วันจันทร์, มีนาคม 31, 2551

แมงวันกินเมือง

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ เสรีชน
31 มีนาคม 2551

โอดครวญกันเหลือหลาย.. เสรีภาพของสื่อประเทศไทย.. จะต้องได้รับการปกปักรักษา.. แบ่งแยกกันเสร็จสรรพ..รัฐจะใช้สื่อ หรือควบคุมสื่อไม่ได้

แต่สื่อเอง กลับมีเสรีภาพอย่างมากมายในการ.. ให้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งๆ ที่มีต้นตอและไร้ต้นตอในเรื่องอะไรก็ได้..

เหลือบแลไปทั้งโลก.. เสรีภาพของสื่อไทย.. ประกวดกับใครก็ได้ในโลก ในเรื่องฤทธิ์เดชและอำนาจ

มาเลเซียและสิงคโปร์นั้นไม่ต้องถาม.. หากเอากฎหมายคุมสื่อของเขามาใช้ในประเทศไทย.. จะไม่มีเหลือแม้แต่ฉบับเดียว

ปะหน้านักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ถึงประธานองคมนตรี..

คำถามของนักข่าว คือ เรื่องราวของการทะเลาะวิวาทและจัดฉากให้ตบตีกัน

ถามประธานองคมนตรีเรื่องปฏิวัติ.. เป็นคำถามโง่ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้วล่วงหน้า.. เพราะตอบได้ทางเดียว อาการส่ายหน้าอย่างสำลักอารมณ์ และปิดปากของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์..เป็นเรื่องน่าเห็นใจ..

นักหนังสือพิมพ์ไทยที่ไปประกาศกับชาวโลกว่า ใช้เงินไป 400 ล้าน เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง.. มันก็คงมีอยู่แห่งเดียวในโลก..

และเมื่อการปฏิวัติจบสิ้นลงไป รัฐบาลใหม่เกิดขึ้นมา ก็เริ่มก่อหวอดจะล้มกันอีก พร้อมทั้งประกาศเปิดตัวระดมทุนอย่างนี้ไม่มีในโลก แต่มีในประเทศไทย

ที่อียิปต์..ไม่กี่วันที่แล้ว.. อิบราฮิม อีสซา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์อัล-ดุสตูร์ แค่ลงข่าวว่า.. ประธานาธิบดี ฮอสนี่ บูมารัค ป่วย..ประธานาธิบดีปฏิเสธ..และฟ้องศาล..บรรณาธิการโดนพิพากษาติดคุก 6 เดือน..ข้อหา.. ตีพิมพ์ข้อมูลอันเป็นเท็จ เป็นการทำลายผลประโยชน์รัฐและเสถียรภาพของประเทศ..

เรื่องแบบนี้ในประเทศไทย.. แค่แจ้งความตำรวจยังไม่รับ..

เขียนขึ้นมาเพื่อที่จะบอกว่า..เสรีภาพในการนำเสนอข่าว และความเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น เป็นเสรีภาพแห่งการรับรู้ของประชาชนนั้นก็ใช่.. แต่การสร้างข่าวขึ้นมาเอง เพื่อใส่ไคล้ใส่ร้าย เพื่อปลุกระดมประชาชนให้บ้าคลั่ง หรือจ่ายตังค์ เพื่อสร้างม็อบมาฟัง แล้วนำเดินขบวนนั้น..

หากใครๆ ก็ทำได้แล้วประเทศจะจมอยู่ในความวุ่นวายและพังพินาศในที่สุด

สายเผยไอ้โม่งจ้องรัฐประหาร และภาระกิจพิเศษของทักษิณในไทย

น้ำหนักข่าว 3
ที่มา ชมรมฟ้าใหม่
31 มีนาคม 2551

สายข่าวประชาชน คุณ AlienET เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ชมรมฟ้าใหม่ ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มทหารที่จ้องจะกดดันรัฐบาล และภาระกิจลับของคุณทักษิณ หลังกลับไทยครั้งนี้

"คุณทักษิณ รีบกลับมาก่อนหมายกำหนดการเพราะต้องมาช่วยคุมเกมเรื่องความพยายามก่อรัฐประหารของพลโทประยุทธและคมช.กับการบริหารประเทศไม่เป็นเอกภาพ ไม่ประสานงานกันระหว่างนายกกับรัฐมนตรี ระหว่างรัฐมนตรีด้วยกันและระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเข้าขั้นอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ ต่างพรรคก็ต่างทำงานไม่เคยประสานงานกันเลย"

"คุณทักษิณจึงต้องหาทางตั้งเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการและไว้วางใจได้ในความซื่อสัตย์สุจริตมาทำหน้าที่ประสานงานอย่างบูรณาการ กับต้องหาผู้มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับของฝ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาทำหน้าที่ประสานงานและวางกลยุทธกับฝ่ายค้านทั้งในสภาและนอกสภา"

"สองคนนี้จะต้องให้เป็นที่รู้กันว่าคุณทักษิณได้มอบหมายให้รับหน้าที่ตามข้างต้น อันจะได้รับการยอมรับกันทุกฝ่าย จึงจะสามารถต่อกรกับพวกพันธมารที่มีพลตรีจำลองและประสงค์ สุ่นศิริเป็นเสนาธิการได้"

คุณ AlienET ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีการชุมนุมกันของนายทหารหลังการกลับมาของคุณทักษิณ

"ล่าสุดวันนี้ (30 มีนาคม) ก็มีการสุมหัวประชุมวางแผนเพื่อเตรียมรับคุณทักษิณกลับประเทศ โดยพลโทประยุทธ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่กำลังกดดันอย่างสุดฤทธิ์เพื่อให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นเสธ.ทบ.หรือไม่ก็เป็นผู้ช่วยผบ.ทบ.ในการแต่งตั้งโยกย้ายเดือนกันยายนนี้"

วันอาทิตย์, มีนาคม 30, 2551

เสนอเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ด่วนแก้วิกฤตยุบพรรคการเมือง

โดย ประชาไท
ถ่ายภาพโดย คุณ skogkatt
ที่มา ประชาไท
30 มีนาคม 2551

วงเสวนาคณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.)* ชี้ประเด็นปัญหาคดียุบพรรคการเมืองอยู่ที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญป้องกันปัญหาอำนาจนอกการเมืองก้าวก่ายการเมืองในระบบ ‘จาตุรนต์’ ชี้รัฐธรรมนูญ 2550 ล้าหลัง เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย และขัดหลักนิติธรรม พร้อมคาด 3 พรรคการเมืองไม่รอดคดียุบพรรค ‘วรพล’ เสนอ เอา รธน. 2540 กลับมาใช้ด่วนพร้อมบัญญัติบทเฉพาะกาลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติบทบาทจนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น
นายวสันต์ ลิมป์เฉลิม คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏธนบุรี กล่าวถึงประเด็นการยุบพรรคการเมืองว่า ถ้าจะเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันก็ต้องดูสถานการณ์ในอดีต ซึ่งกรณีการยุบพรรคไทยรักไทยเป็นสิ่งซึ่งไม่น่าจะเกิดได้ก็เกิดมาแล้ว ทั้งนี้ ประเด็นปัญหาเรื่องการยุบพรรคการเมืองนั้นมี 3 ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ยุบพรรคคราวที่แล้ว มีปัญหาอะไร ประการต่อมา คือ จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร และสุดท้าย ปัญหาใหม่จะมีทางออกอย่างไร

นายวสันต์กล่าวว่า การยุบพรรคไทยรักไทยคราวที่แล้ว มีปัญหามากในแง่การใช้กฎหมายและข้อเท็จจริง ปัญหาที่สังคมไทยยังเป็นอยู่ก็คือปัญหาเรื่องการมองข้อเท็จจริง กรณียุบพรรคไทยรักไทยที่ผ่านมามีความสับสนในการใช้ข้อเท็จจริง ซึ่งแม้แต่บุคคลระดับศาสตราจารย์ อมร จันทรสมบูรณ์ ก็ยังชื่นชมคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่คำวินิจฉัยดังกล่าวมีปัญหาในตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำวินิจฉัยหน้า 92-93 ที่ให้เหตุผลประกอบในการพิจารณาความผิดของพรรคไทยรักไทย โดยใช้ถ้อยคำว่า “น่าสงสัยว่า”......แล้วก็สรุปว่าพรรคไทยรักไทยมีความผิด

“เป็นเหตุผลประกอบก็จริง แต่ไม่มีการพิสูจน์อะไรเลย ตุลาการเพียงแต่ทบทวนข้อกล่าวหา แล้วก็ยังบอกว่านี่คือข้อวินิจฉัยที่ดี

“นี่คือความสับสนเรื่องข้อเท็จจริง ว่าถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพูดอะไรออกไปแล้วก็ถือเป็นข้อเท็จจริง เราคนไทยสับสนระหว่างข้อกล่าวหากับกระบวนการพิสูจน์ข้อกล่าวหา สิ่งทีเกิดขึ้นในสังคมไทยทีผ่านมา เป็นการกล่าวหา แต่ไม่เคยเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์เลย

“ปัญหาก็คือว่าข้อเท็จจริงที่มีการกล่าวหาเกิดขึ้น แต่เป็นจริงหรือไม่ตามที่กล่าวหานั้นเป็นเรื่องต้องพิสูจน์ แต่ในการยุบพรรคคราวนั้น ไม่มีการพิสูจน์เลย มีแต่การทวนข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้น และก็มีถ้อยคำว่า “มีข้อน่าเคลือบแคลงสงสัย” อยู่หลายครั้ง เท่ากับว่า เพียงแต่มีข้อเน่าเคลือบแคลงสงสัย ก็นำมาสู่การยุบพรรคได้”

สำหรับการแก้ปัญหาอันเกิดจากการวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยคราวที่แล้วนั้น นายวสันต์กล่าวว่า การยุบพรรคคราวที่แล้วไม่ได้อยู่ที่มีการกระทำความผิด เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีการนิรโทษกรม และก็ไม่เห็นด้วยกับการบรรเทาโทษ เพราะไม่มีความผิด แต่ต้องมีการบรรเทาความเสียหาย โดยการคืนสิทธิเลือกตั้งให้เขาไป

นายวสันต์กล่าวต่อไปถึงปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากคดียุบพรรคการเมืองครั้งใหม่ว่า การยุบพรรคการเมืองต้องเป็นไปตามหลักการที่สำคัญก็คือ ต้องมีการล้มล้างระบบแบบประชาธิปไตย เช่นใช้กำลังอาวุธ ดังกรณีของประเทศเยอรมันมีการยุบพรรคนาซี ยุบพรรคคอมมิวนิสต์

“มีการอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ศึกษาจากต่างประเทศมาอย่างดี แต่ต่างประเทศเขาไม่ได้ยุบพรรคแบบซี้ซั้วแบบประเทศไทย”

นายวสันต์กล่าวว่า วิธีแก้ปัญหาเรื่องการยุบพรรคการเมืองก็คือ เมื่อบ้านเมืองกลับมาสู่การเลือกตั้ง มาสู้ระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็ควรจะต้องกลับมาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีความผิดพลาด

สุดท้าย นายวสันต์ตั้งข้อสังเกตว่า รายชื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มีบุคคลที่เป็นผู้ร่างรับธรมนูญฉบับปัจจุบันด้วยถึง 3 คน ทั้งๆ ที่ตามหลักกฎหมายก็คือ ผู้ร่างฯ ต้องไม่ใช่ผู้มาตีความกฎหมายเสียเอง ถือเป็นปัญหาการแบ่งแยกอำนาจที่เลอะเลือนอีกปัญหาหนึ่งด้วย
ด้านนาย กมล บันไดเพชร ฝ่ายกฎหมายพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นทนายความที่ร่วมแก้ไขชี้แจงกรณียุบพรรคไทยรักไทยกล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จะระบุว่ามีความผิดใดบ้างที่เป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง โดยบทบัญญัตินั้นเป็นเรื่องการล้มล้างการปกครอง เป็นเรื่องการใช้อำนาจ ที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญให้ได้มาซึ่งอำนาจ ล้านเป็นความผิดเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารทั้งสิ้น เพราะเจตนารมณ์เดิมคือป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งนี้แม้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง แต่ การให้ใบแดงไม่ใช่เป็นเหตุนำไปสู่การบุบพรรค

ทว่า การพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทย ตามหลักยุติธรรมแล้วให้พยานทั้งสองฝ่ายเข้าสนับสนุนข้อกล่าวหาหรือแก้ข้อกล่าวหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นพิจารณาข้อกล่าวหา การสอบสวนมีการสอบสวนฝ่ายเดียว ไม่เคยเรียกให้พรรคไทยรักไทย ได้เข้าไปชี้แจงเลย โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลของการสอบสวนโดยไม่เรียกคู่ความอีกฝ่ายเข้ามาว่าเป็นการสอบสวนของนายทะเบียนพรรคการเมือง จึงไม่จำเป็นต้องใช้มติของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่การสอบสวนต้องให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาชี้แจง

ทั้งนี้ นายกมลกล่าวว่า คำสอบสวนที่ทำการสอบสวนนั้นก็เป็นคำสอบสวนซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการสอบสวนพยายานแล้วถือว่าคำสอบสวนนั้นเป็นการสอบสวนของคณะอนุกรรมการ

“ผมในฐานะทนายความได้ร้องต่อตุลาการศาลรับธรรมนูญเพื่อจะขอพิสูจน์ความถูกจ้องของเอกสาร ตอนนั้นไม่ทราบคุณสุเทพไปเอาภาพที่กระทรวงกลาโหมมาได้อย่างไร แต่เราขอไปที่กระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการ เอาภาพวงจรปิด ที่มีลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่นายชวการกับพวกเข้าไปที่กระทรวงกลาโหม แต่ไม่มีตอนใดเลยที่ปรากฏว่านานชวการได้เข้าไปพบพลเอกธรรมรัฐ แต่ตุลาการศาลฯ อ้างว่าได้สอบสวนพยานจากกระทรวงกลาโหม โดยพยานให้การว่าภาพทั้ง 9 ภาพนั้นเป็นภาพที่ปรากฏใน CCTV จริง

