถานการณ์น่าเป็นห่วงของภูฏาน หลังมีรายงานว่า นักโทษทางการเมืองอย่างน้อย 37 คน ถูกคุมขังในข้อหาก่ออาชญากรรมทางการเมืองต่อรัฐ อีกทั้งมีเรื่องราวการใช้ความรุนแรงกับเหล่านักโทษโหดร้ายเกินความเป็นมนุษย์

“การทรมานร่างกายนั้นไร้ความปรานีมาก เราจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกเหนือจากการปรากฏตัวต่อศาลตามคำเรียกร้อง และถ้อยแถลงของพวกเขา (กองกำลังความมั่นคง)” นักโทษการเมืองคนแรกอธิบาย

“พวกเขาจะทุบตีเรา เราจึงสารภาพ ทั้งที่มันไม่ใช่ความจริง” นักโทษการเมืองคนที่สองเผยความในใจ

ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม: การกวาดล้างชาติพันธุ์ (Ethnic Cleansing) และกระบวนการทำให้เป็น ‘ภูฏาน’ โดยชนชั้นนำและรัฐบาล

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด สืบเนื่องจากปัญหาทางการเมืองตั้งแต่อดีต ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความเกลียดชังของชนชั้นนำประเทศและพลเมืองส่วนใหญ่ของภูฏานที่เรียกว่ากลุ่ม ‘งาล็อบ’ (Ngalop) ต่อชนพื้นเมืองเชื้อสายเนปาล หรือกลุ่ม ‘โลตชัมพา’ (Lhotsampa)

ทางการมองว่า โลตชัมพาเป็นภัยคุกคามของประเทศ กลืนกินเอกลักษณ์ ภาษาและวัฒนธรรมของชาติ โดยกล่าวหาว่า กลุ่มชาติพันธุ์นี้เป็นผู้มาใหม่ ไม่ใช่ชนพื้นเมืองดั้งเดิมในอดีต แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ระบุว่า พวกเขาเป็นหนึ่งในชนพื้นเมืองของภูฏานนับตั้งแต่ทศวรรษ 1600 เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์ ‘เนวาร์’ (Newar) แห่งเนปาล เดินทางมาสร้างสถูปในภูฏาน และตั้งรกรากในดินแดนตอนใต้ของประเทศ จนได้รับชื่อใหม่ว่า โลตชัมพา แปลว่ากลุ่มผู้คนจากทางใต้

รัฐบาลภายใต้ระบอบราชาธิปไตยจึงกวาดล้างกลุ่มชนพื้นเมืองนี้ โดยใช้กลยุทธ์ทางกฎหมายและการเมืองผสมผสานด้วยกระบวนการ ‘ทำให้เป็นภูฏาน’ (Bhutanization) นับตั้งแต่การออกกฎหมายสัญชาติพลเมือง กำหนดให้ผู้คนที่อาศัยในประเทศก่อนปี 1958 เท่านั้น จึงจะเป็นพลเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะชาวโลตชัมพาส่วนใหญ่ได้รับสัญชาติในปี 1958 ขึ้นไป

รวมถึงอดีตกษัตริย์จิกมีนำนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ หนึ่งพลเมือง’ (One Nation, One People) เพื่อกีดกันชนพื้นเมืองไม่ให้ใช้ภาษาอื่น นอกจากภาษาภูฏานเป็นหลัก และห้ามพวกเขาสวมใส่ชุดประจำชาติของตนเอง เหล่านี้ทำให้กลุ่มโลตชัมพาไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ชาวโลตชัมพากว่า 1 แสนคน เริ่มหนีออกจากประเทศในปี 1988 หลายคนอ้างว่ารัฐบาลภูฏานบังคับ หลังจากพวกเขาถูกตราหน้าว่า เป็นคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ต้องเผชิญกับความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติทางชาติพันธุ์จากกองกำลังทหาร

แต่สถานการณ์รุนแรงที่สุดในช่วงทศวรรษ 1990 คือการที่รัฐบาลพยายามปราบปรามกิจกรรมทางการเมือง เช่น การเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีความหมายถึงการต่อต้านและทรยศต่อชาติ อีกทั้งเกิดการใช้ความรุนแรงต่อชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ภูฏานตามมายาคติ ผู้คนนับพันถูกจับกุม ทรมาน สังหาร หรือได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต

“รัฐบาลขับไล่ผู้คนเป็นจำนวนมาก พวกเขาเกือบทั้งหมดลงนามในแบบฟอร์มการย้ายถิ่นฐานโดยสมัครใจ ก่อนเดินทางออกจากประเทศ ทางการยังยึดเอกสารของประชาชนที่สามารถพิสูจน์สัญชาติภูฏานได้ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่สามารถกลับมาได้อีกในอนาคต” รายงานบางส่วนจากกลยุทธ์กวาดล้างชาติพันธุ์ของรัฐบาลภูฏานในเวลาดังกล่าว


ผู้ลี้ภัยกับพาสปอร์ตภูฏาน (ที่มา: Wikimedia Commons/ Alemaugil)

