วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 28, 2551

คนไทยใน UK ร่อนจม. ร่วมยินดีทักษิณกลับไทย

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร
อีเมล์: doublezero1@hotmail.co.uk

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
เรื่อง ขอต้อนรับ ฯพณฯ พตท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร
เรียน พี่น้องประชาชนไทยทุกท่าน

ภาพเหตุการณ์เมื่อคณะรัฐประหารทำการยึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 จนเป็นเหตุให้อดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พตท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร จำต้องลี้ภัยทางการเมือง ณ สหราชอาณาจักรเป็นเวลา 1 ปี 5 เดือน 9 วัน จนถึงวันนี้ วันที่ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้เห็นภาพอดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พตท.ดร. ทักษิณ ชินวัตรกลับถึงประเทศไทย ก้มลงกราบแผ่นดินแม่ รวมทั้งเห็นภาพของกลุ่มประชาชนที่รักและศรัทธาในท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ พตท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร มาต้อนรับ ฯพณฯ นายกฯ อย่างล้นหลาม ณ สนามบินสุวรรณภูมิและตามสถานที่ต่าง ๆ นั้น เป็นภาพสะท้อนให้ประชาชนชาวไทยต่างรับรู้ถึง ความสำคัญของการหวงแหนปกป้องรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตย และอีกด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึงผลงานและคุณงามความดีของผู้นำซึ่งทุ่มเททำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ซึ่งยังผลให้ประชาชนเป็นจำนวนมากรักและศรัทธาและรอคอยการกลับมาของอดีตนายกฯทักษิณ

กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักรร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวไทย ขอแสดงความยินดีและขอต้อนรับ ฯพณฯ พตท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับสู่ประเทศไทย เพื่อใช้สิทธิในฐานะพลเมืองในการต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาในคดีอาญา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อข้อกล่าวหาทั้งหลายที่มีต่ออดีตนายกรัฐมนตรีได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ความขัดแย้งต่าง ๆ จะได้มีการพิจารณากันจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ในศาลยุติธรรม และเมื่อกระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินการอย่างเที่ยงธรรมแล้วบรรยากาศแห่งความสามัคคีและสมานฉันท์ของคนในชาติย่อมเป็นสิ่งที่คาดหวังได้อย่างแน่นอน

ขอแสดงความนับถือ

วัฒนา เอ็บเบจช์
กลุ่มคนไทยรักประชาธิปไตยในสหราชอาณาจักร

ย้อนหลัง สนง.อาหารและยา ครั้งเมื่อ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เป็นรองเลขาฯ : เรื่องที่เจ้าตัวอยากลืม ??

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
28 กุมภาพันธ์ 2551

บางคนนั้น... ชอบที่จะลืมเรื่องราวที่ตัวเป็น... แต่เห็นทุกเรื่องที่คนอื่นเป็น

ทันทีที่มีการยึดอำนาจ.. รัฐบาลเผด็จการ.. มี น.พ.มงคล ณ สงขลา ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข..

จากนั้นไม่นาน.. คุณหมอศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ซึ่งลาออกจากกระทรวงแล้วไปเป็น.. ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบ มีเงินเดือน 100,000-150,000 บาทกว่า... ก็ขอกลับเข้ามารับราชการ มาทำงานในอัตราเงินเดือน 50,000 กว่า.. ในตำแหน่ง.. เลขาธิการอาหารและยา..

ยังไม่เคยมีสักครั้ง.. ตั้งแต่ตั้งกระทรวงสาธารณสุข.. ที่หน่วยราชการชั้นเอก.. อย่างอาหารและยา จะได้เลขาธิการ.. ที่มาจากการขอกลับเข้ามารับราชการ

จึงต้องพลิกตำนานย้อนหลัง..

กรกฎาคม–ตุลาคม 2540 อาหารและยา.. ขอเก็บเงินจากผู้ติดต่อ.. เป็นค่าบำรุง.. เป็นกองทุนอาหารและยา กองนิติการ กระทรวงสาธารณสุข..ค้าน..เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

17 พฤศจิกายน 2540 อาหารและยาเก็บเงินเข้ากองทุน..

8 ธันวาคม.. กำหนดอัตราค่าบริการ

16 พฤศจิกายน 2541 เงินในกองทุนเพิ่มจำนวนเป็น 10 ล้าน 3 แสนบาท ท่ามกลางการร่ำร้องของผู้ติดต่อ..ที่ไม่อยากจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางซ้ำซ้อน.. กองนิติการ กระทรวงสาธารณสุข.. ย้ำ.. การเก็บเงินไม่สามารถกระทำได้.. เพราะอยู่นอกเหนือกฎหมายกำหนด..

23 เมษายน 2541 ทำเนียบ.. สั่งสอบหมอมงคล ณ สงขลา.. ว่ามีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต มี หมอวินัย วิริยกิจจา เป็นหัวหน้า.. อ.ก.พ.สาธารณสุข.. ลงความเห็นว่า... “ผิด”

25 กุมภาพันธ์ 2542 สภาผู้แทน.. ให้ส่งเรื่องให้ตำรวจ- ป.ป.ช.- สตง. ตรวจสอบดำเนินคดี

มีนาคม 2542 สุจินต์ สิริอภัย นิติกร 6 สาธารณสุข จังหวัดพัทลุง.. แจ้งความดำเนินคดี.. กองปราบ.. ร.ต.ท.โกศล ภาคาหาญ รับสำนวน..

28 มกราคม 2541 สำนักงานอาหารและยา.. ขอเบิกค่าน้ำมันประจำเดือน.. ให้เลขาธิการ เดือนละ 6,000.. รองเลขาธิการเดือนละ 3,000

รองเลขาธิการ..ครั้งนั้น ท่านชื่อ...น.พ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล..

นายกฯ ทักษิณ ถึงไทยแล้ว 'ก้มกราบแผ่นดินเกิด'

ที่มา เวบไซต์ PTV
28 กุมภาพันธ์ 2551

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถึงไทยแล้ว หลังลงเครื่อง ก้มกราบผืนแผ่นดินเกิด ท่ามกลางประชาชนที่รอรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ เสียงร่ำไหระงมทั่วสนามบินดีใจคนที่รักได้กลับบ้าน


ผู้สื่อข่าวรายงานจากสนามบินสุวรรณภูมิว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ประกอบด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร ผู้ติดตาม และสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศที่เดินทางมาจากฮ่องกง ได้เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว

ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยเที่ยวบิน TG 603 ในเวลาประมาณ 09.45 น. อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางขึ้นไปที่ห้องพักรับรองบนชั้น 2 โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตให้เฉพาะครอบครัวอดีตนายกฯ เข้าไปในห้องรับรองพิเศษเท่านั้น

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลงมาด้านล่าง โดยทันที่ที่อดีตนายกฯ เปิดประตูออกมาเพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ถ่ายภาพ และแวะทักทายกับพี่น้องประชาชนที่มารอต้อนรับ

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ก้มลงกราบพื้นดิน ท่ามกลางประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ที่ตระโกนเรียกชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”อย่างกึกก้อง ด้วยความดีใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ใช้เวลาที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นเวลาประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยก่อนขึ้นเครื่องบินที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ว่า ทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย สิ่งแรกที่อยากจะทำคือกอดลูกและเมีย และจะยุติบทบาททางการเมืองแน่นอน


(ภาพถ่ายบิลบอร์ด จากเวบ ประชาไท และ พันทิปราชดำเนิน)

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 27, 2551

มหาชนแห่รับนายกฯทักษิณกลับบ้าน บริการรถไปสุวรรณภูมิฟรีหลายเส้นทาง

โดย ศูนย์ข่าว Thai Enews
ที่มา c-box สถานีวิทยุเสรีชน พันทิปราชดำเนิน และ ประชาไท
27 กุมภาพันธ์ 2551

ในที่สุด วันที่หลายท่านรอคอยก็มาถึง วันที่ท่านทักษิณเดินทางมาจุมพิตแผ่นดินเกิดอีกครั้ง หลังจากใช้ชีวิตในต่างแดนขวบปีกว่า

ถ้าใครต้องการแสดงออกถึงความมีมุธิตาจิตต่อท่านทักษิณอย่างเป็นรูปธรรม และต้องการเก็บประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญนี้ไว้ในความทรงจำตลอดกาล

ก็ไปรับท่านทักษิณที่สุวรรณภูมิด้วยกัน ท่านจะเดินทางมาด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG603 จากฮ่องกง ถึงสุวรรณภูมิ...เวลา 09.40 น.

โดยมีรถบริการจากคนรักทักษิณ ฟรี ตามเส้นทางต่อไปนี้

- รถบัสบริการรับส่งฟรี!!! เป็นรสบัสชนิดชั้นครึ่งติดป้าย "ไฮทักษิณ" ออกจากสถานที่และเส้นทางที่กำหนดดังนี้
5.00-5.30 น. หน้าห้างไอทีสแควร์ หลักสี่พลาซ่า(รถจอดแถวหน้าวัดหลักสี่ข้าง ๆ ห้าง)
6.00 น. จอดที่หน้าห้างคาร์ฟู สุขาภิบาล 3
6.30 น. หน้าหมู่บ้านปรีชา ร่มเกล้า
ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเดินทางไปกับรถตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้นนะขอรับ (โปรดตรงต่อเวลา เพราะรถไม่มีเวลารอ)

- รถตู้สองคัน จากวิทยุเสรีชน นัดท่านที่ร่วมขบวนไป พบกันหน้าโรงเรียนสุรศักด์มนตรี ถนนวิภาวดีฯ เวลาหกโมงเช้า

- ชมรมแท๊กซี่ เตรียมรถตู้จำนวนกว่า 60 คัน บริการฟรี รับผู้ที่ต้องการไปรับนายกฯทักษิณที่สนามบินสุวรรณภูมิ พบกันบริเวณทางลงโทลเวย์ ซอยสุทธิสาร 18-26 (ตรงข้ามวิภาวดีซอย 3) รถที่จะมารับจะเปิดไฟกระพริบสูง ต่ำ เป็นสัญญลักษณ์ ให้ทุกท่านไปรอที่จุดนัดพบได้ เริ่มตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้า ถึงประมาณ 7 โมงเช้า

ประกาศ

- 28 กพ. 2551 ประมาณเวลา 9.00 น.เป็นต้นไป จะมีการถ่ายทอดสดบรรยากาศต้อนรับนายกฯทักษิณที่สนามบินสุวรรณภูมิ สด โดยคุณปัญญา คนรากหญ้า พร้อมทีมงานวิทยุเสรีชน รับฟังได้ที่ >> http://www.serichon.com/cbox.html หรือ http://users1.nofeehost.com/norporkor/ หรือ ฟังผ่าน winamp ที่ http://denow1.no-ip.org:5000

- 28 กพ.2551 ขอเชิญร่วมงาน "ต้อนรับท่านนายกฯทักษิณ" ณ..โรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลส (หลังวัดพระสิงห์ ) เชียงใหม่ ตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป จัดโดยกลุ่มคนรักนายกฯทักษิณ, สถานีวิทยุ FM92.5 เชียงใหม่ และ ประชาชนผู้รักนายกฯทักษิณทุกท่าน สอบถามได้ที่ 089-8549289 อาหารเครื่องดื่ม ฟรีตลอดงาน ดารา นักร้องจากทั่วประเทศ มาร่วมงานมากมาย รับฟังถ่ายทอดสดบรรยากาศงานได้ทางสถานีวิทยุเสรีชน

- เครือข่ายยุวสงฆ์ทั้งประเทศ กราบเรียนพระสงฆ์ทั้งประเทศ สวดเจริญชัยมงคลคาถา ต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวัดของตน พร้อมกันทุกวัดทั่วประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เคยทำความดีให้กับพุทธศาสนาและแผ่นดินไทย พร้อมกันในเวลา 09.09 น.

'เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ’ แด่…อดีตนายกฯทักษิณ : นายกฯที่นั่งในหัวใจมหาชนได้อย่างสง่างาม

โดย คุณเอื้องอัยราวัณ
ที่มา เวบไซต์ thaksin.worldpress
27 กุมภาพันธ์ 2551

เหลืออีกเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น ที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรจะเดินทางกลับถึงประเทศไทย มาตุภูมิที่ท่านต้องจำใจจาก

เป็นระยะเวลากว่า 18 เดือน ที่อดีตนายกฯทักษิณ ต้องเดินทางรอนแรมอยู่ในต่างประเทศนับตั้งแต่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)เข้าทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา

เป็นรัฐประหารที่อดีตนายกฯทักษิณ และประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้อีกในโลกศตวรรษที่ 21

กว่า 1 ปีเศษ ภายใต้สถานการณ์รัฐประหารที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียหลายๆ สิ่งไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพัฒนาการทางด้านการเมืองที่ถอยหลังไปอีกสิบปี ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียโอกาสในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียทางด้านการสร้างความมีส่วนร่วมในสังคมของประชาชน และความสมานฉันท์ จะไม่มีทางเกิดขึ้น ตราบใดที่คนในสังคมบางส่วน ไม่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นด้วยกติกาเดียวกัน

ผู้เขียนรู้สึกปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่พรรคพลังประชาชนที่ได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกฯทักษิณ และภายใต้การนำของคุณสมัคร สุนทรเวช ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมาได้ที่นั่งในสภาฯไปเกือบครึ่ง

แต่ในความดีใจก็มีความผิดหวังอยู่บ้าง ที่พรรคพลังประชาชนไม่สามารถได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดแบบ win outright marjority จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้สำเร็จได้

แต่การที่พรรคพลังประชาชน ทีมสำรองได้รับคะแนนเสียงแบบทิ้งห่างอันดับสอง(สัดส่วน+เขต)อย่างพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)กว่า 60 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งภายใต้เงาปืนแบบนี้ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้วค่ะ เพราะตัวจริงอีก 100 กว่าคน ที่ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองไป 5 ปีก็ไม่ได้ลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา

การเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงถือว่าเป็นบันไดก้าวแรกในการต่อสู้ เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่เป็นของปวงชนจริงๆ กลับคืนมาหลังจากที่ รธน.40 และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกโค่นล้มลง

แต่ในขณะที่ประเทศสูญเสียโอกาสทั้งในด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ จากการทำรัฐประหาร ก็มีการก่อกำเนิดของแนวรบพลังประชาชนขึ้นมาใหม่ ทั้งในโลกแห่งความจริงและในโลกอินเตอร์เนต และเป็นแนวรบที่จะรอวันเติบใหญ่แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ ในยุคศตวรรษที่21 ยุคที่หลายประเทศต้องล่องไปตามคลื่นโลกาภิวัตร เพราะหากทวนคลื่นแล้วอาจจมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทรได้

