วันจันทร์, มิถุนายน 30, 2551

ส่งท้าย คตส. ระหว่าง การคอรัปชั่น กับ คตส. ..ผมว่า คตส.ชั่วร้ายกว่า

โดย คุณ เจมส์ TSCB
ที่มา เวบไซต์ thaksincomeback
30 มิถุนายน 2551

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่าง คตส.กับ คอรัปชั่น อะไรมันเลวร้ายกว่ากัน

ถ้าคอรัปชั่น คือ การทุจริต แล้ว คตส.ควรจะเรียกว่าอะไรดี เพราะน่าจะเลวร้ายกว่าทุจริตด้วยซ้ำ ถ้าจะเรียกว่าอาชญากรรม ยังน่าจะเรียกได้

คอรัปชั่น
-เป็นการทุจริตคดโกง ทำให้เกิดผลเสียต่อประเทศชาติ
-เป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น
-ถ้างาน/โครงการใด มีการคอรัปชั่นมาก งานนั้นจะยิ่งไม่มีประสิทธิภาพและด้อยคุณภาพ
ผลร้าย ผู้รับ/ลูกค้า/ประชาชนได้รับความเสียหายและได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่

-----
คตส.
-เป็นหน่วยงานที่มาจากประกาศกบฏ
-กินเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน
-ค่าใช้จ่ายของ คตส.มาจากเงินภาษีประชาชน
-ไม่มีหน่วยงานที่ตรวจสอบ คตส.ได้ไม่ว่าจะเป็นในด้า้นไหน
-เอื้อประโยชน์ให้พรรคพวก กรณีทุจริตรถดับเพลิง/ผู้ว่าอภิรักษ์
-ทำลายกระบวนการยุติธรรม
-ถึงไม่มี คตส.กระบวนการยุติธรรมปรกติก็ยังมีอยู่ ที่จะเอาผิดจำเลยได้

ผลร้ายของ คตส.
สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ปล้นงบประมาณแผ่นดินไปใช้จ่าย ทำลายกฏหมาย ปกป้องคนชั่ว ร่วมมือกับโจรและคณะกบฏ กระทำการนอก ก.ม.และรังแกข้าราชการ ด้วยการกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องเป็นคนของระบอบทักษิณหรือระบอบอะไรก็แล้วแต่

จะเรียก ทุจริต ผิด กม.ทำลายชาติ ยิ่งกว่าการคอรัปชั่น ดังนั้น ไม่ว่าจะมองมุมใด การคอรัปชั่น ก็ยังเป้นสิ่งที่ชั่วร้าย สร้างความเสียหาย และทำลายโอกาสและความก้าวหน้าของบ้านเมือง

แต่เมื่อเทียบกับ คตส. ทั้งที่มาของ คตส. กระบวนการสรรหา คตส. และบุคคลที่เข้ามาเป้น คตส. ผลการดำเนินงานของ คตส. ความเสียหายที่เกิดจากน้ำมือ และการกระทำปู้ยี่ปู้ยำ ทำลายหลักการ กม.ของ คตส.แล้ว

คตส.จึงถือได้ว่า เป็นทั้งเอาท์พุต และตัวอาชญากรรมที่ชั่วร้าย มากกว่าการคอรัปชั่นมากมายมหาศาล

คอรัปชั่น = ทุจริตประพฤติมิชอบ
คตส. = ทุจริต และมีพฤติกรรมส่อสันดานโจร ปล้นภาษี สร้างความเสียหาย ทำลายหลักการ ทำลายกระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือเผด็จการ ในการปล้นอำนาจและกดขี่ข่มเหง รังแกเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชน ผลาญงบประมาณแผ่นดิน หน้าด้าน ตอแหล ใส่ร้ายป้ายสี และเป็นองค์กรแห่งความชั่วช้า

วินิจฉัยแล้ว 1 ปี 9 เดือน ของ คตส.คือความเสียหายของบ้านเมืองอย่างแท้จริง

แล้วพวกที่ไปให้กำลังใจ แต่งกลอน สรรเสริญ คตส.เยินยอซากเดนกบฏเผด็จการในวันนี้

พวกคุณยังเป็นคนหรือว่า ....?

ม็อบพันธมิตร อาวุธสำคัญของอำมาตยาธิปไตย ที่หมดคุณค่าทางยุทธการแล้ว

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
30 มิถุนายน 2551

หากใครสังเกตุให้ดี ตอนนี้ม็อบพันธมิตรที่อยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ประกาศเรียกระดมแนวร่วม โดยใช้ดาราดัง นักร้องดัง เป็นตัวเรียกมวลชน แทนที่จะใช้ประเด็นทางการเมืองในการเรียกระดมมวลชน เข้าสนับสนุนการเคลื่อนไหวกดดันทางการเมืองของตน

เมื่อเป็นอย่างนี้ แสดงว่า “ม็อบพันธมิตร” หมดคุณค่าทางยุทธการไปแล้ว

ดังนั้น เราอาจประเมิน และวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้าม จากข่าวสารชิ้นเล็กๆ นี้ได้ ว่ามันมีนัยยะสำคัญอย่างไร ต่อการเคลื่อนไหว แสะสถานภาพของกลุ่มพันธมิตรในขณะนี้ ผมประเมินได้ว่า เมื่อกลุ่มพันธมิตรใช้วิธีนี้ ระดมมวลชนสนับสนุน หมายความว่า คนกลุ่มนี้กำลังหมดมุก ที่จะระดมคนได้แล้ว ก็เลยใช้กลวิธีใหม่คือ การใช้ดาราดัง เป็นตัวดึงให้มวลชนเข้าไปร่วม

ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จริง แสดงว่า "เงื่อนไขทางการเมือง" ไม่สามารถดึงคนเข้าไปเป็นแนวร่วมได้แล้ว เลยใช้ประเด็นอื่นเข้ามาดึงคน เช่น ใช้ดารา ใช้ดนตรี หากเป็นอย่างนี้ ม็อบนี้ก็ไม่ใช่ "ม็อบทางการเมือง" ที่อันตรายต่อไปอีกแล้ว แสดงว่าเงื่อนไขทางการเมือง ได้ลดระดับความสำคัญลงไปแล้ว

ผมพยายามนึกคำนี้มาหลายวันแล้ว ในการอธิบายความไร้พิษสงของม็อบพันธมิตรในตอนนี้ สิ่งที่ไร้ความหมายในการต่อสู้ เราเรียกในภาษาทหารว่า "หมดคุณค่าทางยุทธการ"

ตัวอย่างเช่น ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง "เรือประจัญบาน" ขนาดใหญ่ เช่น ยามาโมโต้ ของกองท้พจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น ที่มีป้อมปืนขนาด 16 นิ้ว จำนวนหลายป้อม มีอานุภาพอันน่าเกรงขาม เรียกว่าประเทศใดมีเรือรบขนาดนี้ไว้ใช้ในกองทัพเรือของตน ก็จะมีแสนยานุภาพอันเกรียงไกร เป็นที่น่าเกรงขามเลยทีเดียว ต่อมามีการพัฒนาเครื่องบินทางทะเลขึ้น เรือ "ประจัญบานขนาดยักษ์" เลยกลายเป็น "เป็ดลอยน้ำ" เป็นเป้านิ่ง ให้เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด เหมือนที่เราเห็นในภาพยนต์สงครามทั้งหลาย ออกทะเลก็มีหวังโดนเครื่องบินรุมกินโต๊ะ จมลงเป็นผีเฝ้าทะเลเหมือนเรือยามาโมโต้อย่างแน่นอน ตั้งแต่นั้นมา "เรือประจัญบานขนาดใหญ่" ก็หมดคุณค่าทางยุทธการไป เอาออกทะเล ก็ใช้รบไม่ได้ และต้นทุนการปฎิบัติการก็มหาศาล แต่คุณค่าต่อชัยชนะ มีน้อยเต็มที

ตอนนี้ ม็อบพันธมิตร ในทางการเมืองแล้วถือว่า "หมดคุณค่าทางยุทธการอย่างสิ้นเชิง" เพราะเมื่อทหารไม่ทำรัฐประหาร ม็อบนี้ก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะม็อบล้มรัฐบาลไม่ได้

เมื่อหมดคุณค่า การคงม็อบไว้ ก็ไม่ได้คุกคามต่อรัฐบาลแต่อย่างใด แต่ "สร้างต้นทุนมหาศาล" ให้แก่ "เจ้าของม็อบ" เพราะต้องเลี้ยงดู ต้องมีค่าใช้จ่าย มากมายพอสมควร

และที่สำคัญ ต้องทะเลาะกับคนในสังคม ทั้งครู นักเรียน คนขับรถ คนทำงานต่างๆ วุ่นวายไปหมด ยิ่งคงไว้ ยิ่งสร้างภาระ รวมทั้งทำลายความน่าเชื่อถือของ "เจ้าของม็อบลงอย่างสิ้นเชิง"

เมื่อเป็นอย่างนี้ หากผมเป็นรัฐบาล ผมก็จะพยายามให้ศัตรู ติดกับดัก และตกหล่มของตัวเองต่อไป เมื่อมีทีท่าจะโรยรา ผมก็จะหาเรื่องให้ม็อบนี้คึกคักขึ้นอีก เช่น บอกว่าจะสลายม็อบ พวกนี้ ก็จะตีฆ้องร้องเป่า คึกคักขึ้นมาอีกพักหนึ่ง แต่รัฐบาลไม่ได้สลายม็อบจริง รัฐบาลแค่พูด แต่ม็อบต้องเสียเงินมากมายในการระดมคนมา สุดท้ายก็เหนื่อยตายไปเอง

การปล่อยให้ศัตรูอยู่ในสภาพนี้ ถือเป็นการบั่นทอนกำลัง ทรัพยากร ขวัญและกำลังใจของศัตรูในระยยาว เมื่อสถานการณ์สุกงอมแล้ว การปลุกระดมม็อบของห้าพันธมิตรก็จะไม่ได้ผลอีกต่อไป

นี่คือ วิธีการกวาดล้างม็อบที่ถาวรที่สุดครับ

ไม่มีอะไร สนุกเท่ากับการเห็นคนบ้า เล่นอยู่กลางถนน ถอยก็ไม่ได้ เดินหน้าก็ไม่ออก รุกก็ไม่ไป ปักหลักอยู่ก็เหนื่อยและเจ๊งตาย อิหลักอิเหรื่อ น่าสมเพชเวทนายิ่งนัก

อย่าเพิ่งเลิกนะครับ พล.ต.จำลอง 555 สู้ต่อไป สู้จนหายนะ ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง

อาวุธที่หมดคุณค่าทางยุทธการนั้น ศัตรูเขาไม่กลัวหรอกครับ แต่ท่านจะเหน็ดเหนื่อย บั่นทอนกำลังและสติปัญญามากมายทีเดียว ศัตรูสดชื่นแต่ท่านเหนื่อยล้า

นายกฯ สมัคร นอนสบายในห้องแอร์ ทำอาหารอร่อยๆ ของท่านไป แต่ท่าน พล.ต.จำลอง ต้องนอนกลางถนน ตากแดดตากลม ทนร้อน ทนฝน ตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลประเมินค่า ของท่านได้แล้ว เขาไม่สนใจแรงกดดันของท่านแล้ว ตัว พล.ต.จำลองเอง ก็กลายเป็น "สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์" ไป

การก่อความวุ่นวายแก่บ้านเมืองครั้งนี้ "สันติอโศก" ได้ใช้ “ต้นทุนทางสังคม” ของตนเองไปจนหมดสิ้น ท่านวางยุทธศาสตร์ จนสันติอโศก กลายเป็นศัตรูของสังคม เป็นลัทธิอันตราย ที่ใครๆ ก็ไม่อยากคบหา ไม่อยากข้องแวะ ในที่สุด ไม่ถึง 20 ปี เมื่อท่านและ โพธิรักษ์ตายไป สันติอโศก ลัทธิอันตรายของสังคมไทย ก็ถึงคราวดับสูญแน่นอน
เดินหมากสุ่มเสี่ยง ตายเป็นตายแบบนี้ สุดท้ายก็ตายจริงๆ

การต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่ สงครามระหว่างคนต่างชาติต่างภาษา การจะห้ำหั่น ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามมีทางถอยนั้น มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในสังคมการเมืองของทุกประเทศ เพราะทั้งสองฝ่าย ต่างมีประชาชนเป็นฐานสนับสนุน เมื่อมีประชาชนสนับสนุน การหวังรุกฆาตทำลายล้าง กำจัดเขาออกไป จึงไม่อาจเป็นไปได้อย่างแน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญการทหาร อาจเป็นคนโง่ในทางการเมือง คนจบจากโรงเรียนเสนาธิการทหาร อาจเป็นคนโง่ทางการเมือง
555 ตอนนี้ไม่ว่าจะลงอย่างไร ท่านก็เป็นผู้แพ้อย่างแน่นอน

ที่จริง วิกฤตการณ์ทางการเมืองสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ (ผมว่าไม่ค่อยวิกฤตเท่าไหร่) ทำให้เราสามารถประเมินกำลังของพวก "อำมาตยาธิปไตย" ได้อย่างดี เช่น

1. ทหารไม่ออกมาทำรัฐประหารอีก แสดงว่า "เครื่องมือทางการเมือง" ชิ้นนี้ "ถูกถอดฉนวน" ไปแล้ว หมดสภาพการใช้งานทางการเมือง ไม่เป็นพลังกดดันฝ่ายประชาธิปไตยอีกต่อไป

2. ทำให้คนเรียนรู้ว่า แม้ม็อบจะยึดถนนหน้าทำเนียบได้ หรือแม้แต่ยึดทำเนียบก็ตาม ก็ไม่ส่งผลต่อสถานภาพของรัฐบาลแต่อย่างใด

3. การเมือง เมื่อถูกดึงเข้าสู่สภา "จำนวนมือ สส." จะเป็นตัวแปรสำคัญดังนั้น ทำให้เราประเมินได้ว่า กำลังของพวกอำมาตย์ตอนนี้ เหลือเครื่องมืออีกเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น คือ พวก “ตุลาการวิวัฒน์” ทั้งหลาย แต่ตุลาการวิวัฒน์ ก็ใช้ได้ไม่สะเด็ดน้ำ และเสี่ยงต่อความไม่พอใจของประชาชนมาก นำไปสู่ความเสื่อมของวงการตุลาการเอง

ตุลาการอาจพิพากษาจำคุกนายกฯ สมัคร ได้ ในคดีซื้อรถดับเพลิง ซึ่งทำให้ต้องออกจากนายกฯ หรือตุลาการ อาจมัดมือมัดเท้ารัฐบาล แบบศาลปกครอง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้พวกอำมาตย์ ได้อำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด ล้มนายกฯ สมัครได้ พรรค พปช.ก็ยังคุมเสียงข้างมากในสภาอยู่ และมีคนอื่นจ่อคิวเป็นนายกฯได้อยู่ หรือแม้แต่จะยุบ พปช.ได้ ก็จะมีพรรคชื่ออื่นเกิดขึ้น สืบทอดต่อไป

แต่วงการตุลาการ จะเสื่อมความศรัทธาลง และจะได้รับการตอบโต้จากผู้เลือกตั้ง และอาจโดน "ปฎิรูปอย่างรุนแรง" ในอนาคต ลางแพ้ของพวกอำมาตย์นั้น ใครก็มองเห็นได้ แต่มันขึ้นกับเงื่อนไขของเวลาเท่านั้น

พวกนี้ เปรียบเสมือน พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว

ตุลาการฝ่ายปกครอง มิได้มาจากการเลือกตั้ง จะใช้อำนาจเหนือมติคณะรัฐมนตรีได้หรือ !!!

โดย คุณ กาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
30 มิถุนายน 2551

ค่ำคืนวันศุกร์ ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา ตุลาการศาลปกครอง นำโดยคุณประวิตร บุญเทียม และองค์คณะ ได้ออก 'คำสั่งคุ้มครองและบรรเทาทุกข์ชั่วคราว' และ 'มีคำสั่งห้าม' มิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำแถลงการณ์ร่วม ไทย-กัมพูชาในกรณีเขาพระวิหาร อันเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ มาปฏิบัติ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งทางหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ว่า ตุลาการฝ่ายปกครอง ได้ใช้อำนาจเหนือมติคณะรัฐมนตรีขึ้นมาแล้วหรือไม่?