นักโทษทางการเมืองในปัจจุบัน: มรดกจากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ของรัฐบาลภูฏาน

แม้เรื่องราวดังกล่าวจะผ่านไปถึง 2 ทศวรรษ ผู้ลี้ภัยนับแสนรายได้รับการช่วยเหลือและตั้งรกรากในดินแดนต่างๆ สำเร็จ แต่ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก คือกลุ่มผู้คนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งฮิวแมนไรต์วอตช์เผยว่า ภูฏานมีนักโทษทางการเมืองถูกคุมขังยาวนาน โดยที่ไม่มีโอกาสรอการลงอาญาตั้งแต่ปี 1990

นักโทษทางการเมืองประกอบด้วยอดีตทหาร 8 นายของกองทัพภูฏานที่พูดภาษาเนปาลได้ พวกเขาถูกกล่าวหาว่า เข้าร่วมการประท้วงในคุกลับอันห่างไกลที่ใช้สำหรับขังอดีตข้าราชการในข้อหากบฏ รวมถึงกลุ่มชาวโลตชัมพาอีก 15 คน ถูกจองจำนับตั้งแต่ปี 2008 และ 2012 กลุ่มคนเหล่านี้เคยเป็นผู้ที่หนีออกจากภูฏานตั้งแต่วัยเด็กพร้อมครอบครัว แต่กลับมายังที่นี่ เพื่อรณรงค์ ‘สิทธิในการกลับประเทศ’ ที่เสนอโดยพรรคคอมมิวนิสต์ภูฏาน

พวกเขาถูกจับได้ไม่นานหลังจากมาถึงในข้อหากบฏ ซึ่งมีหลักฐานคือการพกพาอาวุธขนาดเล็กและเอกสารทางการเมือง อัยการให้เหตุผลว่า เพราะครอบครัวของพวกเขาหนีไปตั้งแต่ยังเป็นเด็ก นั่นหมายถึงการละทิ้งประเทศและเป็นศัตรูของภูฏานไปโดยปริยาย

นอกจากนั้น ยังมีนักโทษทางการเมือง 5 คนที่เรียกว่า ‘ซาร์ชอป’ (Sarchops) มีความหมายว่าชาวตะวันออก ได้แก่ ชาย 4 คน กับหญิง 1 คน ถูกคุมขังด้วยข้อหาเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองต้องห้าม คือพรรคดรุกคองเกรสแห่งชาติ (Druk National Congress) เพราะเรียกร้องประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentary System) และสิทธิมนุษยชนในช่วงปี 1990

“เขาถูกทรมานโดยกองทัพ (…) พวกเขา (นักโทษ) ถูกเฆี่ยนตีและเผา ตอนที่ฉันพบเขา เขาเศร้ามากนะ น้ำตาเต็มใบหน้าเขาไปหมดเลย” พี่สาวของนักโทษคนหนึ่งซึ่งถูกจับกุมในปี 2008 และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตกล่าว

“คุณต้องอยู่กับเราต่อ ส่วนพวกเขา (ฮิวแมนไรต์วอตช์) จะกลับพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้น คิดให้ดีก่อนจะพูดอะไร” นักโทษทางการเมืองนิรนามบอกเล่าเรื่องระหว่างเขากับผู้คุม หลังจากเขาคิดจะเล่าเรื่องราวอันโหดร้ายให้เจ้าหน้าที่ภายนอกฟัง

กระบวนการยุติธรรมของภูฏานมีข้อกังขาจากหน่วยงานพิทักษ์สิทธิมนุษยชนอย่างมาก ผู้ต้องหาไม่สามารถมีทนายแก้ต่างในการพิจารณาคดี และไม่มีโอกาสถูกปล่อยตัว แม้ว่าจะมีชีวิตก็ตาม ยกเว้นแต่จะได้รับการนิรโทษกรรม และนำการพิพากษาโทษมาพิจารณาใหม่

อีกทั้ง คนภายนอกยังไม่รู้เลยว่า นักโทษถูกห้ามไม่ให้ใช้โทรศัพท์เพื่อติดต่อ และไม่สามารถส่งจดหมายไปยังครอบครัวของพวกเขาในดินแดนใหม่ องค์กรสิทธิมนุษยชนชี้ว่า สิ่งนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับตัวนักโทษและคนที่รักเป็นอย่างมาก

ฮิวแมนไรต์วอตช์ทิ้งท้ายว่า ภูฏานควรปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพิจารณาถึง ‘หลักความเมตตา’ ตามศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติของภูฏาน รวมถึงกษัตริย์จิกมีองค์ปัจจุบันมีอำนาจพิเศษในการปล่อยตัวนักโทษเหล่านี้ ดังที่จิกมี พระราชบิดา เคยนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองจำนวน 40 คนในปี 1999 นั่นเอง

อ้างอิง

https://blogs.adb.org/blog/your-questions-answered-what-bhutan-s-gross-national-happiness-index

https://thediplomat.com/2016/09/bhutans-dark-secret-the-lhotshampa-expulsion/

https://www.typeinvestigations.org/investigation/2009/04/19/nepalese-minority-poses-problem-bhutan/

https://www.hrw.org/news/2023/03/23/bhutans-long-serving-political-prisoners-should-be-released