“อีกประการหนึ่ง ในสำนวนการสอบสวน ในขณะทีเกิดเหตุ นายสุขสันต์ไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคพัฒนาประชาธิปไตย แต่ในเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ กรณีแบบนี้ต้องพิสูจน์ให้เห็น และพยานแบบนี้เป็นน้ำหนักพยานที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีส่วนได้เสีย กรณี ถ้าเป็นศาลปกติก็จะเห็นงว่าพยานคดีนี้เป็นพยานที่แทบจะไม่มีน้ำหนัก

“การสอบสวนอย่างนี้และฟังพยานแล้วเชื่อตามคำกล่าวหาทั้งหมด แล้วลงโทษยุบพรรคและตัดสิทธิการเมือง โดยคนเพียง 5 คน ทั้งๆ ที่คนที่ถูกตัดสินได้รับเลือกมาโดยประชาชน เหตุการณ์แบบนี้กำลังจะเวียนมาอีกรอบหนึ่ง”

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากกรณียุบพรรคไทยรักไทยที่ผ่านมา ให้ความเห็นว่า ระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง เป็นกฎหมายที่ไม่เห็นความสำคัญของพรรคการเมือง ต้องการทำให้พรรคการเมืองและรัฐบาลอ่อนแอ

ในความเป็นจริงก็คือ ระบบกฎหมายนี้เป็นระบบกฎหมายทีไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดต่อหลักนิติธรรมรวมทั้งไม่เป็นประโยชน์ไดๆ ต่อประชาธิปไตย ระบบกฎหมายนี้กำลังจะนำประเทศไปสู่วิกฤตทางการเมือง และเหตุหนึ่งที่บ้านเมืองมีวิกฤตินั้นเป็นเหตุจากการที่อำนาจต่างๆ ไปอยู่ในเงื้อมมือของคนที่มาตรากฎหมาย

ผลของการทีได้เพิ่มมาตรา ที่ 21 ใส่เข้าไปในรัฐธรรมนูญปี 2550 จะทำให้เกิดวิกฤตทางการเมือง และรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ทำให้กฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคมีความเลวร้ายอย่างสมบูรณ์ โดยที่กฎหมายบัญญัติเพียง “เชื่อว่า” ได้กระทำความผิดก็ถือเป็นความผิด รวมถึงการที่บุคคลคนหนึ่งทำความผิดแล้วให้ถือเป็นความผิดร่วมกัน ซึ่งขัดกับหลักนิติธรรม นอกจากนี้ เมื่อมีการยุบพรรคเกิดขึ้น ส.ส. ที่เคยสังกัดพรรคที่ถูกยุบก็ไม่สามารถตั้งพรรคใหม่ได้เอง ต้องไปสังกัดพรรคที่มีอยู่

“ประชาชนเขาเลือกพรรค เพราะ ส.ส. สังกัดพรรคที่มีนโยบายพรรคอย่างหนึ่ง แล้วเขาต้องหาสังกัดภายในเวลาที่กำหนด พรรคนั้นเป็นพรรคอื่นที่ไม่ได้มีนโยบายอย่างที่ประกาศเอาไว้ แต่คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะร่วมมือกันตั้งพรรคการเมืองขอตนเอง จะไปทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนไม่ได้ เขาต้องทำแตกต่างไปจากที่สัญญาไว้กับประชาชน นี่เท่ากับว่าคนๆ เดียวกระทำผิดแล้วปล่อยให้คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 14 คนสามารถเปลี่ยนแปลงได้หมดเลย เปลี่ยนแปลงนโยบาย เปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนแปลง ส.ส.

“วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น มันเกิดได้หลายแบบ มันก็จะยุบได้อีก จะยุบพรรคไหนไม่ยุบพรรคไหน ขึ้นกะคน 14 คนนี้ อย่างนี้เป็นระบบกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เป็นกฎหมายที่ให้บ้านเมืองอยู่ในมือคนไม่กี่คน ผมไม่ได้มาพูดเพื่อจะบอกว่าหาทางไม่ให้ยุบพรรคมัชฌิมา หรือพรรคอื่นเพราะถ้าดูตรมความจริงแล้ว ผมว่ารอดยาก”

นายวรพล พรหมิกบุตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยากล่าวว่า ปัญหาเรื่องการยุบพรรคการเมืองนั้นเป็นเพียงปัญหาหนึ่งจากการที่กลุ่มอิทธิพลภายนอกเข้ามาแทรกแซงการเมืองไทยโดยกลุ่มอิทธิพลภายนอกนี้อาจจะถูกเรียกได้หลายชื่อ เช่น อมาตยาธิปไตย เป็นต้น ทั้งนี้กลุ่มอิทธิพลนอกรัฐธรรมนุญนั้นไม่ประสงค์ที่จะลงแข่งขันทางกรเมือง ตาประสงค์ที่จะมีอำนาจในการเมืองโดยการส่งคนเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาขากการแต่งตั้ง องค์กรอิสรระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ปปง.

นายวรพลกล่าวต่อไปว่า กลุ่มอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ หรือที่มักถูกเรียกว่าอมาตยาธิปไตยนั้น ส่วนใหญ่มีปูมหลังอาชีพการงานเป็นข้าราชการระดับสูง แต่สามารถใช้เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ และอาศัยบทเฉพาะกาลในการส่งต่ออิทธิพล

“ปัญหานี้ถ้านำเอารัฐธรรมนุญ 2550 เป็นตัวตั้ง บทสรุปของผมคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นการกดอำนาจอธิปไตยของปวงชนให้อยู่ภายใต้อำนาจของคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเข้ามาควบคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น ใช้กลไกผ่านวุฒิสภาในการถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะก่อให้เกิดปัญหารุนแรงต่อประชาธิปไตยไทย”

ในท้ายที่สุด นายวรพล ได้เสนอว่า หากจะแก้ปัญหาเรื่องการยุบพรรคการเมืองจะรอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงจะช้าไม่ทันการแล้ว เพราะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคคงจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นขอเสนอให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อในสภาผู้แทนราษฎรหาทางนำเอารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาใช้แทนฉบับนี้เสียก่อนและแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ จากฐานของรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้วกำหนดในบทเฉพาะกาลให้องค์กรต่างๆ ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมืองยุติบทบาทจนกว่ารัฐธรรมนูญจะแก้ไขเสร็จเรียบร้อย

หมายเหตุ
การเสวนา วิชาการเรื่อง กฎหมายกับอำนาจยุบพรรคการเมือง: พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2551 จัดโดยคณะนักวิชาการเพ่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ที่ห้องอินทนิล อาคารมหาจักรีสิรินทร จันทรเกษมปาร์ค มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์วสันต์ ลิมป์เฉลิม รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนาพานิช นายกมล บันไดเพชร และนายจาตุรนต์ ฉายแสง

ดาวน์โหลดบันทึกเสียงการเสวนา (โดยคุณพิชิตมาร - ชมรมฟ้าใหม่)

http://www.uploadd.com/download.aspx?pku=45EE530BD2VST9FZHY3B62PXI1VL8W

7 องค์กรประชาธิปไตยจับมือ ร่วมรณรงค์แก้ไข รธน.50

30 มีนาคม 2551

เตรียมใส่เสื้อแดงรณรงค์เพื่อแก้ไขรธน.เผด็จการ ยกแรกเดือนเมษาฯ ลุยทั่วกรุงฯ ประนามรธน.50 คือซากเผด็จการ

คุณสิริวารี สมาชิกกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ เปิดเผยผ่านกระทู้ในห้องราชดำเนิน เว็บไซต์พันทิปดอตคอม ว่าองค์กรประชาธิปไตย 7 กลุ่ม ได้จับมือร่วมกันพร้อมใจรณรงค์เพื่อให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อแก้ไข รธน.50 ทั้งนี้รายละเอียดของข่าวมีทั้งหมดดังนี้

กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ จับมือกับกลุ่มวิทยุชุมชนคนแท็กซี, กลุ่มเพื่อน รธน.40, ชมรมฟ้าใส, กลุ่มหนุ่มสาวก้าวใส และกลุ่มสื่อเพื่อประชาธิปไตย ขอเชิญเสรีชนผุ้รักประชาธิปไตย ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อก้าวให้พ้นจากซากเดนเผด็จการ คมช.

ขอเชิญชวนพี่น้องร่วมรณรงค์ปฏิรูป รธน.2550 เนื่องจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่สามารถบริหารประเทศ ซึ่งเป็นผลจาก รธน.ซากเดนเผด็จการคมช.ที่กำหนดและออกแบบให้ตัวแทนของประชาชนอ่อนแอไม่สามารถทำงานรับใช้ประชาชนได้

เชิญเสรีชนที่ศรัทธาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ใส่เสื้อแดง รณรงค์ “สร้างประชาธิปไตย ปฏิรูปรธน.ไทย”

กำหนดการกิจกรรม
วันอังคาร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๑ รณรงค์ที่ สถานีขนส่งหมอชิต ๒ จัตุจักร
วันพฤหัสที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๑ รณรงค์ที่ สถานีรถไฟหัวลำโพง
วันที่อาทิตย์ที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๑ รณรงค์ที่สวนจัตุจักร กทม.
พบกันเวลานัดหมาย คือ ๑๑.๐๐ น. สอบถามตรวจสอบก่อนเดินทางค่ะ

กิจกรรม
ใส่เสื้อแดง, แจกเอกสาร, ปราศรัย, ถือแผ่นป้าย และตั้งโต๊ะลงชื่อแก้ใขรัฐธรรมนูญ

ติดต่อ
๒/๒ ซ.วังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กทม.๑๐๒๑๐
E-mail : baiteay38@hotmail.com
Website : www.nocoup.net
โทรศัพท์ : ๐๘๓-๒๙๘๓๑๘๒, ๐๘๓-๖๐๖๘๒๔๙

รายละเอียดการบริจาค
บริจาคเงินเพื่อสมทบในกิจกรรม เช่น ค่าจัดพิมพ์เอกสาร แผ่นป้าย ฯลฯ ผ่านธนาคาร
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาศิริราช
หมายเลขบัญชี 016-413338-9

แวะไปเยี่ยม "ฉลาด วรฉัตร" - "รธน 40 ยังอยู่"

โดย บก.ลายจุด
ที่มา พันทิป ราชดำเนิน
30 มีนาคม 2551

วันอาทิตย์สิ้นเดือนวันนี้ ท้องถนนที่เนืองแน่นไปด้วยรถราและผู้คน ผมยืนรอรถแท็กซี่อยู่นานแต่ก็ไม่ว่าง ผู้คนมีกิจกรรมมากมายจริงๆ ในวันนี้ สุดท้ายผมได้รถสามล้อพาผมไปหน้ารัฐสภา

บรรยากาศเงียบสงบ รัฐสภาหยุดทำงาน ในขณะที่อีกฝั่งของถนนมีกรงเหล็กขนาดเล็ก ภายในมีชายคนหนึ่งที่กักตัวเองอยู่ภายในมาหลายเดือนแล้ว เขาคือคนที่จุดประเด็นตั้งแต่ปี 2522 เพื่อให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่ร่างโดยคณะปฏิวัติ แล้วกลับไปใช้ รธน 2517 ที่ร่างผ่านรัฐสภาในขณะนั้น (ผู้แทนปวงชน)

เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร คือ สัญญาลักษณ์ของคนไทยคนหนึ่งที่ต่อสู้ในทุกเวที เพื่อให้ได้มาซึ่งกติกาประชาธิปไตย (อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย)

เมื่อสมัยรัฐบาลเปรม ฉลาดเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวของฉลาด เป็นแรงกดดันหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฎการณที่เรียกว่า "ป๋าพอแล้ว"

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ฉลาด วรฉัตร คือ หัวหอกสำคัญในการแก้ไขมาตรา 211 เพื่อให้มีการยกร่างรธน.ฉบับใหม่ จนต่อมาเกิด รธน.40 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มาแทน รธน.2534 ที่ร่างและเกิดในยุค รสช.