อำนาจที่ว่านี้ คืออำนาจในการกำหนด และดำเนินนโยบายต่างประเทศ ของประเทศนี้เลยทีเดียว เรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่พยายามจะโหมให้กลายเป็นกระแสความคลั่งชาติในเมืองไทย ในที่สุด ก็กลายเป็นเรื่องขึ้นมาจริงๆ เพราะมีการปลุกระดม ให้เกิดการอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว และใช้กลไก 'กดปุ่ม' สกัดจุดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลเดียวกับที่ชนะเขามาอย่างใสสะอาด ในการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ นั่นแหละครับ

ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในฉากต่อไป จะเป็นอย่างไร รู้แต่ว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจกันให้มากและให้บ่อย เพื่อให้มวลชนในประเทศนี้ แจ่มแจ้งว่า บ้านเมืองของท่านกำลังเดินลงเหว

เมื่อเข้าใจแล้ว จะรวมตัวกัน เพื่อให้ตัวการลงเหวไปแทน ก่อนที่เราจะต้องร่วงตามเขาไปด้วย เป็นเรื่องที่ต้องรีบตัดสินใจ ก่อนเวลาจะหมด


ผลทางคดีจากคำสั่งของศาลปกครอง ย่อมมีผลต่อมติคณะรัฐมนตรี จึงบอกได้เลยว่า โปรดระวังสถานการณ์ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมนี้ไว้ให้ดีเถิด โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมนั้น ไม่หลับไม่นอนได้เลยก็จะดี ใครมาบอกว่า ต้นเดือนกรกฎาคม เหตุการณ์จะดีขึ้นนั้น บัดนี้คนที่บอก ก็ต้องทบทวนสถานการณ์ และเปลี่ยนใจ อย่าให้ใครมาหลอกปั่นหัวได้อีก ไม่ว่าจะเป็นคู่แฝดอภินิหาร ที่คอยตักตวงผลประโยชน์ก่อนเรือจะจม หรือฝ่ายตรงข้าม ที่จำแลงมาในรูปของข้อเสนอ เกี้ยเซี้ย มันก็มารทั้งนั้นล่ะครับ

ความจริงมุมมองในเรื่องสำคัญ อย่างเขาพระวิหารนั้น ย่อมแตกต่างกันได้ ตุลาการฝ่ายปกครอง จะมีความเห็นที่ไม่เหมือนกับคณะรัฐมนตรีอย่างไร ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ประเด็นของเรื่องอยู่ที่ว่า ระบอบการปกครองนี้ เราถือว่า ใครเป็นคำตอบสุดท้ายในแง่นโยบาย จะอธิบายอย่างไรก็ตาม ตุลาการฝ่ายปกครอง น่าจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการตัดสินใจในเรื่องแบบนี้ ถือเอาความเป็นตุลาการฝ่ายปกครอง มาทำหน้าที่เป็นคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นอันขาด

แม้จะอ้างงานในหน้าที่ มากำหนดกฎเกณฑ์ ก็ต้องคำนึงว่า ล่วงละเมิดพื้นที่ของฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งบ้างหรือไม่ ถ้าละเมิดก็ทำไม่ได้ เพราะตุลาการฝ่ายปกครอง มิได้มาจากการเลือกตั้ง ต้องสำนึกอยู่เสมอว่า คณะรัฐมนตรีเขาได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรมาทำงาน เขาผ่านระบบพรรคการเมือง ทั้งของตนเองและพรรคร่วมรัฐบาล การแถลงนโยบาย กลไกควบคุมเสียงในสภา การถามและตอบกระทู้อภิปรายไม่ไว้วางใจมาแล้วอย่างโชกโชน ความชอบธรรมในการบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี จึงน่าจะมีมากกว่าตุลาการฝ่ายปกครอง และมากกว่าใครทั้งหมด เว้นเสียแต่ว่า ขณะนี้บ้านเมืองไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตย หรืออยู่ภายใต้คณะปฏิวัติรัฐประหาร


ตราบใดที่เงื่อนไขมันไม่เปิดให้ ก็ต้องยอมรับความจริง กรณีเขาพระวิหารนี้ นอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ ของใครบางคนจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ในสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังมีกระทู้และยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีไปเรียบร้อย เรียกว่า เดินตามเส้นทางอันควรเป็นทุกประการแล้ว เหตุใดแพ้แล้ว จึงไม่รู้จักแพ้

ความรักชาติ ความเสียใจและเสียดายนั้น เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนคิดไม่ต่างกัน แต่ความโกรธที่ฝังใจมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ของคนไทย ที่ต้องเสียเขาพระวิหาร ตามคำตัดสินของศาลโลก ควรจะสงบระงับลงเสียที โกรธขนาดนี้ไม่ดีต่อสุขภาพหรอกครับ.

เมืองไทย ยังมีนักกฎหมายแท้ ระบุว่า “เรื่องมติ ครม. ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครอง”

โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 มิถุนายน 2551

วันนี้ ได้ฟังได้อ่านความเห็นของนักกฎหมาย ซึ่งได้ยกหลักกฎหมายและเหตุผลทางนิติศาสตร์ มาอธิบายในเชิงวิชาการ เพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้ว่า เรื่องมติ ครม.ไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครองแล้ว รู้สึกอุ่นใจขึ้นนิดหนึ่งว่า อย่างน้อยเมืองไทยยังมี “นักกฎหมายแท้” ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองนี้ ปกครองด้วยหลักกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักสากล

หยิบมาเฉพาะของ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะของท่านอื่นๆ ที่ได้ฟังมา ยังไม่สามารถรวบรวมได้ทัน

'อาจารย์วรเจตน์' ชี้ คดีพระวิหารอยู่ในอำนาจศาล รธน.นักกฎหมายมหาชน ชี้คดีระงับดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ต้องฟ้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เทียบเคียง JTEPA ยุค" สุรยุทธ์" ศาลปกครองไม่รับฟ้อง

ที่โรมแรมจุลดิส เขาใหญ่ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวถึงกรณี ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามมติ ครม.รับรองแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา รวมทั้งระงับการกระทำใดๆ ที่จะดำเนินการร่วมกับกัมพูชา ระหว่างที่จะมีการพิพากษาคดี เมื่อวานที่ผ่านมา

โดยระบุว่า คำสั่งของศาลปกครองครั้งนี้ เป็นไปในเชิงการเมือง ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า เป็นปัญหาในทางหลักการ ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ แม้จะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งของศาลก็ตาม แต่เวลาที่มีการฟ้องร้องคดี ศาลต้องตรวจสอบว่า อยู่ในอำนาจของตนเองหรือไม่ และผู้ฟ้องสามารถฟ้องได้หรือไม่

โดยการกระทำใด ในทางระหว่างประเทศ ในทางหลักวิชาการ และการกระทำของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีตามรายบุคคล สามารถกระทำได้ใน 2 ลักษณะ คือ การกระทำของรัฐบาล และการกระทำทางปกครอง

โดยการกระทำของรัฐบาล สามารถฟ้องร้องได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่การกระทำของปกครอง สามารถฟ้องได้ที่ศาลปกครอง เขาชี้ด้วยว่า การกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นการกระทำของรัฐบาล และเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งคำตอบเรื่อง แถลงการณ์ร่วม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เป็นหนังสือที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือไม่ หากทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ

"คดีนี้ ในเรื่องของการเจรจา ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาได้ แม้ผู้กระทำ จะเป็นคณะรัฐมนตรีก็ตาม เป็นการกระทำทางรัฐบาล ไม่ใช่เป็นการกระทำทางปกครอง หากมีกรณีสงสัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชา เป็นหนังสือสัญญา ที่มีพื้นที่เป็นแปลงอาณาเขตปกครองของไทยหรือไม่ ต้องไปฟ้องร้องยังศาลรัฐธรรมนูญ" รศ.ดร.วรเจตน์ กล่าว

รศ.ดร.วรเจตน์ กล่าวว่า การสั่งการทางการเมืองแบบนี้ ถ้ารัฐบาลทำผิดพลาด ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา และประชาชน ในทางการเมือง หากเป็นปัญหาระหว่างประเทศ หรือความรับผิดชอบทางการเมืองที่น่าสนใจ คือ ศาลปกครองบอกว่า เป็นการกระทำของมติ ครม.จะฟ้องร้องได้หรือไม่ ทั้งนี้ ไม่ใช่การกระทำตามอำนาจหน้าที่ของปกครอง

ยกตัวอย่างเช่น คดีที่ผ่านมา มีคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ที่ 178/2550 มูลนิธิข้าวขวัญ ฟ้องกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยคำฟ้อง ขอให้ระงับการทำข้อตกลงการค้าไทย - ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับฟ้อง เพราะไม่มีเขตอำนาจ ต่อมาผู้ฟ้องยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองสูงสุด ยืนตามคำตัดสินของศาลปกครองกลาง ทั้งนี้เห็นว่า ประเด็นของทั้ง 2 คดี มีความคล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องระหว่างประเทศ

รศ.ดร.วรเจตน์ กล่าวด้วยว่า อำนาจฟ้องคดี หากคนไทยอ้างสิทธิความเป็นประชาชนคนไทย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับผลกระทบโดยตรง ผู้ฟ้องร้องทั้ง 9 ได้อ้างสิทธิเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ไม่ใช่สิทธิอำนาจฟ้องคดี ตามสิทธิของประชาชน

อย่างไรก็ตาม การกระทำในทางสัญญาระหว่างประเทศ ไม่มีทางที่เราจะเดือดร้อนเสียหายในทางระหว่างประเทศ ซึ่งหากมีการกระทำเช่นนี้ ก็เหมือนกับผู้ตรวจการแผ่นดิน คดีต่างๆ ก็จะขึ้นสู่ศาลปกครองจำนวนมาก เท่ากับว่า ศาลปกครอง สั่งในเรื่องทางการเมือง ต่อ ครม.จึงเป็นคำสั่งที่ตนไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งทางกฎหมาย

ขณะนี้ได้หารือกับเพื่อนนักวิชาการทางกฎหมาย เพื่อที่จะแสดงทัศนะทางกฎหมาย และจะออกเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ตนขอย้ำว่า ศาลปกครองไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของคณะรัฐมนตรี จากนี้คาดว่ากระทรวงการต่างประเทศจะเข้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลางต่อไป

ศาลปกครอง คือความถูกต้องแห่งชาติ ใช่หรือไม่ ทำไมไม่ให้ศาลปกครอง บริหารประเทศละครับ

โดย คุณ นวรรณรุจน์
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 มิถุนายน 2551

ผมถามโดยความรู้สึก ที่ไม่รู้ มิได้หมิ่นอะไรนะครับ

ศาลปกครอง สามารถ ชี้ขาดได้ทุกเรื่อง

ที่ว่าใช่ คือใช่
ที่ว่าถูก คือถูก
ที่ว่าควร คือควร
และ มิควร คือมิควร

ท่าน สามารถชี้ได้""ทุกเรื่อง""และเด็ดขาด

ทุกคนก็ต้องว่าตามกันว่า ถูกต้อง

แบบนี้ ทำไมบ้านเมืองเราถึงไม่ให้ศาลปกครอง บริหารประเทศละครับ

บ้านเมืองจะได้ไม่วุ่นวายเหมือนทุกวันนี้

ทำกันแทบตาย กว่าถึง มติ ครม. สุดท้าย นิ้วจากมือที่มองไม่เห็น มาอุดรูปากขวดไว้ มีรัฐบาลไปทำไม ???

โดย คุณ minimalist
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 มิถุนายน 2551

แล้วไอ้ที่ทำกันมา นั่งถกนั่งเถียงในฝ่ายข้าราชการประจำระดับสูง หน่วยงานที่เชี่ยวชาญเกี่ยวข้องโดยตรง สุมหัวนั่งประชุม กว่าจะได้ข้อสรุปให้รัฐบาลเอาไปเจรจาต่อรอง แล้วเอามาเข้าที่ประชุม ไม่รู้กี่ชั้น กี่ระดับ ใช้เวลาเตรียมการมาเป็นปี ...แต่พอมาถึงจุดสุดท้าย มีคนไม่กี่คนสั่งหยุด แล้วระงับไว้ก่อน ..จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น....

ประเทศไทยมันเลยดูแปลกในระบบ ตกลงคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ระบบการจัดการบริหาร เป็นขั้นเป็นตอน มันไม่น่าเชื่อถือยังงั้นหรือ ...เพราะสุดท้าย คนไม่กี่คน ฟันธง ความเห็นของคนที่ทำงานมาแทบตาย ...เสียเวลา เสียเงินงบประมาณดำเนินการ ค่าเครื่องบิน เบี้ยประชุม หมดไปเป็นปีๆ ..เพราะทำแล้วก็ไม่มีผลอะไร ....ทำไมไม่บอกมาเลย จะเอายังไง ...จะได้ชงเรื่องตามใจท่านผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ....หรือท่านผู้มีอำนาจบารมี ก็ควรจะไปนั่งติดตามการทำงานเลยตั้งแต่ต้น ถ้าตนเองก็ไม่มีคำตอบว่า จะต้องทำยังไง ...

ระบบการทำงานของไทยแบบนี้ อีกหน่อยใครจะเสียเวลาเจรจาด้วย เพราะเจรจาไปแล้ว ท่านก็หาได้มีอำนาจตามกฎหมายของท่านไม่ .....ระบบมันไม่รองรับอะไรเลย

ถ้าผมเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ผมไปเจรจากับคนๆ นั้นเลยดีกว่า ที่สั่งลงมาได้ ...จะเอายังไง ....ระบอบประชาธิปไตยแบบคอขวด... ระบบการทำงาน แจกจ่ายหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละส่วนไปหมดแล้ว มีหน่วยงานสารพัด ที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ..แล้วยังไง ...ทำกันแทบตาย ส่งมาเป็นขั้นตอน ตรวจตรา กว่าจะถึง ครม. มีมติ ..ก่อนที่จะออกสู่ปากขวด ...มันมีอะไรไม่รู้มาอุดรูปากขวด ....เดินต่อไปไม่ได้..

ระบบราชการไทย สุดท้ายก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะขั้นตอนที่มากมาย ตรวจสอบยุ่มย่ามยุบยับนั้น ไม่มีหลักประกันอะไรที่เชื่อได้ว่า มันจะเป็นไปตามนั้น ... เพราะเมื่อมาถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ปลายขวด.. เพื่อออกสู่โลกภายนอก มันอยู่ที่คนเปิดปากขวด เปิดจุกขวด ที่อุด เอามืออุดเอาไว้ ...ไม่ใช่รัฐบาล ...แต่มีเหนือกว่ารัฐบาล...

สรุปเอายังงี้แล้วกัน... จะเอามือออกจากจุกขวดหรือไม่ ...ท่านนายกฯสมัคร เจอเข้าแล้ว...มือที่มองไม่เห็นเอานิ้วยัดรูขวดเอาไว้ ไม่ให้เรื่องออกไปสู่โลกภายนอก...

สุดท้ายแล้ว มันก็สะท้อนอำนาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชน รัฐบาลไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ...ทำได้แต่การปกครองประเทศ แบบ อบต. อบจ. งานบำบัดทุกข์บำรุงสุข ...ส่วนงานที่ออกไปสู่โลกภายนอก อำนาจของรัฐบาลไม่มี ...สภาก็ไม่มี ...เพราะรัฐบาลก็มาจากประชาชน สภาก็มีตัวแทนประชาชนที่ถือเสียงข้างมาก กับฟากรัฐบาล...

การที่จะเอาสนธิสัญญา หรือกฎหมายอะไร ที่เกี่ยวกับข้อตกลง หากให้ไปเข้าสภา มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี แต่เสียเวลามากขึ้นเท่านั้นเอง ...แล้วบางเรื่องขั้นตอนรายละเอียด เป็นเรื่องทางเทคนิค สภาไม่อาจจะรับรองอะไรได้ในรายละเอียด ...

ถ้าไม่ให้รัฐบาลรับผิดชอบกับประชาชนเต็มๆ ทำหน้าที่ตนเองเต็มๆ แล้วจะให้อำนาจเป็นผู้บริหารประเทศสูงสุดได้อย่างไร ... มีรัฐบาลไปทำไม... เพราะอีกหน่อยหากไปเจรจาความเมืองนอกประเทศ ไปตกลงกับเขา พอมาถึงเมืองไทย ก็มีคนไม่กี่คน มาสั่งระงับ.... แบบนี้ก็หมดท่า.... ประเทศไทยใครจะกล้าเจรจาด้วย...

