กู้อีกแล้ว ๒-๓ หมื่นล้าน เอาไปโปะกองทุนน้ำมัน แก้สภาพ (ไม่) คล่อง ตอนนี้ติดลบอยู่ ๑.๕ หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ธันวา ๖๔ เป็นต้นมา น้ำมันขึ้นราคาทุกอย่าง ทั้งน้ำมันดิบ ดีเซล และเบนซิน ตรึงราคาดีเซลให้ไม่เกิน ๓๐ บาทต่อลิตร
รมว.พลังงาน ตอบข้อซักไซ้ไล่เลียงของพรรคฝ่ายค้าน ที่ว่าบริหารเงินกองทุนฯ ๔ หมื่นล้านอีท่าไหน ทำไมถึงติดลบ “ทำไมไม่เอางบกลางมาให้กองทุนน้ำมัน ทำไมต้องให้กองทุนมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มอีก เพราะภาระที่เพิ่มก็ส่งผลมาที่ประชาชน”
สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อ้างว่ากองทุนฯ ช่วยตรึงราคาดีเซลลิตรละ ๓.๗๙ บาท ทำให้ “เงินไหลออก ๗ พันล้านบาทต่อเดือน” ก่อนหน้านั้นก็ตรึงราคาก๊าซแอลจี ระหว่างช่วงโควิดระบาด ใช้เงินไป ๒ หมื่นกว่าล้าน จึงทำให้เงินขาดมือ
เอ๊ะทั่นรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบข้อข้องใจของชาวบ้านเลยว่า ประเทศไทยผลิตทั้งก๊าซและน้ำมันดิบ ไฉนในประเทศยังต้องซื้อน้ำมันแพง อ้างแต่ปัจจัยภายนอก โอเปคพลัสผลิตน้อย ได้แต่รอที่สหรัฐเจรจาให้เพิ่มการผลิต แต่สหรัฐเขาไม่ได้ใช้วิธีกู้เพิ่มนะ
เมื่อโอเปคผลิตน้อย เขาปล่อยสต็อคน้ำมันสำรองออกมาย่อยตลาดพร้อมไปด้วย โอเปคถึงได้ยอมผลิตเพิ่ม สุพัฒนพงษ์ยังแถว่าราคาดีเซลหน้าปั๊มในไทยไม่แพงนะ อยู่ในอันดับ ๖-๗ แน่ะ แต่ก็ยอมรับว่ามาเลเซียกับบรูไนไม่เจอปัญหาเพราะผลิตเองได้
แล้วไทยล่ะ ทำไมทำอย่างเขาไม่ได้ มีอะไรเป็นอุปสรรคชนิดพูดไม่ออกบอกไม่ได้หรือเปล่า หรือเป็นเรื่องของคนมือยาว พวกที่ถือสัมปทานขุดเจาะ ส่งน้ำมันที่ขุดได้ออกไปท่องทะเลสะสมราคาแล้วค่อยกลับมาเข้าโรงกลั่นไทย หากลดขั้นตอนนั้นอาจช่วยได้เยอะ
เรื่องพลังงานกับคมนาคมนี่ดูเหมือนรัฐบาลนี้ ที่อ้างว่าเป็นผลิตผลจากที่มีการเลือกตั้ง จะไม่ค่อยมีทักษะการบริหารจัดการเท่าไรนัก ปล่อยให้นายทุนกอบโกยกันมาจะแปดปี น้ำมันรั่วที่ระยองนั่นก็เป็นความล้มเหลวสิ้นเชิง นอกจากป้องกันไม่ได้แล้วยังแก้ไขห่วยแตก
ทัพเรือคุยเสียโก้ว่ากำจัดได้รวดเร็ว ที่ไหนได้วานนี้ผุดขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ข่าวว่าพบรอยรั่วใหม่อีกแห่ง บวกของเก่าที่ยังเกาะอยู่ก้นทะเล จนป่านนี้ยังหาเรือตัวการไม่เจอ ทำนองเดียวกันกับการยกระดับรถไฟไทย และเม็กกาโปรเจ็คเขตเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม
รถไฟเร็วเชื่อมต่อสามสนามบิน เสริมศักยภาพโครงการเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งบรรษัทเจ้าสัวซีพีเหมาไปพร้อมกับการพัฒนาพื้นที่ว่างสวนมักกะสัน ถึงตอนนี้บริษัทลูกซีพีผู้ได้สัมปทานดำเนินการเริ่มเบี้ยว ขอผลตอบแทนเพิ่ม