ผมอยากจะพูดว่าถ้าไม่มีฉลาด วรฉัตร ก็จะไม่เกิด รธน.40 ของประชาชน

เหตุการณ์วันที่ 19 ก.ย. 49 ฉลาด วรฉัตร เป็นคนแรกๆ ที่ออกไปถือป้ายประท้วงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และโดนทหารหิ้วออกไป และกลับมาอีกครั้ง เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้าสู่ช่วงการลงประชามติ รธน.50 ของ คมช. โดยประกาศขังตัวเองอยู่หน้ารัฐสภานับแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมโทรไปถามเพื่อนคนหนึ่งว่า ฉลาด วรฉัตร ออกมาจากรงหรือยัง คำตอบคือ "ยัง" และ เขาจะไม่ยอมออก หากไม่ได้รัฐธรรมนูญ 40 กลับมา

วันนี้ผมแวะไปสนทนา ระหว่างคนที่อยู่ในกรงขัง เพื่อถามเขาว่า การแก้ไข รธน.ฉบับนี้ควรเป็นอย่างไรในสายตาของชายผู้นี้ คำตอบคือ ต้องยกเลิก รธน.50 แล้วกลับไปใช้ รธน.40 ด้วยเหตุผล การล้มล้าง รธน.40 โดยอำนาจปืนนั้นทำไม่ได้ อีกทั้งไม่สามารถยอมรับการแก้ไข รธน.50 ในบางประเด็น เขาเปรียบเทียบว่า "เหมือนมีโจรปล้นบ้าน แล้วขี้ไว้กองหนึ่ง เมื่อโจรจากไป ได้ทิ้งคำสั่งให้เจ้าของบ้านว่า ห้ามเคลื่อนย้ายกองขี้กองนี้ ดังนั้นเจ้าของบ้านจึงปรึกษาหารือกันว่า จะเอาขี้ส่วนที่เหม็นออกจากบ้าน แต่ส่วนที่ไม่เหม็นก็ยังคงเก็บไว้ได้" แต่แล้วทำไม ไม่ล้างมันออกไปเลยเล่า ในเมื่อตอนนี้เจ้าของบ้านมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้ว โจรมันยังทำเรื่องทุเรศ ได้ขนาดนี้ ทำไมเจ้าของบ้าน(อำนาจ) แท้ๆ ถึงอ้ำๆ อึ้งๆ เกรงใจโจรอยู่ทำไม

เกือบสองชั่วโมงผ่านไป ผมขอตัวลากลับ ก่อนกลับถามชายคนนั้นว่า มีใครนอนเป็นเพื่อนหรือเปล่า เขาตอบว่า เขาอยู่ที่นี่คนเดียว

เพื่อน ๆ ครับ ถ้าคุณแวะผ่านไปแถวนั้น แวะลงไปให้กำลังใจแกด้วย คนแบบนี้ควรอยู่ในสภา ไม่ใช่อยู่ในกรง

รายงานการชุมนุมที่สนามหลวงและธรรมศาสตร์ 28 มีนา 08

ถ่ายภาพโดย ปีศาจสุรา แมวอ้วนอ้วน papikasoda ต้นกล้าประชาธิปไตย Wasabi
30 มีนาคม 2551

มีรายงานจำนวนมากผ่านเว็บบอร์ดการเมืองหลายแห่ง เกี่ยวกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ และกลุ่มต้านการทำลายชาติของพันธมิตรฯ ที่มหาลัยธรรมศาสตร์ และสนามหลวง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยรายงานสรุปค่อนข้างตรงกันว่า ประชาชนมาร่วมรับฟังการชุมนุมฝ่ายพันธมิตรประมาณสี่ถึงห้าพันคน ในขณะที่กลุ่มต้านมีประมาณ 200 คน

ล้างสมองหมู่ & ส่งสัญญาณหาเงินจากสปอนเซอร์

คุณขนมต้มสรุปการชุมนุมของพันธมิตรฯ ไว้สั้นๆ สองประเด็น ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการล้างสมอง และยังเป็นการทดสอบสัญญาณเพื่อหาสปอนเซอร์รายใหม่ จากกลุ่มทุน ทหาร ฯลฯ

"ผมได้เข้าไปดูเขาถ่ายทอดที่ธรรมศาสตร์เมื่อช่วงเย็นประมาณ 5 นาที เห็นกลุ่มนักศึกษาออกมาพูดอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งก็คำพูดเดิม ๆ ก็คือ 1.ด่าทักษิณ 2.ด่าสมัคร พวกนี้อาการหนักเข้าขั้น เรียกว่า เป็น thaksinphobia เข้าขั้นสุดท้าย ถือว่าเป็นการล้างสมองที่เก่งมากของอดีต "ซีไอเอ" เมืองไทย ที่เอาความแค้นส่วนตัว มาล้างสมองเยาวชนของชาติให้หลงได้เหมือนยุคเดือนตุลา ผมดูวิธีการแล้ว ไม่ต่างจากโจรก่อการร้ายภาคใต้ ที่ล้างสมองเยาวชนให้เกลียดชังเจ้าหน้าที่ของรัฐ อย่างไงอย่างนั้นเลย"

"พวกเขาต้องการโชว์ศักยภาพ ให้กลุ่มนายทุนกลุ่มหนึ่ง ได้เห็นว่า พวกเขาทำได้ และการต่อรองเพื่อขอสปอนเซอร์ ในการใช้จ่ายเพื่อล้มรัฐบาลก็จะเกิดขึ้นอีก ส่วนสัญญาณที่ส่งให้กลุ่มทหารเดิมที่ยังเป็นคราบไคลของเผด็จการ คมช. ก็จะมีความฮึกเหิม และได้ซ่องสุมกำลัง เพื่อรอให้สถานการณ์สุกงอม พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาพลาดเพราะอะไร การรัฐประหารคราวหน้านี้พวกเขาจะพยายามไม่พลาดอีก" คุณขนมต้มกล่าวสรุป

พันธมิตรฯ รอบคอบ เตรียมเรือด่วนไว้หนีสิบกว่าลำ

รายงานจากคุณมังกรดำ ที่แฝงตัวลงไปหาข่าวในบริเวณที่ชุมนุมแจ้งว่า ทีมงานพันธมิตรฯได้เตรียมเรือด่วนไว้หนีไว้สิบลำ กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน และกล่าวว่าข่าวดังกล่าวได้เช็คกับแหล่งข่าวหลายแหล่งแล้ว

"ออกมา บรู๊ววว์ เสียงขรมตั้งแต่ปลายปี 48 ยันปฏิวัติรัฐประหาร มาเจอของจริง หน้าตาตื่น คือคนพวกนั้นส่วนใหญ่ เป็นประเภท ชนชั้นมีฐานะ อยู่ในขั้นจะทำตัวพอเพียง ก็ไม่เดือดร้อนอะไร คนพวกนี้ กลัวตาย กลัวเจ็บเป็นที่สุด ตื่นตกใจง่าย" คุณมังกรดำกล่าว

ผ้าพันคอสีฟ้า จงใจโยงกลุ่มตนเองถึงเบื้องสูง

เนื่องจากมีพันธมิตรฯบางคนใส่ผ้าพันคอสีฟ้าในการเข้าร่วมชุมนุมดังกล่าว ซึ่งผ้าพันคอสีฟ้านั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า มีความเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ในวัง จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีความจงใจผูกเรื่องอย่างไม่มีความละอาย ว่ากลุ่มพันธมิตรได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในวัง ทั้งๆ ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เพิ่งได้รับการตัดสินจากศาล เพราะกุเรื่องและพยายามดึงฟ้าให้มาเกี่ยวข้องกับการเมือง

"ฟ้าสูงถูกคนพาลนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นมวลชน หวังผลให้เกิดเกิดสถานการต่างๆ ตามที่ตนเองต้องการ จนบ้านเมืองลุกเป็นไฟมาตั้งแต่โบราณแล้ว เสียคนดีไปก็มาก นี่ 2551 แล้ว สันดานคนเหล่านี้ก็ยังไม่เปลี่ยน คนที่โดนหลอกก็ยังโดนอยู่วันยังค่ำ วัวยังกินหญ้า หมาป่ายังกินเนื้อ" คุณ STEP-PANDA แสดงความเห็น

"เอาอีกแล้ว ใช้ถ้อยคำ ใช้สัญญาลักษณ์แอบอ้างเบื้องสูงอีกแล้ว ศาลท่านจะว่าอย่างไรบ้างครับ คดีเก่าที่นายสนธิแอบอ้างเบื้องสูง ศาลตัดสินจำคุก3ปีไม่รอลงอาญา นายสนธิและพวกหาได้ใส่ใจไม่ กลับออกมาท้าทายอีก อย่างนี้เข้าข่ายหมิ่นศาลหรือเปล่าครับ ??" คุณเถ้าแก่น้อยกล่าวเสริม

อังคารสิ้นชื่อ หลังโผล่เวทีพันธมิตรฯ

ประชาชนจำนวนมากตาสว่าง หลังพบเห็นนายอังคาร กัลยาณพงศ์ กวีที่มีคนรู้จักมากขึ้นเวทีพันธมิตรด้วยความหลงผิด มีนักกลอนสมัครเล่นสะท้อนเรื่องราวดังกล่าวไว้หลายท่าน ดังที่เราจะยกมานำเสนอดังนี้: -

สิ้นศักดิ์กวีสูญ ก็สิ้นบุญ“อังคาร”ล่อง
“เนาวรัตน์”ไหลลงคลอง ไปตามท่อทิ้งน้ำครำ
โอ้ศักดิ์กวีแก้ว ที่แท้แล้วเม็ดมะกล่ำ
หลอกคนด้วยลำนำ กวีรัตนโกสินทร์
โอมอ่านดุจพระเวทย์ สะกดเดชปราบไพรินทร์
พ่นลมหลุดปลายลิ้น จึงได้รู้ “มารจำแลง”
มังกรดำ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑

คิดว่าตนเป็นคนกวี คิดว่าตนเป็นศรีศักดิ์ใหญ่
คิดว่าตนล้ำกล้าเกินผู้ใด คิดว่าตนนั้นไซร้ไร้เทียมทาน
กวีใช่มีแต่เอ็งเอ๋ย กวีมีมาก..แต่ไม่อยากเอ่ยขาน
กวี ใช่เพียงแค่ประดิษฐ์คิดวิจารณ์ กวีอย่างแม่ง แค่ลูกเผด็จการเท่านั้นเอง
ขนมต้ม

สิ้นสูญ....
๏ สิ้นสูญ บุญกรรมแต่ง บทกวี
สิ้นสูญ คุณความดี อย่างนั้น
สิ้นสูญ ประชาชี ตีจาก
สิ้นสูญ จึงคิดสั้น ไม่ทันเล่ห์กล

๏ สิ้นสูญ ไป่สูญสิ้น นครา
สิ้นสูญ ตามเวลา ก่อเกื้อ
สิ้นสูญ ซึ่งชิวหา กวีเอก
สิ้นสูญ แม้หน่อเนื้อ ชาติเชื้อศิลปิน

๏ สิ้นสูญ ความนับถือ ทันใด
สิ้นสูญ ความเข้าใจ ถ่องแท้
สิ้นสูญ เพราะเผลอไผล ตรงข้าม
สิ้นสูญ ไร้ข้อแม้ พ่ายแพ้ภัยตน
Elixir757 29 มี.ค. 2551

ประมวลภาพการชุมนุมจากช่างภาพประชาชน

ภาพถ่ายจำนวนมากจากนักข่าวสมัครเล่นที่ไม่พลาดที่จะกดชัตเตอร์ นำเสนอเรื่องราวในวันดังกล่าว ทั้งนี้ท่านสามารถรับชมภาพถ่ายเพิ่มเติมได้จากเว็บบอร์ดการเมืองต่างๆ














วันเสาร์, มีนาคม 29, 2551

บทความทวีวุฒิ จุลวัจนะ : อาจารย์พิชิตเตือนมา "ระวังจะหนาว"

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์ thai-journalist-democratic-font
29 มีนาคม 2551

อาจารย์พิชิตเตือนมา "ระวังจะหนาว"
แล้วจะหนาว

ยังงงไม่หาย นปก.ยกขบวน “อย่างสงบ” มีก็แต่ทำลายสิ่งขวางกั้น การเดินขบวน ที่ชอบภายใต้ประชาธิปไตย เดินไปประท้วงที่หน้าบ้านป๋า แล้วในที่สุด หลังส่งแนวหน้าเข้ามารวบแกนนำ นปก.ไม่ได้ ในที่สุด “คอมแมนโด” ก็เข้าสลายการประท้วง “เลือดก็ท่วมตัว” คนประท้วงไปแล้วเป็นสิบ อย่างที่ภาพมันฟ้อง


มาวันนี้ อ่านอาจารย์พิชิตในสารเตือนสั้นๆ ว่าวันข้างหน้ามันจะ “หนาว” ยิ่งกว่า 19 ตุลา คือสงครามข้างหน้า น่ากลัวยิ่งนัก และท่านก็ออกมาเตือนสติ นักประชาธิปไตยว่า “อย่าประมาท” ในอำนาจของอำมาตย์

แล้วมันจะมีอะไรที่ทำให้เห็นได้ชัดๆ ว่าอาจารย์ พิชิต พูดถูก ก็ไม่ต้องมากนัก มธ.ที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย การต่อสู้เพื่อความ “ปลดแอก” จนอาจจะเรียกได้เลยว่า ต่อสู้เพื่อชนชั้นล่างของสังคม หรืออีกนัยก็คือ ศูนย์กลางการต่อต้านกับ “อำนาจและความรุนแรงนิยม”


มธ.มาวันนี้ เปิดประตูรับพันธมารและอำนาจไม่ชอบธรรมของ อำมาตย์ แบบเต็มๆ คือให้เอาห้องประชุมใหญ่ ออกต้อนรับแกนนำของระบอบอำมาตย์ ทำกันแบบหน้าตาเฉย คุณหญิงคุณนาย ราชนิกุล คนหัวเอียงขวาแบบสุดๆ เดินผ่านอนุสาวรีย์ของนักต่อสู้ไทย กี่คนต่อกี่คนใน มธ. เข้าไปนั่ง “ด่า” รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นั่งด่าคนจนว่า “ขายเสียง” นั่งเชิดชู รธน. ปี 50 ที่ทหารเขียนแล้ว Lock Spec การออกประชามติ ให้ผ่านให้ได้

น้องๆ ที่ไม่รู้เรื่องการเมือง หรือตามการเมืองมานาน หลังนั่งฟังพันธมาร “สวด” คงจะอดบอกว่า ท่าทางเชื้อร้าย ของไทยคือทักษิณ ยังต้องกำจัด


ส่วนพวกพี่ๆ หรือพวกผู้ใหญ่ที่ตามการเมืองมานาน คงจะสรุปกันว่า พวกอำมาตย์ “ต้องเลี้ยง” ความกลัวในตัวทักษิณไว้ สาเหตุเพราะ “ความกลัวนี้” เป็นสิ่งเดียวที่ “บังตา” คนไทยหลายส่วนหลายภาค ไม่ให้เห็นว่า ระบอบอำมาตย์นั้น มันคือ “ระบอบฮิตเลอร์” ของแท้และแน่นอน