หากเป็นแบบนี้ประเทศยูนี่... ยูไม่มีอำนาจอะไรเลยนี่ ....ไอขอคุยกับคนที่อยู่เหนือยูดีกว่า ...จะได้จบทีเดียว...

มิวสิควีดีโอ เพลง "ถูกหลอกได้ไง"



ดาวน์โหลด MV เพลง ถูกหลอกได้ไง ผลงานของคุณปลาหมึกไข่ ขับร้องโดยคุณ คนบางสนาน ได้ที่
http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=41581C9B6AS1LHSPTDRKPYPLCACLZF
ไฟล์ .wmv 7.26 MB

ไฟล์เสียง mp3 ดาวน์โหลดได้ที่
http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=41581ABCDCF5XKXSFEM%5bAVGVIG11WL ขนาด 3.7 Mb

ลำดับเหตุการณ์ไล่พันธมิตรออกจากจังหวัดอุดร

โดย ปชส.ชมรมคนรักอุดร
ที่มา ชมรมคนรักอุดร
29 มิถุนายน 2551

เที่ยงวัน วันที่ 26 มิ.ย 51 สายข่าวชมรมคนรักอุดร ได้รับข่าวกรองจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ โดยมีเนื้อหาคือ
"กลุ่มพันธมิตรจังหวัดอุดรธานี จะจัดชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาล ฯพณฯสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ณ สนามทุ่งศรีมือง เขตเทศบาลนครอุดรธานี หัวข้อ การพิจารณาโครงการที่เกี่ยวข้องกับส่งแวดล้อมของรัฐบาลโดยวิธีการรวบรัดตัดตอน และกรณีประสาทพระวิหาร วิทยากรจาก พื้นที่ส่วนหนึ่ง และจากเวทีพันธมิตรกรุงเทพ กิจกรรมเสริม การถ่ายทอกสัญญาณ ASTV จากเวทีพันธมิตรกรุงเทพ สลับกับดนตรีที่เชิญมาเช่น วสันต์ สิทธิเขต การตั้งโต๊ะรับบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน เป็นต้น"

หน่วยปฎิบัติการ ในกำกับของประธานชมรมคนรักอุดร คือนายขวัญชัย ไพรพนา จึงวางแผนจัดเวทีที่ทุ่งศรีเมืองเพื่อขับไล่กลุ่มพันธมิตรออกจากเมืองอุดรทันที

เช้าวันที่ 27 มิ.ย 51 หน่วยปฎิบัติการเริ่มงานติดตั้งเวทีชมรมคนรักอุดร ที่ทุ่งศรีเมือง ด้านทิศใต้

หน่วยข่าวและจิตวิทยามวลชน ของ ชมรมคนรักอุดร รับทราบมาว่าในคืนที่ผ่านมา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และแกนนำพันธมิตรสาขาอุดร ได้ร่วมกันวางแผนในโรงแรมแห่งหนึ่ง ใกล้ทุ่งศรีเมือง

เวลา 10 โมงเช้า กลุ่มพันธมิตรพยายามติดตั้งเวที โซนทิศใต้ทุ่งศรีเมือง ซึ่งเป็นลานซีเมนส์ขนาดใหญ่ พร้อมที่จอดรถ แต่ได้ถูกสมาชิกชมรมคนรักอุดรขับไล่ จนถอยร่นไปตั้งเวทีที่ ลานกีฬาเทศบาลนครอุดรธานี ใกล้สวนสาธารณะหนองประจักษ์

เวลา 18 นาฬิกา ประชาชนบริเวณใกล้เคียงซึ่งได้รับผลกระทบจากการตั้งเวทีพันธมิตร และประชาชนที่ไปออกกำลังกาย ได้ร่วมกับสมาชิกชมรมคนรักอุดร ออกไปขับไล่ ซึ่งก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย ชมรมคนรักอุดรได้รับการประสานงานจากนายตำรวจระดับสูง ให้ยกเลิกเวทีออกจากทุ่งศรีเมือง และนำมวลชนกลับ พร้อมให้คำมั่นว่ากลุ่มพันธมิตรจะหยุดเวทีเช่นกัน

20 น. ชมรมคนรักอุดรยกเลิกเวทีที่ทุ่งศรีเมือง เหตุการณ์ฝั่งพันธมิตร ปรากฏว่าการประสานงานของตำรวจล้มเหลว เพราะแปะลิ้มนายใหญ่ที่ กทม ไม่ยอม พร้อมมีรายการ อัญชลี ด่ากราด บนเวทีพันธมิตร ทำให้คนอุดรไม่พอใจ

วันที่ 28 มิ.ย 51 ตอนเช้า ชมรมคนรักอุดร เร่งรีบตั้งเวทีที่สนามทุ่งศรีเมืองในบริเวณเดิม หลังจากสายข่าวรายงานว่า พันธมิตรพอใจผลงานพันธมิตรสาขาอุดร ที่ทำให้ชมรมคนรักอุดรเลิกเวทีได้ นับว่าเป็นการเหยียบหน้าคนอุดรทั้งจังหวัด

ในที่ประชุมของชมรมคนรักอุดร สรุปเพื่อตัดแขนขาพันธมิตรสาขาอุดร ต้องเดินขบวนขับไล่ นายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ ออกจากเมืองอุดร โทษฐานที่เอาลัทธิพันธมิตร ซึ่งเป็นลัทธิที่ทำให้คนไทยแตกแยก

เวลาบ่าย 2 โมง ชมรมคนรักอุดร นำโดยนายขวัญชัยไพรพนา พร้อมด้วยคนอุดรที่ต่อต้านพันธมิตร ราว 500 คน เดินทางไปที่ห้างทองศรีอุดรตลาดบ้านห้วย ซึ่งเป็นบ้านนายเจริญ หมู่ขจรพันธุ์ และหวิดปะทะกับนักรบศรีวิชัย ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบคนใต้ส่งตรงจากกรุงเทพเพื่อมาก่อกวนที่เมืองอุดร

ถัดมาตำรวจ สภอ เมืองอุดรกว่าร้อยนาย ได้เข้ามาป้องกันเหตุ โดยแบ่งถนนอุดรดุษฎี ทิศตะวันตกสำหรับประชาชนคนอุดรที่ต่อต้านพันธมิตร ทิศตะวันออกสำหรับกลุ่มนายเจริญ และแกงค์พันธมิตรสาขาอุดร

เหตุการณ์มีความเข้มข้นมากขึ้นเมื่อแกงค์พันธมิตรออกไปจ้างชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านโนนสูง บ้านหนองแดนเหนือ(ซึ่งมีสาขาสันติอโศก) เขตอำเภอเมืองอุดร มายืนยั่วยุท้าทาย ชมรมคนรักอุดรและประชาชนคนอุดรที่ออกมาต่อต้าน(ซึ่งส่วนมากเป็นคนสูงวัย)

เวลา 21 นาฬิกา ในรายการของดีเจก้อง และ จ ใจเดียว ได้มีวัยรุ่นในเขตอำเภอกุมภวาปี อำเภอหนองหาน และหนองวัวซอ ได้โทรเข้ารายการพร้อมระดมพลเดินทางเข้าอุดรด้วยปิคอัพ และมอเตอร์ไซค์

เวลา 22 น. กว่าๆ ทำให้กลุ่มวัยรุ่นในฝั่งคนอุดรและชมรมคนรักอุดร มีมากกว่าแกงค์พันธมิตรที่อัตรา 3:1 อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ถึงจะตรึงเครียด แต่ฝ่ายจิตวิทยามวลชน ชมรมคนรักอุดร ก็สามารถคุมเกมส์ได้จนถึงเช้า

ในเวลา ตีหนึ่งกว่าๆ ประชาชนจากสกลนคร และขอนแก่นที่เดินทางด้วยรถบัส และปิคอัพมาถึง จึงทำให้ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมีมากกว่า 3 พันคน ขณะที่ฝ่ายแกงค์พันธมิตรมีราว 250 คน ประกอบด้วยนักรบศรีวิชัย 30 คน และกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลทักษิณ

วันที่ 29 มิ.ย 51 เช้าตรู่ ตี 5 มีแม่ค้าตลาดบ้านห้วยที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย ได้นำข้าวต้มมาบริการ

ราว 7 โมงเช้าฝ่ายแกงค์พันธมิตรเหลือราว 100 คน ขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยมีราว 500 คน เนื่องจากประชาชนเดินทางกลับไปทำธุระส่วนตัว และคาดว่าจะกลับมาใหม่ก่อนเที่ยง

ในรายการ ดีเจ จ่าน้อย คลื่น 97.50 คลื่นชมรมคนรักอุดร ได้มีประชาชน จากอำเภอต่างๆ และจังหวัดใกล้เคียง ที่ได้รวมตัวกันเพื่อเดินทางมาที่ตลาดบ้านห้วย เมื่อนับเป็นตัวเลขเบื้องต้นคาดว่าก่อนเที่ยงจะมีประชาชนมาร่วมขับไล่พันธมิตรราวหมื่นคน

ณ เวลานั้น ความเคลื่อนไหวฝ่ายแกงค์พันธมิตร เริ่มมีการเดินเข้าออกร้านทองศรีอุดร คาดว่าจะมีการถอนตัวออกจากเมืองอุดร เพราะความกลัวว่าประชาชนที่ออกมาขับไล่จะทวีมากขึ้นถึงกว่าหมื่นคนก่อนเที่ยง

จากนั้นได้มีรถตู้นำแกนนำพันธมิตรออกด้านหลังด้านถนนโพนพิสัย และกลุ่มแกงค์พันธมิตรที่หน้าร้านทองศรีอุดรก็ไม่เหลือสักคน

ขณะที่เขียนข่าวนี้ ฝ่ายข่าวชมรมคนรักอุดร พร้อมหน่วยงานราชการบางหน่วยกำลังตามติดความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด

ณ เวลานี้ เมืองอุดร กลับสู่ความสงบชั่วคราว เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าแกงค์พันธมิตรของแปะลิ้มจะมาก่อกวนอีกเมื่อใหร่ แต่เหนืออื่นใด นายเจริญ แกนนำพันธมิตรสาขาอุดรและพวกพ้อง คงได้รับผลกรรมแล้ว ที่วันที่ 17 มิ.ย คนเหล่านี้ ได้ยืนใส่รองเท้าบนแท่นนั่งกราบสักการะ อนุเสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนอุดรเคารพสักการะ
.......
บาย บาย พันธมิตร อย่ามาก่อกวนเมืองอุดร อีกเลย

วันอาทิตย์, มิถุนายน 29, 2551

การ์ตูนโดย Gag: "เนี่ย...ดูสิผมยังไม่ทันเหนื่อยเลยคุณชัย"

คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูอัลบั้ม

ปัญหาใหญ่..อยู่นอกรัฐสภา : ความยุติธรรมสำหรับชนชั้นหนึ่ง แตกต่างจากความยุติธรรมสำหรับประชาชน ???

โดย คุณ secretMAI
ที่มา เวบไซต์ siamfreedom
29 มิถุนายน 2551

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิก เป็นเวลาสี่วันติดต่อกัน แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งของเราชุดนี้ สามารถดูแลตัวเองได้ดีในระบบรัฐสภา เป็นเรื่องที่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยสบายใจได้ ไม่ต้องเป็นห่วงกันมากมายนัก

ปัญหาใหญ่นั้น.. อยู่นอกรัฐสภา คืออำนาจชั่วร้ายที่มองไม่เห็น ซึ่งบงการผ่านกลไกฉ้อฉล เช่นสื่อมวลชนกระแสหลัก กระบวนการยุติธรรม (เน้นไปที่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ)นักวิชาการมหาวิทยาลัยกลุ่มใหญ่

เริ่มตั้งแต่กระบวนการยุติธรรม ..ที่อย่างไร ยังคงเป็นที่น่าสงสัยในเรื่องของ"ความยุติธรรม"อย่างที่สุด มีคำถามในใจประชาชนจำนวนมาก ว่า"ความยุติธรรม" ในระบบของไทย เคยมีอยู่จริงหรือไม่ ? คำถามเริ่มเกิดขึ้นหนาหูเมื่อเห็นการทำงานของ คตส. กกต. ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้พิพากษา เห็นวิธีการพิจารณาคดีความแบบตุลาการรัฐธรรมนูญของ คมช.มีการใช้กฎหมายลงโทษย้อนหลัง เป็นที่เย้ยหยันของอารยประเทศ เลือกฟังหลักฐานของฝ่ายหนึ่ง แต่เลือกที่จะไม่ฟังของอีกฝ่ายหนึ่ง

คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้พิพากษาจากศาลต่างๆ และพากันได้ดิบได้ดี จากวิธีการทำงานดังที่ประชาชนมองชัดว่า

- นั่นไม่ใช่ความยุติธรรม ชวนให้เกิดคำถามต่อไปอีกว่า ..ในเมื่อคนเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้พิพากษาจากศาลต่างๆ แล้วที่ผ่านมาตลอดชีวิต ทุกคดีที่มีคนติดคุก มีคนถูกประหารชีวิต มีคนถูกตัดสินให้แพ้คดีความ

- แล้วทุกคดีที่ผ่านมานั้น เราได้รับความยุติธรรมจริงหรือ ในเมื่อกระบวนการ - บุคลากรที่เราเห็นในเวลาสองปีที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้ ตกลงแล้ว ความยุติธรรมในสายตาของชนชั้นหนึ่งนั้น แตกต่างจากความยุติธรรมในสายตาของประชาชน ใช่หรือไม่ ?? แล้วเราต้องทนยอมรับสิ่งที่คิดว่า"ไม่ใช่ความยุติธรรม" ว่า เป็นความยุติธรรมไปอีกนานแค่ไหน

หากจะบอกว่า ในกระบวนการยุติธรรมมีการแบ่งออกเป็นสองขั้ว ?? แล้วเราจะเลือกได้อย่างไรว่า จะให้ขั้วไหนมาตัดสินคดีความของเรา หากเป็นเช่นนั้น ชีวิตของเราก็เหมือนแค่การแทงหวย อย่างนั้นหรือ

หากบอกว่า ต้องยึดตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญแล้ว การก่อรัฐประหาร ที่มีโทษเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต เมื่อประชาชนร่วมกันฟ้องร้อง ศาลกลับบอกว่า เมื่อยึดอำนาจได้แล้วก็ได้อำนาจรัฐตามไปด้วย ดังนั้นประกาศของคณะกบฏ ก็ให้ถือเป็นกฎหมายได้

อ้าว.. ตรรกะอะไรเนี่ย คือทหารลากรถถัง เอาปืนมาจ่อหัวประชาชน แล้วฉีกรัฐธรรมนูญเนี่ยสามารถทำได้ จะเขียนกฎบ้าบออะไร ก็สามารถทำได้หมด แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ซํ้ายังต้องมาเดินตามกฎหมาย ที่เขียนโดยคณะรัฐประหารอีกหรือ อะไรกันวะ ..???

ตกลงแล้ว ความยุติธรรมสำหรับชนชั้นหนึ่งนั้น แตกต่างจากความยุติธรรมสำหรับประชาชน ใช่หรือไม่ ??

นี่ไม่ใช่ความเสมอภาค นี่ไม่ใช่ความยุติธรรมเราจะต้องทนกับระบอบเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด

รัฐธรรมนูญ 2550 อยู่บนแนวคิดตุลาการรัฐประหาร นั่นคือ ทำลายความสมดุลของอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และโยนอำนาจเบ็ดเสร็จ ไปไว้ที่ตุลาการ ซึ่งไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง และยังเป็นชนชั้นพิเศษ ที่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้

จะว่าไปแล้ว รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง เริ่มจากกระบวนการอลเวงภิวัฒน์ คือมีศาลอะไรต่อมิอะไร เกิดขึ้นมามากมาย เช่นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เจตนาอาจเป็นไปอย่างสุจริต แต่ผลที่ได้คืออำนาจก้าวก่ายกันไปมา ในที่สุด ก็กลายเป็นก้าวก่ายฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ จนเสียความสมดุล ..เป็นการก่อปัญหาใหม่ๆ มากกว่าที่จะแก้ปัญหาเดิมๆ

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญปี 2540 ยังให้อำนาจตุลาการมากจนเกินเหตุ คือในอดีต - เวลาที่พิพากษาคดีความ ..แล้วมีอาการไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น อธิบดีศาลนั้นๆ สามารถเรียกคดีมาตรวจสอบได้ แต่รัฐธรรมนูญ 40 ด้วยเจตนาดีอีกเช่นกัน ต้องการให้ตุลาการเป็นอิสระเต็มที่ ก็ตัดอำนาจของศาลด้วยกันเอง -ในการตรวจสอบกันเอง ตรงนี้ออกไป ..