ผู้เขียนเองในฐานะที่ได้มีโอกาสตวัดปลายนิ้วบนคีย์บอร์ด ต่อสู้กับขบวนการโค่นล้มทักษิณ และรัฐประหารใ นช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดปรากฏการณ์ “ลูกแกะหลงทาง” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ให้รู้สึกไม่เหนื่อยเปล่า ที่ในที่สุดแล้ว พลังเผด็จการกลับพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้แก่พลังประชาชน บนสังเวียนการต่อสู้ครั้งนี้ ด้วยกติกาที่ตนเป็นผู้กำหนดขึ้นเอง

แม้การต่อสู้เผด็จการ เอาความถูกต้องกลับคืนสู่สังคมไทยในครั้งนี้ จะเป็นเพียงการต่อสู้ทางตัวอักษรผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนตก็ตาม แต่ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ความคิดของเรามิได้ถูกโดดเดี่ยวจากโลกเสรีประชาธิปไตย แต่เป็นการเดินไปด้วยกันกับประชาคมโลก

จากที่เคยแต่ขีดเขียนเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเฝ้ามองการเมืองไทยแบบห่างๆ

จากที่ไม่เคยให้ความสนใจการเมืองไทยมากนัก เพราะเบื่อการเมืองที่ขาดการสร้างสรรผลงาน

จากที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับนักการเมืองไทยเท่าไหร่ เพราะหลายคนดีแต่ตีสำนวนโวหาร ผลงานไม่เป็นที่ประจักษ์ นึกถึงแต่ความอยู่รอดของตัวเองและพรรค แต่ไม่มีจิตใจรับใช้ประชาชนแบบทุ่มเท และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ก็ต้องหันกลับมามองการเมืองไทยใหม่ เมื่อถนนสายการเมืองสายนี้มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก้าวเข้ามาบริหารประเทศ

อาจกล่าวได้ว่าท่านนายกฯทักษิณได้พลิกโฉมการเมืองไทย และเปลี่ยนพฤติกรรมของนักการเมืองไทยขึ้นมาใหม่

จากการเมืองที่เคยให้ความสำคัญแต่กับตัวบุคคล ก็มาเน้นที่นโยบายและอุดมการณ์ของพรรคเป็นสำคัญ

จากที่ไม่เคยมีรัฐบาลพรรคเดียวในเมืองไทย ก็มีให้เห็นแล้ว แถมเป็นรัฐบาลชุดแรกที่อยู่ครบเทอม (4 ปี)

เรียกว่าการเมืองไทยยุค “ระบอบทักษิณ” เป็นยุคที่ “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” ทำการเมืองไทยให้งดงาม เป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำและจารึกไว้จริงๆ ค่ะ

ตลอดชีวิตของผู้เขียน ที่ไม่เคยเสียน้ำตาให้กับนักการเมืองไทยคนไหน แต่ก็ต้องมาเสียน้ำตาให้กับพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นักการเมืองผู้เป็นสัตบุรุษผู้นี้เป็นท่านแรก

เมื่อครั้งที่ชีวิตการเมืองของท่าน ถูกมรสุมร้ายอมาตยาธิปไตย ถาโถมพัดเข้าใส่ และผู้เขียนเชื่อว่าหากพรรคพลังประชาชนยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีจุดยืนที่มั่นคงในหลักการที่ถูกต้องตลอดไปแล้ว พรรคพลังประชาชนจะกลายเป็นพรรคที่ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของได้อย่างสนิทใจ และเป็นสถาบันการเมืองที่เติบใหญ่อย่างแข็งแกร่งได้ในอนาคตค่ะ

และทีมงาน thaksin.wordpress.com ต้องขอขอบคุณคุณผู้อ่านทุกท่านเป็นอย่างยิ่งที่กรุณาให้เกียรติแวะเวียนเข้ามาอ่าน เยี่ยมชมและร่วมแสดงความคิดเห็นตลอดระยะเวลากว่า 11 เดือนที่ผ่านมาที่บล็อคแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้น

ในวันนี้ผู้เขียนจึงอยากจะขอมอบ บทเพลง “เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ” ให้กับ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในยามที่ท่านกำลังจะได้กลับคืนสู่มาตุภูมิ หลังจากที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างแดนช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา

“เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ” บทเพลงในอดีตจากจิตร ภูมิศักดิ์ ที่สะท้อนถึงความรักต่อมาตุภูมิของจิตรนั้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด

เช่นเดียวกับอดีตนายกฯทักษิณ ในตอนนี้ ต่างกันแค่บุรุษหนึ่งเดินทางรอนแรมอยู่ในป่า บุรุษอีกท่านเดินอยู่ท่ามกลางป่าคอนกรีตของมหานครลอนดอน

นี่คือความรักความศรัทธาของสองบุรุษ ที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้อย่างทรนง เพื่อที่วันหนึ่งจะได้มีโอกาสกลับสู่มาตุภูมิอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

MV ชุดนี้ทางทีมงาน thaksin.wordpress.com ได้จัดทำขึ้นราวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เพื่อประมวลเหตุการณ์วิกฤติการณ์การเมืองไทย ตั้งแต่สมัยที่ ดร.ทักษิณ ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทย และถูกยึดอำนาจการปกครองในเวลาต่อมา ทำให้ท่านต้องลี้ภัยการเมืองอยู่ในต่างประเทศร่วม 18 เดือน แต่เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ เสียงร่ำร้องจากประชาชนที่ยังรักและศรัทธาในตัวท่าน ต้องการเห็นท่านกลับคืนสู่แผ่นดินไทยอีกครั้งมิได้แผ่วเบาลงแต่อย่างใด … จากวันนั้นจนถึงวันนี้

MV เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ บทเพลงและสไลด์โชว์ชุดนี้

ขอมอบให้แด่ … อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

นายกฯ ที่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจมหาชนได้อย่างสง่างาม และวีรบุรุษของชาวรากหญ้าผู้นี้ค่ะ

(คลิกไปดูวิดิโอ และเพลง เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ ได้ที่ http://thaksin.wordpress.com/ )

บทกลอน : แด่ .... วีรบุรุษในดวงใจ

โดย คุณ ละอ่อนการเมือง
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
27 กุมภาพันธ์ 2551

เมื่อดินแยก แตกระแหง ยามแล้งผ่าน
ดินต้องการ ความชุ่มฉ่ำ จากน้ำฝน
เมื่อถึงยาม ราตรี ที่มืดมน
ทุกผู้คน คอยแสง แห่งจันทรา

เมื่อถึงยาม เศรษฐกิจ มาตกต่ำ
ชาติต้องการ "ผู้นำ" ที่แกร่งกล้า
เพียบพร้อมทั้ง กำลังใจ ดวงปัญญา
ที่จะพา ไทยจนพ้น วิกฤตการณ์

ท่านแหละคือ วีรบุรุษ ในดวงใจ
"ทักษิณ"คือ ชื่อที่ไทย ต้องขับขาน
เป็นบุรุษเหล็ก ผู้อาสา มาทำงาน
กู้วิกฤต การณ์ ให้ผ่านพ้น

เหมือนสายฝน จากฟ้า ยามหน้าแล้ง
เหมือนพระจันทร์ ส่องแสง ยามฟ้าหม่น
ทำงานหนัก เพื่อพี่น้อง ไทยทุกคน
เพราะใจท่าน เปี่ยมล้น ด้วย "รักไทย"

แต่เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด วิบัติสร้าง
ท่านต้องร้าง ห่างถิ่น ที่อาศัย
พรุ่งนี้แล้ว ท่านจะกลับ มาเมืองไทย
ขอต้อนรับ ด้วยหัวใจ "ละอ่อนการเมือง"

ละอ่อนการเมือง : ผู้ประพันธ์
26 กุมภาพันธ์ 2551

ขอต้อนรับ ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำในดวงใจของคนรากหญ้า

โดย คุณ pak2007
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
27 กุมภาพันธ์ 2551

ขอต้อนรับ ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำในดวงใจของคนรากหญ้า

ผมได้ทราบข่าวจากอินเตอร์เน็ต จากบทความของคุณประดาบ ว่า ท่าน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขวัญใจประชาชนผู้ยากไร้ และด้อยโอกาส จะเดินทางกลับคืนสู่ประเทศไทย แผ่นดินบ้านเกิดของท่าน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 นี้ หลังจากที่ท่านจำต้องติดค้างอยู่ต่างแดน เพราะถูกมวลหมู่มาร ยึดอำนาจที่ประชาชนมอบให้ท่านไปจากท่าน

ผมและประชาชนชาวรากหญ้าอีกจำนวนมาก อาจไม่ได้มีโอกาสไปรับท่านที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินที่ท่านผลักดันให้สร้างขึ้นมาจนแล้วเสร็จ จนเป็นสนามบินที่ภาคภูมิใจของชาติ

ที่จริงผมก็อยากไปรับท่านที่สนามบิน แต่ผมไม่ค่อยชอบคนจำนวนมาก จึงยินดีที่จะรอท่านอยู่ที่บ้าน ติดตามข่าวสารของท่าน ณ ที่บ้าน

ท่านกลับมาเมืองไทย หลังจากที่ต้องอยู่ต่างแดนเป็นเวลานาน ท่านคงรู้สึกตื้นตันใจ เพราะไม่มีแผ่นดินใดในโลกจะอบอุ่นเท่ากับแผ่นดินเกิดของเรา ไม่มีที่ใดจะอยู่สุขสบายเท่ากับอยู่ที่บ้านเกิด ท่ามกลางมวลหมู่มหาประชาชนจำนวนมากที่รักท่าน เคารพท่าน

ผมคิดว่าภารกิจแรกๆ ของท่าน นอกจากมาสู้คดีศัตรูทั้งหลายใช้ทำร้ายท่านแล้ว ท่านควรออกไปเยี่ยมประชาชนชาวรากหญ้าทั้งหลายที่คิดถึงท่าน และเฝ้ารอท่านกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ

แม้ว่าขณะนี้ท่านจะไม่ใช่นายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่ชาวรากหญ้าทั้งหลายก็คิดถึงท่าน คิดถึงสิ่งที่ท่านทำเพื่อพวกเขาทั้งหลาย การออกไปเยี่ยมเยียนพวกเขา น่าจะทำให้พวกเขาได้ผ่อนคลายความคิดถึงได้บ้าง

แม้ศัตรูของท่านจะโจมตี กล่าวหาว่าร้ายท่านต่างๆ นานา ในช่วงที่ท่านไม่อยู่ในประเทศไทย แต่ “ความรักและความศรัทธา” ของประชาชนที่มอบให้ท่านนั้น ไม่มีทางที่บุคคลที่สามจะทำลายได้ เพราะเป็นเรื่องของคนที่ศรัทธาท่าน กับตัวท่านเอง เป็นเรื่องระหว่างคนสองคน ไม่ใช่บุคคลที่สามจะไปทำลายหรือยุ่งเกี่ยวได้

ท่านยังมีหน้าที่ต่อประชาชนชาวรากหญ้าของท่านอีกมากมายหลายประการ แม้ท่านไม่ได้เป็นนายกฯ ท่านก็สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ ท่านสามารถที่จะช่วยเหลือสังคม ทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติได้ มากกว่าศัตรูของท่านที่ไม่เคยได้ทำอะไร มีแต่เอาเกียรติยศจากประชาชน

ท่านเป็นผู้นำทางบารมี ท่านย่อมชี้ทางให้ประชาชนได้ และเมื่อท่านไม่ได้ทำหน้าที่บริหารโดยตรง ท่านอาจมีมุมมองต่อการช่วยเหลือประเทศที่กว้างขึ้นกว่าเดิม ท่านไม่ต้องมีภาระยุ่งยากกับภารกิจประจำวัน ท่านจะมีเวลาว่างอีกมากมาย ที่จะรับฟังปัญหาจากประชาชนชาวรากหญ้า หรือช่วยเป็นกำลังให้พวกเขา พัฒนาไปสู่ความอยู่ดีกินดีมากขึ้น

ผมเชื่อว่า ในยุคทศวรรษต่อไปนี้ เป็นยุคของท่านอย่างแท้จริง แม้ว่าท่านจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดทางการเมือง แต่บารมีของท่านจะมีมากกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคนใด แม้แต่อดีตนายกฯ ที่เป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญคนนั้น คนที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมหาศาล

การกลับคืนสู่ประเทศของท่านครั้งนี้ จะนำกำลังใจมหาศาล มาสู่ผู้ที่รักและเคารพในตัวท่าน

ยินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีของประชาชน

นายกรัฐมนตรีในหัวใจของประชาชน

แถลงการณ์ต้านพันธมิตรฯ จากสมาพันธ์ประชาธิปไตย

โดย สมาพันธ์ประชาธิปไตย
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
27 กุมภาพันธ์ 2551

แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย

เรื่อง ประชาธิปไตย ไม่ใช่ อนาธิปไตย

ประเทศไทยเพิ่งจะกลับคืนสู่ “ระบอบประชาธิปไตยแบบไม่เต็มใบ” ได้ประมาณ 2 เดือน และอยู่ในช่วงที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กำลังจะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน หลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา

แต่ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่เคยก่อกวน และชักนำให้เกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้เริ่มออกมาก่อกวน และปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบในแผ่นดินอีก

คนวันเสาร์ฯ ขอเรียกร้องให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความเสียหายอย่างมหาศาลต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ของประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบัน อันเกิดจากการปลุกปั่น ก่อกวนให้เกิดความไม่สงบและเกิดการรัฐประหารเมื่อครั้งที่แล้ว

และขอเรียกร้องให้ประชาชน ต่อต้านการปลุกปั่นก่อกวนทุกรูปแบบ อันจะทำให้เกิดความไม่สงบสุขในแผ่นดิน ซึ่งจะก่อความเสียหายเพิ่มขึ้น และซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศที่กำลังย่ำแย่อยู่ในปัจจุบัน


แถลง ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551

นพ.เหวง โตจิราการ

ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย

พันธมิตรฯ ก่อหวอดเพื่ออะไร ???