และนี่หละเป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับ อาจารย์ พิชิต เพราะใครก็ตามที่อ่านเกี่ยวกับฮิตเลอร์มา แบบจริงๆ จะเข้าใจอย่างดีมาก ว่า กลยุทธของการฝังระบอบอำมาตย์ลงไปในสังคมไทยให้ลึก มันก็เหมือนๆ กับกลยุทธของฮิตเลอร์ ที่จะฝัง National Socialism ลงไปในจิตใจของคนเยอรมัน ปัญหาที่น่ากลัวคือ กลยุทธของฮิตเลอร์ มันเป็นกลยุทธที่น่ากลัว เพราะได้ผลจริงๆ ไม่ว่าจะเอามาใช้สมัยไหนก็ตาม

แล้วกลยุทธที่น่ากลัวนั้นคืออะไร อาจารย์พิชิต กำลังเตือนเราว่าอะไร สิ่งที่น่ากลัวและเลวร้ายที่สุด “ของระบอบการเมืองทุกระบอบ” คือการไม่ยอม “ตกลงกัน”


คือการเมืองนั้น มาจาก “ศิลปะ และ วิทย์” ของการปรานีประนอม และต่อรองเพื่ออยู่ร่วมกันโดยสันติ และนอกจากนั้น คือการมีพื้นฐานรองรับการพัฒนาไปข้างหน้า

แต่ปัญหาของระบอบฮิตเลอร์ ที่เหมือนกับระบอบอำมาตย์ในไทย คือ “มันมีคนส่วนน้อย” ที่ไม่ยอมมานั่งโต๊ะ แล้ว “เจรจาความกันเพื่อให้เรื่องมันยุติ” แล้วที่ซ้ำร้าย นอกจากจะไม่ยอมมาเจรจาความและต่อรอง ยังมองว่า สิ่งที่ตัวเองมองนั้น “ถูกต้องและต้องทำลายทุกอย่างที่ขวางกั้น” เพราะทุกอย่างที่ขวางกั้น สิ่งที่ตัวเองมองว่าถูก ก็คืออย่างอื่นมันผิดหมด

ประเด็นนี้ คือการเชื่อสุดกู่แบบนี้ ทำให้มันเกิดกลยุทธ “ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก” คือก่อหวอด สร้างความไม่สงบ ป่วนมันไปตลอดเวลา และที่กล่าวมานี่ก็คือกลยุทธของฮิตเลอร์ ที่ได้ คือเอาศอกตลอดเวลา จนออกมาเป็นมหาอำนาจในเยอรมัน และนี่ก็คือสิ่งที่ระบอบอำมาตย์ฝันกัน


ก็คือให้ MBA คือ Military Bureaucrat Admin หรือ ทหาร ข้าราชการ และ สังคมชั้นสูง เป็นมหาอำนาจ ที่ปกครองประเทศ เป็นผู้นำสูงสุดในไทย แล้วมีประชาธิปไตยแบบ รธน.ปี 50 คือ ระบอบของ Invisible Hand ของอำมาตย์กำกับประเทศไทยอยู่เงียบๆ แต่เปลือกก็คือ ภาพของประชาธิปไตย ก็เพื่อหลอกน้องๆ หรือคนที่ไม่ได้ตามการเมืองมากมายนัก

ปัญหาที่อาจารย์ พิชิต ไม่ได้พูดถึงตรงๆ แต่มาพูดเอาวันนี้ ที่พันธมารเข้าไปกลางอ้อมกอดของ มธ. คือ มันมีคนไทยที่เป็นส่วนน้อยจริงๆ ที่เชื่อในระบอบอำมาตย์ และนอกจากเชื่อแล้ว ยังเข้าใจว่ามันคืออะไร และต้องการมันให้เป็นระบอบปกครองไทยด้วย คือพูดง่ายๆ ตรงๆ คือชอบ ประชาธิปไตย “ครึ่งใบแบบตอนนี้”


และเหมือนฮิตเลอร์ พันธมารกำลังสร้างเงื่อนไขขึ้นมาให้สังคมอีกแล้ว คือจะเอา ระบอบทักษิณ หรือ จะเอาระบอบอำมาตย์

และแน่นอน มีคนมากมาย พอบอกว่าทักษิณก็เอาด้านตรงกันข้ามแล้ว คืออะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่ทักษิณ และนี่ก็คือกลลวงโลกของพันธมาร และเหมือนที่ฮิตเลอร์ ใช้ “ยิว” มาต้อนชาวเยอรมันเข้าข้างเขา คือใช้อารมณ์ ไม่ใช่สติ เลือกดูว่า จริงๆแล้ว เลือกอะไรอยู่ แล้วสิ่งที่ตัวเองเลือก คืออะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่ไอ้นั่นที่ไม่ชอบ แต่คือสิ่งนี้นะที่เลือกกัน คือระบอบอำมาตย์ จริงๆ แล้วมันเลวร้ายขนาดไหน

ก็มีคนเขียนกันมามากแล้วนะครับว่า อะไรมันคือปัญหาของระบอบอำมาตย์ ที่ยกเอาเจ้าขุนบุญนาย ข้าราชการทหารและราชนิกุลบวกไฮโซ เข้ามาเป็นใหญ่


แน่นอน ระบอบอำมาตย์ มันไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย แต่พวกอำมาตย์ก็ไม่ได้ชอบอะไรกับประชาธิปไตยอยู่แล้ว แน่นอนว่า ระบอบอำมาตย์ มันสวนทางกับโลก และสังคมของการเรียนรู้ และปลดปล่อย และปลดเอก แต่พันธมาร ก็สามารถหลอกคนให้ออกมาประท้วงกันได้ ด้วยการเขียนเสือให้วัวกลัว

แน่นอนว่าคนจนจะไม่ยอมถูกข่มขู่ และมองว่าตัวเองมีสิทธิในงบประมาณประเทศ แต่พันธมารก็ไม่เคยให้ความสำคัญคนจนเลย ฉะนั้น มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ ที่นักประชาธิปไตย จะพยายามไป “สั่งสอนอะไรคนพวกนี้” คือคนที่เอาระบอบอำมาตย์ เขาไม่ต้องการความเท่าเทียม สังคมที่ช่องว่างต่างๆ น้อย สังคมของอิสรภาพและเสรีภาพ

คือตรงๆ เลย พวกอำมาตย์ต้องการ “คุมประเทศไทย”

ขอสรุปตรงนี้สักนิด ก่อนสรุปใหญ่ ที่อาจารย์พิชิต กังวล มันก็เพราะพวกอำมาตย์ เชื่อจริงๆ ในระบอบของเขา เขามีอำนาจทางตุลาการ และเส้นสายทางสังคม รวมไปถึงองค์กรอิสระ และอรหันต์ และอาจารย์มากมาย มันเป็น Invisible Hand and Network ที่ตรวจสอบไม่ได้ มากมายเหลือเกิน อำนาจนี้ของอำมาตย์ และสุดท้ายเขาเหมือนฮิตเลอร์ คือ “ยอมหัก แต่ไม่ยอมงอ” พร้อมเห็นไทยลุกเป็นไฟ พร้อมปฏิวัติอีกรอบ พร้อมทุกอย่าง รวมถึงการใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี เพื่อปลุกและเลี้ยงระบอบอำมาตย์ไว้ รอจังหวะและใช้ทุกจังหวะ เพื่อการฝังตัวและรุกคืบ

ถ้าจะให้สรุปใหญ่ มันก็คือ เขาเชื่อว่ามันมีชนชั้นปกครอง คืออำมาตย์และพลพรรค ที่เหมาะกว่าการปล่อยให้ “นักการเมือง” ปกครองประเทศ


ปัญหามันคือ อำมาตย์ มีพรรคการเมืองในมือมาอย่างยาวนาน และนั่นก็คือ ปชป. ในการด่านักการเมือง มันก็หนีไม่พ้นการด่าตัวเองของอำมาตย์

ก็เพราะอำมาตย์เล่นการเมืองผ่าน ปชป.มาอย่างยาวนาน และ ปชป.ก็เห็นพรรคเก่าแก่ที่เป็นประเด็นมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่พรรคเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจอะไร แต่เราก็สามารถเห็นได้ “ชัดๆ” ถึงความย่อยยับของไทยมากี่รอบแล้ว ภายใต้การคุมการเมืองของอำมาตย์ ที่ผ่านการคุม ปชป.

สรุปรวมคือ ทักษิณจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่เขาก็กอบกู้เศรษฐกิจขึ้นมาจากการทำลายของพลพรรคอำมาตย์ คือที่ล้มบนฟูกกัน ก็ราชนิกุลผู้ดีชนชั้นสูงทั้งนั้น

คือใครจะบอกว่า นักการเมืองไม่เอาไหนยังไง ผมสรุปของผมมาเป็นปีๆ แล้ว ตั้งแต่เห็นทักษิณทำงานว่า ดีเลวยังไง ระบอบอำมาตย์ “สู้ด้วยผลงาน” ไม่ได้เลย

ไม่เชื่อลองวกกลับไปคิดดู ชาติจะถดถอยทุกครั้งที่อำมาตย์เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

และนี่ก็คงจะเป็นสิ่งที่อาจารย์พิชิต กลัวที่สุด คือ อำมาตย์กำลังพยายาม “หมุนนาฬิกากลับและชะลอความก้าวหน้าของประเทศเอาไว้” นอกจากนั้น ยังมุ่งมั่นทำลายแกนของประชาธิปไตยทุกแกนที่สำคัญ

โอยมันน่ากลัวเหลือเกินพวกอำมาตย์

วันศุกร์, มีนาคม 28, 2551

ที่ดินศรีสุบรรณฟาร์ม บุกรุกเพราะ 'ไม่รู้' หรือ 'ทำทั้ง ๆ ที่รู้'

โดย คุณลอย ลมบน
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
28 มีนาคม 2551

ปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินในบ้านเมืองเรา มีมานานและมีอย่างต่อเนื่อง จนถึงทุกวันนี้ ก็มีการบุกรุกที่ดินอยู่ ทั้งที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ ป่าต้นน้ำ ฯลฯ

การบุกรุกที่ดิน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ไม่รู้” แต่ปัญหาของการบุกรุกที่ดินคือ “ทำทั้งๆ ที่รู้” รู้ทั้งคนบุกรุก และรู้ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ

คนบุกรุกก็รู้ว่า พื้นที่ที่ตัวเองเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของนั้น เป็นพื้นที่หวงห้าม เป็นพื้นที่ของราชการ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอยู่ประจำทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ก็รู้ว่า ใครเข้าไปบุกรุกอย่างไร แต่ไม่มีการดำเนินการอะไร ปล่อยปละละเลยกัน จนพื้นที่ที่เคยเป็นของราชการ เป็นที่หวงห้าม กลายเป็นพื้นที่ออกเอกสารสิทธิ มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้ตามกฎหมาย

กรณีพื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ของบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังเป็นกรณีตัวอย่างที่ต้องมีการพิสูจน์กัน เพราะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาให้ข้อมูลอย่างหนึ่ง แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเงา ออกมาให้ข้อมูลอีกอย่างหนึ่ง

หากข้อมูลของทั้งสองฝ่ายเป็นจริง ถูกต้อง กรณีนี้ เห็นทีนายสุเทพต้องเหนื่อยหน่อย และอาจต้องจบชีวิตทางการเมืองเพียงเท่านี้ เพราะดันหลุดปากท้าทายออกมาว่า หากที่ดินที่บริษัทของครอบครัวไปประมูลมาได้จากกรมบังคับคดี เป็นที่ดินที่ไม่ถูกต้อง ถูกเพิกถอนโฉนด จะเลิกเล่นการเมือง ท้าทาย ปากไว อาจต้องจากการเมืองไปเพราะปาก (หากว่าเป็นคนรักษาคำพูด)


แม้จะไม่ได้เชียร์ หรือนิยมชมชอบ ร.ต.อ.เฉลิม แต่ขอชื่นชมคำอธิบายเรื่องนี้ ที่ทำให้ประชาชนที่ไม่รู้กฎหมายเข้าใจอะไรได้ง่ายดี สมราคาที่มีดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์ทางกฎหมาย

ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่า กรณีที่ดินของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม ถ้าขั้นตอนที่ 1 ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาพิสูจน์ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนที่ 3 หรือขั้นตอนที่ 4 เมื่อมีที่มาไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น คือขั้นที่ 1 ขั้น 4 ก็ย่อมไม่ถูกต้องไปด้วย

กรณีนี้นายสุเทพบอกว่า ครอบครัวไปประมูลซื้อมาจากกรมบังคับคดี มีโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย นี่คือขั้นที่ 4 ฝั่ง ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่า ที่ดินผืนนี้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ นี่คือขั้นที่ 1 ส่วนขั้นที่ 2 คือการมีคนเข้าไปบุกรุกพื้นที่ และขั้นที่ 3 คือมีการออกโฉนดที่ดินให้ถือครองกรรมสิทธิ์ และเอาไว้จำนองกับธนาคาร ปล่อยให้ธนาคารยึด จนกรมบังคับคดีเอาออกมาประมูลขายทอดตลาด ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่า เป็นวิธีการที่คลาสสิกแยบยล

ถ้าเป็นจริงตามนี้หมายความว่าโฉนดที่ดินที่บริษัทศรีสุบรรณฟาร์มถือครองอยู่นั้น มีที่มาที่ไปไม่ถูกต้อง ก็ต้องถูกเพิกถอนโฉนด ส่วนค่าเสียหายที่บริษัทศรีสุบรรณฟาร์มจ่าย เป็นค่าที่ดินให้กรมบังคับคดี ก็ให้ไปเรียกร้องคืนเอาจากกรมบังคับคดีเอาเอง