ปล่อยเสือเข้าป่า ยื่นปืนให้ทหาร ซื้อระเบิดให้ผู้ก่อการร้าย การกระทำเหล่านี้เกิดผลอย่างไร ก็คงไม่ต้องอธิบาย จากองค์กรในมุมมืด ไม่มีใครตรวจสอบได้ วิจารณ์ก็ไม่ได้ ยิ่งกลายเป็นองค์กรที่แม้แต่คนข้างใน ก็ทำอะไรกันไม่ได้เสียด้วย

มาถึงกรณีเทปบันทึกเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ ของผู้พิพากษาสองคนที่ คุณจักรภพ เพ็ญแข นำมาแฉกลางสนามหลวง จนกลายเป็นคดีความ เมื่อฟังแล้ว.. ที่จริง สาระว่า พลเอกเปรมอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า นี่เป็นการสนทนาปรึกษาของผู้พิพากษาที่จะเอา กกต.ชุดเก่าเข้าคุก ทั้งที่ยังไม่มีข้อหาอะไรเกิดขึ้นเลยด้วยซํ้า !!!

น่าตกใจ คนที่ยังไม่มีความผิด เขาก็อุตส่าห์ปั้นข้อหาให้ผิด แล้วตัดสินให้เข้าคุก แล้วเหยื่อรายนั้นเป็นใคร ?? นั่นคือ กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้าราชการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่เคยมีผลงานคุณงามความดีมามาก มีชื่อเสียงเรื่องซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย เพียงแค่ไม่ทำตามประสงค์ของชนชั้นอำนาจกลุ่มหนึ่ง ถึงกับโดนกระทำเสียขนาดนี้ แล้วประชาชนธรรมดาอย่างเราท่าน จะเหลืออะไร ??

แล้วทั้งหมดนี้ เป็นกระบวนการที่ตรวจสอบไม่ได้ วิจารณ์ก็ไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือ ก่นด่าสาปแช่งกันในที่ลับตาตกลงแล้ว ความยุติธรรมสำหรับชนชั้นหนึ่งนั้น แตกต่างจากความยุติธรรมสำหรับประชาชน ใช่หรือไม่ ??

เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองยํ่าแย่หนักลงไป ตุลาการ โดดลงมาเล่นการเมืองกันเป็นขบวนการ อย่างที่เราเห็นกันนับแต่ปี 2549 ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ววันนี้ บางทีการตัดสินข้อพิพาท ด้วยการยกพวกตีกัน แบบนักเรียนช่างกล น่าจะได้ความยุติธรรม มากกว่ากระบวนการในปัจจุบัน

ก็ให้รู้ไว้ว่ามีคนคิดแบบนี้มากขึ้นทุกวัน การฟื้นฟูประชาธิปไตย แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รักษาประเทศชาติไว้ให้คงอยู่นานเท่านานนั้น หากจะให้บรรลุผลสำเร็จได้ตลอดไป จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรม ..ให้แน่ใจได้ว่ายุติธรรม มีความเสมอภาคอย่างแท้จริง ไม่มีความเสมอภาค ..ก็ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีภราดรภาพ ไม่มีสันติภาพ

ความเสมอภาคจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องมีความยุติธรรมขึ้นมาก่อน และประชาชนจะแน่ใจว่า มีความยุติธรรมเกิดขึ้นจริง ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมจะต้องตรวจสอบได้ ทุกเรื่อง ทุกขั้นตอน

หลายปีมาแล้ว อาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เคยกล่าวว่า ระบบตุลาการจำเป็นต้องรีบปรับปรุงตัวเอง ก่อนที่คนอื่นจะมาปรับให้ ในวันที่ท่านอาจารย์ธานินทร์พูดนั้น ยังไม่มีกระบวนการภาคประชาชน ยังไม่มีสงครามประชาชน ยังไม่มีการปฏิวัติโดยประชาชน เพื่อประชาชน ยังไม่มีแนวคิดเรื่องศาลประชาชน ยังไม่มีประชาชนที่ยอมตาย เพื่อต่อสู้ขับไล่คณะรัฐประหาร

แต่วันนี้.. ประชาชนที่เลิกงมงายไสยศาตร์ เลิกพึ่งผีสางเทวดามีจำนวนมากขึ้น .. นาทีต่อนาที

ภาพการประจันหน้า พันธมิตร vs กลุ่มต้านที่อุดร 28 มิ.ย. 51

ภาพและบรรยายภาพโดย ss.hh
ที่มา พันทิป
29 มิถุนายน 2551


ประชาชนไทย 'จงรู้เท่าทัน' เล่ห์กลของกลุ่มพันธมิตรฯ และขบวนการทั้งในและนอกสภาฯ

โดย คุณเสือตัวที่ 6
ที่มา เวบไซต์ สยามรัฐ
29 มิถุนายน 2551

ประเด็นที่กำลังสร้างความแตกแยกของคนในชาติ และระหว่างชาติ ที่ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ได้หยิบยก “ปราสาทพระวิหาร” มาเป็นเงื่อนไขใหม่ ในการล้มล้างอำนาจรัฐ ด้วยการปลุกกระแสสังคม ขับไล่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่กำลังจุดติดอย่างได้ผล เป็นไฟลามทุ่งอยู่ในปัจจุบัน

นับเป็นความโชคร้ายของรัฐบาลนี้ ที่ “ประเทศกัมพูชา” ได้ดำเนินการยื่นเสนอต่อ องค์การยูเนสโก ให้ขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2551 ณ ประเทศแคนาดา หลังจากที่เคยเสนอมาแล้ว ในปี 2550 ณ เมืองไครสเชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ทำให้รัฐบาลไทย ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ต้องรีบเข้าจัดการต่อกรณีนี้ ที่เป็นเรื่องอ่อนไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ

เสือตัวที่ 6 ขอเตือนสติพี่น้องประชาชน และกลุ่มผลประโยชน์ทุกฝ่ายว่า ประเด็น “ปราสาทพระวิหาร” เป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทย ต้องทำความเข้าใจในประวัติศาสตร์อันเป็นที่มา ด้วยปัญญา และปราศจากอคติว่า

สิ่งปลูกสร้างอันนี้ มีมาตั้งแต่อาณาจักรขอมรุ่งเรือง โดยก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.1581 ที่ความเป็นสยามประเทศ และราชอาณาจักรกัมพูชา ยังไม่เกิดขึ้น แม้ความเป็นรัฐชาติ ไทย กับ กัมพูชา บังเกิดขึ้นในเวลาต่อมา ก็มีการแย่งยึดกัน เพื่อเข้าครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างแห่งนี้ สลับกันเรื่อยมา

จนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ.2497 เมื่อฝรั่งเศสต้องถอนทหารออกไป หลังแพ้สงครามต่อเวียดนาม ที่เดียนเบียนฟู ประเทศไทยจึงส่งกำลังทหารเข้ายึดครอง ปราสาทพระวิหาร อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช เจ้านโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชา ได้นำเรื่องพิพาทนี้ ฟ้องร้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) ให้ไทยคืน “โบราณสถาน” แห่งนี้ แก่กัมพูชา

ครั้น 15 มิ.ย.2505 ศาลโลก ได้มีคำพิพากษาให้ “ปราสาทพระวิหาร” อันนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ของราชอาณาจักรกัมพูชา ในที่สุด ที่แม้ รัฐบาลไทยในขณะนั้น จะมีหนังสือเพื่อประท้วงต่อคำพิพากษาศาลโลก ตลอดจนได้สงวนสิทธิในการเรียกร้องโบราณสถานแห่งนี้กลับเป็นของไทยในอนาคต แต่ก็ไม่มีผลใดๆ ต่อกรรมสิทธิ์เหนือพระวิหารแห่งนี้นับแต่นั้นมา อำนาจการบริหารจัดการใดๆ ต่อโบราณสถานแห่งนี้จึง “เป็นของกัมพูชา” โดยถูกต้องตาม “กฎหมายสากล” จวบจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญ จึงอยู่ที่ว่า สถานการณ์ปัจจุบัน พี่น้องประชาชนคนไทยต้องมีใจเป็นกลาง และใช้ “ปัญญาพิจารณา” ว่า รัฐบาลได้พยายามรักษาสิทธิเหนืออาณาเขตแห่งดินแดน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทแห่งนี้ มากพอหรือไม่ อย่างไร และประเทศของเรา ต้องสูญเสียอะไรไป โดยไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะวันนี้ คนในชาติของเรา กำลังถูก “กลุ่มพันธมิตรฯ และขบวนการ” ยุยง ปลุกปั่น ให้เกิดความระส่ำระสาย แตกสลายความสามัคคี มีวิธีคิดที่รุนแรง นำไปสู่ค่านิยมการแก้ปัญหาด้วย “วิธีการนอกระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา”

ขณะนี้ พี่น้องประชาชนคงเห็นแล้วว่า คงไม่ได้ผลที่พวกเรา จะเพรียกหาจิตสำนึกต่อพฤติกรรมของกลุ่มดังกล่าว ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ดังนั้น จึงเหลือหนทางเดียว ก็คือ การให้สติและข้อมูลข่าวสารที่เป็นกลาง เพื่อสร้างความเข้าใจให้สังคม อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยวิถีอารยะชน ตามหลักสากลที่ยึดถือกันทั่วโลกว่า จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีประเด็นละเอียดอ่อนที่จะเป็นเงื่อนไข ต่อการปลุกระดมให้สังคมไทยมีอารมณ์ร่วมได้ง่ายอยู่ 2 ประเด็น ก็คือ

1.ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ “กลุ่มพันธมิตรฯ” ได้เคยหยิบยกมากล่าวหาต่อรัฐบาลนี้ว่า มีเป้าหมายล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจะเปลี่ยนระบบการปกครองเป็นสาธารณะรัฐ ที่เกือบจุดติด หากแต่ได้ถูกหักล้าง จนสามารถสยบกระแสให้อ่อนล้าลงไปได้

2.ประเด็นชาตินิยม ที่กำลังถูก “กลุ่มพันธมิตรฯ และขบวนการ” หยิบยกมาเป็นเครื่องมือในการปลุกกระแส ความรักชาติ หวงแหนแผ่นดินเกิด จากกรณี “การขอขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก” อันเป็น “โบราณสถานของกัมพูชา” ตามคำพิพากษาศาลโลกตั้งแต่อดีต ก่อให้เกิดความแตกแยกของสังคมไทยอย่างน่าสะพรึงกลัว และเพื่อสร้างกระแสต่อต้านรัฐบาล ด้วยวิธีการนอกระบบ ในขณะเดียวกัน ก็กำลังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนบ้าน อันจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อผลประโยชน์ของชาติ และประชาชน ที่จะพึงได้ในอนาคต

ดังนั้น สังคมไทย จงใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อเท็จจริง จากแหล่งข้อมูลที่เป็นกลาง ใช้สติ ปัญญาพิจารณาเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างฉันท์มิตร

สิ่งสำคัญก็คือ ประชาชนไทย “จงรู้เท่าทัน” เล่ห์กลของ “กลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดจนขบวนการทั้งในและนอกสภาฯ” ในขณะนี้ ที่เต็มไปด้วย อคติ ทิฐิมานะ อาฆาตมาดร้าย ใช้อารมณ์ ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น อย่างแยบยล

จึงอย่าหลงกลติดกับ ความขัดแย้ง ตามห้วงกระแสแห่งการแย่งอำนาจครั้งนี้ ที่พวกเขา กำลังใช้อุบาย หลอกใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ภายใต้ประเด็นที่อ่อนไหว ง่ายต่อ “การปลุกระดม เพื่อกระชากอารมณ์คนไทย” ให้เข้าเป็นแนวร่วม ในการต่อสู้ไปสู่ชัยชนะ ที่จะสนองผลประโยชน์เฉพาะตน โดยไม่สนใจต่อหายนะที่กำลังเกิดขึ้นกับประชาชน และประเทศชาติ อย่างโหดร้ายที่สุด

สงสัยในเขตอำนาจศาล ว่า ศาลปกครองกลาง มีสิทธิในการรับพิพากษาหรือไม่

โดย คุณ weethawat
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
29 มิถุนายน 2551

สอบถามครับ ศาลปกครองกลาง มีอำนาจพิพากษาคดีเขาพระวิหารหรือไม่ เพราะไม่ได้เป็นข้อตกลงร่วมกัน ไม่ได้เป็น คำสั่งทางปกครอง และมิได้มีเจตนาบังคับใช้กับส่วนราชการไทยโดยตรง เป็นเพียงข้อตกลงการยอมรับการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร และข้อตกลงการพัฒนาเขตพื้นที่โดยรอบร่วมกัน

ถ้าฟ้องว่า ผิดรัฐธรรมนูญ ตีความว่า ข้อตกลงร่วมกัน เป็น สนธิสัญญา ก็น่าจะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช้ศาลปกครองกลาง ถ้าฟ้องศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลปกครองมีอำนาจในการสั่งคดีอีกหรือไม่ มีอำนาจสั่งคุ้มครองคดีได้หรือไม่

ผมรู้สึกแปลกกับกระบวนการยุติธรรมของชาติมากในตอนนี้ ตรรกะหลายอย่าง ไม่เป็นไปตามหลักธรรมชาติ หลักความจริง หลักความยุติธรรม เพราะถ้ามีผู้ฟ้องศาลปกครองอยู่เนืองๆ แล้วศาลก็คุ้มครองไปเสียทุกอย่าง ตามวิจารณญาณ รัฐบาลจะบริหารประเทศได้อย่างไร

ถ้าไม่ชอบขี้หน้ารัฐบาล ก็ไปยื่นฟ้องทุกเรื่อง ศาลก็สั่งในระงับการกระทำไว้ก่อน คุ้มครองชั่วคราว (อย่างไม่มีกำหนด แบบ ASTV) ประเทศจะเดินหน้าไปได้อย่างไร

อำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย จะมีคุณค่าได้อย่างไร ถ้าศาลไม่ได้เคารพประชาชน

รัฐบาลนั้น ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ และต้องมีอำนาจและกลไกในการบริหารประเทศได้ แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลย์ จำเป็นต้องมี เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางที่มิควร แต่การคานอำนาจ ก็ต้องอยู่ในขอบเขตเช่นเดียวกัน มิฉะนั้น กลไลการบริหารบ้านเมือง ก็จะสะดุดไปหมด สุดท้ายจะเป็นวัวพันหลัก ดิ้นไม่หลุด และสายเชือกก็จะสั้นเข้าไปทุกที ในที่สุดก็จะติดคาหลัก

ฤาจะปฏิวัติ.... เอามีดมาตัดเชือกที่พันหลัก แล้วก็ผูกใหม่ แล้วก็กลับไปพันหลักเหมือนเดิม

ผมเชื่อว่า คำถามนี้ไม่เป็นการหมิ่นศาลครับ ใครต่อใครเอาข้อหาหมิ่นศาลนี้มาข่มขู่ และคุกคาม อันนี้แหละที่ปิดหูปิดตา ปิดปากประชาชน

คำพิพากษา.....เมื่อพิพากษาแล้ว ย่อมตกเป็นของสาธารณะ ประชาชนย่อมวิพากษ์วิจารณ์ในข้อกฏหมายได้ หรือสามารถตั้งคำถามถามสาธารณะได้

การ์ตูนโดย Gag: "แง๊...ลุงหมักรังแกมาร์ค"


คลิ๊กที่ภาพเพื่อดูอัลบั้ม

วันเสาร์, มิถุนายน 28, 2551

พันธมิตรฯ คิดจะยึดอำนาจรัฐเอง

โดย คุณจรัล ดิษฐาอภิชัย
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
28 มิถุนายน 2551

สองศุกร์ที่แล้ว ผมเขียนถึงคน 14 ตุลาคม และเพลงเพื่อชีวิต บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้ มาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลว่า ทำให้อุดมการณ์ เป้าหมาย และผู้ชุมนุมสับสน