Tags: จิกมี, การขังลืม, การเมืองภูฏาน, เนปาล, โลตชัมพา, การเมืองระหว่างประเทศ, สิทธิมนุษยชน, ภูฏาน, Human Rights Watch, Ethnic Cleansing, นักโทษทางการเมือง, การกวาดล้างชาติพันธุ์

https://themomentum.co/report-bhutan-regime-political-prisoners/
.....





https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid05dZ9RhnsUWPKwWffdFo3GMzk3B7AfHuBLas4mqPTY3dtafNTZZhBfmJRdj8q3jZRl&id=100004708576942
Eakapop Luara is with Gopal Poudyel Latte.
May 2, 2021
·
สองครอบครัวผู้ลี้ภัยมาเจอกันอีกครั้ง
ผู้ลี้ภัยไทย หนีลี้ภัยจากราชวงศ์จักรี(ผมและภรรยา)
ผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน หนีลี้ภัยจากราชวงศ์วังชุก(ครอบครัวคุณโกปอล)
หลังจากที่ผมพาครอบครัวไปล่องเรือกลไฟเสร็จช่วงบ่าย ยังพอมีเวลาเหลือในช่วงค่ำ ก็แวะกันไปเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าที่ลี้ภัยมาในรุ่นเดียวกัน(ในช่วงปี2014) ตอนที่ผมมาNZในปีนั้น ครอบครัวของGopalก็ลงเครื่องมาพร้อมกันที่สนามบินAucklandที่เดียวกับผมและแฟนครับ
ครอบครัวของโกปอล ลี้ภัยหนีตายจากภูฏานเข้าไปสู่เนปาลเพื่อรอสถานะผู้ลี้ภัยในการไปประเทศที่สาม
ผมเองก็เช่นกันลี้ภัยหนีตายจากไทยเข้ากัมพูชาเพื่อรอไปประเทศที่สาม
ที่เราสองครอบครัวสนิทกันมากๆเพราะเราเจออะไรที่คล้ายๆกัน มาถึงค่ายผู้อพยพในวันและเวลาในปีเดียวกัน และพวกเราเริ่มตั้นต้นจากศูนย์สร้างเนื้อสร้างตัวกันใหม่ในNZไปพร้อมๆกัน แต่พอต่างคนต่างตั้งตัวกันได้มีบ้านมีรถมีงานการทำที่มั่นคง ส่วนมากก็จะไปอยู่ตามเมืองอื่นๆที่เราชอบ นานๆจะมาเจอกันสักครั้ง แต่ครั้งนี้เขามีสมาชิกใหม่เป็นลูกสาวพึ่งคลอด น่ารักเชียว
นี่ก็เป็นเรื่องราวที่ชีวิตของผู้ลี้ภัยจากทั่วทุกมุมโลกที่ได้มาเจอกันในประเทศใหม่ที่ให้เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ครอบครัวผมและครอบครัวของโกปอล ตั้งแต่ต้นทางที่โหดร้ายและปลายทางที่สวยงาม มีสิ่งที่พวกเรามีเหมือนกันก็คือ ลูกๆของพวกเราถือสัญชาติNZ100%(โดยกำเนิดเพราะเกิดที่นี่)และความสุขนี้จะอยู่จนวันที่พวกเราสิ้นลมในผืนดินของNZขอบคุณครับ
#ชีวิตผู้ลี้ภัย
#ชีวิตนอกร่มพระบารมี



ถ้าเห็นใครใส่นาฬิกาหรู อย่าคิดว่า เค้ายืมเพื่อนกันไปหมดสิครับ แฟนซื้อให้ก็มีเยอะนะ


.....

.....

วิวาทะ V2
12 hours ago
·
"ถือโอกาสโฆษณาเลยนะครับ ให้โรมเป็นพรีเซนเตอร์ไหม"
- มิตรฯ
https://www.facebook.com/share/r/181nqrr3ok/
...
Seiko Club by Seiko Thailand
Yesterday
·
อุ๊ย!..ผมเองครับน้องโก้ บุคคลในข่าว..ไม่กล้าไปโหน..แต่ขอแสดงตัวเพื่อไม่ให้สับสน ในนี้แทนนะครับ
Seiko Prospex 1968 Heritage Diver’s GMT นาฬิกาที่แสดงเวลาได้สองประเทศ มาพร้อมกลไกการทำงาน 6R54 สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 3 วันหรือ (72 ชม.) หน้าปัดและขอบตัวเรือนเซรามิก พร้อมประสิทธิภาพในการดำน้ำลึกได้ถึงระดับ 200 เมตร ภายใต้รหัส SPB383J สนนราคา 70,500 บาท พบเจอตัวจริงได้ที่เคาท์เตอร์ไซโกครับผม