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
27 กุมภาพันธ์ 2551

พอมีข่าวว่า อดีตพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังจะก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ก็มีการคาดการณ์กันไม่น้อยว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ น่าจะลุกลามบานปลายไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มอดีตแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ดูเหมือนจะถูกถามมากเป็นพิเศษว่า มีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

อดีตแกนนำ นปก.ที่อยู่ในรัฐบาล ก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า บัดนี้มีรัฐบาลตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้ว การจะต้องไปยึดพื้นที่ เพื่อประท้วงแสดงจุดยืนเพื่อแข่งขันกันนั้น ไม่น่าจะมีความจำเป็น

ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาล และไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ก็เป็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเองก็แสดงจุดยืนชัดว่า ไม่มีนโยบายทั้งลับและแจ้งในการรับมือเชิงมวลชน กับการก่อหวอดที่ว่านั้น

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล หรือ อดีต นปก. แต่อยู่ที่พันธมิตรฯ เองว่ากำลังจะก่อปมปัญหาใหม่ในบ้านเมืองขึ้นมาด้วยเหตุใด จะบอกเพราะมีข่าวว่าคุณทักษิณกำลังจะกลับบ้านก็ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว ไม่ได้มีคณะผู้ใช้อำนาจเผด็จการอย่าง คมช.คอยกำหนดสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้อีกต่อไป

การที่คุณทักษิณจะกลับบ้านเมื่อไร ไม่ใช่ธุระของ คมช.แล้ว ก็ต้องถามต่อไปว่า มันธุระอะไรของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คนไทยคนหนึ่งที่ถูกตัดสิทธิเพราะอำนาจเผด็จการ กำลังจะใช้สิทธิเสรีภาพที่ไม่มากและไม่น้อยเกินกว่าประชาชนคนอื่นในระบอบประชาธิปไตย อย่างในกรณีนี้ คือการกลับบ้านมาสู้คดี มันไปกระเทือนซางใครที่ตรงไหน หรือพันธมิตรฯ กำลังจะบอกว่า ตัวเองมีความสำคัญและเป็นมาตรฐานของบ้านเมือง ยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องก่อหวอดประท้วงหรอกครับ ตั้งสำนักผู้วิเศษให้คนคลานเข้ามาเคารพบูชาเลยจะดีกว่า


อย่าลืมง่ายๆ สิครับว่า ระบอบประชาธิปไตยในระยะนี้ ได้มาด้วยการต่อสู้ เมื่อได้รัฐบาลประชาธิปไตยเข้ามาแล้ว ก็ต้องบุกบั่นประจัญบาน เพื่อจะล้างคราบไคลของเผด็จการให้หมดไปจากครรลองสังคม แต่ตนเองหมดเงื่อนไขเด็ดขาดที่จะก่อหวอดประท้วง เพราะตอนนั้นเขาประท้วงเผด็จการกัน และเผด็จการนั้นก็หมดตัวไป อย่างน้อยในระดับสาธารณะแล้ว

หรือพันธมิตรฯ จะประกาศตนเองว่า บัดนี้จะประท้วงระบอบประชาธิปไตยแทน เอาให้แน่นะครับว่า หลักการของพันธมิตร คือประชาธิปไตย ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล ที่จะเปลี่ยนขึ้นเปลี่ยนลงไปตามระดับอารมณ์ และความวิตกจริตที่มีอยู่แต่เดิม

พอพูดถึงตรงนี้เลยนึกขึ้นได้ว่า หรือว่าความเคลื่อนไหวของพันธมิตรที่ประกาศจะกระทำในครั้งนี้ ไม่ใช่ความรู้สึกนึกคิดของพันธมิตรเอง เป็นเพียงการทำหน้าที่นอมินีให้กับผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการจะใช้อำนาจนั้น เพื่อจะกดกระแสประชาธิปไตย คำถามคือพันธมิตร กำลังรับใช้ระบอบอมาตยาธิปไตยอย่างนั้น หรือพอจะทำใจได้ว่าบ้านเมืองควรจะเป็นประชาธิปไตยเสียที

คิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร จะปรากฏในความเคลื่อนไหวที่จะก่อหวอดประท้วงนี่แหละครับ การประท้วงนั้นต้องมีเหตุ และเหตุนั้นจะต้องกระทบต่อคนหมู่มาก แต่เมื่อไม่มีทั้งเหตุและผลกระทบต่อคนหมู่มาก ก็ต้องสงเคราะห์ว่าความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะอัตตา หรือความเป็นตัวตนของพันธมิตรโดยแท้จริงทีเดียว


คนที่เคยหลงไปเชื่อพันธมิตร และไปร่วมขบวนการประท้วงในครั้งนั้น เขามีอุดมการณ์มากกว่าสิ่งที่พันธมิตรกำลังเรียกร้องในตอนนี้แล้วนะครับ

ไอ้การจัดตั้งโดยใช้เงิน เพื่อทำให้เกิดคนเข้าร่วมเป็นจำนวนมากนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่การทำให้นานจนกลายเป็นภาวะปรกติได้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล หรือไม่ก็ต้องสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง พันธมิตรที่ผลุบๆ โผล่ๆ อย่างนี้ จะบอกว่าใช้วิธีสร้างศรัทธา คงจะไม่มีใครเชื่อน้ำยา

ปัญหาก็คือถ้ามีการใช้เงินจริง การใช้เงินนั้นจะมากน้อยอย่างไร และมาจากแหล่งการเงินใดในประเทศนี้

พันธมิตรเคลื่อนไหวคราวนี้ คนที่รักประชาธิปไตยต้องเริ่มตามรอยเงิน แล้วท่านจะเห็นได้เองว่าเป็นเรื่องของบท เป็นเรื่องของคิว และเป็นละครทางการเมืองอย่างหนึ่งทั้งสิ้น

ก็เตือนกันไว้ตรงนี้ล่ะครับว่า การเคลื่อนไหวในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิทธิอันชอบธรรม

แต่การสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และพรรคพวกของตนเองนั้น นอกจากจะถูกประณามทางสังคมแล้ว อาจจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างยิ่งเลยก็ได้.

24 มิถุนาฯ แถลงโต้ ‘พันธมิตรฯ’

โดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
27 กุมภาพันธ์ 2551

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.51 กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ตอบโต้การแถลงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ระบุว่าในอดีตรัฐบาลไทยรักไทย ปฏิบัติตนเสมือนเชื้อเชิญการรัฐประหาร และคัดค้านการกลับมาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แถลงการณ์ตอบโต้คัดค้านการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ โดยระบุเหตุผล 6 ประการ คือ


หนึ่ง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมในการสร้างสถานการณ์การเมืองจนนำมาสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นผู้ให้การสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุน คมช.และองค์กรที่เกิดจากการรัฐประหาร กระทั่งดำรงตำแหน่งสำคัญใน สนช.และใน ครม. การรวมตัวเคลื่อนไหวออกมาต่อต้านรัฐบาลในครั้งนี้จึงเสมือนหนึ่งการสร้างเงื่อนไข หรือออกบัตรเชื้อเชิญ นำมาสู่การรัฐประหารได้อีกครั้งหนี่ง เป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับกลุ่มอำนาจเก่าหรือมือที่มองไม่เห็น และเป็นการสร้างการกลียุคขึ้นมาเสียเอง

สอง แกนนำที่เคยร่วมเคลื่อนไหวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และส่วนหนึ่งได้รับเลือกตั้ง เช่น นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ การปรากฏตัวออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ทำให้เข้าใจได้ว่า พรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องการสร้างสถานการณ์การเมืองให้วุ่นวาย และนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล

สาม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยผลักดันให้มีการดำเนินคดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยเรียกร้องให้รัฐบาลและ คตส.เร่งรัดสอบสวนการทุจริต โดยพนักงานอัยการได้เคยทำเรื่องเพื่อนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย มาสู่กระบวนการทางกฎหมาย ดังนั้นการออกมาคัดค้านของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องแปลกประหลาด ส่อให้เห็นถึงเจตนาซ่อนเร้นทางการเมือง ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ

สี่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ควรนำเรื่องการเดินทางกลับประเทศของอดีตนายกฯ มาเป็นเงื่อนไข เพื่อสร้างสถานการณ์การเมืองให้วุ่นวาย เกิดความสับสน และนำมาสู่ความแตกแยกในหมู่ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางเข้ามาประเทศไทยในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง และเข้ามาเพื่อต่อสู้ในกระบวนการทางยุติธรรม เป็นไปตามความต้องการของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ห้า ควรเปิดโอกาสให้รัฐบาลพลเรือนที่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศ มีเวลาบริหารงาน สร้างการสมานฉันท์ในสังคม แก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาน ไม่ใช่การออกมาสร้างสถานการณ์ ที่อาจนำมาสู่การรัฐประหารโดยทหาร

หก ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้เร่งรัดแก้ไขความเดือดร้อนของกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ คนยากจนในเมือง ในเรื่องสินค้าราคาแพง การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้น การสร้างรัฐสวัสดิการ การประกันราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ เป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

บทความทวีวุฒิ จุลวัจนะ : ทักษิณกลับไทย "มีแต่รัก"

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์ thai-journalist-democratic-front
27 กุมภาพันธ์ 2551

ฝากความรักให้ทักษิณ ในวันนี้

ก็แปลกดีนะครับ ที่คนเรารักกันได้ แต่ละท่าน ก็คงจะมีสาเหตุแตกต่างกันไป ว่าทำไมถึงรักทักษิณ


ส่วนตัวผมนั้น ก็รักทักษิณ เพราะเห็นเขาดูแลคนจนได้ดีเหลือเกิน แล้วคนจนนั้น ก็ไม่มีนักการเมืองคนไหนเหลียวแลมานาน พอเห็นเศรษฐี จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ให้เวลาคนจน ผ่านประชานิยม แล้วมันชื่นใจจริงๆ

แต่เท่าที่ผมได้ยินมา ก็มีอีกหลายสาเหตุหลัก ทำไม คนไทยส่วนมาก ถึงรักทักษิณ กัน สำหรับคนมากมาย ที่ย่อยยับไปกับ โรคต้มยำกุ้ง แล้วมาฟื้นตัวกันได้เพราะทักษิณ ก็มองกันว่าทักษิณเป็นคน “กอบกู้” เขาขึ้นมา อาจจะถึงขนาดว่ากันว่า “กู้ชาติ” กันเลยก็ได้ เพราะ สมัยนั้น มันมืดมิดชนิดไม่มีใครมองออกเลย ว่าจะฟื้นกันอย่างไรดี ถ้าจำกันได้ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ให้ความเห็นกันไว้ว่าต้องห้าปีสิบปี ถึงจะฟื้น แต่ทักษิณทำได้ภายในปีเดียว

สำหรับคนอีกมากมาย อื่นๆ ก็รักทักษิณกันเพราะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากประชานิยม จะเป็นบ้านเอื้ออาทร หวยบนดินและการใช้เงินนั้น แม้กระทั่งนักลงทุน ที่เห็นหุ้นขึ้นกันจาก 300 มาเป็น 800 ที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะเรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่ “จับต้อง” ได้

แต่สำหรับคนอีกมากมาย สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนประกอบ เพราะการที่ไทยย่อยยับไป ไม่ใช่แค่เป็นการล้มสลายทางวัตถุ แต่มันคือการล้มสลายของ “ความคิด” ด้วย คือสมัยนั้น เราแข่งอยู่กับ สิงค์โปร์และมาเลเซีย อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Neck to Neck คือแค่ช่วงคอ ถึงกับกล่าวกันเลยว่าไทยจะแซงมาเลเซีย เป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรมใหม่ และมีระบบเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ที่สุดใน ASEAN ปชป.ฝันไกลมากว่า ไทยจะแข่งกับสิงค์โปร์เป็นแหล่ง เงินทุนและธนาคาร แล้วไทยก็โตเร็วจริงๆ แต่การล้มลงไป ถึงจะไปโทษ โซรอส กัน แต่ว่าถ้าไทยมั่นคง เขาก็คงจะทำอะไรเราไม่ได้ การล้มลงไป มันทำลาย “ความฝัน” ของเราคนไทยมากเหลือเกิน

แล้วทักษิณก็ก้าวเข้ามา ท่ามกลางความมืดมิดทุกด้าน ทั้งวัตถุ และ จิตใจ และสิ่งที่ทักษิณทำ ที่ทำให้คนมากมายรักนั้น ก็คือ ขอให้เราคนไทย “ฝัน” กันอีกสักครั้ง ว่าเราคนไทย จะสามารถกอบกู้ตัวเองขึ้นมาได้ และประกาศอิสรภาพจากไอเอ็มเอฟ ด้วยตัวเราเอง โดยการใช้ประชานิยม กระตุ้นจากล่างขึ้นบน และดึงเงินลงทุนนอก มากระตุ้นจากบนลงล่าง ถ้าจำกันได้ สื่อแทบทุกเจ้า โดยเฉพาะ “หยุ่น” เรียกมาตรการพวกนี้ของทักษิณว่า “ฝันเปียกการตลาด” แต่สำหรับคนอีกกลุ่ม ที่เชื่อในทักษิณมาตั้งแต่ต้น ว่า “ทำได้แน่” มันก็เกิดความ “ภูมิใจ” ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และในที่สุดก็กลายเป็นความรักที่มีให้ทักษิณ เพราะอย่างน้อยๆ ในการเชื่อนั้น ก็ได้มีส่วนร่วมแล้ว ในการทำให้ไทย “ฟื้น” ขึ้นมา ตรงกันข้ามเลย กับคนบางกลุ่ม เช่น TDRI และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่ออกมาเยาะเย้ย ดูถูก และ สบประมาท ทักษิณ ตลอกเวลา

แต่มันก็แปลกดี ที่นอกจากกอบกู้ไทยขึ้นมา ขอให้คนไทยฝันกันอีกครั้ง และพิสูจน์ให้เห็นกันว่า ทำให้ความฝันเป็นจริงได้ คนไทยที่ “ใจสลาย” กลับมีความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง ในความสามารถของตัวเอง ที่จะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลาย แล้วออกมาเป็นผู้ชนะ และหลังจากเราเห็นมาเลเซียและสิงค์โปร์ แซงหน้าไทยออกไป จนห่างมาก ทักษิณก็ “มาฟอร์มเดิม” อีกแล้ว คือขอให้คนไทยฝันว่าไทยจะเป็นผู้นำ ASEAN คนใหม่ แล้วทักษิณก็เดินเครื่อง ไม่ถึงสองปี ชื่อของไทยและทักษิณกระฉ่อนไปทั่วโลก คนลืมโรคต้มยำกุ้งกันไปหมด พูดกันถึงแต่ โครงการต่างๆของ ทักษิณ ที่ประสพความสำเร็จ เช่น 30 บาท คือบนโลกนี้ นอกจากประเทศจนๆ แบบคิวบา และรวยๆ แบบในยุโรป ไม่มีใครแล้ว ที่มีหลักประกันสุขภาพ แบบนี้ให้ ปชช. ถึงขนาดสหรัฐ หรือ ญี่ปุ่น ยังทำไม่ได้เลย