แล้วก็จริงยิ่งขึ้น เมื่อบรรดาแกนนำทั้ง 5 เริ่มปราศรัย เสนอความคิดยกระดับการต่อสู้ ไม่เพียงแต่ขับไล่รัฐบาลเท่านั้น หากจะยึดอำนาจรัฐ เปลี่ยนแปลงระบบการเมืองต่างๆ

พิภพ ธงไชย และสมศักดิ์ โกศัยสุข ถึงกับพูดว่า การต่อสู้ของพวกเขาจะเป็นการอภิวัฒน์ หรือปฏิวัติ โดยประชาชนที่ไม่เคยเกิดมาก่อนในประเทศไทย

ความจริงแล้วก็ไม่น่าแปลกประหลาดใจ เพราะที่ผ่านมา พวกเขามีความคิดและเจตนารมณ์ไปในแนวนี้ ตั้งแต่คำขวัญ “ขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ” ต้องการสร้างสังคม “คนดี มีศีลธรรม คุณธรรม” และระบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “เศรษฐกิจชาตินิยม”

แต่คำประกาศจะเข้ายึดอำนาจรัฐเสียเอง เพิ่งได้ยินเมื่อไม่กี่วันมานี้ คงเพราะเรียกร้อง โหยหาทหารมาเกือบเดือน ก็ยังไม่ออกมาทำรัฐประหาร รอไม่ไหวแล้ว แกนนำหลายคน และผู้ปราศรัย ที่เคยเป็นคนเดือนตุลาคม และเป็นสหายในป่า จึงเสนอความคิดการยึดอำนาจโดยประชาชน เพื่อปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลมาจากการสรุปบทเรียน รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า ไม่ได้แก้ปัญหา หรือทำตามแนวความคิดอุดมการณ์ของพันธมิตรฯ


การุณ ใสงาม พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า คราวนี้จะไม่ฝากความหวังไว้ที่ใคร ไม่มอบดอกไม้แก่ใคร ไม่ตีงูให้กากิน พวกเราต้องดำเนินการกันเอง ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องเป็นรัฐบาลบริหารประเทศเสียเอง

พิภพ ธงไชย ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า รัฐประหารไม่ใช่ทางออก แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ การเลือกตั้งก็ไม่ใช่ทางออกเช่นกัน ตราบใดที่ยังมีการซื้อเสียง นักทุน นักการเมืองจะยังเต็มสภา ต้องอภิวัฒน์โดยประชาชน

คำว่า “อภิวัฒน์” ท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติ 2475 ฝ่ายพลเรือน ที่ครบรอบ 76 ปีเมื่อ 2 วันที่แล้ว เป็นผู้ใช้คำนี้ โดยแปลมาจาก “revolution” แต่ยังไม่เป็นที่นิยม เหมือนคำแปลว่า “ปฏิวัติ”

ผมคิดว่าพิภพใช้คำ “อภิวัฒน์” คงเพื่อลดน้ำหนักความรุนแรงของคำ แต่ความหมายอย่างเดียวกัน คือ พิภพเรียกร้องให้ประชาชนฝ่ายพันธมิตรฯ ลุกขึ้นปฏิวัติ

ปัญหามูลฐานก็คือ พันธมิตรฯจะใช้วิธีการเข้ายึดอำนาจรัฐอย่างไร จัดตั้งผู้ชุมนุม และสนับสนุนเป็นกองกำลังทางการเมือง และทางทหาร เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล กองทัพ ที่ทำการของราชการ หรือทำอย่างไร ปัญหาประการที่สอง จะสถาปนาระบอบการปกครองอะไร

เท่าที่ฟังดู แกนนำยังคงคิดค้น และตกลงกันไม่ได้


สนธิ ลิ้มทองกุล เสนอความคิดระบบการเมือง ที่รัฐสภาไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชน มีสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ก็พอ ที่เหลือมาจากตัวแทนกลุ่มอาชีพ และภาครัฐ ระบบรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ เหล่านี้เป็นต้น ดูเหมือนว่า สิ่งที่แกนนำและผู้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ คิดเหมือนกันคือ ล้มรัฐบาล ขุดรากถอนโคนกลุ่มทักษิณ และปราบปรามประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โดยเฉพาะ นปก. และการนำเอาคุณธรรมเป็นหลักการปกครอง (ทั้งๆที่พวกนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่มีคุณธรรม)

หากพันธมิตรฯ ยึดอำนาจรัฐสำเร็จ ก็ไม่รู้ว่าระบอบการปกครองของพวกเขา จะเป็นเผด็จการแบบไหน แบบโคไมนีแห่งอิหร่าน หรือเผด็จการขวาจัด แบบหลังกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม

แต่ไม่ว่าแบบไหน ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยคงลุกขึ้นต่อต้าน แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้ง

ประชาธิปัตย์คือใคร?

โดย คุณ กาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
28 มิถุนายน 2551

ใครจะว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลรอบนี้ จืดชืดหรือขาดความเร้าใจอย่างไรก็ตาม ผมกลับเห็นว่า มีประโยชน์ยิ่งต่อการปฏิรูปการเมืองในระยะยาว เพราะทำให้คนทั่วไปตาสว่าง และได้รู้กันทั่วสักทีว่า พรรคประชาธิปัตย์คือใคร

ก็เนื้อหาและประเด็นที่หยิบมาอภิปรายนั่นล่ะครับ เป็นตัวบอกบอกว่า เป็นฝ่ายค้านของรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชน หรือเป็นฝ่ายที่คอยคัดค้านระบอบประชาธิปไตยของบ้านเมืองกันแน่

ตรายี่ห้อเก่าๆ ว่า เป็นพรรคที่ต่อสู้กับเผด็จการเพื่อประชาธิปไตยนั้น อย่ายกขึ้นมาอีกเลยครับ จะอายเขาเสียเปล่าๆเพราะมันจบสนิทไปตั้งแต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก ตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ และประกาศต่อสาธารณชนว่า พรรคประชาธิปัตย์จะกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญของประชาชน พ.ศ.๒๕๔๐ นั่นแล้วล่ะครับ

จำได้ไหมว่า เรื่องหลังนี้จบอย่างไร รบกวนเบื้องพระยุคลบาท ถึงขนาดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องทรงมีพระราชดำรัสว่า อย่าขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๗ ขึ้นมา เพราะจะทำให้คนเขาค่อนได้ว่า พระเจ้าอยู่หัว “ไม่เป็นประชาธิปไตย” ครับ

แนวคิดของคุณอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ มันถึงขนาดนั้นทีเดียว คนที่มียางอายแม้แต่เพียงบางๆ เขาคงจะกราบบังคมทูล ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้านฯ และคงหลบหน้าผู้คนไปเสียนานแล้ว

แต่อย่างที่เขาว่าล่ะครับ ...สมัยนี้ เก่งไม่กลัว กลัวหน้าด้าน


การอภิปรายของฝ่ายค้านที่ผ่านมา คงจะอ้างได้ยากว่า เป็นการทำงานเพื่อระบอบประชาธิปไตย เพราะเหตุที่เตือนความจำมานี้ แถมยังต้องไม่ลืมว่า ระหว่างที่บ้านเมืองยังอยู่ใต้ท็อปบู๊ตทหาร หลัง ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้น พรรคการเมืองที่ได้รับโอกาสให้ขึ้นป้ายหาเสียง และออกสื่อของรัฐอย่างเอิกเกริก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย คือพรรคประชาธิปัตย์ มิหนำซ้ำเมื่อทุกอย่างซาลง คนอย่างคุณสกลธี ลูกชายของพลเอกวินัย ภัททิยกุล เลขาธิการคณะรัฐประหาร ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้เป็น ส.ส.ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ มาจนวันนี้

คนอย่างคุณสมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกไปเป็นแกนนำ และขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของสนธิลิ้ม และพลตรีจำลอง ซึ่งเป็นขบวนการการเมืองนอกสภาอย่างโจ่งแจ้ง แถมยังผิดกฎหมายอีกหลายข้อ สร้างความเดือดร้อนกับผู้คนในแถบนั้น โดยไม่สนใจเขาเลย แล้วยังกลับเข้ามาลอยหน้าลอยตา ใช้ระบบรัฐสภาเป็นเครื่องมือ จนถูกคนที่หมั่นไส้ เขากระโดดถีบกลางสภามาแล้ว ประวัติส่วนตัวของพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้ ไปขอต่อแถวประชาธิปไตยกับใครเขาในโลก ก็คงจะถูกถ่มถุยออกมา

เมื่ออภิปรายเรื่องเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นเรื่องเก่า สมัยที่อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือคุณเสนีย์เป็นทนายไปว่าความแพ้เขาในศาลโลก โดยวกมาบอกว่า เห็นไหมว่า รัฐบาลนี้ไม่รักชาติรักแผ่นดิน โดยขาดข้อเท็จจริงที่จะบอกได้ว่า เป็นความผิด หรือแม้แต่ความไม่สมควร พรรคประชาธิปัตย์ก็กลายเป็นตัวตลกทางการเมืองไป


แต่สิ่งที่ไม่ตลกคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ถูกกระทบอย่างแรงไปแล้ว จากปากของคนประชาธิปัตย์ ซึ่งถ่ายน้ำลายมาจากเวทีพันธมิตรฯ อีกต่อหนึ่ง ยังไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อไป

นี่ยังไม่ได้พูดถึงประเทศที่สามอีกหลายร้อยประเทศ ที่เขามองไทยอย่างสังเวชใจว่า ก่อเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน และเมื่ออภิปรายเรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ขนาดอดีตรัฐมนตรีที่เขาลาออกไปแล้ว และไม่ได้นั่งอยู่ในสภาด้วย ยังไปงัดมาพูด จนนายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นตอบแทน ก็ยิ่งเกิดคำถามขึ้นในใจว่า เรื่องเบื้องสูงขนาดนี้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของบางพรรคไปแล้วหรืออย่างไร เพราะเจ้าตัวต้องรู้ดีว่า เรื่องแบบนี้ยิ่งพูดยิ่งเสีย ไม่เป็นประเด็นได้ถือว่าดีที่สุด

พรรคการเมืองในยุคนี้ ไม่ควรเป็นเพียงตัวแทนของใบไม้เก่าๆ ที่จะปลิดร่วงไปตามกาลเวลา แต่ควรเป็นสะพานเชื่อมโยง ระหว่างเก่ากับใหม่ เพื่อให้ต้นไม้นั้นยืนต้นงอกงามต่อไป แต่พรรคการเมืองที่ว่ามานี้ คงจะสายเกินแก้แล้ว.

ตุลาการวิบัติ

โดย คุณ ไท
ที่มา เวบไซต์ อารยชน
28 มิถุนายน 2551

เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีการเคลื่อนไหวผลักดันสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” โดยมุ่งหมายให้ศาลและบรรดาผู้พิพากษา เข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งและวิกฤติทางการเมืองในสังคมไทย

แต่การเมืองเป็นเรื่องของฝักฝ่าย เป็นเรื่องของความขัดแย้ง แตกต่างของอุดมการณ์ แนวคิด แนวทางนโยบาย และผลประโยชน์ของกลุ่มคนในสังคม ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด ไม่ใช่เรื่องชอบด้วยกฎหมาย หรือขัดกับ กฎหมาย ซึ่งอาจพิจารณาวินิจฉัยได้ตามพยานหลักฐาน และตัวบทกฎหมาย เช่นเดียวกับการพิจารณาพิพากษาคดี

การกระตุ้นและผลักดันให้ศาล ใช้อำนาจตุลาการ เข้าข้างกลุ่มการเมือง ฝ่ายหนึ่ง ทำร้ายกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง จึงนอกจากเป็นการทำลาย หลักการความเป็นกลางทางการเมือง และหลักการอยู่นอกการเมืองของผู้พิพากษาแล้ว ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน ตุลาการ ในด้านความซื่อตรงต่อหน้าที่ของตนอีกด้วย

แม้การให้ผู้พิพากษาไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการ ปปช. กรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก กรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ก็น่าคิดว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

สังคมไทยคาดหวังจากผู้พิพากษามากเกินไปหรือไม่ เพราะยิ่งเป็น ตำแหน่งที่มีอำนาจมากเท่าใด ก็อาจถูกวิ่งเต้นมากเท่านั้น ก็อาจมีมลทินมากเท่านั้น และก็อาจมีโอกาสเกิดเรื่องเสื่อมเสียมากขึ้นด้วย

การได้มาซึ่งตำแหน่งดังกล่าว ยังอาจถูกกล่าวหาว่า ได้มาเพราะเป็น อภิสิทธิชน นี่ยังไม่นับว่า การใช้อำนาจในตำแหน่งดังกล่าว ย่อมต้องมีกลุ่มการเมือง ที่ได้รับผลร้าย ไม่พอใจ อาจสร้างเรื่องโจมตี สาดโคลนเข้าใส่ผู้พิพากษาได้สารพัด

ปกติ แม้การที่ผู้พิพากษา ไปดำรงตำแหน่งในบริษัทเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการตุลาการของแต่ละศาล โดยมีระเบียบและหลักปฏิบัติทั่วไปว่า จะไม่อนุญาต เว้นแต่เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพี่อประโยชน์ของประเทศ และการไปทำหน้าที่นั้น จะต้องไม่เป็นงานที่หมิ่นเหม่ต่อการเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา

เมื่อเปรียบเทียบการไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กับการไปดำรงตำแหน่งในบริษัทเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ ก็จะเห็นได้ว่า อย่างแรกมีความเสี่ยงมากกว่า มีความหมิ่นแหม่ที่จะเสื่อมเสียได้มากกว่า ผู้เกี่ยวข้องจึงควรทบทวนว่า การให้ผู้พิพากษาไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น อาจกลายเป็นการทำให้ตุลาการได้รับความวิบัติหรือไม่

ทั้งผู้พิพากษาเอง ก็ควรพิจาณาทางได้ ทางเสีย ให้ดีว่า การนำตัวเองเข้าไปในเขตพื้นที่อันตรายเช่นนั้น จะคุ้มค่าหรือไม่ด้วย

ประชาชนล่ารายชื่อ ร่อนจดหมายเปิดผนึกประณามพันธมิตรฯ ทำ “ถอยหลังเข้าคลอง”

ที่มา ประชาไท
27 มิ.ย.51

นายปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ผู้ประสานชมรมนักกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกลงชื่อนักกิจกรรม นักวิชาการ นักศึกษา และนักสหภาพแรงงาน ประณามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยจดหมายเปิดผนึกระบุว่าแม้การชุมนุมของพันธมิตรฯ จะสามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่พันธมิตรฯ มีการปลุกปั่นสร้างกระแสความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม มีการใช้วาทกรรมพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนช่วง 6 ตุลาคม 2519 และยังมีข้อเสนอที่ถอยหลังเข้าคลองของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ที่เสนอให้ ส.ส. มาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70 และ การเลือกตั้งร้อยละ 30

ดังนั้น ผู้มีรายชื่อข้างท้ายดังกล่าวจึงเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการใช้กระแสชาตินิยม วาทกรรมพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” มาเป็นเครื่องมือทำลายผู้เห็นต่างจากฝ่ายพันธมิตร ยุติการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด และยุติการเสนอแนวคิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการแต่งตั้ง และข้ออ้างทุกรูปแบบเพื่อสร้างความชอบธรรมให้เกิดรัฐประหาร
จดหมายเปิดผนึก
ถึงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
พันธมิตรฯ ต้องดำเนินการไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย
และคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน


27 มิถุนายน 2551

ผู้มีรายชื่อข้างล่างดังต่อไปนี้ ขอประนามกลุ่มแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการสร้างความขัดแย้ง แตกแยกให้เพิ่มขึ้นในสังคม และไม่ดำเนินการไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มีการจัดชุมนุมขึ้นที่สะพานมัฆวาน รังสรรค์ และปัจจุบันได้ปักหลักชุมนุมหน้าตึกทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวชอลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าผู้ลงนามข้างใต้จะสนับสนุนสิทธิในการชุมนุมที่กลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะสามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศทางด้านสิทธิมนุษยชน แต่ผู้ลงนามข้างล่าง มีข้อสังเกตุดังนี้:

- กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการปลุกปั่นสร้างกระแสความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะต่อกรณีเขาพระวิหาร และการใช้วาทกรรมพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นวาทกรรมแบบชาตินิยม ที่ได้มีการใช้เป็นเครื่องมือในช่วงของการเข่นฆ่าปราบปราม ผู้นำกรรมกร ชาวนา นักศึกษา และประชาชนในช่วงปลายทศวรรษ 2510 การฆาตกรรมหมู่นักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยตำรวจ ทหาร และกลุ่มอันธพาลฝ่ายขวาก็กระทำไปเพื่ออ้างพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