ปัญหาโรงเหล็กจีนคุณภาพต่ำ ที่ถล่มตลาดเหล็กไทยผ่านมาตลอด 10 ปี จะทำให้วงการเหล็กไทย ล้าหลังจากนานาชาติไป 15 ปี ...เป็นอย่างต่ำ คนขายเหล็กก่อสร้าง จะมาเล่าให้ฟัง

ภาพจาก พันทิป

Anuchat Panomchokpisal
14 hours ago
·
ปัญหาโรงเหล็กจีนคุณภาพต่ำ ที่ถล่มตลาดเหล็กไทยผ่านมาตลอด 10 ปี
จะทำให้วงการเหล็กไทย ล้าหลังจากนานาชาติไป 15 ปี ...เป็นอย่างต่ำ
มาๆ กุจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ
"มีเหล็กเส้น ข้ออ้อย ที่ผลิตด้วยเตาหลอม EF ไหมครับ ?"
เป็นสิ่งที่ลูกค้ากุถามกันแทบทุกวันเลยช่วงนี้
คำตอบคือ "ไม่มีครับ ...ยังไม่มีครับ ...พยายามเอามาขายให้ไวที่สุดอยู่เหมือนกันครับ"
เพราะก่อนหน้านี้ เหล็กเส้นข้ออ้อยส่วนใหญ่ ที่ใช้งานทั่วไปในไทย เป็นเหล็กเตาหลอม IF ทั้งนั้น
...ไม่มีร้านไหนเอาเหล็ก EF มาขายหร้อก เพราะใบมอก.แม่งก็เหมือนกัน คุณภาพก็ผ่าน แต่ EF ดันแพงกว่ามาก ให้ฟิลเหมือนของแบรนด์หรูขึ้นห้างแล้วอัพราคา
แต่ตอนนี้ทุกร้านเหล็กพยายามแย่งสั่งสต็อคแบบ EF กันหมด หลังจากข่าวตึกสตง. โรงเหล็ก SKY และการเปิดโปงขบวนการโรงเหล็กจีนถล่มไทย ที่สร้างความตื่นรู้เรื่องเหล็กให้กับผู้ใช้คนไทย หรือแม้แต่ตัวร้านเหล็กเอง อย่างกว้างขวาง
[** ง่ายๆ เตา IF คือ หลอมด้วยความร้อน(แบบดั่งเดิม) // เตา EF คือ หลอมด้วยไฟฟ้าเหนี่ยวนำ
- IF ทำลายสิ่งแวดล้อมกว่า ควบคุมคุณภาพเหล็กที่ผลิตมาได้น้อยกว่า ...แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเหล็กจะห่วย ถ้าสมอ.ตรวจดีๆก็ผ่าน มอก.ได้ (เพราะกฎหมายไทยยังไม่แยก มอก.เหล็กIF กับ มอก.เหล็กEF แต่ประเทศอื่นแยกมาตรฐานกันนานแล้ว)
- EF ดีกว่าในทุกทาง ควบคุมคุณภาพเหล็กได้สม่ำเสมอ ไม่สร้างมลพิษ แต่ต้นทุนแพงกว่า]
อ่าห้ะ ...
เตาหลอม IF คือสิ่งที่รัฐบาลจีน "แบน" จากประเทศตัวเองเมื่อปี 2560 แต่ประกาศล่วงหน้าหลายปีให้คนจีนเองเตรียมตัวก่อน
แต่โชคร้ายสำหรับเรา ..รัฐบาลไทยตอนนั้นที่เราทราบกันดีว่า บังเอิ๊ญบังเอิญ คือรัฐบาลทหารที่เข้ายึดอำนาจพอดี
ในขณะที่นานาประเทศพร้อมใจกันประกาศ "แบนเตาหลอม IF ไปพร้อมๆพี่จีน" หรือ "ออกกฎหมายห้ามตั้งโรงงานหลอมเหล็กใหม่ 5 ปี" เพื่อป้องกันไม่ให้เตาหลอม IF เก่าๆโทรมๆจากจีน ย้ายมาถล่มโรงเหล็กประเทศตัวเอง
ร้าบานทหารกลับไป "เชื้อเชิญ" ให้จีนเอาเตาหลอม มาตั้งโรงงานในไทย (อ้างอิงจากข่าววันก่อน ที่ทนายโรงงาน SKY บอกว่าตอนนั้นไทยเป็นฝ่ายออกตัวเชิญให้มาลงทุน)
ทำให้โรงเหล็กเตา IF จากจีนแห่ย้ายมาที่ไทยตั้งแต่ช่วง 2557-2559 จำนวนมาก
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ก็มีโรงหลอมเหล็กไทยแท้หลายโรง ที่แต่เดิมเป็นเตา IF ดำเนินธุรกิจมาครึ่งศตวรรษ
ดันเกิดอยากตามเทรนด์โลก ลงทุนหลายพันล้าน เปลี่ยนเตาหลอมเป็นแบบ EF
ผลคือ เจ๊ง !
จะเหลือเรอะ 55555555
ผลิตเหล็ก EF มาขาย ราคาแม่งก็สูง knowhowก็ยังไม่ค่อยมี ร้าบานก็ไม่ช่วยเหลือ ไม่แม้แต่จะปกป้องโรงเหล็กคนไทยเองจากเสือสิงกระทิงแรดแผ่นดินจีน
เอาจริงโรงเหล็กไทยแท้ที่เป็นเตา IF เองยังเจ๊งเลย เพราะโรงเหล็กจีนที่เข้ามามันถล่มราคาหนักมาก