แต่สำหรับนักคิดนักเขียนนักวิเคราะห์แล้ว ที่เขียนผ่านมาทั้งหมด มันยังไม่ตรงประเด็นนัก คือสำหรับระดับนักปราชน์แล้ว สาเหตุที่รักทักษิณกันจริงๆ ก็คือ “ความคิดหรือวิสัยทัศน์” ของทักษิณนั่นเอง


ผมไม่ใช่นักปราชน์ แต่ว่าก็สนิทกับนักคิดระดับนั้นหลายคน เช่น พี่อาคมเ คยโทรมาคุยกับผม รวมถึงแกนนำระดับนั้นอีกหลายๆ คน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนในระดับนั้นพูดถึงกันมาก คือ “พื้นที่” คือพี่อาคมบอกว่า นายกไทยกี่สมัย สื่อระดับโลกไม่เคยสนใจเลย คือก็เป็นอีกตัวสร้างข่าวที่กระทบกับการเงินการลงทุนในไทยก็แค่นั้น คือนายกไทย ไม่เคยก้าวขึ้นแท่นสังเวียนระดับโลกได้เลย คือมีพื้นที่ อยู่ในไทยก็เท่านั้นเอง

แต่พี่อาคมบอกว่า “ดูทักษิณสิ ไปแล้ว” คือทักษิณเป็นนายกคนแรกของไทย ที่พูดอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเมืองไทย แต่เกี่ยวกับโลก แล้วสื่อระดับโลก เอาไปลงเป็นข่าวระดับโลก เช่น พี่อาคม เล่าให้ฟังว่า ทักษิณไปประชุม APEC “ตาดูดาวเท้าติดดิน” แต่จริงๆ แล้ว มันก็มีอีกคำพูดที่เหมาะ คือ Act Locally But Think Globally และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหลัก ที่ทำให้คนไทยที่รักชาติมากๆ อดภูมิใจไปด้วยไม่ได้จริงๆ Globalize พูดเรื่องชาติอาหรับควรเอาเงินที่ได้ มาลงภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่ไปปั่นราคาน้ำมัน โลกจะได้ไม่ย่อยยับ เพราะเงินมันจะทำงานและไหลกลับสู่โลก พี่อาคมบอกว่า เขานั่งอยู่ที่ ซิดนี่ ดูข่าวทางทีวีอยู่ แล้วก็มีภาพของทักษิณพูดเรื่องประเทศอาหรับควรเอาเงินไปทำอะไร แบบนี้นะ มันไม่เคยมีมาก่อนในไทย คือทักษิณเขามีแบบนั้นบ่อยมาก ทักษิณจะพูดเสมอว่า

สรุปตรงนี้คือ คนรักทักษิณกันมาก เพราะ ช่วยคนจน คือมี “จิตใจที่อ่อนโยนและเอื้อเฟื้อเพื่อแผ่” Intellect ระดับ สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นเพราะการผสมผสานสิ่งที่เขียนมาเข้าด้วยกัน จนออกมาคือ ทักษิณนั้น “ยอดคน” แล้ว


แต่ท้ายสุด ขอกล่าวถึงคนอีกกลุ่ม คือพวกนักสร้างสรรค์ หรือพวกออกแนว Creative“สุดสร้างสรรค์” แล้ว เช่น Reality Show ที่ อาจสามารถ หรือจะเป็น การสร้างสถาบันออกแบบ หรือจะเป็น Fashion Week หรือ 0TOP Thaksinomics ที่เอาปรัชญาด้าน เศรษฐกิจ หลายอย่าง เช่น Management Economics, Schumpeterian, Socialism, Middle of the Road Capitalism และอีกสองสามปรัชญา มารวมกันเป็นสิ่งที่หาไม่ได้บนโลกมาก่อน คือเหมือน “แกงเผ็ดเป็ดย่าง” ที่ไทยสร้างมาให้โลก โดยการเอาแกงจากอินเดียมาผสมกับเป็ดจากจีน สำหรับคนอื่นมันเป็น การมีหุ้นส่วนกับทักษิณ คือมาด้วยกันตั้งแต่แรกเลย ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายตรงๆ และก็เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นชาติขึ้นมา ส่วนนักคิดที่รักทักษิณกัน ก็เพราะเขามีสมองหรือ Global คนพวกนี้มากมายนักที่รักทักษิณ เช่นเพื่อนผมที่เป็นดาราละครและกำกับละคร เขาก็บอกกับผมตรงๆเลย ว่าเขาชอบทักษิณก็เพราะทักษิณนั้น ผมก็เล่าให้เพื่อนคนนี้ฟังว่าจริงๆแล้วมันมากกว่านั่นเสียอีกนะ คือเช่น

ผมก็ขอสรุปว่า ไม่มีใครบนโลก เปอร์เฟค หรือ เต็ม 100% ทักษิณก็เช่นกัน มีเกินเลยไปบ้าง มีการขาดหายไปบ้าง แต่โดยรวมแล้ว เขาป็นนายกที่เราคนไทยส่วนมากรักมากและภูมิใจในตัวเขามาก


ตอนนี้เขากำลังจะเดินเข้าสู่ช่วงชีวิตที่ยากที่สุดของเขา คือการต่อสู้กับคดีต่างๆ ถึงเราจะรักเขา เราก็ต้องรอดูว่าศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร

ถึงแม้ว่าพวกเราชาวขั้วทักษิณ จะไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรมไทยเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม สิ่งดีๆ หรือ “บุญคุณ” ที่ทักษิณทำให้เราคนไทยทุกคนไว้ เช่นการกอบกู้เศรษฐกิจ ก็จะคงตรึงใจพวกเราตลอดไป ความรักนี้จะไม่มีการเสื่อมสลายไปไหน แต่แน่นอนจะมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะสิ่งสุดท้ายที่ทำให้คนอีกมากมายรักทักษิณ คือเขามีใจเป็นนักกีฬาจริงๆ ที่สู้ตลอด ไม่ยอมแพ้ ถึงขนาดจวนเจียนตายไปแล้ว ภายใต้ คมช. ยังไปคว้าเอา Man City มาให้นักกีฬาไทยชื่นชมอีก คือไม่ชอบทักษิณไม่ว่ากัน แต่ “อดไม่ทึ่ง” ในตัวทักษิณได้ยังไงกัน ในเวลาที่คนส่วนมากคงจะนั่งขาสั่นคิดแต่คดีความและการถูกกล่าวหา แต่เปล่า ทักษิณวิ่งไปบริหาร Man City จนชนะ Manchester United ไปสองครั้งแล้ว

โอยใครไม่รักคนแบบทักษิณ รับรองรักอะไรไม่เป็น

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 26, 2551

บทความทวีวุฒิ จุลวัจนะ : ปชป. ไร้อนาคตทางการเมือง

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์ thai-journalist-democratic-front
26 กุมภาพันธ์ 2551

อนาคต จะ “ไม่ปราณี” ต่อ ปชป.

คนไทยชอบหรือไม่ชอบทักษิณ ที่รู้เรื่องเผด็จการต่างๆ ที่ผ่านมา คงจะ “งง” กันเป็นไก่ตาแตก ที่ ปชป. ออกมาอัดสมัครเรื่อง 16 ตุลา ชนิดถ้าไม่รู้เรื่องจริง คงจะนึกว่า ปชป.นั้นเป็น Championของประชาธิปไตยแน่นอน

ไม่ต้องบอก อีก 20 ปี ตอนคนลืมเรื่องเผด็จการ คมช. ปชป. คงออกมาโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามแบบเชื่อสนิทใจ ว่า ตัว ปชป.เอง ต่อต้าน คมช.

ปัญหาของ ปชป. คือจุดยืน “เข้าข้างเผด็จการมาตลอด” มันทำให้อนาคตของ ปชป. ชักจะ “ไม่มีให้เห็น” เข้าไปทุกที นักวิเคราะห์การเมืองไทย ทั้งเขียนทั้งพูด สรุปกันมานานแล้ว ว่าพรรค ปชป. นั้น “เนื้อแท้” คือเป็น Conservative หรือ “ขวาจัด” นั่นเอง

ปัญหาของขวาจัด คือมันต้องมีเรื่อง “ความมั่นคง” มาทำให้ ปชช. กลัว เมื่อคนกลัวภัย Cononservativeถึงจะเรื่องอำนาจได้ แต่มองอนาคตออกไป ในโลกของความจริงแล้ว ในไทย “ถ้าไม่มาหลอกตบตากัน” แบบพันธมิตรทำ “ที่เขียนเสือให้วัวกลัว” แบบให้กลัวกันไปว่า ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ กำลังพังลง คือถ้าหลอกกันไม่ได้ แต่ต้องพึ่งความจริง ไทยนั้นมีอะไร นอกจากปัญหาการก่อการร้าย ที่จะทำให้ “คนทั้งชาติหันไปเลือกขวาจัด”

แต่นั่นยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นของปัญหา ปชป. เพราะถึงในรากฐานลึกแล้ว จะขวาจัดและเป็นส่วนหนึ่งของระบอบอำมาตย์มาอย่างช้านาน ปชป.นั้น ก็ “อิง” Populus Policies มาโดยตลอด คือ “มาตรการประชานิยม เป็นเปลือกห่อหุ้มอำนาจนิยมอยู่” เช่น ปชป.จะปรับปรุงแต่งเติมนโยบายและปรัชญา “ในเปลือกนอก” ให้เข้ากับ”ความนิยม” ของทุกยุคทุกสมัย ทุกครั้ง

แต่ถ้าเรามามองกันว่า โลกในวันพรุ่งนี้ ในอนาคตจะเป็นเช่นไร แรกเลย ประชาธิปไตย กำลังเป็นสิ่งที่ทั่วโลกยอมรับ เผด็จการ อำนาจนิยม และ เอียงขวามากๆ กำลังได้รับการต่อต้าน และไม่เป็นที่นิยม ก็มีสาเหตุมากมาย เช่น Globalization ไปถึง Internet ไปถึง Information Explosion ไปถึง Cultural Export Industry ไปถึง Localization and Decentralization สิ่งพวกนี้ทั้งหมด กำลังทำให้เกิด “สังคมใหม่” คือสังคม ของการ “เรียนรู้” และ “ปลดเอก” สรุปตรงนี้ คือ ปชป.จะมาขายอะไรให้คนไทยส่วนมาก กับการมีแก่นสาร เป็น Conservative ที่อย่างเก่ง ก็คือ ปชป.ต้องรอไปจนกว่า จะมีอะไรมากระทบ ความมั่นคงแรงๆ จนกระแสต้องการ หรือไม่ ก็สร้างมันขึ้นมาเองด้วยการเขียนเสือให้วัวกลัว และ “หวังว่า” จะโหมโรง พอหลอก ปชช. ให้ไปเลือก ปชป. กัน

แต่การที่ ปชป. มีอีกด้าน “คืออีแอบ” ชอบเปลี่ยนชุดให้เข้าทุกสมัย มันบ่งบอกถึง “ความไร้แก่นสาร” ของพรรค คือ “ประชานิยมแบบทักษิณก็ได้ เอียงขวาแบบหน้าด้านๆ ก็ได้ เอียงซ้ายหน่อยๆ ก็เคยมาแล้ว” คือสวมมันได้แทบทุกชุด ฟังดูก็อาจจะดี ที่มีการปรับเปลี่ยนปรับปรุงให้เข้ายุคเข้าสมัย แต่ปัญหาคือ “มันเข้ากับแก่นแกน” ของตัวเองได้หรือไม่ และ มันจะไปสู้กับพรรคที่เขา “เข้ากับยุคนั้นได้เต็ม 100%” ได้ยังไงกัน เช่นคือ ปชป. จะมาแข่ง กับ ทรท. ได้ยังไงกัน ในเรื่อง ประชานิยม

แต่การวิเคราะห์ ปชช. จริงๆ แล้ว ก็คือการวิเคราะห์อนาคตของไทย ตรงนี้ก็แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะสรุปกันเอง แต่แนวโน้มคือ “หนีไม่พ้น” ไม่ว่าจะมองจาก Marxist หรือ Capitalist คือคนจนเกือบ 10 ล้านคนในไทยนั้น เป็นทรัพยากร “อันยิ่งใหญ่” ที่จะพัฒนาชาติ คือลองคิดดูว่า ถ้าคนจนพวกนี้ ขยับขึ้นมาเป็น “กลางล่าง” ได้ ตลาดและแรงงานไทย จะพัฒนาไปไกลอีกขนาดไหน

ต่อมาเลยคือ มองฐานเศรษฐกิจไทย ก็หนีไม่พ้นหันไปพึ่ง Service Industry มากขึ้น และอย่างที่รู้ๆ กัน Service Industry นั้น พึ่ง “ความสงบและสมานฉันท์” ทางสังคมและการเมืองมาก คือจะออกมา “แฮ้วๆกันแบบพันธมิตร” แล้วทำให้ชาติปั่นป่วนไปหมด ในอนาคตมันจะ”หาคนตามยาก” เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจ มันจะรุนแรงและกระจายกว้างกว่าตอนนี้มาก แล้วในด้านการส่งออก ยิ่งไทยพัฒนาตัวเองขึ้นสูงขึ้นแค่ไหน มันก็ยิ่งจะเหมือนสิ่งที่ พี่พันศักดิ์ วิญญรัตน ประธานที่ปรึกษาทักษิณ ว่าไว้ คือมันจะกลายเป็น “High-Touch” กันไปหมด หรือสินค้าที่ “ใช้ฝีมือและมันสมองและต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมสูง” เช่น Flynow หรือ Computer Program ของไทยหลายเจ้าที่กำลังตีตลาดโลก แล้วไงหรือ ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากว่า พวก High-Touch พวกนี้ กับ Image มันมาด้วยกัน คืออย่าหวังว่า จะสร้าง Brand ให้สินค้าได้ ถ้า Brand ในระดับชาติ มันติดลบ จะเพราะอะไรก็ตาม

สรุปตรงนี้ คือ “กระแสหลักของชาติ” ในวันนี้ และ ในอนาคต มันกำลัง “วิ่งหนี” พรรคแบบ ปชป. คือ 10 ล้านคนก็ไปสู้เอามาเข้าข้างตัวเองก็ไม่ได้ แถม Service Industry ไม่ชอบพวกเก่ง “ทำลายล้างเอาแต่โจมตีด้วยฝีปาก” เพราะมันไม่ “ทำให้บ้านเมืองสงบ”