กรณีนี้แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็เทียบเคียงได้กับกรณีถุงกล้วยแขก โฉนดที่ดินมูลนิธิสวนแก้ว ของพระพยอม กัลยาโณ ที่จ่ายเงินไปกว่า 10 ล้านบาท ซื้อที่ดิน ที่มีโฉนดถูกต้องที่ได้มาจากการครอบครองปรปักษ์ แต่ภายหลังโฉนดถูกยกเลิก เพราะคนครอบครองปรปักษ์ คืนที่ดินให้กับทายาทของเจ้าของที่ดินเดิม โฉนดที่ดินที่เคยถูกต้องตามกฎหมาย มีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ที่พระพยอมถืออยู่ กลายเป็นเศษกระดาษที่ไม่มีค่าขึ้นมาทันที เงินกว่า 10 ล้านบาทที่จ่ายไป ก็ไม่สามารถเรียกคืนจากใครได้ ทั้งคนที่เอามาขาย หรือหน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้ออกโฉนดที่ดิน นี่เป็นอุทาหรณ์ เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับคนที่จะซื้อที่ดินว่าต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของโฉนดที่ดินแปลงที่จะซื้อให้ดีว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นอาจต้องเสียเงินฟรี โดยเอาผิดหรือเรียกร้องอะไรกับใครไม่ได้เลย


กรณีของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม หากไม่รู้ที่มาที่ไปของโฉนดที่ดิน ก็น่าเห็นใจ หากต้องถูกเพิกถอนเอกสารสิทธิ ต้องเสียเงินที่ไปประมูลมาฟรีๆ แต่หากรู้ที่มาที่ไปของการได้มา ซึ่งโฉนดที่ดินดี ก็ถือว่าบริษัทเลือกที่จะเสี่ยงต่อการเสียเงินฟรีๆ

นายสุเทพและครอบครัวอยู่ในพื้นที่มานาน จะทราบหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ว่า ที่ดินผืนนั้น เคยเป็นที่สาธารณประโยชน์มาก่อน ส่วน ร.ต.อ.เฉลิมหากไม่อยากให้ถูกมองว่าทำเรื่องนี้เพื่อหวังผลหรือแก้แค้นกันทางการเมือง ก็ควรไปไล่ทำในพื้นที่อื่น ที่มีการบุกรุกกันอยู่ทั่วประเทศให้ถูกต้องอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ถ้าทำได้จะถือเป็นบุญของประเทศที่ได้รัฐมนตรีที่ชื่อ “เฉลิม” เข้ามาทำงาน

พิชิตส่งสัญญาณเตือน - ขบวนทัพพญามาร เริ่มปรากฏที่ขอบฟ้า

28 มีนาคม 2551

อาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ส่งสัญญาณเตือนสั้นๆ ให้กับประชาชน ผ่านเว็บไซต์พลเมืองภิวัฒน์ โดยตั้งหัวข้อกระทู้ว่า "ขบวนทัพพญามาร เริ่มปรากฏที่ขอบฟ้า The Lord of the Rings ภาคสอง The Two Towers!!!"
วันที่ 28 มีนาคม เป็นแค่หนังตัวอย่าง อันธพาลกวนเมืองสมทบกับ "ศิลปินสามานย์" และนักวิชาการมือถือสากปากถือศีล เป็นแค่ทัพหน้า เป็นเหยื่อล่อให้ฝ่ายประชาธิปไตยหลงทิศ มองผิดทาง ลืมสนใจแนวรบหลัก ให้อันธพาลและทหารเลวเข้าท้ารบข้างหน้า แต่ให้กำลังหลักเข้าตีข้างหลังและด้านข้าง

รังสีอำมหิตฉายแสงที่ขอบฟ้าตะวันตก บทเรียนที่ "พวกนั้น" สรุปจาก 19 กันยายนนั้น ไม่ใช่ "ประชาชนตื่นขึ้นแล้ว" "ยุคสมัยต้องเปลี่ยนแล้ว" แต่เป็นตรงข้าม "จะอยู่ค้ำฟ้าได้ต้องใช้ฝ่ามือโลหิต"

ฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่จัดกระบวนทัพ ยังไม่ตระหนักภัยที่มาถึง ยังไม่เห็นความร้ายแรงที่คืบเข้ามาใกล้!

ศึกครั้งนี้จะยิ่งกว่าปี 2519 แต่จะให้ผลต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คราวนี้คือเอาหนังม้วนเก่าเมื่อ 30 ปีก่อนมาฉายซ้ำ แต่ตัวแสดงกลับข้างกัน ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ยกเว้นผู้สร้างและผู้กำกับ ยังเป็นคนเดิม!!!


ในขณะที่ในอีกกระทู้ที่ตั้งโดยคุณสิริวารี โดยถามว่า "สถานะการณ์ไม่ดี จริงหรือเปล่า?" อ.พิชิต ได้สรุปวิเคราะห์สั้นๆ ไว้ดังนี้
สถานการณ์ไม่ดีอย่างชัดเจน

จิ๊กซอว์เริ่มต่อลงตัวที่ละชิ้น

จากมติ กกต.ที่รวบรัดส่งฟ้องให้ใบแดงคุณยงยุทธแบบฉุกละหุก เป็นกระสุนนัดแรกฆ่าประธานสภา

ในระยะยาว ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากขึ้น

ตอนนี้ยิ่งเห็นผล เพราะในการเลือกตุลาการรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการคัดสรรก็ประชุมลงมติเลือกกันอย่างฉุกละหุก (อีกแล้ว) ไม่ต้องเรียกผู้สมัครมาแสดงวิสัยทัศน์อะไรเลย อ้างว่า "รู้จักกันหมด" แต่คุณยงยุทธประธานสภากลับไม่สามารถเข้าประชุมได้ เพราะกำลังมีคดี

สุดท้าย การเสนอชื่อตุลาการรัฐธรรมนูญกลายเป็นผลงานของ "ตุลาการภิวัฒน์" บวกหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านเท่านั้น กระทำกันอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่กลัวเกรงสายตาประชาชนทั้งประเทศเลย

อีกหมากคือ คดียุบพรรค กกต.ก็สรุปส่งสำนวนให้ยุบพรรคชาติไทยและมัชฯ แบบฉุกละหุก (อีกแล้ว) ปูทางสำหรับการยุบพรรคพปช.อย่างชัดเจน

ทั้งยังมีข่าวการเคลื่อนไหวของนายทหารบางกลุ่มเข้าพบใครบางคนอย่างผิดสังเกต

หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และสื่อขายตัวก็รุมตีรัฐบาลพปช.อย่างหนักในทุกเรื่อง

พวกพันธมิตรประชาชนเพื่อเผด็จการแห่งชาติก็ออกมาเคลื่อนไหวในจังหวะพอดี มี สส.และเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์เข้าเกี่ยวข้องอย่างโจ๋งครึ่ม

ศึกใหญ่มาถึงแล้ว ในขณะที่แกนนำฝ่ายมวลชนประชาชนกำลังแยกสลาย อ่อนกำลัง

ทิ้งให้รัฐบาล พรรคพลังประชาชน ฝ่ายนักวิชาการ และกลุ่มมวลชนจัดตั้งกลุ่มเล็ก ๆ สู้ไปอย่างโดดเดี่ยว จะมีก็แต่มวลมหาประชาชนท้องสนามหลวงและประชาชนรากหญ้าทั่วประเทศเท่านั้นพร้อมแล้วจะเข้าสู่สนามรบ แต่ยังขาดขุนพล

นาทีนี้ ยากยิ่งนักจะฝ่าไปได้


อนึ่ง ยังมีข่าวสารที่ยังต้องผ่านการวิเคราะห์และการกรองอีกมากจากเว็บไซต์ประชาไท อาทิเช่น กระทู้ที่ตั้งโดยคุณพิเภก "เตือนมายังผู้รัก "ประชาธิปไตย" สัญญาณอันตรายส่อเค้า"

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 27, 2551

ใครคือมัน : 'มัน' ผู้กำลัง 'บ้าคลั่ง' ต่อการที่จะสร้างวิกฤติการณ์การเมืองครั้งใหม่

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
27 มีนาคม 2551

เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง.. แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้เป็นเรื่อง

เรื่องการยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย.. ที่หลุดออกมาอย่างตั้งใจ จะทำให้เรื่องมันยุ่ง.. และกำลังจะนำไปสู่สิ่งที่ยุ่งมากกว่า..

เพราะสมาชิกพรรคที่กำลังจะถูกยุบ.. เริ่มมีความเห็นตรงกันว่า.. ในเมื่อเรื่องยุ่งมันมาจากข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ.. ก็ดับไฟมันซะตรงต้นลมนั่นแหละ..

วิธีแก้ปัญหา นั่นคือ การแก้รัฐธรรมนูญ

แต่นั่นอาจจะเป็นหลุมพราง.. ที่ถูกขุดไว้.. เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น.. คือ การเปิดทางให้กับการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่กำลังสอดส่ายหาช่องทาง.. ที่จะซ่องสุมกำลัง สร้างการชุมนุมผู้คนขึ้นมา

ต้องไม่ลืมว่า.. การทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 นั้น.. ประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย และมีประชาชนนับ 10 ล้านคน ที่ยืนกันอยู่คนละข้าง ถือหางรัฐธรรมนูญกันคนละฉบับ

ฝ่ายที่ต้องการทำลายรัฐบาลนี้.. จะฉกฉวยโอกาศ.. เอาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น.. ประจุดินปืนเพื่อก่อหวอด..

หลายๆ ครั้งในอดีต.. รัฐบาลถูกโค่นล้มลงไปในระหว่างมีวิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญ..

ครั้งนี้.. ดูจากอาการแกล้งโง่แกล้งบ้าของ.. ผู้จุดเชื้อแล้ว.. เห็นได้ชัดเจนถึงความเลวบัดซบ.. อายุป่านนั้น.. มันยังกระสันในอำนาจ จนไม่สนใจต่อความล่มจนของบ้านเมือง.. ห่างแค่ก้าว จากกล่องนอนบนฟูกดอกไม้จันทน์.. มันก็ยังดังทุรังแกล้งบ้าแกล้งใบ้.. ยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียว

ทั้งๆ ที่พันครู หมื่นอาจารย์ก็สั่งสอนกันมาว่า..นิติศาสตร์โดดๆ นั้นมันไม่มีในโลก..เจตนารมณ์ของการมีข้อบังคับต่างหากที่สำคัญ

ถึงประเทศไทยจะยังไม่ศิวิไลซ์.. จนถึงการมี “ลูกขุน” เป็นผู้ชี้ถูกชี้ผิด.. แต่เราก็พ้นจากความป่าเถื่อนมาแล้ว..จากการชี้ถูกชี้ผิดโดยคนๆ เดียว..

ด้วยความเคารพต่อ.. สถาบันที่มันผู้นั้นสังกัด.. ด้วยคารวะต่อ.. เครื่องแบบอันทรงเกียรติที่ท่านสวมใส่..เรา.. จึงไม่ออกชื่อ.. “มัน” ผู้กำลัง “บ้าคลั่ง” ต่อการที่จะสร้างวิกฤติการณ์การเมืองครั้งใหม่..

แต่เราต้อง..ส่งดอกไม้ช่อใหญ่ไปให้..

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์..ทำให้รู้ว่า “ใครคือมัน”

แนวคิดอำมาตย์รัตนโกสินทร์ ยุค ๒๕๕๑

โดย คุณสายลมรัก
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
27 มีนาคม 2551

๑ ใน ๕ อรหันต์ กกต.ของสารขันธ์แลนด์ กล่าวไว้เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๑

“ แนวทางการยุบพรรคไม่ใช่อำนาจที่ กกต.จะสั่งยุบได้ ต้องขึ้นอยู่กับสิทธิของศาลรัฐธรรมนูญเพราะ ขณะเดียวกันตนไม่เห็นด้วยที่จะจัดทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะถือว่าเป็นการดูถูกประชาชนที่มาออกเสียงประชามติในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐”

หึ หึ หึ เอาเสียงข้างมากเข้ามาขู่หรือครับท่าน

ต้องไม่ลืมว่า VOTE NO หนะ ๑๐ ล้านคน ที่รับ ๑๔ ล้านคน รับ/ไม่รับ ไม่ได้เป็นตัวเลขที่ขาดลอย ออกจะสูสีกันด้วยซ้ำ

ทั้ง ๆ ที่ ใน ๑๔ ล้านคนนั้น ตัวเลขที่เขารับเพราะจำใจ เป็นจำนวนเท่าไหร่ รับเพราะอยากให้บ้านเมืองเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยโดยเร็ว รับเพราะอยากให้ คมช.และพรรคพวกไปจากสังคมไทยโดยเร็ว รับเพราะกลัวปฏิวัติซ้ำ จำนวนเท่าไหร่ครับ ใน ๑๔ ล้านคนนั้น

แต่ ๑๐ ล้านเสียงสิของจริง ที่เขารับไม่ได้กับผลผลิตที่คลอดมาจากมดลูกของเผด็จการ

อีกฟากหนึ่งของสารขันธ์แลนด์ คนหน้าแหลม ๆ ฟันดำ ๆ ออกมาขู่ฟอด ๆ ว่า จะเดินขบวนต่อต้าน หากผู้แทนของปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา จะดำเนินการแก้ไข รัฐธรรมนวยฉบับพิกลพิการนี้ ว่า อย่าคิดว่าเป็นเสียงข้างมากแล้วจะทำอะไรได้ตามใจชอบ หากเสียงข้างน้อยอย่างตัวกรู และพวกกรู ไม่ยอม (ฮา)

เอากะมันสิเอ้า........ ทั้งที่กติกาก็เขียนไว้ชัดว่า จำนวน สส.ที่อยู่ในมือรัฐบาลครั้งนี้ สามารถใช้สิทธิที่ถูกต้องตามครรลองของระบบได้ ตกลงตรรกะ แบบนี้มันเป็นอย่างไรแน่ จะเอาเสียงของน้อย หรือ เสียงข้างมากของประชาชนกันแน่ หรือตรรกะที่แท้จริงคือ ต้องถูกใจกรูเพียงสถานเดียว ใช่หรือไม่