ไม่นับรวมที่นำเข้าเป็นเหล็กรูปพรรณสำเร็จมาจากโรงงานที่จีน ก็ถมถุยให้เละไปอีก
แม่งบดขยี้ตลาดเหล็กไทยแบบยับเยิน ต้นน้ำ supply chain เสียหายหนักมาก
โรงที่เจ๊งไปแล้วก็คือจบไป โรงที่ยังเหลืออยู่ก็ไม่รู้มีกำลังผลิตมากแค่ไหน หรือจะกลายเป็นวงการผูกขาดแล้วเป็นปัญหาคาราคาซังในอนาคตอีก
แล้วตอนนี้เห็น รมว.อุตฯ คุณเอกนัฏ ออกมาบอกว่าจะสั่งแบนเตาหลอม IF ใน 1 เดือน
โอโห ..ในแง่นึงมันฟังดูดีครับ ยังไงเสียมันก็ต้องแบนแหละ เตา IF น่ะ
แต่สภาพตอนนี้ในวงการเหล็ก แม่งคือกลียุคขนาดย่อมๆเลย 55555555555
ประกาศกะทันหัน เล่นใช้ยาแรงฉีดคีโมเบอร์นี้
จะเอาเตาหลอม EF ไหนมาผลิต ???
ก็ในเมื่อโรงเหล็กที่มีเตาแม่งเจ๊งไปเกือบหมดแล้วไง แถมเสือกเจ๊งเพราะฝีมือพวกท่านนั่นล่ะครับ
แล้วต่อให้ผ่านพ้นช่วงวุ่นวายนี้ไป ปัญหาที่ยังคงหลอกหลอนวงการเหล็กไทยอยู่ก็คือ ความสามารถในการแข่งขันของโรงผลิตเหล็กไทย
เหล็กไทยเคยมีชื่อเสียง มีคุณภาพสูงมากนะครับ สูงกว่า JIS ของญี่ปุ่น สูงเท่าเทียมเกรดของเยอรมัน
แต่ตอนนี้เราเหลือความสามารถแค่ไหน ?? เรายังส่งออกเหล็กได้แค่ไหน ??
ภาพลักษณ์ในสายตานานาประเทศ เราจะเหลืออะไร ???
ในเมื่อเราเพิ่งมีความพยายามจะแบนเตาหลอม IF ทั้งๆที่ประเทศอื่นเขาแบนมาจะสิบปีแล้ว
หลังจากนี้เราต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ ถึงจะชดเชย "ทศวรรษแห่งความเสื่อมถอย" ที่รัฐบาลทหารทิ้งไว้
เราตามหลังประเทศอื่นๆไม่ใช่แค่ 10ปี แต่นับไปถึงอนาคตอีกเป็น 10ปี ที่ต้องสร้าง infrastructure ที่เจ๊งไปแล้วขึ้นมาใหม่ สั่งสมknowhowให้ผลิตได้เก่ง สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าของไทย สร้างมาตรฐานที่น่าเชื่อถือกลับสู่ตรา มอก.
กุไม่รู้จริงๆ ว่าความฉิบหายที่เกิดขึ้นกับวงการเหล็ก
มีพวกพ้องรัฐบาลทหารคนไหนร่ำรวยมั่งคั่งบ้าง และได้มากกี่ร้อยล้านกี่พันล้าน
แต่บาปกรรมที่ตกสู่คนไทยรุ่นหลัง ที่ต้องรับกรรมอย่างยาวนานต่อเนื่อง หรือเป็นไปได้สูงที่เราอาจไม่สามารถกลับมายืนในจุดเดิมที่เคยเป็นประเทศผู้นำด้านต่างๆได้อีกเลย
เราล้าหลังและพ่ายแพ้ เป็นได้เพียงประเทศกำลังพัฒนาตลอดชั่วลูกหลาน
"คิดถึงลุงตู่" ให้เยอะๆแล้วกัน
ปล. สำหรับคนที่อยากดีเฟ้นด์ว่าร้าบานนั้นอาจจะแค่โง่ ไม่รู้เรื่องหรือเปล่า ...ลองย้อนเซิร์จได้ครับว่าสมาคมผู้ผลิตเหล็กไทยมีความพยายามส่งหนังสือแจ้งปัญหาเรื่องนี้ ขอความช่วยเหลือ และแนะแนวทางให้ออกกฎหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย "ตลอดมา" ..แต่ก็ไม่มี หรือมีก็เตะถ่วงช้ามาก ช้าจนดูตั้งใจ
ปลล. เนื่องจากถูกแชร์เยอะ ขอแก้ไขข้อความให้รุนแรงน้อยลงเพื่อลดความไม่สบายใจของคนอ่าน

https://www.facebook.com/sierrakung/posts/10234106911027382



คลิป นิรโทษกรรมประชาชน — เส้นทางสิทธิมนุษยชนเพื่ออนาคตของประเทศไทย


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
April 22
·
นิรโทษกรรมประชาชน — เส้นทางสิทธิมนุษยชนเพื่ออนาคตของประเทศไทย
.
.