สุดท้าย พวกสร้างสรรค์สุดๆ เขาก็ไม่ชอบ “พวกที่มีแก่นสารเป็นอำนาจเผด็จการนิยม” เพราะในที่สุดแล้ว ประชาธิปไตย เป็นกระแสหลักของโลก และ ปชป. มีอะไร ก็คือทุนเก่า แบบธนาคาร เช่นธนาคารที่พึ่งประกาศมาว่า ดอกเบี้ยรายรับ เพิ่ม 3-4,000 ล้าน ส่วนดอกรายจ่ายเพิ่ม 300 ล้าน จนกำไร ในขณะที่คนย่อยยับกันไป ตอนนี้ ต้องมาทนฟังว่า กำไรขึ้นไป 15-20% คือนี่นะหรือ พรรคพวกของ ปชป. คือแสวงหากำไร เอาเปรียบ ปชช. ชนิด ทักษิณชิดซ้าย ตกขอบไปเลย

สิ่งสุดท้ายที่ต้องมองคือ “คนของปชป.” ก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรดี แต่ก็เป็นที่รู้ๆ กันว่า ปชป.เป็นพรรคของทนายความ ปัญหามันก็คือ ในด้านทฤษฏีการบริหารแล้ว สมัยใหม่เขามองกันว่า “การกระทำ สำคัญกว่าการวางแผน” คือการวางแผน ใช้เวลาและไม่มากก็น้อย ทำให้องค์กรแข็ง สมัยใหม่ต้อง “ลงมือทำเลย” และ เรียนผิดเรียนถูกไปเรื่อยๆ คือเข้าตลาดก่อน แล้วปรับปรุงสินค้าตลอดเวลา คือเมื่อไม่นานมานี้ ธนาคารโลกทำการวิจัย ทั่วโลก ทางด้านการเมือง และผลสรุปคือ ปชช. ทั่วโลก เชื่อมือนักธุรกิจ ให้มาบริหารบ้านเมือง มากกว่า เชื่อมือทนายความ ซึ่งเป็น Background ของนักการเมืองส่วนมากของโลกมาอย่างช้านาน

ก็เหมือนเดิมนะครับ อย่ามาเชื่อผม แต่เชิญท่านใช้ข้อมูลและเหตุผลของผม ไปต่อยอดโดยตัวท่านเอง ให้ออกมาเป็นของตัวท่านเอง ว่า อนาคต ปชป. ในไทย จะเป็นเช่นใด

เผด็จการ 19 กันยาฯ กลัวอะไรกันแน่ 'เช็กบิล' หรือ 'ความผิดตามกฎหมาย'

โดย คุณดุษฎี ศรียะลา
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
26 กุมภาพันธ์ 2551

คำว่า “เช็กบิล” เป็นอีกหนึ่งคำพูดยอดฮิต จนสามารถจัดเข้าแถวเป็นกระบวนการของวาทกรรมได้เช่นกัน และดูเหมือนว่า วาทกรรม เช็กบิล นี้ได้กลายสภาพแปรเป็นความหมายใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว!

เช็กบิลใหม่นี้ กลายเป็นความเข้าใจที่ปฏิสัมพันธ์กันได้ระหว่างฝ่ายรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งคงมีบางด้าน(แต่ไม่ใช่ทั้งหมด) ที่ต้องเชื่อว่ามีสภาวะต่อยอด และเป็นระบบของความคลี่คลายมาจาก “อำนาจเก่า” ที่มีต่อบรรดาองคาพยพต่างๆ ที่ร่วมกันสนับสนุนเหตุการณ์ก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมิได้หมายถึงเฉพาะ คมช.เท่านั้น หากแต่ยังเชื่อมโยงดองเกี่ยวเป็นญาติกับอีกหลายๆ สาย ตั้งแต่

พวกญาติธรรม ที่เป็นผู้ทรงศีล หรือ
ปราชญ์ราษฎรอาวุโส
สมาชิก สนช.
เครือข่ายสื่อสารมวลชนที่ได้รับประโยชน์จากความขัดแย้ง และการอุปถัมภ์ของอำมาตยาธิปไตย
นักกู้ชาติในนามอดีตกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ร่างทรงในกระบวนการกลไกอำนาจรัฐ แม้จนถึงในหลายๆ องค์กรอิสระ
กลุ่มทุนที่ไม่สมปองสบประโยชน์
นักวิชาการผู้พากเพียรต่อเติมวาทกรรมอันดกดื่น
เอ็นจีโอที่สูญเสียการกุมรากหญ้าเป็นฐาน

เครือญาติดองเกี่ยวกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 49 จึงได้หลอมความรู้สึกและทรรศนะ ไปสู่ประเด็นเดียวกันคือ “กลัวรายการเช็กบิล” หรือถูกตอบโต้ล้างแค้นเอาคืนในทางการเมืองและส่วนตัว... อาจเป็นเพราะเหตุที่ไปเชื่อมั่นอุดมการณ์แบบประชาธิปไตยชนิดหลุดโลก หลงผิดหลงทาง ถูกข้อมูลอำพรางครอบงำ หรือมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นม้ารับใช้และได้รับประโยชน์ในรูปต่างๆ

การจะรักษาฐานผลประโยชน์เอาไว้ให้ได้ ย่อมมีความจำเป็นต้องถักทอโยงใยกันเป็นเครือข่ายอุดมการณ์...


เพราะอย่างน้อยในการอ้างอุดมการณ์และปณิธาน สำหรับใช้ขับเคลื่อนต่อสู้ ฟังดูดีกว่าและมีความชอบธรรมมากกว่าการปล่อยให้สาธารณชนเข้าใจ และล่วงรู้ว่า ขบวนการเหล่านี้ทั้งหมด ได้กระทำเพื่อผลประโยชน์และรักษาผลประโยชน์แห่งพวกพ้องของตนเท่านั้น!

อุดมการณ์เทียม จึงถูกสร้างขึ้นมาลอยๆ แต่มิใช่แขวนเอาไว้เหมือนโคมเขียวโคมแดงตามสถานที่ของคณิกา แต่ถูกสร้างจนมีฐานะเป็นอำนาจทางวาทกรรมฝังใจเอาไว้ให้เชื่อ ด้วยขบวนการสื่อสารทางการเมือง ซึ่งมีสื่อเครือข่ายจัดตั้งเป็นกำลังรบทางด้านนี้

นอกจากเครือข่ายญาติห่างๆ เหล่านี้จะกลัว “ถูกเช็กบิล” อาการโรคติดต่อทางสายเลือด และความรู้สึก ก็ยังซึมซ่านอยู่ในแวดวงของกลุ่มญาติผู้ใหญ่อีกต่างหาก

กลุ่มญาติผู้ใหญ่ที่ว่าไว้นี้ เป็นไปทั้งอำนาจหลุมอำมาตยาธิปไตย อำนาจหลุมดำปีกหนึ่งของ Elites ซึ่งเป็นแกนความคิดยุคกรุงศรีอยุธยา รวมครอบคลุมจนถึงพรรคการเมืองแนวจารีตสัมฤทธิ์ผลนิยม ที่อาศัยอยู่ในรูและอุโมงค์ต่างๆ...

ความหวาดวิตกอนันตริยกรรมต่อบ้านเมือง จึงเป็นเหตุให้กลัวถูกเช็กบิล และเมื่อกลัวถูกเช็กบิลสุดขีด ทำให้ต้องสร้างวาทกรรมและอุดมการณ์อีกต่อไป ต้องการคุมอำนาจ จำกัดอำนาจการบริหารชาติบ้านเมือง โดยสร้างปมเงื่อนล่ามรัฐธรรมนูญเอาไว้ และเร็วๆ นี้คงต้องล้อมกรอบ “สมาชิกวุฒิสภา” เอาไว้เป็นเครื่องมือต่อรองในเกมทางการเมือง พร้อมทั้งเตรียมพื้นที่ระบบการเมืองกลางถนน ให้เป็นแรงกดดันอีกด้าน พร้อมๆ กับวาทกรรมรากเหง้าดั้งเดิมจากกลุ่มปัญญาชนพลัดข้อมูลและความจริง ภายใต้การอุดหนุนร่วมมือของเครือข่ายสื่อ ที่มักอ้างตนว่าเป็นสื่ออิสระ ซึ่งกระทำหน้าที่กันมาอย่างต่อเนื่องมิเคยห่างหายไปจากกระแส!

นี่เป็นแนวรับพร้อมรุก เพื่อป้องกันรายการเช็กบิล ซึ่งไม่น่าจะอ่านเกมออกได้ยากเย็นอะไรนัก?


ถ้าหากพลังประชาธิปไตยก้าวหน้า จัดวางรากฐานของตัวเอง เป็นการแก้เกมอย่างมีพื้นฐาน เกิดระบบงานไม่หลงเตลิดไปเฉพาะงานวันต่อวัน สร้างยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน แล้วดำเนินกลยุทธ์ที่เหมาะสม สอดรับกับสภาววิสัยที่มวลชนพร้อมโอบอุ้ม ก็เชื่อว่าคงสร้างยันต์ตรีนิสิงเห สกัดกั้น ป้องกันความอัปมงคลต่อบ้านเมืองได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง (ถ้าทำเป็น?)

ตัวอย่างของวาทกรรม “เช็กบิล” มันยังเป็นเรื่องตอบโต้ได้ไม่ยาก เพราะทุกวันนี้ วาทกรรมเช็กบิลถูกใช้เป็นคาถาป้องกันตัวเอง พร้อมๆ กับศาสตราวุธสำหรับใช้จ้วงแทงกลับใส่รัฐบาล หาว่าจะใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อกลั่นแกล้งพวกเขา เหล่าญาติอำมาตยาธิปไตยทั้งหลายแหล่!

คุณสดศรี สัตยธรรม ไปตั้งแง่ว่าคุณจักรภพ เพ็ญแข จะเริ่มประเด็นเช็กบิล กกต. นี่จึงมีนัยป้องกันตัวเองและแทงย้อนใส่รัฐบาล เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นกระบวนท่าในการใช้วาทกรรมเช็กบิลให้เกิดประโยชน์ และก่อความสับสนต่อแวดวงสังคมของคนไทยทั้งชาติบ้านเมือง?

โดยความจริง เรื่องล้างแค้นย้อนรอยกลับ กับกรณีรื้อฟื้นการซุกซ่อนกระทำความผิดกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ของบ้านเมือง มันย่อมเป็นคนละรายการ

รัฐบาลมีอำนาจและหน้าที่ ต้องดำเนินการในกรณีของการกระทำผิดกฎหมาย อย่างเรื่องเก็บหีบบัตรของ กกต. ถ้าพิสูจน์ได้โดยหลักฐาน-พยานว่า มีพฤติกรรมทุจริตจริง หากเป็นไปอย่างนั้น กกต.ก็ต้องรับผิดชอบ

มันเป็นรายการรักษากฎหมาย และไม่ใช่เรื่องเช็กบิลโดยแน่นอน

จึงมีคำถามว่า เครือข่าย 19 กันยายนนั้นกลัวการเช็กบิล หรือกลัวว่าความผิดตามกฎหมายของตนจะถูกเปิดเผยออกมา

สองอย่างนี้เป็นความหมายที่ต่างกัน ไม่ใช่ขาวกับดำ แต่เป็นดำกับโรตีไหม้ไฟ?

[Hi-Thaksin.net ] พิสูจน์หัวใจคนรักทักษิณ ต้อนรับการเดินทางกลับบ้าน

โดย คุณประดาบ
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
26 กุมภาพันธ์ 2551

ในที่สุดวันที่พวกเราทุกคนรอคอยก็มาถึง

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. นายกฯทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ



ผมได้รับ Mail แจ้งข่าวนี้จากสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวชินวัตร ผู้ซึ่งเคยเป็นช่องทางการสื่อสารระหว่าง นายกฯทักษิณ ชินวัตร กับ Hi-thaksin ในช่วงต้นๆ ที่เราติดต่อขอให้ท่านส่งคลิปวิดีโอ มาให้พวกเราได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร ได้ยินได้ฟังสุ้มเสียงของท่าน ได้รู้ได้เห็นความคิด ความอ่าน และความเป็นอยู่ของท่าน ในต่างประเทศ

วินาทีที่เปิด Mail แจ้งข่าวชิ้นนี้ ผมมีอาการหัวใจเต้นแรง และดีใจเหลือประมาณ ที่ได้รับข่าวดีที่เชื่อว่าพวกเราซึ่งเป็นคนรักทักษิณ ชื่นชมศรัทธาการทำงานของท่าน และเฝ้ารอการเดินทางกลับบ้านของท่านมานานนับปี จะได้สมหวังกับการรอคอยเสียที

นับจากวันนี้ไปถึง 28 กุมภาพันธ์ ก็เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น ไม่นานเกินไป ไม่กระชั้นเกินไป ที่พวกเราจะเตรียมตัวไปต้อนรับนายกฯทักษิณ ของเรา

1 ปีเศษนับแต่ท่านจากประเทศไทย จากพวกเราไปเมื่อต้นเดือนกันยายน 2549 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ จะเป็นวันแรกที่ท่านจะกลับมายืนบนผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง หลังจากที่พวกเราประชาชนได้ร่วมกันแสดงพลังโค่นล้มเผด็จการคมช. ไปด้วยมือของเรา เมื่อวันที่ 23 ธันวา คม ที่ผ่านมา

1 ปีเศษที่เราเฝ้ารอด้วยความกระวนกระวายใจ ด้วยความห่วงใจ ด้วยความรักและคิดถึง เหลืออีกเพียง 2 วันเท่านั้น ที่การรอคอยของเราจะสิ้นสุดลง ด้วยความสุข สมหวัง ดังที่เราคาดหมายไว้

1 ปีเศษที่เรามารวมตัวกันที่นี่ ที่เวปไซต์ Hi-thaksin และร่วมกันสร้างเวปไซต์นี้ให้เป็นชุมชนคนรักทักษิณ ที่มีพลังแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ส่งไปให้แก่คนที่เรารัก อย่างไม่เสื่อมคลาย วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้พิสูจน์หัวใจของคนรักทักษิณ ว่ายิ่งใหญ่ และอบอุ่น จริงดังที่พวกเราพร่ำพูดกันในเวปไซต์นี้หรือไม่

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะเป็นวันที่พวกเราคนรักทักษิณ จะได้แสดงความรักของพวกเราให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งประเทศ และคนทั้งโลก ว่า ความรัก ความผูกพันที่พวกเรามีต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร นั้นหนักแน่นและจริงใจต่อกันเพียงใด

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะเป็นการแสดงพลังของประชาชนที่นิยมศรัทธานายกฯทักษิณ ชินวัตร เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองชีวิต และรักษาความปลอดภัยแก่คนที่เรารัก เพื่อให้กลุ่มคนที่มุงหมายปองร้ายได้ประจักษ์ และสยบยอมต่อพลังของประชาชน ในที่สุด

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะเป็นวันที่พวกเราคนรักทักษิณ จะได้อิ่มเอมหัวใจกันเสียที

แล้วพบกันวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ เวลา 09.00 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นะครับ

ผมจะรอทุกท่านที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อร่วมกันต้อนรับนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่แผ่นดินไทย กลับมาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร่วมกันกับพวกเรา อีกคราครั้งหนึ่ง

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 25, 2551

กรรมของประเทศ กรรมของคนไทย

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
25 กุมภาพันธ์ 2551

ไม่น่าจะหลีกเลี่ยงได้.. ที่คนไทยกับคนไทยจะไม่ปะทะกัน

ก็ไม่รู้ว่าจะหลีกเลี่ยงกันไปทำไม.. ในเมื่อ“คนกลุ่มหนึ่ง” กับ “คนกลุ่มหนึ่ง” ต่างก็ไม่ยอมรับรู้ในกติกา... และถวิลหาการเผชิญหน้าด้วยการเมืองบนท้องถนน

3 ปีมาแล้ว.. ที่ประเทศนี้วุ่นวายอยู่กับการเมือง.. จนเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ชักจูงประเทศลงต่ำ ประชาชนต้องทุกข์ทนอยู่กับภาวะข้าวยากหมากแพง

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย.. ที่.. ร่วมกันเดินขบวนชุมนุมกันจนเกิดการปฏิวัติ.. คว่ำรัฐบาลเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

หลังจากเขียนกติกาใหม่.. ใช้กลไกแห่งอำนาจหลากรูปแบบ ยุบพรรคแขวนคณะผู้บริหาร..