บ้านนี้เมืองนี้ยังมีกติกาอยู่อีกหรือ ไม่นับการโกหกปลิ้นปล้อน ของใครบางคนที่ออกมาทั้งขู่ ทั้งปลอบประชาชนว่ารับ ๆ ไปก่อนเดี๋ยวค่อยไปแก้ที่หลัง (ฮา)

หากประชาชนไม่รับร่าง ทหารจะปฏิวัติอีก (อันนี้ขู่)บ้านนี้เมืองนี้จะอยู่กันต่อไปได้อย่างไร จะอยู่กันด้วยกติกาหรือกติกรู จะเอาแบบไหนก็เลือกมาซักอย่าง

ประชาชนเจ้าของประเทศได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ หลังจากได้มอบสิทธิอันชอบธรรม ให้แก่บุคคลเข้าไปทำหน้าที่แทนตนแล้ว แต่กลับทำอะไรไม่ได้ ถ้าอำมาตย์รัตนโกสินทร์ยุค ๒๕๕๑ ไม่ถูกใจ

เลิกอ้างเถอะสารขันธ์แลนด์ อำนาจที่แท้จริงต้องมาจากประชาชน ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง อ้างไปก็อายชาวโลกเขา

วันนี้ความอดทนของประชาชนอย่างผมเริ่มลดลงไปอย่างน่าใจหาย วันนี้ในใจของประชาชนทั้งประเทศเริ่มบอกกับตนเองว่า พวกเขาจวนจะหมดความอดกลั้นแล้ว

วันนี้หากอำมาตย์ยังไม่ลดเลิกความคิดว่า พวกกูถูกเสมอ โดยไม่เคารพกติกา การต่อสู้ระหว่าง ประชาชน กับอำมาตย์ อย่างรุนแรงและเลือดนองที่สุดในประวัติศาสตร์ จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ผมให้สัญญา

จะทำลาย \"ป้อมปราการทางอำนาจของพวกอำมาตยาธิปไตย” มีแต่ต้องทะลวงกฎหมายที่ให้อำนาจพวกนี้ไว้ เท่านั้น

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
27 มีนาคม 2551

พวกอำมาตยาธิปไตย ที่ดูใหญ่โตน่าเกรมขาม และมีอำนาจมากมายมหาศาลนั้น หากวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นฐานอำนาจของคนเหล่านี้เปราะบางอย่างยิ่ง มีแต่ภาพลวงตา และปราสาททราย เพียงแต่เคาะแรงๆ สักครั้ง อำนาจของพวกเขาก็จะทะลายลงไป

แต่หากพวกเรามองอย่างไม่เข้าใจ ก็จะดูเหมือนว่า พวกนี้มีฐานอำนาจที่มั่นคงแข็งแรงเสียเหลือเกิน
แต่จริงๆ แล้วเปราะบางอย่างยิ่ง

อำนาจอิทธิพลของพวกอำมาตย์ และกลุ่มคนชั้นสูงในสังคมไทยขณะนี้ ที่มีความเกี่ยวโยง มี Connection โยงใยกันไปมานี้ รากเหง้าที่มาของอำนาจของพวกนี้ จริง ๆ อยู่ที่ "บรรดากฎหมายทั้งปวงที่เขียนขึ้นให้อำนาจกับคนพวกนี้ไว้"

เมื่อคนเหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกัน ทำมาหากินด้วยกัน เกื้อกูลกัน ทั้งการเลื่อนยศ การเลื่อนตำแหน่ง และการอุปถัมป์ค้ำจุนซึ่งกันและกัน ดังนั้นการล็อบบี้กันเองในกลุ่ม จึงเป็นไปได้โดยง่าย เพราะคนเหล่านี้อยู่ในสังคมเดียวกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นเอง

"ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่พวกนี้เข้าไปยึดกุมในองค์กรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรตุลาการ องค์กรอิสระทั้งหลาย ล้วนมีที่มาอย่างเดียวกันคือ "มาจากกฎหมาย" หาได้มีแหล่งที่มาอย่างอื่นไม่

อำนาจที่อิงกฎหมายนั้น ดูมั่นคง แต่วางอยู่บนพื้นฐานที่โคลงเคลง ไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก เพราะ "กฎหมายสามารถแก้ไขได้โดยรัฐสภาแห่งชาติ"

ใครคุมรัฐสภาแห่งชาติ คนนั้นก็สามารถควบคุมรากฐานที่มาของอำนาจทั้งหลายได้ เพราะรัฐสภา สามารถแก้ไขกฎหมายได้ รัฐสภานั้นเชื่อมโยงอยู่กับ สส. ส่วน สส.นั้นกลับไปเชื่อมโยงอยู่กับประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน

ใครคุมเสียงของประชาชนได้ ย่อมสามารถควบคุม สส.ได้

ใครคุม สส.ได้ ก็สามารถควบคุมรัฐสภาแห่งชาติได้

เมื่อควบคุมรัฐสภาแห่งชาติได้ ก็สามารถควบคุมคุมกลไกการแก้ไขกฎหมายทั้งปวงได้

อำนาจของพวกอำมาตย์จึงโดนท้าทาย และล้มล้างได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก หากมองอย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ที่มาของอำนาจของพวกอำมาตยาธิปไตย ที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับสังคมไทยตลอดสองปีที่ผ่านมานี้

แต่ที่ช่วงเวลาที่ผ่านมาในอดีตนั้น เมืองไทยไม่เคยมีใครที่สามารถได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น จนสามารถชนะเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาได้

มีแต่ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้ และประชาชนกว่าครึ่งประเทศก็ยังให้การเคารพนับถือ และศรัทธาในตัวนายกฯทักษิณอยู่

ดังนั้น ฐานอำนาจของอดีตนายกฯทักษิณ จึงมั่นคง และแข็งแรงกว่าฐานอำนาจของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นหัวขบวนของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยทั้งหลาย การต่อกรกับ กลุ่มอำมาตย์ของ พล.อ.เปรม จึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก

สองปีที่ผ่านมานี้ พวกอำมาตย์ลงทุนต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจของพวกตน โดยการทำรัฐประหาร แต่สุดท้าย โลกยุคใหม่ ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งไปได้พ้น ไม่ว่าจะทำรัฐประหารยึดอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร สุดท้ายเมื่อมีการเลือกตั้ง เสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์ คนที่ยึดกุมหัวใจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ย่อมได้รับชัยชนะในที่สุด ไม่ว่าฝ่ายอำมาตย์ จะใช้เล่ห์กลอย่างไร ก็ไม่อาจฝืนประชามติของประชาชนไปได้

ตอนนี้กลุ่มอำมาตย์ยังไม่ยอมแพ้ ยังใช้เครื่องมือที่พวกเขายึดกุมอยู่ คือ องค์กรอิสระ และกลุ่มอำมาตย์ในสถาบันตุลาการทั้งหลาย เพื่อเข้าต่อกรกับ พลังอำนาจของประชาชน พลังอำนาจของฝ่ายประชาธิปไตย ที่ยึดกุมรัฐสภาแห่งชาติ และเสียงสนับสนุนของประชาชน

หากจะทะลายฐานอำนาจของพวกอำมาตย์เหล่านี้ให้หมดไป จึงมีเพียงวิธีเดียวคือ "มุ่งทะลายไปที่ฐานอำนาจทางกฎหมาย" ที่ให้อำนาจพวกอำมาตย์นี้ไว้ โดยการแก้ไขกฎหมายทั้งหลายที่ให้อำนาจพวกนี้ไว้ รวมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภาแห่งชาติสามารถทำได้อย่างมีความชอบธรรม

เมื่อขาดฐานอำนาจทางกฎหมาย พวกอำมาตย์ที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ย่อมสูญเสียอำนาจไปอย่างถาวร ไม่มีทางเรียกกลับคืนมาได้

ผมว่า "ฐานอำนาจทางเศรษฐกิจ" หรือความมั่งคั่งนั้น อดีตนายกฯทักษิณ มีมากกว่าอยู่แล้ว เมื่อบวกเข้ากับฐานเสียงที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลาย พลังอำนาจของฝ่ายทักษิณ และฝ่ายผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ย่อมสามารถเอาชนะพวกอำมาตยาธิปไตยได้อย่างแน่นอน

เพียงแต่ที่ผ่านมา พวกเราไม่เคยเข้าไปทะลายฐานทางกฎหมายนี้อย่างจริงจังเท่านั้น

เมื่อพวกอำมาตย์ยังเล่นไม่เลิก ยังกระด้างกระเดื่อง สร้างความอึมครึ้มทางการเมือง ที่ส่งผลเสียต่อประเทศชาติ
ผมว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลของท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ จะต้องจัดการแก้ไขกฎหมาย แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจพวกอำนาจทั้งหลายนี้เสีย และต้องทำอย่างเร่งด่วน และแน่วแน่ โดยต้องไม่ยอมอ่อนข้อให้กับพวกอำมาตย์อีกต่อไป ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็ไม่สงบลงไปได้ การต่อสู้จะยืดเยื้อ และไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ

มันเป็นความจำเป็นทางการเมือง ที่จะต้องรื้อรัฐธรรมนูญ รื้อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ที่ให้อำนาจพวกอำมาตย์นี้เสีย

เมื่อทำสำเร็จแล้ว อำนาจของพวกอำมาตย์จะโดนกำจัดไปอย่างถาวร ไม่อาจเป็นเสี้ยนหนามต่อระบอบประชาธิปไตยได้อีก อย่ามัวให้ความลังเลเข้ามาทำให้พวกเราเสียเวลาเลยครับ

ประเทศชาติต้องการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไม่มีเวลาให้พวกอำมาตย์คอยมานั่งปัดแข้งปัดขาอีกแล้ว
งานสำคัญเร่งด่วน ของรัฐบาลในขณะนี้คือ การแก้รัฐธรรมนูญ และแก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อระบอบอำมาตยาธิปไตยเสีย ส่วนการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ผมว่าหมอเลี๊ยบ กับคุณมิ่งขวัญ ทำได้ค่อนข้างดีแล้วครับ แต่ความอึมครึ่มทางการเมือง จะส่งผลเสียต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

หากชักช้า จะกลายเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการฟื้นตัวของชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ทั้งนี้ การที่ฝ่ายอำมาตย์ส่งนายจรัญ ภักดีธนากุล มาเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญนั้น ผมถือว่าเป็นการกระทำที่ประกาศความเป็นศัตรูอย่างชัดเจน

ในทางการเมืองระหว่างประเทศ ถือว่า สามารถโจมตีล่วงหน้า หรือ Preemtive Strike ได้อย่างชอบธรรม เพราะถือเป็นภัยคุกคามโดยตรง

เชิญร่วมสังสรรค์ 'วิทยุเสรีชนสัญจร' 28 มีค.51

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา c-box วิทยุเสรีชน
27 มีนาคม 2551

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 2551 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป

สถานีวิทยุออนไลน์ 'เสรีชน'
ขอเชิญทุกท่านร่วมพบปะสังสรรค์
'เสรีชนสัญจร' ตอน ปูเสื่อ กินส้มตำ ยำหมา

ณ บริเวณสนามหลวง ด้านพระแม่ธรณีบีบมวยผม – ฝั่งศาล

พบกับแขกรับเชิญพิเศษ อาทิ
คุณประชา ประสพดี (สส.)
คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย (กก.นปช.)
อ.ชีพ ชูชัย
คุณชินวัตร หาบุญพาด

พบกับ ดีเจ @เสรีชน ที่ท่านชื่นชอบ อาทิ
คุณสันติภาพ, คุณพลอย, คุณกระแช่, คุณ TL,
คุณ Anniverz, คุณ Lara, คุณเจมส์ TSCB & คุณหวานเจี๊ยบ

ถ่ายทอดสดตลอดรายการ โดยคุณปัญญา คนรากหญ้า


รับฟังเสียงถ่ายทอดได้ทางลิงก์ต่อไปนี้
http://www.serichon.com/index2.php
http://users1.nofeehost.com/norporkor
http://www.geocities.com/mai_mind_anticoup//radio.htm
http://www.badict.2hell.com

หรือ ผ่านทาง winamp/windows media player
http://denow1.no-ip.org:5000
http://denow4.no-ip.org:4000


ผู้ประสงค์เข้าร่วมงาน ต้องการติดต่อรายละเอียด หรือนัดพบ
email ที่ serichonteam@yahoo.com

การ์ตูนเซียไทยรัฐ: แก๊งเก่งมีกะลาครอบ!

ตลุาการ 3 คน 1 คนสนิทบิ๊กบัง...1 คนสนิทหน้าแหลมฟันดำ...อีก 1คนสนิทชวน หลีกภัย...

โดย คนชุดขาว
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
27 มีนาคม 2551

ตลุาการ 3 คน 1 คนสนิทบิ๊กบัง... 1 คนสนิทหน้าแหลมฟันดำ... อีก 1คนสนิทชวน หลีกภัย...

งานนี้ไม่ต้องสืบสาวฉากหลังให้ยุ่งยาก วิเคราะห์กันจากเบื้องหน้าเห็นๆ กันอยู่ เอาแค่ 3 ชื่อสำคัญๆ

1. นายจรัญ คือหัวหอก ผู้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการโค่นล้มระบอบทักษิณ มีชื่ออยู่ในลำดับต้นๆ บัญชีล้างบางของรัฐบาลพลังประชาชน อีกด้านหนึ่งบ้านเกิดเป็นคนสงขลา สนิทสนม ปชป.และอดีตนายกชวน เป็นอย่างดี...