- การเสนอให้มีการแต่งตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร โดยให้มาจากการแต่งตั้งร้อยละเจ็ดสิบและเลือกตั้งร้อยละสามสิบของนายสุริยะใส กตะสิลา ถือเป็นข้อเสนอที่ “ถอยหลังเข้าคลอง” ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทน และเป็นการเปิดทางให้กับคณะรัฐประหารนิยม มาแทรกแซงการเมืองและฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

ดังนั้น ผู้ลงนามในจดหมายฉบับนี้ ขอแสดงจุดยืนดังนี้:

1. เราขอประนามกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะนายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะสิลา นายสมเกียรติ พงไพบูลย์ นายสมศักย์ โกศัยสุข ซึ่งอ้างตัวเองว่าเป็นตัวแทนของภาคประชาชน เราขอแสดงทัศนะว่าการกระทำที่ผ่านมาของบุคคลสี่คนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านี้มิได้มีจุดยืนเพื่อคำนึงประโยชน์ของประชาชนอีกแล้ว

2. เราขอเรียกร้องให้มีการยุติการปลุกปั่น การสร้างกระแสลัทธิชาตินิยม การใช้วาทกรรมพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” มาเป็นเครืองมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ที่มีความเห็นต่างกับกลุ่มพันธมิตรฯ

3. กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องยุติ การให้ข้อมูลที่ผิดพลาด โดยไม่ได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการกล่าวพาดพิงบุคคลต่างๆ บนเวทีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร รวมถึงการใช้คำหยาบคาย รุนแรง และอารมณ์โกรธแค้น เพื่อสร้างความเกลียดแค้นชิงชัง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพื่อปลุกระดมผู้ชุมนุมบนเวทีการชุมนุม

4. กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องยุติการเสนอแนวความคิดให้มีการแต่งตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร และข้ออ้างทุกรูปแบบที่จะสร้างความชอบธรรมที่จะนำไปสู่การรัฐประหาร

เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ชมรมนักกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
พงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ภัทรดนัย จงเกื้อ นักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
สมบัติ บุญงามอนงค์ มูลนิธิกระจกเงา
จรรยา ยิ้มประเสริฐ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
จิตรา คชเดช ประธานสหภาพแรงงานไทร์อัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
ศรีไพร นนทรีย์ ฝ่ายจัดตั้งกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิต และใกล้เคียง
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ กลุ่มประกายไฟ
ขวัญรดี วังอุดม นักกิจกรรมทางด้านสิทธิมนุษยชน
สมพจน์ ศุพุทธมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ศิริภาส ยมจินดา นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
พรพิมล สันทัดอนุวัตร สถาบันต้นกล้า
พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ นักแปลอิสระ
ศรายุธ ตั้งประเสริฐ นักกิจกรรมทางสังคม
นีรนุช เนียมทรัพย์ นักกิจกรรมทางสังคม
อรชพร นิมิตกุลพร นักกิจกรรมทางด้านสิทธิมนุษยชน
เจษฎา โชติกิจภิวาทย์ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
ภูมิวัฒน์ นุกิจ นักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม
เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักศึกษาปริญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
นันท์ศิริ เอี่ยมสุข นักศึกษาปริญญาโท United Nations Mandated University for Peace
ใจ อึ๊งภากรณ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พัชรี แซ่เอี้ยว นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โสฬสสา มีสมปลื้ม นักศึกษาปริญญาโท สตรีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์
นุ่มนวล ยัพราช โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา คนงานโรงงานทอผ้าในย่านรังสิต จ.ปทุมธานี
ภาณินี บุญเลิศ นักศึกษาปริญญาโท University of Southern California
สุรดา จุนทะสุต นักศึกษาปริญญาโท University of Southern California
เอกฤทธิ์ พนเจริญสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาเอก Tulsa University
พิชิต พิทักษ์ นักกิจกรรมทางสังคม
กิติภูมิ จุฑาสมิต นักกิจกรรมทางสังคม
ลิลิตา กิตติศักดิ์สุนทร พนักงานกลุ่ม Emirates Group
วิสาขา กิตติศักดิ์สุนทร นักศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วรคม ทวีศรัณย์พงศ์ นักศึกษาปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ภาสร ช่อผกา นิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อานนท์ ชวาลาวัณย์ นักศึกษาปริญญาโท Jawaharlal Nehru University, New Delhi, India
ปรัชญา สุรกำจรโรจน์ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง
สิทธิพร จรดล พนักงานบริษัทเพื่ออิสรภาพ
สัณทณา ทิพย์สุข นักศึกษาปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ มศว.
ทวีวุุฒิ จุลวัจนะ เว็บ Thai-Journalist-Democratic-Front.com
พิชญ์ ชีวะสาคร นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร
ศาสตร์
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
สันติ โชคชัยชำนาญกิจ กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต
มัชฌิมา ตั้งเจียมศรี นักศึกษาปริญญาโท School of Public Policy ประเทศเกาหลีใต้
สุริยา โพธิ์ชัยเลิศ นักสหภาพแรงงาน
พรเทพ สงวนถ้อย นักกิจกรรมทางสังคม
อาทิตย์ ทองอินทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย
อัครวิชย์ เทพาสิต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ศุษม อรรถวิภาคไพศาลย์ พนักงานบริษัทการบินไทย
เพ็ญรุ่ง ก็อล์และต์ พยาบาลโรงพยาบาล Champ Saint Anne ประเทศเบลเยี่ยม

สามารถส่งรายชื่อ พร้อมองค์กรที่สังกัดเพิ่มเติมได้ที่ saynotopad@gmail.com

วันศุกร์, มิถุนายน 27, 2551

กรณีเขาพระวิหาร : ประเด็นร้อนและอีกแง่มุมต่อไปที่จะถูกตะแบงไม่เลิก

บทความโดย City Stray Cat
27 มิถุนายน 2551

กรณีเขาพระวิหาร ที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองนั้น หลังจากได้รับการชี้แจง วิเคราะห์ จากหลายส่วนรวมทั้งการอภิปรายที่เผ็ดร้อนในสภานั้น ขอยอมรับว่าฝ่ายค้านอภิปรายได้ดีจนเคลิ้มไป และคิดในระหว่างการอภิปรายนั้นว่า รัฐมนตรีนพดล ทำไมประมาท เลินเล่อ โง่เง่าอย่างนี้สงสัยคงจะเสร็จแน่ แต่หลังจากถ่างตารอเพื่ออยากจะฟังข้อแก้ตัวของท่านรัฐมนตรีแล้วนั้นว่าจะหนีตายยังไง ปรากฎว่าท่านชี้แจงและอภิปรายได้ดีมาก หักล้างข้อกล่าวหาของทางฝ่ายค้านที่ลากไปถึง 7 ชั่วโมงอย่างดีเยี่ยม เคลียร์และชัดเจน

แต่การไม่ยอมจำนน ของพวกหัวดื้อและจะัดันทุรังให้เป็นประเด็นร้อนทางการเมือให้ได้ หลายคนคงถูกทำให้มองเบี่ยงประเด็นว่าและทำให้กลัวว่า ในอนาคตถ้าเขมรประสบความสำเร็จและได้รับการรับรองจากยูเนสโก ถึงแม้ว่าจะเป็นขอบเขตปราสาทและจักการพื้นที่ทับซ้อนร่วมกับไทยแล้ว แต่เมื่่อทิ้งเวลาไปซักระยะหนึ่ง และได้ร่วมจัดการได้จัดการได้ใช้พื้นที่ทับซ้อนด้วยนั้น ก็จะเอาตรงนี้ไปกล่าวอ้างได้ว่า ได้ไทยได้ยินยอมหรือยอมรับว่าเขมรมีสิทธิและอธิปไตยของเขมรในพื้นที่ทับซ้อน และอาจจะเอาประด็นนี้ไปใช้เป็นข้อกล่าวอ้างและโต้แย้ง เพื่อที่จะครอบครองพื้นที่ดังกล่าวในอนาคต ทำนองเดียวกันกับ เมื่อตอนต่อสู้และชนะคดีในศาลโลกเมื่อปี 2505

สำหรบผู้ที่หลงประเด็นควรจะกลับมาคิดและศึกษาให้ดีว่า เมื่อสมัยก่อนหน้านั้นกับปัจจุบันไม่เหมือนกัน โลกก็เปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว ในสมัยนั้นที่ไทยไม่เคยได้ทำแผนที่ของตัวเองแล้วไปใช้แผนที่ของฝรั่งเศสที่ทำหลังจากที่ ร.5 ยินยอมยอมยกดินแดนส่วนนี้ให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับจังหวัดทางภาคคะวันออกของไทยปัจจุบัน คือ จันทบุรี ตราด และ อำเภอด่านซ้ายจังหวัดเลย ยกให้พร้อมกับ พระตะบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณ เพื่อแลกกับการไม่ต้องตกเป็นอาณาณิคมของฝรั่งเศส จากนั้นมาไทยก็ไม่เคยต่อสู้และทักท้วงมาก่อนว่าไม่ยอมรับแถมถอนกำลังออกไป ชักธงไทยลงและยอมรับธงเขมร มีชาวบ้านเขมรมาอยู่ รวมทั้งกรมพระยาดำรงฯ ก็ยังไปเยือนในฐานะแขกบ้าน

จนกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เรื่องของเขาพระวิหาร ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นกรุ่นทางการเมือง...(ก่อนรัฐบาลสมัคร) และขอทวงสิทธิ์คืนในสมัยที่จอมพลสฤษณ์ หลังจากที่ฝรั่งเศสขอกลับคืนไปเพราะเราเป็นฝ่ายแพ้สงคราม เนื่องจาก จอมพล ป. ไปประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรแล้วดันแพ้ ก็เลยต้องยอมคืนกลับไปให้ฝรั่งเศสอีกครั้ง ทั้งๆที่เคยได้คืนมาเนื่องจากญี่ปุ่นมาไกล่เกลี่ยให้ ในช่วงที่ฝรั่งเศสเกือบแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเยอรมันยึดปารีสได้ ตอนนั้นเราไดกลับคืนมาหมดทั้งพระตะบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณ รวมทั้ง หลวงพระบางในลาวด้วย

ในปฎิบัติกการทวงคืนนั้นฝ่ายไทยได้ตั้ง มรว.เสนีย์ เป็นหัวหน้าทีมทนายและต่อสู้ในเรื่องแผนที่แบ่งอาณาเขตแผนที่ระหว่างประเทศที่โดยปกตินั้นจะยึืดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งอาณาเขต พอศาลโลกขอแผนที่ของเราที่เคยที่อ้างแนวสันปันน้าที่เราใเคยใช้มาก่อนสมัยหลัง ร.5 ยกให้ที่เราบอกว่าไม่ยินยอมและใช้แตกต่างจากแผนที่ฝรั่งเศส เราก็ไม่มีแผนที่อะไรจะมายืนยันเพราะได้ใช้แผนที่ฝรั่งเศสมาตลอด จึงถือก็เลยเถียงไม่ออกก็เลยแพ้คดีไป

แต่เหตุการณ์ตอนนี้ต่างกัน ต่างกันเพราะตอนนี้เราได้สู้ แย้งและยืนยันแผนที่และได้มีการป้องกันในข้อกฎหมายชัดเจนแล้ว ซึ่งได้ขอแยกพื้นที่ทับซ้อนออกมาชัดเจนและมีการยืนยันและมีแผนที่ชัดเจนว่าเป็นดินแดนภายได้อธิปไตยไทย ว่าเป็นของเรา มีการลงนามร่วม มีหลักฐานชัดเจนตามรายละเอียดที่ทางกรทรวงต่างประเทศชัดเจน โดยเฉพาะเทคโนโลยีสมัยนี้ด้วย เพราะฉะนั้นการเสียโง่แบบเดิมจะไม่เกิดขึ้นแล้ว ทาง NGO เขมรด้วยซ้ำออกมากล่าวหาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขื้นนี้จะทำให้เสียรู้ไทย

ลองอ่านเพิ่มเติมในลิ้งก์ตามนี้ประกอบ จะได้เข้าใจอะไรดีขึ้น ประวัติศาสตร์มีอยู่และย่อมได้รับการศึกษามาก่อนอย่างดี จะไม่ดูตาม้าตาเรือ ฆ่าคัวตายทางการเมือง และยอมเสียโง่อีกเลยหรือ จริงๆ แล้วที่ท่านนพดลทำน่ะถูกต้องแล้ว เพราะฉะนั้นเราควรจะศึกษาและทำความเข้าใจไว้ เพื่อไม่ให้ใครจูงจมูก และนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเองจะดีกว่า

บทความ : กิเลน ประลองเชิง, ไทยรัฐ
http://thairath.com/news.php?section=politics02&content=94796

บทความ : สนธิสัญญาของพระพุทธเจ้าหลวงฯ กับฝรั่งเศส และ ปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา
http://www.prachatai.com/05web/th/home/12621

บทความ : นิติภูมิ นวรัตน์ เปิดฟ้าส่องโลก
http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=2983&ipagenum

บทความ : คำพิพากษาศาลโลก ต่อเรื่องแผนที่ตามสนธิสัญญา ไทย ฝรั่งเศส...
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6736203/P6736203.html

บทความ : คำพิพากษาศาลโลก ต่อเรื่องแผนที่ตามสนธิสัญญา ไทย ฝรั่งเศส... ภาคภาษาอังกฤษ จากweb site international court of Justice
http://www.icj-cij.org/docket/index.phpsum=284&code=ct&p1=3&p2=3&case=45&k=46&p3=5

บทความ : เอ็นจีโอเขมร ออกแถลงการณ์ ชี้รบ.กัมพูชาตกหลุมพรางไทย
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6743642/P6743642.html

บทความ : รัฐบาลสุรยุทธ จุฬานนท์ สนับสนุนอย่างแข็งขัน ให้กัมพูชา จดทะเบียน เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6743935/P6743935.html

บทความ : อภิสิทธิ ตบท้ายเกือบหลุด
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6744109/P6744109.html

บทความ : คนเขมรประกาศ อย่าเห็น นายอภิสิทธิ์ และปชป เหยียบเขมรเด็ดขาด
http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=695072

ผู้นำฝ่ายค้านอภิปรายเพิ่มเติม ในเวลาที่ รมต.หมดสิทธิโต้แย้ง เป็นธรรมแล้วหรือ ?