แต่ประชาชนส่วนใหญ่.. ก็ยังร่วมใจเลือกตัวแทนพรรคไทยรักไทยในชื่อพลังประชาชน กลับเข้ามาเป็นรัฐบาล

กลุ่มผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองชุดเก่า.. ยังเน้นย้ำที่จะใช้การเมืองข้างถนน.. แทนที่การเมืองแบบรัฐสภา โดยเรียกขานเสียโก้หรูว่า... การเมืองภาคประชาชน

ถึงอีหรอบนี้..การเมืองภาคประชาชน กับ การเมืองภาคประชาชน คงจะต้องออกมาเล่นกันข้างถนน จนแพ้จนชนะกันไปข้าง

หรือจะใช้แผนเก่า.. คือ ให้ประชาชน กับ ประชาชนออกมาเผชิญหน้ากัน แล้วเปิดทางให้ฝ่ายกองทัพใช้เป็นข้ออ้างในการยึดครองประเทศ..

ทั้งๆ ที่เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ใช้กลไกสารพัดกีดกัน.. แต่ก็เอาชนะใจประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้..

ประชาชนลุกขึ้นเผชิญหน้ากับกองทัพเมื่อไหร่.. ประเทศจะย้อนกลับไปสู่สงครามกลางเมืองในอดีต

แต่ที่ไม่มีใครรู้ก็คือ..ใครจะเป็นผู้ชนะ

ประเทศจะถูกแบ่งแยกหรือไม่..

อ้ายอีที่ไม่เคยลงสู่เวทีเลือกตั้ง.. แต่จะสั่งราชการบริหารแผ่นดินให้ได้ดั่งใจ... ไม่ยอมรับในทุกเงื่อนไขกติกา.. ก็ต้องเรียกว่า..โจรการเมือง

ชนะเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาล... มันก็นึกว่าประเทศเป็นของมัน.. จะย่ำยีหั่นใจประชาชนอย่างไรก็ได้ ไม่เกรงอกเกรงใจประชาชน มันก็โจรพอกัน

กรรมของประเทศ กรรมของประชาชน กรรมของคนไทย

ประชาชนเรียนรู้แล้วว่า 'การเมืองต้องเป็นไปตามกติกา ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง' ไม่มีใครต้องการวัฏจักรชั่วร้ายอีกรอบ

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ Thaifreenews
25 กุมภาพันธ์ 2551

ทันที ที่มีการจัดตั้งรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้ง หรือกลุ่มอำมาตยาธิปไตย และสื่อมวลชนสายอำมาตย์ทั้งหลาย ก็เดินเกมการเมืองถล่มรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ทันที

เราจะเห็นตั้งแต่การเริ่มยึด TPBS ของ "สื่อมวลชนสายอำมาตย์" ทั้งหลาย และเริ่มขยายผล กรณี 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นมาทันที และก็มีการประสานเสียงไปยังเหล่าพวกพ้องทั้งหลาย มีการรับลูกส่งลูก จนเราสังเกตุกันเห็นได้ชัดว่า ทำเป็นขบวนการ มีคนหนึ่งร้อง ที่เหลือก็รับลูกกันในทันทีเหมือนกัน

กลุ่มพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร อย่าง นายสุริยะใส ที่คอยเป็นหมากของพวกสื่อสายอำมาตย์เหล่านี้ เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล ก็เริ่มออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างกระแสขึ้นในทันที

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมเห็นว่า มันเป็นเกมการเมืองที่พยายามสร้างขึ้น เหมือนกับเป็นการ “เริ่มยกที่สามของการต่อสู้ทางการเมือง ที่ไม่จบยอมจบสิ้น” ต่อไปอีกในประเทศนี้ เพื่อให้การขัดแย้งกัน ขยายผลออกไปอีก คือ ยังจะเล่นไม่รู้จักเลิกนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกล่าวถึงมานั้นคือ การเดินเกมของพวกชนชั้นนำในกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย อาจจะเกิดจากการวางแผนกัน หรือการเล่นการตามจังหวะก็ได้ ดรงนี้ผมไม่รู้ แต่พอประเมินได้ว่า มีการพยายามพลิกเกม เพื่อให้ฝ่ายของตนกลับมาอีก

แต่กระแสอีกอันหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ จากประชาชนเดินถนนทั่วไปของทั้งสองฝ่าย คือ "ความเบื่อหน่ายของประชาชน ต่อความขัดแย้งที่ไม่รู้จักจบสิ้น" และไม่ได้นำไปสู่อะไร นอกจากความเดือดร้อนของชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้นำพาประเทศชาติก้าวหน้าไปสู่สิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากความฉิบหายของประเทศ

ตัวอย่างชัดเจนของคนที่ทำงานผม พวกที่เกลียดทักษิณ และเชียร์ ปชป. ที่ผมเรียกเป็นกลุ่ม "แม่บ้าน"(ไม่ใช่แม่บ้านของสำนักงาน แต่ผมเรียกพวกผู้หญิงหัวอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย) ตอนนี้ยอมรับแล้วว่า การเมืองต้องเป็นไปตามกติกา และการเล่นนอกกติกานั้น ไม่มีทางทำให้วิกฤตการณ์จบไปได้ เมื่อฝ่าย พปช.ชนะในการเลือกตั้ง คนเหล่านี้เรียนรู้ในหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาว่า "ต้องยอมรับผลของการเลือกตั้ง" เพราะไม่อย่างนั้นวิกฤตการณ์ไม่จบสิ้น

สิ่งที่พวกแม่บ้านคุยกับผมอีกอย่างหนึ่ง คือ แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ชอบพรรค พปช.อยู่ แต่พวกเขาก็ไม่เห็นด้วยกับเกมการยุบพรรคอีกแล้ว เพราะพวกเขารู้ดีว่า มันไมได้นำไปสู่อะไรทั้งสิ้น เพราะมันก็จะเกิดพรรค พปช.ชื่อใหม่อีก แต่การเมืองไม่ได้เปลี่ยนขั้วแต่อย่างใด เป็นเกมการเมืองที่ไม่ได้นำไปสู่อะไรทั้งสิ้น นอกจากจุดไฟแค้นของทั้งสองฝ่าย ว่าเล่นไม่รู้จักเลิก

สรุปแล้ว คนเหล่านี้เรียนรู้ที่จะยอมรับว่า การเมืองต้องเป็นไปตามกติกา และเปิดโอกาสให้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชทำงานไป

พวกแกนนำกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย จะปลุกกระแสอย่างไร ผมเห็นว่าตอนนี้ประชาชนจะนิ่งเฉยครับ หรือเลิกสนใจไปเลย เพราะพวกเขาเบื่อหน่าย

เขาได้รัฐบาลมาจากเลือกตั้งแล้ว ประเทศเข้าสู่เส้นทางปกติที่ชนชาวโลกทั้งหลายเขายอมรับกันแล้ว จะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลอย่างไรก็ตาม ผมว่าประชาชนส่วนใหญ่อดทนและรับได้แล้วครับ ไม่บ้าไปตามกลุ่ม "พันธมิตรเพื่อรัฐประหาร" หรือ "สื่อเสี้ยม" ทั้งหลายอีกแล้ว

จะเห็นได้ว่า ไฟ 6 ตุลาคม 2519 ก็เห็นแค่เล่นโยนกันไป โยนกันมาในสื่อเท่านั้น มีองค์กรที่เป็นตัวแสดงของคนพวกนี้ ลุกขึ้นมารำตามเล็กน้อย แต่ผมเห็นชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก ไม่เกี่ยวกับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่พวกเขาเผชิญอยู่ขณะนี้

และที่ผ่านมาหนึ่งปีนี้ ผมคิดว่าชาวบ้านเขาคิดว่า "มันเล่นเกมกันมากเกินไปแล้ว" จนชาวบ้านชาวเมืองเขาเดือดร้อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องทั้งหลายนี้แล้ว

สรุปคือ แม้กลุ่มอำมาตย์จะพยายามจุดไฟขึ้นมา แต่ผมว่าประชาชนทั่วไปจะไม่สนใจเท่าไหร่

อย่างผมตอนนี้ ข่าว 6 ตุลาคม หรือความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่อ่านครับ เบื่อ ขี้เกียจสนใจ และรำคาญด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นชาวบ้านเขานิ่งเฉย คือการย้ายพวกข้าราชการที่ได้ดีมาจากคณะรัฐประหาร สื่อจะสร้างกระแสอย่างไร หรือพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาตีกินอย่างไร ผมรู้สึกว่าชาวบ้านเขานิ่งเฉย

เพราะในหนึ่งปีที่ผ่านมายุค รัฐประหาร ผู้มีอำนาจในขณะนั้น ก็ย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม และข้าราชการที่ได้ดีตอนนั้น ก็มาจากอำนาจ เมื่อขึ้นมาไม่ถูกต้อง จะโดนเองบ้าง ชาวบ้านทั่วไปเขารู้สึกถึง “กฎแห่งกรรม” เป็นอย่างดี

ครับ ทำอะไรไว้ ก็ได้อย่างนั้นเป็นการตอบแทนนั่นเอง ตอนนี้ผมว่าประชาชน เริ่ม ชินชา ไม่มีความรู้สึกแล้วครับ

หากกลุ่มอำมาตย์จะปลุกกระแส ต่อต้านทักษิณ ตอนทักษิณกลับประเทศ ผมว่า คงจะมีแต่พวกแกนนำไล่ทักษิณครั้งก่อนเท่านั้น ที่เต้นอยู่ข้างเดียว ส่วนประชาชนที่จะลงไปบนถนนเหมือนปีที่แล้ว ผมว่าไม่มีแล้วครับ

และที่ผมทราบนั้น มวลชนของ “กลุ่มพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร” ส่วนใหญ่ คือ พนักงานของทีพีไอสายนายประชัย กลุ่มคนใต้ ที่ ปชป.เกณฑ์มา กลุ่มแฟนพันธ์แท้ของนายสนธิ ที่มีประมาณ 5,000 คน ในยุคที่ Peak รวม ๆ แล้วประมาณ 40,000 คน ผมไม่คิดว่า พวกนี้จะสามารถเกณฑ์คน 40,000 คน ลงถนนได้อีกต่อไปแล้ว
และแม้จะเกณฑ์ได้ หากไม่มีการทำรัฐประหาร ก็ไม่ทำให้รัฐบาลสมัคร ล่มได้แต่อย่างใด

ผมเชื่อว่า พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน จะไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน อีก ชะตากรรม ของ พล.อ.สนธิ ก็มีให้เห็นอยู่แล้ว

การเมืองไทย แม้จะมีคนพยายาม จุดกระแสอีก ผมไม่คิดว่ามันจะจุดติดแล้ว วิกฤตการณ์มันนานเกินไป แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนขั้วอำนาจไมได้ จะเริ่มวัฎจักรชั่วร้ายอีกรอบ ผมว่าไม่มีใครเอาด้วยอีกแล้ว

แล้วเสียงปืนจะดังสะท้าน..เลือดนักค้ายาจะโลมดิน

โดย คุณสาละวิน
ที่มา เวบไซต์ เสรีชน
25 กุมภาพันธ์ 2551

"..ถ้าออกนโยบายปราบยาเสพติดแล้ว ผู้ค้ายาฆ่าตัดตอนกันเอง หรือขณะตำรวจจับเข้าจับกุม แล้วเกิดการยิงต่อสู้ทำให้ผู้ร้ายตาย เรื่องแบบนี้ คนออกนโยบายปราบปรามผิดตรงไหน หรือคุณพอใจให้มีกฎหมายระบุว่า เข้าจับกุมแล้วผู้ร้ายใช้อาวุธได้ แต่ตำรวจห้ามใช้... ทำไมคำถามของคุณจึงคล้ายกับแสดงความเป็นห่วงเป็นใยผู้ค้ายาบ้าเหลือเกิน...."

วาทะของ นายกฯสมัคร สุนทรเวช ท่วงทำนองนี้ อุบัติขึ้นที่เวทีให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวหน้าทำเนียบฯ เมื่อผู้สื่อข่าวถามความเห็นเรื่องปราบยาเสพติดตามนโยบายของ มท.1 ซึ่งสะท้อนว่า นโยบายดังกล่าว ได้รับการพยักหน้าจากผู้นำประเทศแล้ว โดยมิพักต้องสงสัย

ประเด็นการออกนโยบายปราบปรามยาเสพติดนี้ ปะทุร้อนระอุขึ้น ในวันที่มีการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลในรัฐสภา โดย มท.1 ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายด้วยท่าทีขึงขังและเร้าใจว่า จะนำแนวทางปราบยาเสพติดของอดีตนายกฯทักษิณ มาปรับใช้อีกคำรบ และจะดำเนินการอย่างเฉียบขาด

ซึ่งหากเป็นจริง ประชาชนย่อมยกมือสาธุการเป็นแน่แท้ เพราะสุดทานทนกับการปราบยาเสพติดแบบเดิมๆ ดังที่นายชวน หลีกภัยกล่าวว่า.... เรื่องของการปราบปรามยาเสพติด หรือการดำเนินการใด ๆ ควรต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้จัดการ ไม่เช่นนั้น จะเกิดปัญหาเหมือนในอดีต ที่ต้องมีการสูญเสียคนบริสุทธิ์ หรือแม้แต่ว่าคนนั้นกระทำผิด เราก็ไม่ควรไปฆ่าโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม...