2. นายวสันต์ ก็คือพยานปากสำคัญที่ช่วยให้ “บุรุษคาบไปป์” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เจ้าตำรับรัฐธรรมนูญฉบับ “หน้าแหลมฟันดำ” รอดพ้นจากคดีหมิ่นประมาทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อครั้งวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

3. นายสุพจน์ ก็มีอีกสถานะหนึ่ง เป็นถึงอดีตที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วยความเป็นเพื่อนกับ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. โดยจุดยืนคนละขั้วกับเครือข่าย “ทักษิณ” ชัดเจน

นี่คือบทสรุปที่มาของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหา 4 คนแรก.... 3 ใน 4 คนก็เป็นพวกฝ่ายตรงข้ามพรรคพลังประชาชนซะแล้ว...

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งหมด 9 คน...3 คนเสร็จอำมาตย์มันไปแล้ว....เหลือแค่อีก 2 คนเท่านั้นก็จะได้กุมมติเสียงข้างมากในศาลรัฐธรรมนูญ.... ซึ่งที่เหลือก็มาจากศาลปกครอง และศาลฎีกา... แล้วจะเหลือเหรอครับ...

พปช.งานนี้ไปศาลรัฐธรรมนูญ ถูกรุมกินโต๊ะแน่....

แก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสัญญาประชาคม เป็นการปฏิบัติตามเจตจำนงของประชาชน !!!

โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
27 มีนาคม 2551

ตอนนี้กลุ่มพวกหน้าแหลมฟันดำ และพรรคประชาธิปัตย์ กำลังพยายามปลุกกระแสว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง เป็นการทำตามอำเภอใจ

จึงต้องทบทวนและตอกย้ำว่า ในช่วงหาเสียง พรรคพลังประชาชน ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมไว้อย่างชัดเจนว่าหลังจากผ่านการเลือกตั้งแล้ว พรรคพลังประชาชนจะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่มีคนหน้าแหลมฟันดำ เป็นประธานยกร่างฯ มีที่มาจากการรัฐประหาร จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรม

ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังมีข้อบกพร่องมากมาย ทำให้คณาจารย์ทางนิติศาสตร์และนักวิชาการจำนวนมาก ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และเสนอแนะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่ในขณะนั้น คณะรัฐประหารและพรรคพวก ได้บ่ายเบี่ยงโดยกล่าวว่า ขอให้ประชาชนเห็นชอบรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง

เมื่อกระแสให้เห็นชอบรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขเริ่มเป็นที่ยอมรับ พรรคการเมืองทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ จึงประกาศในช่วงหาเสียงว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสัญญาประชาคม และประชาชนส่วนใหญ่ได้แสดงเจตจำนงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเลือกพรรคการเมืองที่ประกาศไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญนี้ถึง ๒๓๔ ที่นั่ง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการทำเพื่อประชาชน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม มิได้เป็นการกระทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตนตามที่มีการกล่าวหาโจมตีกัน

อนึ่ง! แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา ดูจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมือง แต่ก็เป็นไปเพื่อพรรคการเมืองทุกพรรค มิใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะการที่เนติบริกรของคณะรัฐประหาร ไปกำหนดเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญให้การยุบพรรค เป็นไปได้โดยง่ายนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีประเทศใดในโลกกระทำกัน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

เงื่อนไขที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น จะไม่ทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอ่อนแอ แต่จะทำให้ทุกพรรคอ่อนแอหรือสูญหายไปจากสารบบอย่างง่ายดาย

ดังที่เห็นว่า แม้แต่พรรคชาติไทยซึ่งมีอายุยืนยาวมาหลายสิบปี ก็มีแนวโน้มว่าจะถูกทุบทำลายลง พรรคการเมืองบางพรรค เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ก็หันมาใช้วิธีการลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคใ ห้มีจำนวนลดลง อันจะส่งผลให้การบริหารจัดการภายในพรรคเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น

พรรคการเมือง ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นองค์กรที่ประชาชนได้รวมตัวกัน และแสดงออกในอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมือง

พรรคการเมือง จึงต้องได้รับความคุ้มครองเพื่อเป็นการรับประกันว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองนั้นๆ จะได้รับการปกป้อง

รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จึงต้องไม่ทำให้การยุบพรรคการเมืองเป็นไปได้โดยง่าย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องเหมาะสม และเป็นไปตามเหตุผล และหลักการประชาธิปไตย มิได้เป็นการกระทำไปตามอำเภอใจ แต่อย่างใด

การทำตามอำเภอใจไม่ใช่วิสัยของฝ่ายประชาธิปไตย แต่เป็นการกระทำของพวกเผด็จการ ที่วันดีคืนดีมีความไม่พอใจ ก็ยกกองกำลังออกมาทำรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม และออกประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารบังคับข่มขู่ประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่ออำนวยให้พรรคพวก สามารถครอบงำ บงการความเป็นไปของบ้านเมืองตามเจตจำนงของพวกพ้อง และมิได้ใส่ใจใยดีในเจตจำนงของประชาชนอยู่เสมอมา ตามที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในประวัติศาสตร์ทางการเมือง

วันพุธ, มีนาคม 26, 2551

กลับสู่กลียุค เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญด้วยเลือดอีกฉบับ

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
26 มีนาคม 2551

แทบจะไม่ต้องตีความ.. สำหรับ.. การยุบพรรคการเมือง

หากว่า พบความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือพฤติกรรมอื่นๆ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น..

พรรคมีความสำคัญสูงสุด เพราะพรรค คือ ที่รวมหมู่คนเข้ามาเป็นฝักเป็นฝ่าย.. และพรรคการเมือง คือ การรวมคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกัน มารวมกัน

เมื่อพรรค คือ ฐานรากของระบอบประชาธิปไตย พรรคจะต้องเป็นสิ่งที่แตกทำลายได้ยาก..

ไม่ใช่..แค่คำตัดสินของคนไม่กี่คน..ที่สามารถโค่นล้มพรรคของคนนับสิบนับล้านได้.. และยิ่งการชี้ผิดนั้น.. ไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

ความเป็นจริงที่ว่า.. เพียงคนๆ เดียวหรือคนหมู่เดียว ที่ทะเลาะหรือกลั่นแกล้งกัน หรือคนที่รับอามิสสินจ้าง เพื่อสร้างเหตุให้เรือล่ม.. ก็สามารถล้มพรรคการเมืองทั้งพรรคได้..จากการ..ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอันต้องห้ามอื่นๆ

ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายค้าน.. หากมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้นมา.. คนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค ก็จะต้องออกไปช่วยกันหาเสียง ไปกิน ไปนอน ไปพูด ในแต่ละจังหวัดที่มีการเลือกตั้ง.. และหากกรรมการการเลือกตั้ง พบความผิดของผู้รับสมัครท่านนั้น.. ถึงแม้ว่าผู้สมัครท่านนั้น จะแพ้การเลือกตั้ง..ก็ต้องนับว่าทำผิดกฎหมายอยู่ดี.. และประดาผู้คนร่วมพรรคที่ต้องไปช่วยหาเสียง จะเถียงได้หรือว่า..พรรคไม่ได้ร่วมอยู่ในการทำผิดกฎหมาย

ยกตัวอย่างขึ้นมา.. เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า.. ใครก็ตามที่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง.. เขาก็คือผู้กำหนดประเทศไทย..

หากเขาเป็นฝ่ายรัฐบาล.. จะยุบฝ่ายค้านเมื่อใดก็ได้.. ในทำนองเดียวกัน.. ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะมีมือในสภามากเท่าไหร่.. เขาก็สามารถทำลายได้ ในการเลือกตั้งซ่อมเพียงครั้งเดียว

ยกตัวอย่างขึ้นมา เพื่อจะบอกว่า.. มีประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น ที่มีรัฐธรรมนูญแบบนี้..

เราร่ำร้องและเพรียกหากันเหลือหลาย.. อยากจะได้ อยากจะเป็นชาติประชาธิปไตย..แต่กับ.. รัฐธรรมนูญแบบนี้.. ประชาธิปไตยมันจะเกิดและอาศัยอยู่ได้หรือ

ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ถูกแก้ไข.. ในอนาคตข้างหน้า.. ประธานวุฒิสภา ที่มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่ง..จะเป็นผู้ปกครองประเทศ.. เมื่อเขาสามารถแต่งตั้งองค์กรอิสระได้ทั้งหมด หรือเป็นส่วนใหญ่.. หรือมีเสียงในกรรมการการเลือกตั้งมากกว่า 2 เสียง

ชะตากรรมของพรรคไทยรักไทย.. เป็นตัวอย่างในอดีต..

พรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย.. คือ ปัจจุบัน

และพลังประชาชน คือ อนาคต..

กลับไปสู่กลียุคกันอีกครั้ง..เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญกันด้วยเลือดอีกฉบับ

วันจันทร์, มีนาคม 24, 2551

นิติฯ มธ.เสียงข้างน้อย ไม่เห็นด้วย'ยุบพรรค' ออกแถลงการณ์ให้แก้ไข รธน.

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
24 มีนาคม 2551

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียงข้างน้อยในคณะ ประกอบไปด้วย

รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร

ได้ออกแถลงการณ์ กรณีการยุบพรรคการเมือง ซึ่งกำลังเป็นที่สับสนในสังคมวงกว้างขณะนี้ โดยระบุว่า

ตามที่ปรากฏข้อถกเถียง เกี่ยวกับการตีความกฎหมายอยู่ในขณะนี้ว่า ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคการเมือง กระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การกระทำของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น จะส่งผลให้ต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองดังกล่าว และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคคนอื่น ที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นด้วยหรือไม่นั้น

คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ...เห็นว่า โดยที่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมาได้ จึงเห็นสมควรที่จะได้แสดงทัศนะทางกฎหมายให้สาธารณชนได้รับทราบไว้ รวม 11 ข้อ (อ่านรายละเอียดได้ที่ ลิงก์ )


................. สมควรตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ด้วยว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นผลจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บรรดาบุคคลที่เข้าไปมีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น แม้บางท่านจะมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่จากวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา ทำให้บุคคลเหล่านั้น กลายเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง ทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการที่ควรจะเป็นหลายมาตรา ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งฉบับจึงเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำโดยเร็ว

คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังรายนาม....ขอเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคการเมือง ร่วมมือกัน ในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย ที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมายให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า มีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบล้านเสียง ขอเรียนด้วยว่าคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายไม่ประสงค์จะเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง แต่การออกแถลงการณ์ฉบับนี้ เป็นไปเพราะต้องการให้การปกครองประเทศเป็นไปตามหลักวิชา และมุ่งหวังให้การแก้ปัญหาทางการเมืองและกฎหมายดำเนินไปอย่างสันติและถูกต้องเป็นธรรมอย่างแท้จริง

คว่ำเกมโจร : ต้องเผาเมืองทั้งเมือง แล้วสร้างขึ้นใหม่

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
24 มีนาคม 2551

ท่ามกลางความกังวลว่า จะยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย หรือไม่นี้

คนที่คิดอะไรทะลุกรอบ เขาเริ่มจะมองเหตุการณ์ไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือ แท้ที่จริงแล้ว “เขา” มีอำนาจทำอะไรกันแบบนี้หรือไม่?

คำว่า สังคม ซึ่งความจริงก็หมายถึงแค่คนกรุงเทพฯ ไม่กี่คน ที่เป็นสื่อมวลชนบ้าง อาจารย์มหาวิทยาลัยบ้าง ที่ทำท่าสนับสนุนการใช้อำนาจอย่างที่ว่านี้อยู่ เอาเข้าจริงแล้ว ก็หมายถึงเฉพาะคนที่เห็นด้วยมาตลอด กับการทำลายประชาธิปไตย และเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาตั้งแต่ต้นมือนั่นแหละ

ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ กำลังอยากเห็นรัฐบาลทำงานเต็มที่อย่างที่สัญญาไว้ เพราะความลำเค็ญทางเศรษฐกิจ มันเหลืออดเหลือทนเต็มทีแล้ว ไม่ได้อยากเห็นการปะทะกันทางการเมืองอีกรอบหนึ่งเลย

สถานการณ์อย่างนี้ ทำให้ผู้ที่ประชาชนให้ความไว้วางใจมาทำงานในฐานะรัฐบาล นั่นคือพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอีก ๕ พรรค จะต้องคิดและตัดสินใจเสียเดี๋ยวนี้ว่า จะฟังใครแน่ ระหว่างผู้ที่คบคิดกันยึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งและสนับสนุนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่เหม็นเบื่อพวก “เผด็จการคุณธรรม” ในกรุงเทพฯ เต็มทน

ถ้าถามผม หากรัฐบาลฟังคนกลุ่มแรก และเชื่อถือตามนั้น รัฐบาลก็คงเพี้ยนเหมือนกัน ไม่ต่างอะไรกับเขาเหล่านั้น นอกจากจะไม่ต้องฟังแล้ว อาจจะต้องแสดงออกให้ชัดเจนด้วยว่า ตนเองคือใคร และฝ่ายผู้ที่กำลังจะตัดสินตนนั้นคือใคร


บอกไปเลยครับว่า เมื่อเกิดการยึดอำนาจ “ฉีก” รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.๒๕๔๐ จนเกิดช่องว่างอยู่เป็นนาน ก่อนจะเกิดมีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.๒๕๕๐ ในช่วงนั้น ก็ได้ตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมาไล่ล่ากันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาจนถึง คตส.เจ้าปัญหารายนี้

ทั้งหมดนี้ตั้งขึ้นมาด้วยอำนาจกบฏ ยังมิได้มีรัฐธรรมนูญรองรับทั้งนั้น แปลว่ารัฐบาลและประชาชน ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปเชื่อถือผลการตัดสินเกี่ยวกับการยุบพรรคที่จะเกิดขึ้นเลย เช่นเดียวกับกรณีของคุณยงยุทธ ติยะไพรัช กับ “ใบแดง” ก็ไม่ควรสนใจใดๆ และคุณยงยุทธก็ควรทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไปอย่างสง่าผ่าเผย

ถามว่าวันนี้มาพูดอย่างนี้ แล้วทำไมวันก่อนทำท่าว่า เชื่อถือในกระบวนการของเขา ถึงขนาดที่คุณยงยุทธต้อง “พักการทำงาน” เล่า?