โดย คุณ TSC
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
27 มิถุนายน 2551

ช่วงสรุป ก็ควรจะสรุปในภาพรวม แต่นี่ผู้นำฝ่ายค้าน ยังหยิบเอกสารขึ้นมาอภิปรายต่อ โดยเฉพาะในเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นประด็นที่ รมต.ได้ตอบไปหมดแล้ว ในช่วงอภิปรายปกติ แต่นี่ผู้นำฝ่ายค้านทำเหมือนเด็กไม่ยอมแพ้ ต้องเอาชนะ แม้ในวินาทีสุดท้าย หยิบเรื่องเดิมที่เขาตอบไปแล้วขึ้นมาอภิปรายซ้ำ โดยที่รมต.ไม่มีสิทธิลุกขึ้นมาตอบโต้แล้ว เสมือนหนึ่งโดนกฎหมายปิดปาก เช่นเดียวกับกรณีปราสาทพระวิหารก็ไม่ปาน

แบบนี้ก็เท่ากับว่า คนที่ไม่ได้ดูในช่วงที่ รมต.ตอบแย้งประเด็นดังกล่าวก่อนหน้านี้ เมื่อมาดูช่วงสรุป ก็จะเชื่อสิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้ายพูด ไม่มากก็น้อย และเขวได้

ช่วงเวลาสรุป ก็น่าจะสรุปในภาพรวม ไม่น่าจะเจาะประะเด็นแบบนำมาอภิปรายใหม่อีก ดูมันไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหาแม้แต่น้อย จริงอยู่อาจจะไม่มีข้อห้ามในการอภิปรายเพิ่มเติม แต่ถ้าจะนึกถึงความยุติธรรม และความเหมาะสม ผู้นำฝ่ายค้าน ก็ไม่ควรจะอภิปรายเพื่มเติมในรายละเอียดอีกแล้ว เว้นเสียแต่ว่า จะนำเรื่องไปดำเนินการอื่นๆ ในภายหลัง ก็ไม่เป็นไร แถมมีหยอดปลุกเลือดรักชาติให้ ส.ส.ในสภาอีก

นี่ก็หมายความว่า ถ้า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ยกมือไว้วางใจนพดล เพราะเขาเชื่อในข้อมูล ก็แสดงว่า พวกเขาไม่ได้รักชาติอย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้น การที่ ปชป.ไม่คิดจะทวงคืนปราสาทพระวิหาร หรือแม้แต่ผืนแผ่นดินที่ตั้งตัวปราสาท มาตลอด 46 ปี แสดงว่าไม่รักชาติเช่นเดียวกันอย่างนั้นด้วยใช่หรือไม่ ก็ไม่ใช่ ...เพราะการที่ ปชป.ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ก็เนื่องจากเข้าใจว่า ปราสาทเป็นของเขมร และพื้นที่ที่ตั้งตัวปราสาท ก็ต้องยกให้เขมรไปด้วยพร้อมกัน เพราะปราสาทไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แม้ ปชป.พยายามจะทำให้คนเชื่อแบบผิดๆ ว่า เขมรเป็นเจ้าของเฉพาะตัวปราสาท แต่ผืนแผ่นดินใต้ปราสาทเป็นแผ่นดินไทยก็ตาม แต่สิ่งที่ ปชป.พยายามทำอยู่นี้ มันเป็นไปไม่ได้ในทางกฎหมาย และหลักความเป็นจริงแม้แต่น้อย

แล้วการที่ส.ส.คนไหนจะยกมือไว้วางใจ รมต.จะไม่ได้รักชาติได้อย่างไร ในเมื่อเขาเชื่อข้อมูลข้อกฎหมายที่เป็นทางการมากกว่า

ทำแบบนี้ดูมันไม่แฟร์กับอีกฝ่ายเลยจริงๆ ไหนๆ จะสู้กัน(ทางความคิดและข้อมูล)แล้ว ก็น่าจะสู้ให้สมศักดิ์ศรีชายชาตรีเสียหน่อย

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 26, 2551

ประชาชนตื่นแล้ว ต่อให้ใช้ตุลาการวิวัฒน์ ก็ไปไม่รอด

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
26 มิถุนายน 2551

ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ รู้สึกว่า คนไทยจะเจ็บปวดกับคำว่า ตุลาการวิวัฒน์ไม่น้อย หลักของตุลาการวิวัฒน์ คือ การตัดสินคดีความต่างๆ ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักของนิติธรรม แต่ตัดสินต่างๆ ตามธงที่ได้ตั้งไว้แล้ว ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับว่าธงที่ตั้งไว้นั้น เป็นอย่างไร

มีตัวอย่างที่คนสงสัยการตัดสินของตุลาการหลายคดี เช่น การจำคุก กกต. การยุบพรรคพลังประชาชน และคดีความที่เกี่ยวของกับ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทั้งหลาย ซึ่งสองสามวันมานี้มีคดีดังคดีหนึ่งคือ กรณีสินบน 2 ล้านบาท ที่ตัดสินออกมาแล้ว ทำให้คนเคลือบแคลงและเกิดคำถามค่อนข้างมาก แม้โดยกฎหมาย ประชาชนจะยอมรับการตัดสินของศาลก็ตาม แต่การยอมรับไม่ได้หมายถึงว่า ประชาชนจะวิพากษ์ วิจารณ์ หรือเคลือบแคลงสงสัยไม่ได้ เพราะมันมีข้อสงสัยหลายประการ เช่น มีคนสงสัยที่ผมยกเอามาจากเว็บบอร์ดเช่น

- เงินของกลาง ที่สามารถตรวจสอบลายนิ้วได้ กลับไม่มี

- ทีวีวงจรปิดที่หน่วยงานทั่วไป ถ้ามีเขาก็เปิดไว้ 24 ชม.แต่ที่นี้ ดันไม่ได้เปิดในวันเกิดเหตุ
- คนระดับเป็นทนาย จะไม่รู้เหรอว่า ทำแบบนี้ จะไม่โดน

- อาจรู้กันกับ อีกฝ่าย ก็ได้
- อาจเพราะรู้แล้วว่า ไม่ได้ สาหัส อะไร 6 เดือน แลกกับเงิน หาที่ไหนก็ได้ 2 ล้าน

- การตัดสิน เร็วยังว่าสายฟ้าฟาด
- อาจมีเกม อะไร ถูกวางไว้
- อาจถูกกล่าวหาว่าถูกใส่ร้าย ทักษิณ ในภายหลังก็ได้
- สาเหตุ แลผลที่ปรากฏ คนระดับพวกนี้ ถ้าโง่ ในเรื่องเด็กๆแบบนี้ หาไม่ได้
- ลักษณะแบบนี้ พยามให้เห็นว่า ทักษิณ ใช้อำนาจเงินฟาด อะไรก็ได้ ในนี้
- จะบอกว่า ทักษิณ คิดและทำเลว แบบนี้ได้ ทุกเรื่อง ให้ภาพการยุบพรรคไทยรักไทยให้เป็นแบ็กกราว ว่าผิดอย่างไร ก็ยอมผิดแบบนั้น

คือ คนยุคนี้ไม่ไว้ใจกระบวนการตุลาการวิวัฒน์ทั้งหลาย เพราะการกระทำต่างๆ มันมีพิรุธให้คนคิดได้มากมาย แม้จะปิดปากประชาชนอย่างไร แต่ไม่สามารถปิดใจคน ไม่ให้คิด และมองอย่างเคลือบแคลงได้

และการที่ศาลรีบรับ นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษกลับ กรณีมีเรื่องหมายจับ ทั้งๆ ที่นายสุนัย ได้เข้ามาอยู่ฝ่ายบริหารแล้ว และมีความขัดแย้งกับฝ่ายการเมือง เมื่อกลับเข้าไปเป็นผู้พิพากษา และต้องตัดสินคดีทางการเมืองเหล่านี้ จะเชื่อได้อย่างไรว่า ดำรงตนเป็นกลาง และรักษาความยุติธรรมได้

ผมคิดว่า ขณะนี้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว จะรั้งกลับมันก็ไม่มีทางเหมือนเดิม ประชาชนเขาตื่นแล้ว จะทำให้หลับใหล โดยการโฆษณาชวนเชื่อนั้น อย่าหวังเลยครับ

ดังนั้น การที่จะใช้ตุลาการวิวัฒน์ ต่อต้านอำนาจประชาชน สุดท้ายก็เสื่อมทั้งคนสั่ง และตุลาการทั้งหลาย ผมไม่ได้กังวลเลยว่า พวกอำมาตย์จะใช้กลยุทธ์อะไรอีก เพราะหากมีเลือกตั้งใหม่ ผมก็เลือกพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับพวกอำมาตย์ และพวกพอเพียงทั้งหลาย ยิ่งดิ้นมันก็ยิ่งพันตัวมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

ผมอยากรู้นักว่า จะดิ้นไปได้อีกนานสักเท่าใด เมื่อศรัทธามันหายไป ต่อให้มีเล่ห์เพทุบายอย่างไร ก็ยิ่งนำไปสู่ความเสื่อมมากยิ่งขึ้น แต่หากทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ความศรัทธาก็จะกลับมาอีก แต่การจะให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจต้องเติบโต ต้องเปิดประเทศ ต้องพัฒนาอุตสาหกรรม ค้าขายกับทั่วโลก ต้องใช้ "ระบอบทักษิโณมิกส์เท่านั้น” จึงจะทำอย่างนี้ได้ เพราะระบอบทักษิณมันคือ ระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ ที่เป็นกระแสหลักของสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 จะมาโฆษณาให้ประชาชนทำไร่นาสวนผสมอยู่ คงเหลือคนเชื่อน้อยเต็มที

ดังนั้น ระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ มีแต่คนอย่างทักษิณเท่านั้นที่ทำได้ดี พวกอำมาตย์นั้น ไม่สามารถทำอย่างที่ทักษิณเคยทำให้กับประชาชนแน่นอน แรงบีบจากคนชั้นล่างหรือคนชั้นรากหญ้านั้น เขาก็จะเลือกพรรคที่ทำให้เขากินดีอยู่ดี เท่านั้น ไม่เลือกพรรคที่ให้เขาจนอย่างไร ก็จนอยู่อย่างนั้น อย่างแน่นอน จะใช้ตุลาการวิวัฒน์ ต่อสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลง สวนกระแสโลกไปได้นานสักเท่าใด ถึงอย่างไร มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอน และสุดท้าย มันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับกระแสโลก ดังนั้นผมจึงไม่ได้ใจร้อน หรือทุรนทุรายแต่อย่างใด ผมทนรอดูได้อย่างใจเย็นได้ ทนดูลิเกโรงนี้ว่า จะไปได้นานสักเท่าใด

ชีวิตย่อมมีหนทางของมัน Life has its way.

ผมไม่ได้มองการเมืองว่า เป็นเรื่องของ "อุดมการณ์" แต่เพียงอย่างเดียว แต่การเมือง เป็นเรื่องของ ”ผลประโยชน์ของผู้เลือกตั้ง"

ดังนั้น คำกล่าวของผมที่ว่า ประชาชนตื่นแล้ว ผมหมายถึงเขาตื่นขึ้น เพราะรับรู้อำนาจของพวกเขา ว่ามีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ดังนั้น พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน จึงเปลี่ยนแปลงไป คือ ประชาชนจะเลือกแบบเหมารวมเป็นพรรค และเลือกพรรคที่ "เสนอนโยบายเป็นประโยชน์แก่พวกเขา"

สุดท้าย พรรคที่จะชนะเลือกตั้งคือ พรรคที่เสนอนโยบาย "เศรษฐกิจนิยม” เศรษฐกิจก้าวหน้า รายได้ประชาชาติโตขึ้น รายได้คนดีขึ้น พรรคที่มีนโยบายแบบนี้คือ พรรคทุนนิยมโลกาภิวัฒน์คือ พรรคระบอบทักษิณครับ

สำหรับพรรคที่เสนอแต่นามธรรม ปฏิบัติไม่ได้ ไม่ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น ประชาชนก็จะไม่เลือก เมื่อแนวโน้มเป็นอย่างนี้ ต่อให้พวกนิยมประชาธิปไตยแตกกัน มันก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะคนรากหญ้า 70% มีพฤติกรรมการเลือกตั้งแบบนี้ คนรากหญ้า ตลาดการเมืองขนาดใหญ่ เป็นตลาดที่ซื้อแบบ "เหมาโหล" พรรคที่มีนโยบายถูกใจ ปฏิบัติได้ จะได้คะแนนเสียงประชาชน 70% นี้ ทั้งหมดหาก ปชป.ปรับนโยบายมาแบบนี้ และมีคนมีฝีมือเท่าทักษิณ ปชป.ก็จะชนะเลือกตั้ง แต่นั้นมันก็คือ "วิญญาณพรรคไทยรักไทย" เข้าสิงนั่นเอง หากเป็นแบบนั้นผมก็ไม่ว่าอะไร แต่หมายถึง ปชป.ต้อง Reengineering พรรคแบบถอนรากถอนโคนทีเดียว

ผมจึงไม่กลัวฝ่ายประชาธิปไตยเสียงแตก เพราะมันคือ Mega trend หรือแนวโน้มใหญ่ครับ ถึงอย่างไรทิศทางและกระแสของผู้เลือกตั้ง ก็จะไปในทิศทาง ต่อให้ "ผู้มีบารมี” มีบารมีมากเท่าใด ก็ทานกระแสไม่ไหว ยิ่งทานกระแส ก็จะยิ่งแตกหักมากยิ่งขึ้น และประชาชนจะไม่มีทางแพ้แน่นอน เพราะประชาชน คือเจ้าของประเทศตัวจริง ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศ

การเปลี่ยนแปลงของประชาชนในระดับรากหญ้า มันเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ Paradigm Shift คือ โลกทรรศน์ของประชาชนเปลี่ยนไป เมื่อโลกทรรศน์เปลี่ยน พฤติกรรมคนก็เปลี่ยนตามโลกทรรศน์แบบใหม่ ตามทฤษฎีของ Paradigm Shift ของ Thomas Kuhn นั้น เมื่อ Paradigm ใหม่มาแทนที่ Paradigm เก่า มันจะแทนที่อย่างช้าๆ คนรุ่นเก่าจะรับไม่ได้ แต่คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนไปรับแนวคิดใหม่ โลกทรรศน์ใหม่ คนบางคนอยู่นานเกินไป อุปมาอุปไมยเหมือน เขาเกิดในยุคที่คนเชื่อว่า "โลกแบน" แต่ในบั้นปลายชีวิต ดันมีคนเสนอว่าโลกกลม พวกเขาย่อมรับไม่ได้ การต่อสู้ดิ้นรนย่อมมี แต่สุดท้าย Paradigm เก่า ความเชื่อเก่า ๆ ก็จะตายไปพร้อมกับพวกเขา

มีคนกล่าวว่า

ทำอย่างไรเราจะได้พบความชั่ว ร้ายกาจ กับไอ้ที่ร้ายยิ่งขึ้นไปกว่า เพื่อจะได้กล่าวว่า นี่คือกฎหมาย
ต่อสู้ความขี้ฉ้อด้วยความคดโกงที่เหนือกว่า แล้วประกาศออกมาว่า นี่ละคือศีลธรรม
ทำไฉนเราจะได้ผ่านพบอาชญากรรม ด้วยอาชญากรที่ร้ายกาจกว่า แล้วเรียกมันว่า นี่สิคือ ความยุติธรรม
(บางส่วนจากความยุติธรรมอยู่ที่ไหน)

คำเตือน ความยุติธรรมข้างต้น คือคำประกาศสงครามกลางเมือง

สนธิทูเดย์ สงสารจริง!

ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
26 มิถุนายน 2551

นักธุรกิจบางคน ส.ว.บางกลุ่ม เอ็นจีโอบางค่าย พรรคการเมืองบางพรรค

แหม! มันช่างเล่นกันได้เข้าขา เหมือนเป็น “ทีมฟุตบอล” ทีมเดียวกัน กับฟากของ “ไอ้แก่” กะไอ้ “แป๊ะหื่น” เลยนะ โก! เมื่อก่อน ...อั๊วก็ยังแค่สงสัย แต่หลายวันที่ผ่านมา อั๊วชักเริ่มจะ “เอะใจ” และเชื่ออย่าง “สนิทใจ” เสียแล้วสิ!

มันเล่นกันเป็น “ขบวนการ” เลยจริงๆ มิน่า ...ทั้งข้อมูล ทั้งการเงิน ทั้งกำลังคน และทั้งแผนยุทธศาสตร์ ทุกอย่าง ...ที่พรั่งพรูกันออกมา ล้วนสอดรับกันและกัน เหมือนวงดนตรี “ฟองน้ำ” ยังไงก็ไม่รู้ ว่ามะ โก!

ใครจะคิดกันล่ะ โก! ว่า ...เครื่องดนตรีของฝรั่ง จะเข้ากันได้ดีกับเครื่องดนตรีไทย ชนิดเล่นสอดประสาน ...เข้าขา ฟังแล้วชวนเคลิบเคลิ้มยังไงชอบกล ช่างไพเราะ ...เสนาะหู เสียจริง

อั๊วอยากรู้จริงๆ ว่า ...วาทยกร คนที่ถือ “ไม้บาตอง” คอยคุมเกม ...การเล่นวงดนตรีวงนี้ มันเป็นใครกันนะ???ถึงได้ เยี่ยมยุทธ์ มากเสียขนาดนี้

ลำพัง! ไอ้ “แป๊ะหื่น” รายนั้น ถึงมันจะ “ฉลาดแกมโกง” ยังไง แต่อั๊วก็ว่า “ชั้น” ของมันก็คงไม่ถึง “ขั้น” ที่จะคอยบงการหมากเกมนี้ร้อก! จริงๆ นะ โก!