ก็กระบวนการยุติธรรม ตามวิธีที่นายชวนใช้มาแล้วมิใช่หรือ พวกพ่อค้ายาเสพติดจึงเต็มบ้านเต็มเมืองในสมัยที่นายชวนเป็นนายกรัฐมนตรี ขนาดจับบังรอนตัวการใหญ่ได้ ยังปล่อยให้หนีได้หน้าตาเฉย นายชวนอย่าลืมสิว่าไม่มีฝ่ายปราบปรามคนไหน ที่ต้องการฆ่าคนบริสุทธิ์ หรือมุ่งฆ่านักค้ายาโดยตรง ไม่มีรัฐบาลไหนออกนโยบายฆ่าตัดตอน เหมือนเช่นที่มีการพูดและเขียนกล่าวหารัฐบาล การฆ่าตัดตอน จะเกิดในหมู่ผู้ร้ายด้วยกันเอง ซึ่งหากกระบวนการยุติธรรมเอื้อมมือถึง ต้องดำเนินการตามกฎหมายปกติทุกกรณีอยู่แล้ว

หากมัวรอกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยไม่มีมาตรการเด็ดขาดใดๆ มากรุยทางก่อน รับรองว่า ไม่มีทางจัดการปัญหายาบ้าครองเมืองได้

นักสิทธิมนุษยชน นักการเมืองซีกฝ่ายค้าน ตลอดจนคอลัมนิสต์ ที่ทำตัวเป็นนายแสนดีห่วงใยชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย ควรสำเหนียกในข้อนี้ด้วย แทนการห่วงคนบริสุทธิ์ไม่กี่ราย ที่ต้องเสี่ยงในมาตรการปราบปรามยาเสพติด ควรหันมาห่วงชีวิตบริสุทธิ์ ที่ตกเป็นทาสยาบ้านับล้าน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตกันดีกว่า ท่านทั้งหลายเหล่านี้ควรหันมาสนับสนุนนโยบายปราบยาเสพติดอย่างเด็ดขาดของรัฐบาล ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะไม่เอาใจใส่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หากฝ่ายปฏิบัติการภาครัฐกระทำความผิด ต้องดำเนินคดีโดยเฉียบขาดตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

จริงอยู่ ชีวิตทุกชีวิตมีกฎหมายคุ้มครอง แต่นั่นก็โดยทฤษฎี เมื่อออกนโยบายปราบยาเสพติดแล้ว คนค้าคนขายยังไม่หยุด ก็เท่ากับคนพวกนี้ยอมเสี่ยงตาย หรือยอมตายด้วยความสมัครใจอยู่แล้ว

ขบวนการค้ายาบ้า เป็นกระบวนการนอกกฎหมายที่มีเครื่อข่ายโยงใยซับซ้อน หากไม่รีบสะสาง การแก้ไขสถานการณ์ก็จะยากขึ้นทุกขณะ อาจถึงขั้นเห็นคนคลั่งยาบ้า เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมืองได้ เหมือนที่เคยปรากฏมาแล้วในช่วงสมัยรัฐบาลที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อรัฐบาลของ นายกฯสมัคร สุนทรเวช มีนโยบายปราบยาเสพติดแน่ชัดเช่นนี้ และ มท.1 ประกาศ ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างเฉียบขาดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประชาชนย่อมมีความหวัง

ยอมทนให้เสียงปืนดังสะท้าน และทนเห็นเลือดนักค้ายาชะโลมดินไปสักพัก....แล้วทุก อย่างจะดีเอง !

สุริยะใส แอนด์เดอะแก๊งค์ .....Who are you ??

โดย นางสาวหมอนทอง
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
25 กุมภาพันธ์ 2551

เห็นคนหน้าดำๆ ไม่มีสง่าราศรีคนนี้ ออกข่าวทีวีอยู่เรื่อยๆ

ยื่นเงื่อนไขต่อสังคมต่างๆ นาๆ ราวกับผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

สื่อฯ ไทยเอง ก็ให้ความสำคัญกับคนๆ นี้ในบทบาทของเลขาฯ ครป.หรือ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย
อยากถามว่า ไอ้ ครป. อะไรเนี่ย..ย เป็นองค์กรที่ใครรับรอง
มีต้นทุนทางสังคมอย่างไร
มีสมาชิกอย่างเป็นทางการ มีหลักฐานเป็นตัวเป็นตนจำนวนสักเท่าใด
ทำไมจึงช่างมีบทบาทมากมายนักในสังคมนี้
ทำไมสื่อฯ จึงให้ความสำคัญกับกลุ่มคนพวกนี้นัก

กับแค่ความเห็นของพวกสำคัญตัวเองผิด 4-5 คน มานั่งคุยกัน ออกข่าวจะจัดแถลงข่าว เป็นเรื่องใหญ่โต ราวกับเรื่องราวสำคัญของบ้านเมือง

สำคัญอยู่ที่สื่อฯ อย่าเอาไมค์ไปจ่อปาก เพื่อหาข่าวไปวันๆ ต่อให้พวกเขาพูดอะไร ทำอะไร อย่าไปสนใจลงข่าวให้ จะมีปัญญาทำหน้าใหญ่ต่อไปได้สักกี่น้ำ

มันก็แค่พวกไร้สาระที่คอยป่วนบ้านเมือง

ประเทศชาติไม่เคยไปถึงไหน ก็เพราะคนพวกนี้

ถึงเวลาต้องตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินของคนพวกนี้แล้วหรือยัง ?????

เปิดผลงาน ปราโมช อธิบดีกรมกร๊วก เชื้อชั่วที่เผด็จการทิ้งไว้ : ถึงเวลาต้องกำจัด

โดย คุณประดาบ
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
25 กุมภาพันธ์ 2551

ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คนปัจจุบัน เป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่งในวงการสื่อมวลชน เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนแรกที่เติบโตมาจากสายงานข่าว และเป็นนักข่าวภาคสนาม คลุกคลีกับนักข่าวรุ่นใหญ่ๆ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ของหนัง สือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในประเทศ มาช้านาน

จึงเป็นเรื่องไม่ปกตินัก เมื่อได้ยินได้ฟังว่า เพื่อนฝูงในวงการไม่ได้อนาทรร้อนใจกับชะตากรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ มากนัก อาจจะเป็นเพราะรู้ดีว่าพฤติกรรมของปราโมช ในห้วงเวลาที่เผด็จการเรืองอำนาจ

ปราโมช ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ถวายตัวรับใช้คุณพ่อเผด็จการ คมช.อย่างสุดจิตสุดใจ

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนสั่งปิดวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ของชินวัฒน์ หาบุญพาด และ วิทยุชุมชนคนรู้ใจ ของชูพงศ์ ถี่ถ้วน ซึ่งเป็นวิทยุชุมชนคลื่นหลักของคนรักทักษิณ และดำเนินคดีทั้งกับ ชินวัฒน์ และ ชูพงศ์ ข้อหาจัดรายการวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาต และเผยแพร่เนื้อหารายการที่ทำให้สังคมแตกแยก ด้วยเหตุเพียงเพราะว่า ทั้งสองสถานีนี้ สัมภาษณ์นายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศข้ามทวีปจาก ลอนดอน มากรุงเทพฯ แล้วกระจายออกไปทั่วประเทศ ด้วยระบบออนไลน์ ให้คนรักทักษิณ ได้ชุ่มชื้นหัวใจ

ปราโมช รัฐวินิจ ชี้ว่า คำสัมภาษณ์ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่าคิดถึงบ้าน อยากให้คนไทยรักกัน หันหน้าเข้าหากัน อภัยให้กัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุครบ 80 พรรษา จะสร้างความแตกแยกให้แก่สังคมไทย

ในขณะที่ วิทยุชุมชน 92.25 ของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ 97.75 ของสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เครื่องส่งวิทยุที่มีกำลังส่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กล่าวหาโจมตีนายกฯทักษิณ ใช้ความเท็จสร้างความเกลียดชังนายกฯทักษิณ และทำให้สังคมแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ และยังออกอากาศมาได้จนถึงทุกวันนี้

กระทั่งการยึดไอทีวี มาเป็นของรัฐ แล้วแปลงสภาพไปเป็นโทรทัศน์สาธารณะ ตกเป็นเครื่องมือสื่อสาร ของสื่อมวลชนผู้ฝักใฝ่เผด็จการ ที่นำโดยเทพชัย หย่อง ก็เป็นฝีมือของปราโมช รัฐวินิจ คนนี้นี่เอง ที่เป็นทั้งผู้วางแผน เดินเกม และลงมือด้วยตนเองทุกขั้นตอน

รวมไปถึงการสั่งซื้อสารคดีมาเผยแพร่ในช่วงที่โทรทัศน์สาธารณะ เปิดสถานีในช่วง 15 วันแรก จำนวน 100 ตอน มูลค่า 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงจนน่าตกใจ ก็เป็นฝีมือของปราโมช เช่นเดียวกัน เป็นการซื้อโดยไม่ต้องประมูล ไม่ต้องสอบราคา และซื้อตามความพึงพอใจของตนเองเพียงคนเดียว

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่สั่งการเด็ดขาด สกัดกั้นการออกอากาศของ พีทีวี ถึงขั้นประกาศลั่นว่า หาก พีทีวี ออกอากาศ จะถูกจับกุมดำเนินคดี เพราะเป็นโทรทัศน์เถื่อน ผิดกฎหมายแน่นอน และจะต้องมีคนไข้ขึ้นแน่ๆ

วันนี้ พีทีวี ออกอากาศได้แล้ว ปราโมช รัฐวินิจ ไม่เห็นรู้ร้อนรู้หนาวอะไร ไม่เห็นขึงขัง สั่งปิด สั่งจับ เหมือนเมื่อวันวาน เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการตัดสินใจของอธิบดีกรมประชา สัมพันธ์ คนนี้ แต่ที่แน่ๆ มีคนเห็นปราโมช รัฐวินิจ มีอาการไข้ขึ้นๆ ลงๆ เกือบทุกวัน นับตั้งแต่จักรภพ เพ็ญแข มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์

กลับตัวแล้ว แต่กลับใจ ให้เลิกฝักใฝ่เผด็จการไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป

อันที่จริงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ได้มา ก็หามีความสง่างามไม่ เพราะได้มาจากการกอดแข้งกอดขาเผด็จการ แล้วยุแหย่ให้ปลด ดุษฎี สินเจิมศิริ ออกจากตำแหน่ง ทั้งๆ ไม่มีความผิดอะไร แล้วก็เสนอตัวเองนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่ แทน พร้อมกับเงื่อนไข จะให้เอาอะไรมาแลกก็ยอม จะให้น้อมรับคำสั่งอะไร ทำได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว คือ ขอเป็นอธิบดีเท่านั้น

เมื่อคุณพ่อเผด็จการ คมช.มาด่วนตายจากไป ปราโมช ก็คงต้องทำใจ เตรียมใจไว้แล้วเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ หากไปดูที่ห้องทำงาน อาจจะได้เห็นกล่องเก็บของเตรียมพร้อมแล้ว

แต่หากมองโลกในแง่ดี การสั่งห้ามพีทีวี ออกอากาศ กลับทำให้กระแสความตื่นตัวของคนรักทักษิณ และแนวร่วมประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย อย่างกว้างขวาง และเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะทนไม่ได้กับคำสั่งของเผด็จการ และข้าราชการที่รับใช้เผด็จการ อย่างปราโมช รัฐวินิจ จนกลายเป็น นปก. และเป็นขุมกำลังหลักขับไล่เผด็จการ ในที่สุด

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้เอง คือคนที่เชื้อเชิญ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าลัทธิ “ยามเผาแผ่นดิน” พร้อมทั้งพลพรรค เอเอสทีวี มาจัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าเช่าเวลา

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่นำเวลาของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐ ไปมอบให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ เรียกได้ว่าเป็นการยกของหลวงให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไว้ใช้ด่าคนออกอากาศ โกหกออกโทรทัศน์ ฟรีๆ

เหตุการณ์ในครั้งนั้น นับเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่ก่อตั้งกรมประชาสัมพันธ์ขึ้นมา เนื่องจาก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่จะต้องถ่ายทอดสดสัญญาณภาพจากสถานีโทรทัศน์เถื่อน และเป็นสถานีโทรทัศน์ที่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีข้อหาเผยแพร่ภาพและเสียง โดยไม่ได้รับอนุญาต และผิดกฎหมาย

แต่ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว เพื่อจะให้ได้เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ปราโมช ทำได้ทั้งนั้น และเมื่อได้เป็นแล้ว ก็ต้องตอบแทนทุกอย่างที่คุณพ่อเผด็จการ คมช.ต้องการ แม้กระทั่งตบหน้าตัวเองในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และย่ำยีหัวใจและศักดิ์ศรีคนกรมประชาสัมพันธ์ ที่ต้องถ่ายทอดสัญญาณรายการยามเฝ้าแผ่นดิน จากสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี มาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 เพื่อขยายผู้ชมอันจำกัด เฉพาะสาวกผู้งมงายของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นประชาชนทั่วประเทศ

การกระทำของ ปราโมช รัฐวินิจ ในครั้งนั้นถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ เป็นความด่างพร้อยของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และกรมประชาสัมพันธ์อย่างไม่น่าเชื่อว่า คนที่เป็นลูกหม้อของกรมประชาสัมพันธ์ จะทำเช่นนั้นได้

จากหลักฐาน 2 แผ่น ที่สืบค้นมาได้ เป็นหนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึง รัตนบุรี อติศัพท์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เป็นหนังสือของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ นร 0201.02 / 22 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 มีใจความสาระสำคัญ ว่า...

นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (วิญญูชนจอมปลอม) ได้มอบหมายให้ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ติดต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อหารือร่วมกันในการกำหนดแนวทางการจัดทำรายการ ได้ข้อสรุปดังนี้

1. จัดรายการวิเคราะห์ข่าว ชื่อ รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็นประจำทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 20.30-21.30 น.