สุ้มเสียงของพรรคพลังประชาชนก็ทำท่าว่า ฟังเสียงเขามาตลอด ประหนึ่งให้การยอมรับว่า เขาเหล่านั้นมีอำนาจจริง เหตุไฉนถึงเป็นเช่นนั้นเล่า? คำตอบก็ง่ายๆครับ

ก็เราเชื่อถือตลอดมาว่า “หลัก” ของประเทศนั้นมีจริง ถึงเวลาก็คงกระซิบกระซาบ หรือดลใจให้เหตุการณ์ต่างๆ มันจบลงอย่างสมานฉันท์กันได้ เพราะฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว คนสายตาดีก็คงมองเห็น ถึง “หลัก” ที่ว่า จะเป็นผู้ใหญ่ขนาดหนัก อยู่ในฝ่ายอำมาตย์ก็ตามทีเถิด


มาบัดนี้เริ่มไม่แน่ใจว่า หลักนั้นมีจริงหรือไม่ หรือเป็นไม้หลักปักขี้เลนไปเสียแล้วในวันนี้ ก็เลยเกิดการถามย้อนต้นขึ้นมาว่า ที่ฝ่ายประชาชนยอมเดินตามกระบวนการมาต้อยๆ ด้วยหวังว่า เราจะเดินทางมาพบกันอย่างพร้อมหน้า ที่เมืองเล็กๆ อันมีชื่อว่า “นครสมานฉันท์” นั้น

ความจริงเป็นกลยุทธ์ลับ-ลวง-พราง พาประชาชนมาสู่กับดัก เพื่อการกำจัดกวาดล้างหรือไม่

เมื่อเกิดสงสัย ไอ้ที่ยอมมาตลอดตั้งแต่การเลือกตั้ง อาจจะต้องเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลัน ถ้าจะยุบพรรคกันแน่ๆ จะให้ยืนนิ่งสงบ เพื่อรับการบั่นคอจนขาดกระเด็นก็คงมากเกินไป แนวคิดเรื่องการเผาเมืองลงทั้งเมือง เพื่อจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ บนหลักการประชาธิปไตย อาจจะต้องทำเสียแล้วล่ะครับ ยั่วกันเหลือเกินนี่.

จดหมายเปิดผนึก ถึงบรรดาคณาจารย์ผู้ห่วงใยสื่อ : แต่ลืมเรื่องการคุกคามสื่อในยุค คมช.

โดย สุภัตรา ภูมิประภาส
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
24 มีนาคม 2551

ในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่ง ต้องขอขอบคุณสำหรับความห่วงใยและกำลังใจของบรรดาคณาจารย์หลายสถาบัน ต่อการทำงานของสื่อมวลชน

จดหมายเปิดผนึก ลงวันที่ 13 มีนาคม 2551 ที่กลุ่มคณาจารย์ระบุว่า


“จดหมายเปิดผนึกฉบับนี้
มีจุดประสงค์ที่จะแสดงความห่วงใยของคณาจารย์ผู้สอนหนังสือทางด้านรัฐศาสตร์
รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน
ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งได้ลงชื่อรวมกันไว้ท้ายจดหมายนี้
ที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาล
ต่อข้าราชการพนักงานของรัฐ และสื่อมวลชน
ซึ่งมีโอกาสที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อรัฐบาล
และการปกครองแบบประชาธิปไตยได้” ลิงก์อ้างอิง


ในฐานะสื่อมวลชนอีกเช่นกันขอตั้งคำถามต่อ “ความห่วงใยและกำลังใจ” ดังกล่าวว่า คณาจารย์กลุ่มนี้ เฉพาะเจาะจงให้กับสื่อมวลชน หรือข้าราชการพนักงานของรัฐ “กลุ่มใด”เป็นการเฉพาะหรือไม่

เพราะหากพิจารณาจากการขยายความของ ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูตร อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ (หนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก) จะเห็นว่า สื่อที่กลุ่มคณาจารย์เห็นว่าถูกคุกคาม คือ

สื่อที่ถูกนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ถามว่า “เมื่อคืนคุณไปเสพเมถุนกับใครมา” หรือ รายการวิทยุ “มุมมองของเจิมศักดิ์” ที่อาจารย์ระบุว่า “ถูกแบน” ทั้งยังให้รายละเอียดด้วยว่า “อาจารย์เจิมศักดิ์ก็ยืนยันว่าคุณเพ็ญนี่แหละ ถึงแม้ว่าตอนหลัง ผู้ที่ยอมรับว่า คุณเพ็ญเป็นคนสั่ง ก็ต้องหยุดข้อมูลตรงนั้นไป เพื่อความอยู่รอด ไม่งั้นจะถูกยกคลื่นไปทั้งคลื่นเลย ก็ออกมาบอกว่าไม่ได้รับการสั่ง คุณเพ็ญก็ออกมาตอบโต้ว่าไม่ทำหรอก ใครทำก็โง่แล้วที่จะทำให้เจิมศักดิ์เป็นฮีโร่”

นอกจากนี้ยังมีการโยงข้ามช็อต กลับไปที่การคุกคามสื่อสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร อีกหลายกรณีด้วย

แต่ในความห่วงใยของคณาจารย์นั้น เหตุใดจึงเว้นวรรคไม่กล่าวถึงการคุกคามสื่อในสมัยรัฐประหารของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือบรรดาคณาจารย์กลุ่มนี้ ไม่เคยรับทราบปรากฏการณ์ ดังต่อไปนี้

-การส่งกำลังพลพร้อมอาวุธครบมือ และรถถัง ไปยึดสถานีโทรทัศน์

-การส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมประชุมข่าว และตรวจสอบข่าว

-การบีบให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ อดีตผู้อำนวยการ อสมท.ลาออกจากตำแหน่ง

-การสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนกว่า 300 สถานี โดยเฉพาะที่อยู่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือที่สงสัยว่าเป็นฐานเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหาร

-การเรียกบรรณาธิการสื่อทุกแขนงเข้าพบหลายครั้งเพื่อ “ขอความร่วมมือ”ไม่ให้นำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร และข่าวความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหาร

-การบล็อกเวบไซด์ข่าวของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร เช่น เวบไซด์ของกลุ่ม 19 กันยายนต้านรัฐประหาร และเวบไซด์ เดอะ รีพอร์ตเตอร์ ฯลฯ

-การสั่งระงับการออกอากาศรายการสัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหาร

-การแทรกแซงสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ทีไอทีวี และไทยพีบีเอส อย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ การล้างบางบุคลากรด้านข่าว(ที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหาร) ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่อ้างว่าเป็น “ทีวีสาธารณะ” รวมทั้งการใช้กระบวนการไม่โปร่งใสใน การแต่งตั้งผู้อำนวยการ คณะกรรมการและที่ปรึกษาชุดใหม่ของสถานีทีวี “สาธารณะ”แห่งนี้

ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการคุกคามสื่อในยุค คมช.ที่อยากฝากไว้เป็นข้อมูลเพิ่มเติม ให้กับกลุ่มคณาจารย์กลุ่มผู้มีความห่วงใยสื่อ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์วิจารณ์ให้เกิดประโยชน์ต่อสื่อ และสาธารณชนวงกว้างอย่างแท้จริง

ท้ายสุด ขอน้อมรับกำลังใจจากคณาจารย์ ที่ส่งมาพร้อมกับจดหมายเปิดผนึก “ให้สื่อมวลชนได้ยึดมั่นในปณิธานและหลักการแห่งวิชาชีพ ในการทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างเป็นอิสระ ปราศจากอคติและความเกรงกลัวใดๆ”

ขอส่งกำลังใจให้บรรดาคณาจารย์เช่นกัน ให้คณาจารย์ได้ยึดมั่นในหลักวิชาการ และทำหน้าที่ชี้นำทางปัญญาให้กับลูกศิษย์และสังคมโดยปราศจากอคติใดๆ มาครอบงำ

มั่น พัธโนทัย รมว ICT ในประเด็นน่าสนใจ

โดย บก.ลายจุด
ที่มา พันทิป ราชดำเนิน
24 มีนาคม 2551

พอมีรายชื่อ รมต ชุด สมัคร 1 ออกมา กระทรวง ICT เป็นกระทรวงหนึ่งที่ผมผิดหวังมาก เข้าข่ายขี้เหร่อย่างแรง

เพราะ รมต ไม่มีความรู้เรื่อง ICT เอาเสียเลย ใช้คอมไม่เป็น ไม่รู้จักอินเตอร์เน็ต แต่พื้นฐานเป็นนักกฎหมาย คือ ผมไม่รู้ว่า เขาเลือก รมต กันยังไง เวลาไปจับยัดใส่กระทรวง

หลังจากนั้นก็ตามข่าวแบบเซ็ง ๆ แต่หลังจากบริหารได้ 1 เดือนก็เกิดปรากฎการณ์ที่ควรนำมาเล่าสู่กันฟัง

คือคุณมั่น ประกาศเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเต็มที่ ตั้งแต่เปลี่ยนมือถือร่นโบราณประเภทโทรออกได้อย่างเดียว มาเป็นมือถือรุ่นใหม่ ซึ่งเข้าใจว่านอกจากดูเทห์แล้ว ยังสามารถใช้งานอื่น ๆ ได้อีกมากมาย แถมถอย Notebook มาเล่น Internet อีกต่างหาก เอาเป็นว่าภาพลักษณ์ภายนอก เริ่มสอดคล้องกับองค์กรของตนเอง

ในด้านการบริหาร คุณมั่น ได้เชิญ 2 หน่วยงาน เจ้าปัญหา ที่เตรียมตัวจะเจ๊ง คือ กสท กับ ทศท มานั่งกินกาแฟคุยกันทุกสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นเวทีที่ดีมาก ๆ เพราะทั้งสององค์กร เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังสูญเสียบทบาททางสังคมไป มองอีกด้านหนึ่ง มูลค่าของทรัพยสินขององค์กรเหล่านี้กำลังลดค่าลง การตัดสินใจในการดำเนินการนโยบายต่าง ๆ ของทั้งสองหน่วยงานจึงมีความสำคัญมากทั้งต่อการพัฒนาประเทศ และ การดำรงอยู่ของทั้งสององค์กร

ล่าสุด คุณมั่น เสนอให้ กสท และ ทศท เป็นตัวกลางในการร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการมือถือของเอกชน ในผลักดันดำเดินการ 3 G ให้เกิดขึ้นภายใน 6 เดือน

กรณี 3 G นั้นไม่ใช่เรื่องของคนใช้โทรศัพท์มือถือที่ต่อจากนี้จะเห็นใบหน้าของคู่สนทนา นั่นเป็นของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่การเกิดของ 3G จะส่งผลสะเทือนต่อ ผู้ใช้อินเทอร์เนตทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง เมื่อปัจจัยทางโครงสร้างโทรคมนาคมเปลี่ยนไปสู่ไฮเวย์ไร้สาย ธุรกิจ การศึกษา ราชการ สังคม ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการเกิดขึ้นของ 3G

ถึงวันนี้ ผมมีความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างมากกับคุณมั่น และขอให้กำลังใจ รมว ดำเนินการพัฒนาและยกระดับสังคมไอซีที ให้ก้าวหน้า

วันอาทิตย์, มีนาคม 23, 2551

สถานีวิทยุเสรีชน ถ่ายทอดสดสองรายการน่าสนใจ วันอาทิตย์ 23/3/51

โดย ศูนย์ข่าว ThaiEnews
ที่มา c-box เวบไซต์ เสรีชน
23 มีนาคม 2551

10.00 - 12.00 น.

ถ่ายทอดสัญญานเสียงสด จากโรงแรมมารวยการ์เดน

‘การแถลงข่าวของคณะนักวิชาการและองค์กรภาคประชาชน’


1. “เบื้องหลังการเมืองและการงานของ นายวรพล พรหมิกบุตร ตามข้อสังเกตของ รายการยามเฝ้าแผ่นดิน และ คอลัมนิสต์ นสพ. เดลินิวส์”
โดย รศ. ดร. วรพล พรหมิกบุตร


2. “ความจริงเบื้องหลังการแจ้งความดำเนินคดีนายสนธิ ลิ้มทองกุลและพวก”
โดย ตัวแทนกลุ่มพัฒนาสถาบันเมือง และตัวแทนชมรมชนชั้นกลางเพื่อประชาธิปไตย


3. “แผนปฏิบัติการเครือข่ายนักวิชาการและองค์กรประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย”
โดย ดร. เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ และคณะ


*************************************

13.00 - 17.00 น.


การสัมนา ‘ทุนนิยมสามานย์ กับ รัฐตำรวจ วาดผี หรือ เป็นจริง ?’


จากห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

วิทยากร :
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล
ดร.ญาณกร แสงวรรณกูล
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช
อ.ณรงค์เดช สุรโฆษิต
รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


ดำเนินรายการ โดย คุณชนกาญจน์ พันธุ์เดิมวงศ์


*********************************

รับฟังเสียงได้ทางลิงก์ต่อไปนี้
http://www.serichon.com หรือ
http://users1.nofeehost.com/norporkor หรือ
http://www.geocities.com/mai_mind_anticoup//radio.htm หรือ
http://www.badict.2hell.com

หรือ ผ่านทาง winamp/windows media player
http://denow1.no-ip.org:5000 หรือ
http://denow4.no-ip.org:4000