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน was live.
10 hours ago
·
เริ่มแล้วตอนนี้ ! งานนิรโทษกรรมประชาชน — เส้นทางสิทธิมนุษยชน เพื่ออนาคตของประเทศไทย
.
.
ประเทศไทยกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 มีประชาชนกว่า 5,000 คนถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการชุมนุมในปี 2563 ที่มีเยาวชนจำนวนมากถูกฟ้องในคดีการเมือง และหลังจากที่ประเทศไทยมีรัฐบาลพลเรือนแล้ว แต่การดำเนินคดียังไม่สิ้นสุด
.
ในบริบทนี้ ร่างพรบนิรโทษกรรมที่เสนอโดยภาคประชาสังคม ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูความยุติธรรมและนำสู่การปรองดอง โดยมีเสียงสนับสนุนจากนานาชาติที่เรียกร้องให้ไทยเคารพสิทธิมนุษยชน
.
มาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมเสวนาด้วยกัน ในประเด็นนิรโทษกรรมที่จะมีผลกับอนาคตของประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
.
ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่
.
อัครชัย ชัยมณีการเกษ หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ระหว่างประเทศ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
เมลิญณ์ สุพิชชา นักกิจกรรม และผู้ลี้ภัยจากการถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
ผศ.ดร เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
.
.
วันจันทร์ที่ 28 เมษายน 2568
เวลา 17.00 – 20.00 น.
สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT)

https://www.facebook.com/watch/?v=1179136996851167


28 เมษา 68 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 10 วัน “สายน้ำ” “ตะวัน” และพวกรวม 9 คน คดีชุมนุม #Saveหยก ที่หน้า สน.สำราญราษฎร์ เมื่อ 10 พ.ค. 66 ต่อมา 16.17 น.ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งแปด ยกเว้น แบงค์ ณัฐพล ซึ่งอยู่ระหว่างถูกคุมขังในคดีอื่น


ไข่แมวชีส
14 hours ago
·
อัพเดท ต่อมา 16.17 น. หลังทนายยื่นประกันจำเลยทั้งหมดยกเว้น แบงค์ ณัฐพล ซึ่งอยู่ระหว่างถูกคุมขังในคดีอื่น และคดีมาตรา 112 ที่เขาถอนประกันตัวเอง ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งแปด วางหลักทรัพย์คนละ 150,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทำให้ทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวที่ศาลอาญา

———-

ด่วน! 28 เมษา 68 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี 10 วัน “สายน้ำ” “ตะวัน” และพวกรวม 9 คน คดีชุมนุม #Saveหยก ที่หน้า สน.สำราญราษฎร์ เมื่อ 10 พ.ค. 66

คำพิพากษาระบุ จำเลยทั้งเก้ามีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์, บุกรุก, ต่อสู้ขัดขวาง จพง. และไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จพง. ตามฟ้อง ลงโทษฐานบุกรุก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 2 ปี ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จพง. จำคุกคนละ 10 วัน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 10 วัน

ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันทั้ง 9 คน ชั้นอุทธรณ์

ข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ย้อนอ่านเหตุแห่งคดี: tlhr2014.com/archives/56015

https://www.facebook.com/photo/?fbid=996909305923958&set=a.416239387324289



โฆษกทบ. โต้กลับ กมธ.ทหาร ยัน กอ.รมน.ภาค3 แจ้งจับ "พอล แชมเบอร์ส" คดี ม.112 ได้แม้เป็นต่างชาติ ขอสังคมพิจารณาองค์กรถูกด้อยค่า (เหลือค่าอะไรให้ด้อยวะ)