2. ผู้ดำเนินรายการคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมีพิธีกรผู้ช่วยอีก 1 คน

3. ลักษณะรายการเป็นรายการสด โดยนำข้อมูลข่าวที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาวิเคราะห์ชี้แจงทำความเข้าใจ หรือเชิญผู้รับผิดชอบมาสัมภาษณ์ออกอากาศ

4. รายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่มีโฆษณาใดๆ แต่จะมีสปอตเผยแพร่กิจกรรมทางราชการออกอากาศในช่วงคั่นเวลา โดยส่วนจัดและควบคุมรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เป็นผู้รัผบิดชอบสปอตของราชการที่จะออกอากาศ

5. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะผลิตรายการที่ห้องผลิตรายการโทรทัศน์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ถนนพระอาทิตย์ ส่งสัญญาณผ่านระบบใยแก้ว มาออกอากาศที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ดำเนินรายการในการค้นคว้าข้อมูล การสนับสนุนข้อมูล ในการจัดทำรายการ และอื่นๆ

6. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะออกอากาศตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 – 13 พฤษภาคม 2550

เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ออกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 และสั่งให้โทรทัศน์ช่อง 11 รับสัญญาณจากเอเอสทีวี ออกอากาศในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ภายในวันเดียวกัน

ทำไมต้องรีบร้อนปานนั้น ก็ไม่อาจทราบได้

เป็นที่น่าประหลาดใจว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ก็สามารถสนองนโยบายและคำสั่ง ปราโมช ได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ วิญญูชนจอมปลอม ซึ่งเป็นคนต้นคิดให้ สนธิ ลิ้มทองกุล มาโผล่หน้าจอโทรทัศน์ช่อง 11 ตอบคำถามนักข่าวช่อง 11 ประเด็นการเชื่อมสัญญาณภาพจากเอเอสทีวีมาออกอากาศที่ช่อง 11 ว่า

“ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการเชื่อมสัญญาณ ถ้าเชื่อมสัญญาณ นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะต้องรับผิดชอบ เพราะก่อนจะดำเนินการ กรมประชาสัมพันธ์ได้ตรวจสอบอะไรที่ขัดกับข้อกฎหมาย รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนไม่ให้มีข้อที่ขัดต่อข้อกฎหมาย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้แก้ปัญหาตกแล้ว จึงได้อนุญาตให้ร่วมกันผลิตรายการได้ ข้อเท็จ จริงเป็นการร่วมผลิตรายการที่เป็นการจัดทำรายการนอกสถานที่ แล้วต่อสายตรงผ่านไฟเบอร์ออปติก มาที่ช่อง 11 โดยตรง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ ASTV”

นักข่าวช่อง 11 แย้งว่า ถ้าเป็นการร่วมผลิตรายการ หมายถึงจะต้องมีคนของกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปร่วมดำเนินรายการ แต่รายการดังกล่าวเป็นรายการที่ผลิตมาจากห้องส่ง ASTV ตรงนี้จะเรียกว่าเป็นการร่วมผลิตได้อย่างไร นายธีรภัทร์ย้อนถามว่า "คุณมาจากไหนนะ" เมื่อได้รับคำตอบมาจากช่อง 11 ธีรภัทธ์ ก็เปลี่ยนประเด็น โบ้ยไปว่าเรื่องนี้ต้องถามอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพราะเขาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

ธีรภัทร์ ชี้แจงอีกว่าการทำรายการนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่อยู่ในการตกลงกันของกรมประชาสัมพันธ์กับนายสนธิ โดยนายสนธิ อาจจะนำคนที่เขาเชื่อใจว่าทำงานได้สะดวกมาทำ เพราะว่าเขาต้อง การให้การวิเคราะห์ข่าวนั้นมีคุณภาพ เขาต้องมีข้อมูลป้อน และมีการแทรกภาพให้รายการมีสีสัน มีความน่าติดตาม

เรื่องการเชื่อมสัญญาณภาพนี้ เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ผลิตกันที่เอเอสทีวี แล้วมาออกากาศที่ช่อง 11 ก็มาด้วยการเชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่มาตามระบบใยแก้ว เนื่องจากรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่ได้ออกอากาศเฉพาะที่ช่อง 11 หากแต่ยังออกอากาศที่ เอเอสทีวีด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากเป็นการร่วมผลิตรายการกับช่อง 11 ลิขสิทธิ์ของรายการต้องเป็นของช่อง 11 เอเอสทีวีจะนำไปออกอากาศไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากช่อง 11 เท่านั้น

ไม่ว่าจะเชื่อมสัญญาณหรือไม่เชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่มีความสลัก สำคัญอันใด เมื่อเทียบกับการที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ต้องรับสัญญาณภาพจากเอเอสทีวี ซึ่งเป็นโทรทัศน์เถื่อน และเป็นจำเลยของกรมประชาสัมพันธ์ กำลังสู้คดีกันอยู่ในศาล มาเผยแพร่ให้ประชาชนรับชม โดยใช้เวลาและสถานี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไปให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ

เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับกรมประชาสัมพันธ์ได้ยอมรับสถานะของเอเอสทีวี ว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ไปแล้ว

นอกจากใช้ฟรีแล้ว ยังเป็นการใช้เพื่อทำร้ายบุคคลอื่น ละเมิดสิทธิ ทำให้ได้รับความเสียหาย และใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ ขยายความบาดหมางให้กว้างขวางขึ้น จนนำไปสู่การเผชิญหน้าของคนในชาติ อย่างรุนแรง

หากจะพิจารณากันแล้ว ลำพังพิษจากน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พ่นผ่านเอเอสทีวี ไม่น่าจะทำให้พิษแพร่กระจายไปทั่วประเทศได้ แต่เมื่อได้รับความอุปถัมภ์เป็นพิเศษจากกรมประชาสัมพันธ์ โดย ปราโมช รัฐวินิจ ก็ช่วยแพร่กระจายพิษให้ไปไกลทั่วประเทศ ทำให้สถานี โทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งควรจะเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด ในฐานะสถานี โทรทัศน์แห่งชาติ กลายสภาพเป็นสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ที่ไม่น่าเชื่อถือ

พฤติกรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ ดังที่ยกมานี้ คงเพียงพอแล้วกระมังที่รัฐบาล จะใช้ความกล้าหาญและความชอบธรรม ตัดสินว่าอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกกี่วัน

แต่ขอให้พึงระลึกไว้ด้วยว่า ทุกวันที่ช้าออกไป ทุกนาทีที่ปราโมช รัฐวินิจ ยังนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นการทำร้ายจิตใจคนรักทักษิณ อย่างร้ายแรง และเป็นการปล่อยให้เชื้อชั่วที่เผด็จการทิ้งไว้ มีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้ และจะกลับมาทำร้ายรัฐบาลและประชาชนที่มาจากระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งในอนาคต

ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้วครับ ท่านรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข

นอกเสียจากว่า ท่านจะหันมาคบหาบริวารเผด็จการ เป็นมิตร เสียแล้ว

นาวารัฐบาลสมัคร1 ท่ามกลางหินโสโครก และคลื่นพายุบ้า

โดย คุณเรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
25 กุมภาพันธ์ 2551

การบริหารประเทศภายใต้รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช 1 นับว่าเป็นภาวะอันยากตรากตรำสิ้นดี แม้ไม่ถึงกับต้องเริ่มต้นบนซากปรักหักพัง เสมือนกับการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเริ่มต้นไปจากท้องพระคลังหลวงที่ว่างเปล่า...

แต่ยามนี้บ้านเมืองไทยก็ว้างเวิ้ง เต็มไปด้วยความเหี่ยวเฉาของ “ผู้รู้ปัญหาจริงในสังคม” เพราะยามนี้เองที่ใกล้เคียง และตรงกับความหมายของการกู้ชาติอีกครั้ง

นาวารัฐสยามภายใต้เงื่อนไขเวลาปัจจุบัน แม้นมิได้ล่มจมจ่อมลงสู่ก้นทะเล แต่สภาวะนั้นคงไม่ได้แตกต่างอะไรจากการแล่นไปบนท่ามกลางกลุ่มหินโสโครก คลื่นพายุก็ระงมกราดเกรี้ยวทั่วรอบข้าง พร้อมแปรเป็นไต้ฝุ่นกำลังแรงจัดได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง...

นาวานี้จะเป็นกระไรไม่มีใครรู้จริงๆ? พื้นฐานของการเป็นรัฐบาลผสม อันนี้เป็นปัจจัยแรกซึ่งเราต้องน้อมรับข้อเท็จจริงว่า มันมีแนวโน้มเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ สังเกตเพียงช่วงเริ่มต้น ก็คงได้เห็นฤทธิ์เห็นเดชของ “บางรัฐมนตรีและคณะ” อยู่บ้าง!

เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่เป็นตัวกำหนดให้เกิดสภาพความเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ อาจจะมีโอกาสถูกกระทำให้อ่อนแอซ้ำเข้าไปอีก ถ้าสมาชิกที่ร่วมอยู่ในคณะรัฐบาลด้วยกัน ไม่ว่าจากสังกัดพรรคใดๆ ขาดเสียซึ่งสำนึกและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ที่จะสร้างผลงานในระดับ “เข้าตา” ขึ้นมา

มันมิใช่เป็นเพียงการ “จับตา” และรอคอยเฝ้าหวังจากประชาชนที่มีจำนวนไม่น้อย ซึ่งต่างคาดหมายว่า แม้จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แต่อย่างน้อยก็น่าจะขยับรับผิดชอบบ้านเมือง ให้ขับเคลื่อนไปได้ดีกว่าคณะรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ภายใต้เงื่อนงำอำนาจแห่งคณะรัฐประหาร...

มิใช่เพียงประชาชนและเหล่าพสกนิกรเท่านั้นที่เฝ้ามอง กระทั่งศัตรูทางการเมืองและอำนาจ ต่างกำลังลุ้นอย่างเต็มที่เพื่อหวังให้รัฐบาลนี้พังครืนไปโดยเร็ว คณะรัฐบาลชุดนี้จึงไม่อาจหลงระเริงหรือย่ามตายใจอะไรได้ทั้งสิ้น ท้องทะเลข้างหน้า ดารดาษไปด้วยหินโสโครกที่ไม่รู้ว่าอยู่จุดไหนบ้าง? เพียงแต่คาดเดาโดยอาศัยความชำนาญ ประสบการณ์ของกัปตันเรือ...น่าจะอยู่ตรงนั้น น่าจะต้องหลบตรงนี้ เรียกว่าต้องสติมั่นและสมาธิแจ่มชัดจริงๆ ถึงจะฝ่าด่านเลวร้ายเหล่านี้ไปได้?
หากผ่านหินโสโครกไปแล้ว ยังคงมีทุ่นระเบิดลอบวางดักเอาไว้เป็นระยะๆ

เขียนยกอุปมาอุปไมย เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า “รัฐบาลชุดนี้ ต้องเผชิญกับเส้นทางที่หินโหดปานใด?” แค่กว่าจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ยากสุดๆ แค่จะเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเท่านี้เองยังแทบรากเลือด แค่อยู่เฉยๆ เขายังจ้องกระทืบ แซะไม้หมอน ถอดสกรู หวังให้รถไฟตกราง นี่มิพักบังอาจไปกล่าวถึงการแบกรับภาระอันหนักอึ้งของปัญหาต่างๆ!

ความจริงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ก้าวเข้ามารับผิดชอบสถานการณ์ของชาติบ้านเมือง เราอาจเปรียบเทียบได้ว่าคือ งานสาหัสหนักหนากว่าพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ยากแสนเข็ญกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะย้อนกลับไปจนชวน หลีกภัย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บรรหาร ศิลปอาชา เลยถึงอานันท์ ปันยารชุน แม้พลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ยาวสุดๆ บรรจบเวลาของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์...

รัฐบาลที่ผ่านๆ มาจะไม่มีรัฐบาลใด ถูกทดสอบขัดขวาง วางยา และต้องใช้ศักยภาพชนิดสุดๆ เพื่อคลายวิกฤตของบ้านเมืองที่พูดได้ว่า “มีทุกปัญหา คลำไปตรงไหนก็เจ็บร้องโอยถึงตรงนั้น!”

เพียงแก้ไขปัญหาอย่างเดียวมันก็อ่วมแล้วครับ? นี่ไหนจะต้องถูกจ้องเตะตัดขา แถมมัดมือล็อกเอาไว้ข้าง ใช้งานได้ข้างเดียว ก็นับว่าเป็นข้อจำกัดคับขันที่น่าสนใจ...

ภายใต้ห้วงเวลาของประชาธิปไตยที่มีความเร้นลับดำมืด เป็นรัฐบาลที่ถูกกระทำให้อ่อนแอที่สุด ขณะที่ต้องรับผิดชอบปัญหายากเย็นมากที่สุด นักการเมืองที่คิดแบบเก่าๆ จะรับจะเอาอย่างเคยชิน มันไม่มีพื้นที่ให้คุณยืนอย่างนี้ได้นานหรอกครับ?

คุณไร้ความผิด เขาก็จะเนรมิตให้ฝ่ายค้านรัฐบาลเงา คอยอยู่จะขย่มขย้ำคำโตๆ
สื่อสารมวลชนใต้เงาอำมาตยาธิปไตย นั่นเป็นศักยภาพสูงสุดในขบวนการบ่อนเซาะ ทำสงครามข้อมูลข่าวสารไปเรื่อยๆ

จนอาจกล่าวได้ว่า “ศูนย์รวมในการต่อต้านและโค่นล้มรัฐบาลชุดนี้ ได้ถูกวางยุทธศาสตร์ให้พื้นที่บนสื่อ กลายเป็นท้องทุ่งสังหารทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว”

แถมยังมีทัพหลวง ทัพหน้า ทัพหลัง ทัพเสบียงที่พร้อมจะลำเลียงเผดียงพลออกมายาตรา... เพลี่ยงพล้ำมาเมื่อไร?...บาทาร่วมทำสหกรรมแน่นอน!

ย้ำ...รัฐบาลชุดนี้ ตกอยู่ภายใต้สนามล้อมทางอำนาจ สภาวะเช่นนี้ วิชาบู๊สอนว่า ให้ลงมือตอบโต้ทันทีสำหรับผู้ที่บุกโจมตีเรา ให้การตอบโต้เป็นขบวนการท่าเดียวกับการป้องกัน...

หนทางชนะนั้นพอมี แต่ต้องแม่นยำ รัดกุม รอบคอบ รู้จักจังหวะ

สูตรของปฏิปักษ์นั้นได้ถูกใช้ออกมาหมดไส้หมดพุงแล้ว เมื่อครั้ง 19 กันยายน 2549 จับทางให้ถูก เกมกลพวกนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงมากนัก... เริ่มจากสาดโคลนตอแหลใส่ความ วางยา ประท้วงแล้วรัฐประหาร...

ประการสำคัญ อย่าได้ไปก้าวพลาดเสียเองจากเรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะจำต้องคิดก่อนพูด เพราะนี่เป็นยุทธการตอแหลอีกภาคใหม่!! ซึ่งใช้ปากกันเป็นอาวุธร้ายนำหน้า