คนที่อยู่เบื้องหลัง ทำหน้าที่ “คัดท้าย” ประหนึ่ง ...ผู้จัดการทีมฟุตบอลแชมป์โลก หรือทำหน้าที่เป็น วาทยกร กำกับวงดนตรีระดับโลกคนนี้ คงเปรียบได้กับ ผู้เยี่ยมยุทธ์ ในเกมชิงแชมป์โลก “หมากล้อม” ระดับขั้น 8 ขั้น 9 กันเลยทีเดียวเชียว

อั๊วว่า...นะ โก! สงสัย “น้าชมพู่” อีคงต้องเหนื่อยล่ะวะ ดูท่าว่า ...อีคงทนได้อีกไม่กี่น้ำแน่ๆ คงต้อง “ถอดใจ”

คน “จิตดีๆ” ต่อให้แข็ง “ปานหิน” ยังไง ก็คงทานไม่ไหวกับพวก “จิตวิปลาส” อย่างแน่นอน บอกตามตรงนะ โก! อั๊วสงสารก็แต่ ...ประเทศนี้ และ คนในประเทศนี้ ก็เท่านั้นจะ อยู่ ก็ลำบาก จะ ตาย ก็ยาก ครั้นจะโอนสัญชาติไปเป็น ...เขมร หรือ ลาว พวกเขาก็คงไม่รับ “คนไทย” อย่างพวกเราไปเป็น พลเมืองชั้น 2 หรอก

เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น “คนไทย” แล้ว อยู่ที่ไหน ...มันก็ กัด และกินกันเอง ขืนปล่อยให้เข้าไปอยู่ในประเทศของเขา ก็คงมีแต่จะ กัดและกิน จนเลยเถิดไปกินเอาแผ่นดินในประเทศของเขาแหง็มๆ

ไม่น่าเชื่อว่า ...คนกว่า 60 ล้านคน จะ ดูดาย แล้วปล่อยให้ ...คน แค่หยิบมือเดียว ทำลายและทำร้าย “แผ่นดินเกิด” ได้มากมายถึงเพียงนี้

คงสมใจไอ้ “แป๊ะหื่น” แล้วสิ โก! ประเทศฉิบหาย! ยังไงไม่สน ขอให้มันได้ “ถอนทุน” คืนมาก่อน อย่างอื่นค่อยมาว่ากันใหม่

...พันธมิตรประชาชนเพื่อพรรคประชาธิเป-รต...

โดย คุณ ปลายอ้อกอแขม
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
26 มิถุนายน 2551

ต้องยอมรับอย่างไม่รู้จะปฏิเสธไปหาพระแสงดาบคาบค่ายทำไมว่า กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตร และคนที่ออกมาขับไล่รัฐบาลอยู่หน้าทำเนียบเวลานี้ คือคนที่สนับสนุนพรรคประชาธิเปรตทั้งสิ้น โดยมีพรรคประชาธิเปรตคอยสนับสนุน หรือช่วยขนคนออกมาชุมนุม ..ชนิดหน้าดำคร่ำเครียด

ประชาธิเป-รต อยู่เบื้องหลังพวกผีเปรตทั้ง 5 หรือเรียกกันเสียให้ถูกต้องอย่างเป็นทางการว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อพรรคประชาธิเป-รต” นั่นเอง !

“พันธมิตรประชาชนเพื่อพรรคประชาธิเป-รต” นำโดยเจ้าหัวแตงโม, เจ้าหัวเกรียน, รวมทั้งอ้ายหน้าดำเชื้อสายเขมรสุริยะใส ตำแหน่งเด็กชงกาแฟประจำรายการทัวร์คอนเสิร์ตข้างถนน “คนทำลายชาติ” รู้สึกกระฟัดกระเฟียดและผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่นายสมัคร สุนทรเวช อภิมหานายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ไม่สั่งการให้ตำรวจและทหารปราบปราม และทำร้ายประชาชน ที่ตนอุตส่าห์ช่วยกันขนเอามาให้ตำรวจและทหารตี ..มันน่าโมโหแท้ๆ

“ในที่สุด เราชนะแล้ว เราก็ยึดทำเนียบได้แล้ว ..แต่ว่ายึดได้แล้ว แล้วเราจะทำไงต่อดีวะ อ้ายธิ ?” เจ้าลองหันไปถามอ้ายธิจอมโกง จอมโกหก จอมอัปรีย์ จอมกาลีบ้านกาลีเมือง ..จนสุดท้ายมีฉายาว่าจอมบ้ากาม

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ..อ้ายลอง ข้าก็มึนตึ๊บเหมือนกัน ไอ้พวกทหารบ้า มันก็ดันไม่ออกมาปฏิวัติซะอีก อุตส่าห์สร้างเงื่อนไขซะขนาดนี้แล้ว สงสัยมันจะบ้าไปแล้ว” อ้ายธิตอบอย่างจนปัญญา

“ไม่มีใครเป็นอะไรเลยเหรอวะ. .โธ่ !” จำลอง หันไปรำพึงกับอ้ายธิบ้ากามอย่างผิดหวังที่สุดในชีวิต “อุตส่าห์พาคนมาตั้งเยอะตั้งแยะ ให้พวกมันเลือกตีกันตามสบาย แต่เสือกไม่ตี มันบ้าหรือเปล่า แล้วเราจะทำยังไงต่อดีวะเนี่ยะ จะทำไงดี”

“ก็เอ็งนั่นแหละอ้ายลอง ดันไปบอกชาวบ้านว่า อย่าไปยั่วยุเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชาวบ้านมันก็โง่ เสือกเชื่อคำพูดของเอ็ง เดินกันไปเฉยๆ ตำรวจเลยไม่ตี เลยไม่มีเงื่อนไขไล่รัฐบาล คราวนี้จะทำยังไงล่ะ จะจ่ายเงินค่าจ้างพวกมันดีมั๊ย หรือจะเบี้ยวพวกมันซะให้เข็ด จ้างมาเสียข้าวสุก ..ไอ้ควาย” ประโยคหลังๆ อ้ายธิบ้ากามหันไปด่าพวกชาวบ้าน ที่พรรคประชาธิเป-รตขนเอามาสมทบจากปักษ์ใต้

“ข้าก็ว่างั้นแหละ เห็นอ้ายเทพขี้คุยมันบอกว่า ชาวบ้านที่มันพามาเนี่ยะ เจ๋งๆ ทั้งนั้น แต่ละคนฝึกมาแล้วอย่างดี สำหรับก่อเรื่องโดยตรง พอเอาเข้าจริง แม่ม.. ไม่ได้เรื่องสักตัว” เจ้าลองเสริมเจ้าธิ ด่าเจ้าเทพแห่งพรรคประชาธิเป-รตอีกคน

“ถ้างั้น ข้าว่าลดค่าตัวพวกมันครึ่งหนึ่งก็ได้ว่ะ จากหัวละ 500 เหลือแค่ 250 บาทพอ ที่เหลือข้าเอาไปให้น้องๆ แถวๆ โรงแรมโฟร์ซีซั่นดีกว่า หุหุหุ” เจ้าธิหัวเราะระรื่น เมื่อนึกถึงกระเทยสวยคู่ขาที่วันนี้ช่วงบ่ายๆ นัดกันที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น พร้อมทำเสียงซี๊ดซ๊าดๆ จนเจ้าลองหมั่นใส้ และหันไปคว้าหญ้ามาเคี้ยวแก้เครียดหนึ่งกำ

ความอยาก ความหิวโหย อยากจะได้ส่วนบุญ เป็นคุณสมบัติของเปรตฉันใด ..ความอยาก ความกระสันจะได้เป็นรัฐบาล ก็เป็นคุณสมบัติของพรรคประชาธิเป-รตฉันนั้น ..ฉันใดก็ฉันด้วย !

ความอยาก ความกระสันจนหน้าซีดปากสั่น จะเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิเป-รต ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ก่อนตั้งรัฐบาล ที่พรรคนี้พยายามทุกอย่างที่จะหยิบฉวยเอามาให้ได้ อย่างหิวโหยและกระหาย อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู จนสุดท้าย เมื่อเห็นว่าหมดวาสนาแน่ๆ แล้ว แต่ความอยากยังอยู่ กิเลสตัณหายังเต็มกระบาล ก็เลยสถาปนาตัวเองเป็นรัฐบาลเงาซะเลย ..ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

ก็เห็นเรียกกันพรรคอย่างโก้หรู ท่านนายกเงา .. ท่านรัฐมนตรีมหาดไทยเงา .. ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศเงา ...ท่านรัฐมนตรีเกษตรเงา .. ขนาดบางตำแหน่ง แม้จะเป็นแค่เงาก็เถอะ แต่เป็นกระทรวงใหญ่ ถึงขนาดต้องมีการล็อบบี้กันชนิดเอาเป็นเอาตาย เพื่อขอเป็นรัฐมนตรีเงา ..เอากะมันซิ !

หลังตั้งรัฐบาลสำเร็จเสร็จสรรพ ประชาธิเป-รต ก็ยังมีความกระสันไม่หยุดหย่อน ได้พยายามหาทางล้มล้างรัฐบาลในทุกวิธีทาง เพื่อให้ได้อำนาจรัฐให้ได้ จึงหาช่อง หาโอกาส หาทาง แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็หยิบเอามาขยายให้เป็นเรื่องใหญ่ เพื่อเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาล ..แต่รัฐบาลก็ยังไม่เป็นอะไร

ในที่สุด ก็เลยตกลงปลงใจร่วมกัน หันมาใช้บริการพันธมิตร ก็คือไปยืมมือผีเปรตทั้งห้า ให้ออกมาเที่ยวหลอกหลอนชาวบ้านอีกครั้ง ..กะว่าครั้งนี้ ถ้ารัฐบาลสมัครล้มแล้ว ประชาธิเปรตยังไม่ได้เป็นรัฐบาลอีกละก็ จะต้องผูกคอตายยกพรรค

การออกมาของเจ้าผีเปรตทั้งหลายเหล่านี้ ถือเป็นทัพหน้าของประชาธิเป-รต หรือเรียกว่า หน่วยหน้ากล้าตาย ออกมาปลุกปั่นชาวบ้าน ด้วยการโกหกพกลมไปตามประสา ให้พวกชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆ เกิดความเกลียดชังฝ่ายรัฐบาล ด้วยข้อหาสารพัด ตามความถนัดที่แต่ละคนเป็นสุดยอดอยู่แล้ว ..โดยเฉพาะอ้ายธิ จอมลามก

ส่วนประชาธิเป-รต และพวก ส.ว.เถื่อนที่มาจากการลากตั้ง ถือเป็นกองหนุน พวกนี้แสร้งทำเหมือนว่า ทำทุกอย่างตามกติกาของบ้านเมือง โดยคอยรับลูกจากพวกผีเปรตที่โยนมาให้ แล้วเอามาตั้งเป็นประเด็นในสภา สร้างความชอบธรรมให้ตนเอง เพื่อไต่บันไดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ..ตีขนาบรัฐบาลอีกทางหนึ่ง

การเล่นกันเป็นทีมเวิร์คของพวกผีเปรต และประชาธิเป-รตนั้น ซึ่งที่จริงก็คือพวกเดียวกันนั่นแหละ ถ้าเป็นฟุตบอล ก็ถือว่าเล่นกันอย่างเข้าขา สร้างความวุ่นวายให้กับรัฐบาลเป็นอย่างมาก และที่สำคัญต้องการสร้างความเสียหาย และเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ให้ประเทศและประชาชน ..เพื่อให้รัฐบาลท้อถอยและถอดใจลาออกไป

ที่สำคัญ ถ้าได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากเท่าไร จะยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของพวกสามานย์นี้ทีเดียว นับเป็นความชั่วโดยกมลสันดาน และบริสุทธิ์โดยแท้จริง เพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อน ก็จะส่งแรงบีบมาที่รัฐบาล ที่ไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ ..ประชาชนก็จะหันมาจัดการกับรัฐบาลเอง

การมาตั้งเมืองพันธมิตรที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ก็ดี การมาล้อมทำเนียบก็ดี ถือว่าจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากที่สุด ที่คนพวกนี้คิดไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านการจราจร การเรียนการสอน การค้าขาย และอื่นๆ ..ทำให้คนเดือดร้อนได้มากที่สุดเท่าไร ยิ่งประสบความสำเร็จได้มากขึ้นเท่านั้น

จะเห็นได้ว่า พันธมิตรเพื่อพรรคประชาธิเป-รตนั้น ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน ใครจะลำบาก เพราะจุดประสงค์คือ ทำให้คนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนลำบากมากที่สุด ..นั่นคือชัยชนะของตน

คนพวกนี้ เป็นพวกสามานย์โดยสันดาน ไม่รับรู้รับทราบถึงข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ต้องการให้ได้ชัยชนะอย่างเดียวเท่านั้น ใครจะเดือดร้อน ..กูไม่สน!

ผมสงสารเด็กเล็กๆ ที่พ่อแม่พาไปร่วมชุมนุมเท่านั้น เด็กพวกนี้ยังไม่คิดอะไรมาก พวกเขาบริสุทธิ์เกินไป ที่จะไปร่วมกับม็อบพวกนี้ เพราะสิ่งที่พวกเขาพบเจอ มันมีแต่เรื่องชั่วๆ โกหกพกลม เด็กพวกนี้ก็จะจดจำเอาแต่เรื่องชั่วๆ เลวๆ หยาบคาย ใส่ร้ายผู้อื่น ติดแน่นฝังหัวไปจนเติบโต ในที่สุด ก็จะกลายเป็นพลเมืองที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม ..เป็นเหมือนกับนายสนธิ นายจำลองเหล่านี้

พ่อแม่มันคิดกันบ้างหรือเปล่า ?

สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้ในขณะนี้ก็คือ ต้องอดทนให้มากที่สุด เพื่อรอให้กระแสตีกลับไปที่พวกพันธมิตร หรือรอจนพันธมิตร ไม่มีเงินไปจ้างคนมาร่วมชุมนุมอีก เพราะคนให้เงินเห็นว่าสูญเปล่า ..เป็นเหมือนเมื่อครั้งที่ไปหลอกนายประชัย เลี่ยว

ผมจะรอ รอวันที่พันธมิตรเหลืออยู่บนเวทีเพียงแค่ ห้า-หกตัว เท่านั้น แล้วก็หันมาลากไส้พรรคประชาธิเป-รต ให้ชาวบ้านได้เห็นกันจะจะ เมื่อประชาธิเป-รต จะคิดตัดสายใยจากกลุ่มพันธมิตรกลุ่มนี้

อย่าเพิ่งเบื่อกันนะครับ !!!

นายกฯ พญานกอินทรี VS ผู้นำฝ่ายค้าน "หมาจิ้งจอก"

โดย คุณจารุวัชร
ภาพ คุณ GAG
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
26 มิถุนายน 2551

ผมได้ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) และ รมต. ทั้งการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา และ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23-24-25 มิถุนายน 2551 (25 มิ.ย.51 ถึงเวลาประมาณ 14.19 น.) แล้ว ผมเห็นภาพความโดดเด่น 2 ภาพ ดังนี้ครับ

1. ภาพพญาอินทรี : ภาพนี้เห็นเด่นชัดมาก เป็นภาพของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ท่านเป็น “พญานกอินทรี” เพราะว่า ท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช มีความนิ่ง ทรงภูมิแห่งผู้รู้และรู้เท่าทัน มีสติสัมปชัญญะ ตั้งอกตั้งใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และท่านได้ตอบคำถามด้วยท่าทีที่เยือกเย็น สุขุม คัมภีรภาพ รอบคอบ มีท่าทีน่าเกรงขามประดุจ “พญา” คล้ายๆ กับ พญานกอินทรี เพราะมุมคิดและมุมมองของท่านมองไกล มองกว้าง มองรอบด้าน มองระดับมหภาค มองอย่างผู้ใหญ่ มุ่งประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ และใช้คำพูดที่เฉียบคมในการตอบคำถาม เสมือนพญานกอินทรีที่จ้องเหยื่อพร้อมที่จะเผด็จศึกในทุกโอกาสที่มี

2. ภาพหมาจิ้งจอก : ภาพนี้เห็นเด่นชัดเช่นกัน เป็นภาพของผู้นำฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านได้ฉายภาพของ “หมาจิ้งจอก” ออกมาชัดเจน เพราะ กัดไม่เลือก สะเปะสะปะ ลอบกัดโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ มุ่งงับเหยื่อโดยใช้สมองกำหนดในระยะห่างแค่ไม่เกิน 1 ช่วงตัวเอง จึงทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่ายมาก ดังนั้น ทั้งมุมคิด และมุมมองสั้นๆ อย่างน่าใจหาย น่าสงสารจริง ๆ ครับ

ภาพทั้ง 2 ดังกล่าว มันสะท้อนให้เห็นว่า “ภาวะความเป็นผู้นำ” ที่พึงประสงค์นั้น มันสิงสถิตอยู่กับผู้ใด