The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
7 hours ago
·
โฆษกทบ. โต้กลับ กมธ.ทหาร ยัน กอ.รมน.ภาค3 แจ้งจับ "พอล แชมเบอร์ส" คดี ม.112 ได้แม้เป็นต่างชาติ ขอสังคมพิจารณาองค์กรถูกด้อยค่า
วันที่ 28 เม.ย. 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. กล่าวถึง กรณีการประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร เมื่อ 24 เมษายน 68 วาระพิจารณาศึกษา เรื่อง กอ.รมน.ภาค 3 แจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี ดร.พอล แชมเบอร์ส ลูกจ้างมหาวิทยาลัยนเรศวร ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ สภ.เมือง พิษณุโลก เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2568 โดยจากที่ได้ติดตามผลของการประชุมพบว่า อาจมีรายละเอียดบางอย่างที่ผู้แทนหน่วยที่เข้าร่วมประชุมอาจนำเสนอไม่ครบ จึงขอเรียนเพิ่มเติมให้ดังนี้
.
1. เรื่องข้อสงสัยว่า กอ.รมน.ภาค 3 ใช้อำนาจอะไรไปแจ้งความ
เรียนว่าการไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เมื่อพบเห็นว่าอาจมีการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมายบ้านเมืองเป็นเรื่องปกติ ที่ทุกคนทั่วไปสามารถทำได้ ต่างจากการไปขอจับกุมผู้กระทำความผิดที่จำเป็นต้องอ้างใช้อำนาจตามกฎหมายในกรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดต่อแผ่นดิน ใครที่พบเห็นข้อความที่มีลักษณะเข้าข่ายทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดในลักษณะดูหมิ่นสถาบันฯ ก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้นำเข้าสู่กระบวนการทางศาลเพื่อพิจารณาได้ โดยผู้ถูกกล่าวหาจะสามารถพิสูจน์ตัวเอง แก้ต่างข้อกล่าวหาได้ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม
.
2. การดำเนินการต่อกรณีนี้
เริ่มจากได้รับแจ้งจาก ประชาชน กอ.รมน.ภาค 3 จึงได้มีการติดตามตรวจสอบ และนำเข้ากระบวนการพิจารณาของหน่วย พบว่ามีพฤติกรรมใช้ความรู้สึกส่วนตัวตีความและกระจายไปยังบุคคลภายนอก อันมีผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงได้ทำหนังสือร้องทุกข์ดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยต่อไป ซึ่งปัจจุบันอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน
.
3. สำหรับข้อกังวลเนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นชาวต่างประเทศนั้น กฎหมายของประเทศนั้นย่อมสามารถใช้บังคับได้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศนั้นตามหลักสากล ไม่มีประเทศไหนในโลกจะมีข้อยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายให้กับคนสัญชาติอื่นที่ไม่ใช่สัญชาติตัวเอง ซึ่งหากผู้ถูกแจ้งความคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถใช้ช่องทางของกฎหมายมาดำเนินการผู้แจ้งความได้
.
4. ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันดังกล่าวพบว่า มีภาพบรรยากาศที่อาจดูน่ากังวลเนื่องด้วยมีบางคนมีการใช้คำพูดในลักษณะดูหมิ่น เสียดสี ผู้เข้าร่วมประชุม เช่น “โง่แต่ขยัน ลุแก่อำนาจ ไร้สติปัญญา และขาดทักษะ ภาษาอังกฤษ” จึงขอเรียนว่าเนื่องจากรายละเอียดประกอบข้อมูลการฟ้องอยู่ในระบบของกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ซึ่งการจะเปิดเผยคงทำได้แบบจำกัด ส่วนการโต้แย้งผ่านการประชุมในวันดังกล่าว ไม่น่าส่งผลต่อรูปคดีจริง เนื้อหาที่นำมายกตัวอย่างมาพูดโต้แย้งกันในที่ประชุม ก็อาจไม่อยู่ในประเด็นหลักการฟ้องในครั้งนี้ แต่กลับพบว่าถูกนำมาเป็นประเด็นเพื่อใช้เหยียดหยาม ประจานด้อยค่าบุคคลและองค์กร อยู่หลายคำหลายประโยค เช่น โง่แต่ขยัน ลุแก่อำนาจ ไร้สติปัญญา หรือเป็นหน่วยงานดักดาน ทั้งหมดเหล่านี้ขอให้ทางองค์กรที่รับผิดชอบ หรือสังคมเป็นผู้พิจารณา
.
5. มีหลายความเห็นกล่าวถึงการใช้เวทีกลไกสภาฯ เพื่อพยายามปกป้องช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดหรือไม่ เช่น ชี้แจงว่าข้อความที่เป็นประเด็นนั้น ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เขียนเอง พร้อมได้ยกตัวอย่างว่า เพราะเขาใช้คำสรรพนามภาษาอังกฤษว่า he ไม่ได้ใช้คำว่า I ซึ่งกรณีนี้ คณะ กมธ.ทหาร อาจเข้าใจว่าประเด็นปัญหาที่ถูกนำไปแจ้งความคือตรงนี้ จึงมุ่งมาช่วยเหลือพยายามแก้ต่างให้ผ่านเวทีประชุมฯ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ เพราะข้อมูลที่เป็นประเด็นปัญหานำไปสู่การฟ้องร้องทางคดีนั้นอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ทำให้ประเด็นที่นำเอาไปถกเถียงในวันนั้น อาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่ใช้ประกอบการฟ้องร้องครั้งนี้ก็ได้ ซึ่งจากการที่ประธานฯ ได้ไปพูดฟันธงต่อสาธารณะในทำนองประจานให้มีผลต่อภาพลักษณ์บุคคลและหน่วยงานนั้น เป็นเรื่องที่สังคมต้องเป็นผู้พิจารณา ซึ่งอาจต้องไปดูในระเบียบ และมารยาทวิธีการปฏิบัติในการประชุมฯ
.
6. กรณีมาตรา 7 พ.ร.บ. ความมั่นคงฯขอเรียนว่าปกติกลไกนี้มีไว้สำหรับการเสนอจัดทำแผนงานเพื่อใช้บริหารจัดการแก้ไขปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาฯ มีความยุ่งยากและซับซ้อน และอาจต้องอาศัยหลายหน่วยงานมาร่วมแก้ จึงมีขั้นตอนต่างๆ ไปให้ฝ่ายบริหารอนุมัติ เพื่อนำไปประกอบกับกลไกของกฎหมายตาม ม.15 เพื่อใช้แก้ไขปัญหาความมั่นคงนั้นๆ ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นปัญหา จชต. ซึ่งกรณีคดีของนายพอล แชมเบอร์ส เป็นคดีอาญาปกติ ไม่ใช่การเสนอแผนฯ เพื่อจะขออนุมัตินำไปใช้แก้ปัญหาความมั่นคง
#ThePolitics
...