บริษัทเอเซียเอราวันแจ้งต่อการรถไฟให้ส่งมอบพื้นที่ดำเนินการ “อย่างสมบูรณ์ ๑๐๐% และหากไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไข...เป็นไปได้หรือไม่ว่าเอกชนคู่สัญญาจะยกเลิกสัมปทานโครงการไฮสปีดอีอีซี” รฟท.ตอบว่าไม่มีที่ไหนทำอย่างนั้น
“ในทางกลับกัน รฟท. สามารถเคลียร์พื้นที่ได้แล้ว ๙๖% ส่วนพื้นที่ที่เหลือรัฐจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบหากเกิดปัญหา” และ “เหลือติดเวนคืนเพียง ๑-๒% มาโดยตลอด” ทว่าจุดหมายในการยักท่าของซีพีลึกกว่านั้น เมื่อค้นพบว่าผลตอบแทนที่จะได้ไม่เพียงพอ
นอกจากซีพีขอให้รัฐบาลสั่งหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคลัง ธนาคารชาติ ตลาดหลักทรัพย์ และกระทรวงพาณิชย์ มหาดไทย และกรมโยธาที่ดิน เข้าไปร่วมให้สิทธิประโยชน์แล้ว ซีพีจะขอทำโครงการสถานีมักกะสันให้เป็น ‘สม้าร์ทซิตี้’ เพิ่มเติมด้วย
ในระบบเศรษฐกิจเสรี เป็นปรกติที่ธูรกิจ อุตสาหกรรมเอกชน ต้องการผลตอบแทนจากงานสัมปทานมากที่สุด เท่าที่จะมีช่องว่างให้ทำได้ ในกรณีรถไฟเร็วอีอีซี บริษัทของซีพีผู้รับสัมปทานต่อรองให้รัฐบาลเปิดช่องว่างให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด
เป็นการ ‘ดีล’ แบบเดียวกับที่จีนตั้งข้อเสนอในการขอรับสัมปทานรถไฟความเร็วสูงไทย ที่เสร็จแล้วกลายเป็นรถไฟความเร็วไม่สูงเท่าไหร่ และเหลือระยะทางเพียงแค่นำร่อง ๓.๕ กิโลเมตร จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มลงมือ เพราะจีนไม่ได้ผลตอบแทนสูงสุด
ทำนองเดียวกันกับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยจากจีน ที่เกิดเป็นข่าวว่ากองทัพเรือจะทำไงดี เมื่อเรือดำน้ำซึ่งไทยตกร่องปล่องชิ้นซื้อจากจีนลำแรก ต้องเปลี่ยนสเป็คเครื่องยนต์ ไปจากรุ่น MTU เพราะบริษัทเยอรมันผู้ผลิตเครื่องยนต์งดขาย
เรื่องนี้เป็นข่าวเมื่อปีที่แล้ว ว่าบริษัทผู้ผลิตถูกเอ็นจีโอจี้เรื่องที่จีนซื้อเครื่องยนต์ชนิดใช้ได้สองสถาน เอาไปใส่เรือรบและเรือดำน้ำ (รุ่นที่ไทยซื้อ) ผู้ผลิตจึงเลิกขายหยุดส่ง ทางจีนแจ้งไทยว่าขอเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปเป็นรุ่น MWM ซึ่งผลิตในเยอรมนีเหมือนกัน
หากเครื่องยนต์รุ่นที่มาแทนนี่ไม่ถูกแบน ก็แสดงว่าเป็นรุ่นที่ไม่ใช่ไว้ใช้เพื่อกิจการทหาร ทัพเรือก็ไม่ต้องกลุ้มมากที่จ่ายมัดจำไปแล้ว ปรับเอามาใช้เพื่อกิจการพลเรือน ทาสีเหลืองเป็น ‘Yellow submarine’ สำหรับพาเด็กๆ ดำชมปะการังกันปีละครั้ง
(https://twitter.com/SaiSeeMaP/status/1491636146836676608, https://www.thansettakij.com/property/513279 และ https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_519045)