เหลือค่าอะไรให้ด้อยวะ
Atukkit Sawangsuk

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1109786711189823&set=a.479371834231317


วิโรจน์โพสต์สวนวินธัย 8 พ.ค. กมธ.ทหาร เชิญ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีแจ้งความ ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส หวังว่าจะมาร่วมประชุม และอย่าปิดไมค์หนี 🤣


Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
6 hours ago
·
[ 8 พ.ค. กมธ.ทหาร เชิญ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีแจ้งความ ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส หวังว่าจะมาร่วมประชุม และอย่าปิดไมค์หนี ]
.......................................
จากการชี้แจงต่อสื่อมวลชนของ พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ต่อกรณีการแจ้งความ ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส (อ้างอิง: https://www.facebook.com/100044308452347/posts/1303122214508048) เบื้องต้นมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ สมควรที่ กมธ.ทหาร จะตรวจสอบข้อเท็จจริง เพิ่มเติมอีกหลายประการ อันได้แก่
.
1) กรณีที่ พล.ต.วินธัย สุวารี ชี้แจงว่า ม.112 นั้นเป็นอาญาแผ่นดิน บุคคลใดก็สามารถไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ในกรณีนี้ หาก พล.ท. กิตติ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ไปแจ้งความในฐานะประชาชนที่พบเห็นการกระทำความผิด นั้นย่อมทำได้
.
แต่การแจ้งความในนามของหน่วยงานรัฐ จะต้องมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ระบุให้ทำได้ ในกรณีนี้ พล.ต.วินธัย ก็ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่า กอ.รมน. ใช้อำนาจตามมาตราใด ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551
.
2) พล.ต.วินธัย ชี้แจงว่า หน้าเว็บไซต์ของ ISEAS-Yusof Ishak Institute ที่ระบุสรรพนามของนายพอล แชมเบอร์สว่า He นั้นอาจจะไม่ใช่ประเด็นหลักในการแจ้งความ ม.112 ซึ่งก็เป็นที่สงสัยอย่างมาก เนื่องจาก กอ.รมน. ภาค 3 เป็นผู้ชี้แจงเองว่า นี่คือหลักฐานที่ใช้นำไปแจ้งความ ม.112 กับนายพอล แชมเบอร์ส โดยไม่ได้พูดถึงหลักฐานอื่น และเหมือนจะยอมรับว่ามีเพียงหลักฐานนี้ด้วยซ้ำ เนื่องจากตลอดการหารือในกรรมาธิการ กอ.รมน. ภาค 3 ไม่ได้โต้แย้ง และไม่ได้กล่าวถึงหลักฐานชิ้นอื่นเลย
.
3) พล.ต.วินธัย ยังไม่ได้ชี้แจงว่า เหตุใด กอ.รมน. ภาค 3 จึงไม่แจ้งความดำเนินคดี ม.112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กับบัญชีผู้ใช้งานที่ชื่อ "เอ็ดดี้ อัษฎางค์" เนื่องจากเป็นผู้แปล และเป็นผู้เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของตนเอง
.
นอกจากนี้ พล.ต.วินธัย ยังไม่ได้ชี้แจงว่า การแปลภาษาอังกฤษ ของโพสต์เฟซบุ๊กดังกล่าวนั้น ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ราชการยอมรับหรือไม่
.
ด้วยเหตุนี้ กมธ.ทหาร จะเชิญ พล.ต.วินธัย สุวารี เข้าชี้แจงเพิ่มเติม ในวันพฤหัสบดี ที่ 8 พ.ค. 2568 เวลา 9.30 น. โดยจะเชิญ ร.ต.อ.พรชัย ปลั่งกลาง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เจ้าของสำนวน และ พ.ต.อ.พ.ต.อ.วัชรพงษ์ สิทธิรุ่งโรจน์ ผู้กำกับ สภ.เมืองพิษณุโลก หัวหน้าพนักงานสอบสวน พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมประชุมด้วย
.
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พล.ต.วินธัย สุวารี จะอ่านทำความเข้าใจหลักการสำคัญของกฎหมายมหาชน และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาล่วงหน้า และจะให้ความร่วมมือกับ กมธ.ทหาร ด้วยการเข้าร่วมประชุมในวันที่ 8 พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ โดยไม่ปิดไมค์หนี ก่อนที่จะจบวาระการประชุม
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1188619433054609&set=a.424755022774391